บทที่ 16 การเสด็จมาครั้งที่สอง
Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 16
การเสด็จมาครั้งที่สอง

แม้ว่าพระเยซูจะตรัสอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สอง (มัทธิว 16:27) อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองก็ยังคงไม่ถูกทำให้ชัดเจน ดังนั้น เราต้องการทราบว่าการเสด็จมาครั้งที่สองจะเกิดขึ้นอย่างไร เมื่อใดและที่ไหน บางคนเชื่อว่าการเสด็จมาครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อพระเยซเสด็จสู่หัวใจของแต่ละบุคคล (ยอห์น 14:20) โดยการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กิจการ 8:16,19) อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้เป็นทัศนะของหลักการ เพราะตั้งแต่การเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพ็นเทคศเต (Pentecost) (กิจการ 2:4) บรรดาผู้เชื่อมากมายซึ่งมีประสบการณ์กับการสถิตของพระเยซูภายใน ถ้าสิ่งนี้เป็นการเสด็จมาครั้งที่สอง เราต้องกล่าวว่าการเสด็จมาครั้งที่สองได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อสองพันปีก่อน อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าการเสด็จมาครั้งที่สองจะไม่เกิดขึ้นในหนทางนี้ เพราะชาวคริสเตียนยังคงรอคอยการเสด็จมาครั้งที่สองแม้กระทั่งหลังจากการเสด็จลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพ็นเทคศเต

อีกด้านหนึ่ง บางคนเชื่อว่าพระเยซูจะเสด็จมาทางฝ่ายวิญญาณ ในขณะที่ข้อเท็จจริงอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าพระองค์จะไม่เสด็จแบบนั้น เพราะตั้งแต่การคืนพระชนม์ของพระเยซู การปรากฏทางฝ่ายวิญญาณของพระองค์สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเกิดขึ้นบ่อยๆ อย่างไรก็ตาม ชาวคริสเตียนยังคงรอคอยอย่างกระตือรือร้นสําหรับวันแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง จากสิ่งนี้เรารู้ว่าสิ่งที่คนคริสเตียนทั้งหลายรอคอยไม่ใช่การเสด็จมาครั้งที่สองทางฝ่ายวิญญาณ เพราะแม้พระเยซูได้พบกับสาวกยอห์น ทางฝ่ายวิญญาณหลายครั้ง แต่พระเยซูยังตรัสกับเหล่าสาวกว่า "เราจะมาในเร็วๆ นี้แน่นอน" (วิวรณ์ 22:20)

1. พระคริสต์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งอย่างไร
ก. บทเรียนจากการมาครั้งที่สองของเอลียาห์

ดังนั้น การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์จะเกิดขึ้นอย่างไร? ในการพิจารณาสิ่งนี้ ขอให้เราพิจารณาการมาครั้งที่สองของเอลียาห์ก่อน แท้จริงแล้ว การมาครั้งที่สองของเอลียาห์เป็นตัวอย่างที่พระเจ้าทรงให้ไว้แก่เราเกี่ยวกับว่าพระคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งอย่างไร

โดยผ่านผู้เผยพระวจนะมาลาคี พระเจ้าทรงสัญญาที่จะประทานเอลียาห์อีกครั้งหนึ่งก่อนการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด (มาลาคี 4:5) ดังนั้น โดยแท้จริงแล้ว ชาวอิสราเอลในเวลานั้นผู้กําลังรอคอยพระผู้มาโปรดจึงกำลังรอคอยการมาครั้งที่สองของเอลียาห์ เพราะว่าเอลียาห์จะมาก่อนพระผู้มาโปรด และเพราะว่าการมาครั้งที่สองของเอลียาห์เป็นการ กลับมาของเอลียาห์ผู้ซึ่งขึ้นไปสู่สวรรค์ ชาวอิสราเอลจึงเชื่อว่าเอลียาห์จะลงมาจากสวรรค์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงประกาศอย่างชัดเจนว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้เกิดบนโลกก็คือ เอลียาห์ (มัทธิว 11:14; 17:13) อย่างไรก็ตาม การมาครั้งที่สองของเอลียาห์ที่เกิดขึ้นโดยผ่านยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาไม่ได้หมายความว่าเอลียาห์เองจะกลับมาเกิดอีกเป็นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา แต่เอลียาห์ผู้อยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณคอยช่วยเหลือยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้อยู่บนโลก เพราะ ยอห์นเกิดพร้อมกับภารกิจเดียวกับเอลียาห์ (ลูกา 1:17) ดังนั้น แม้ว่าภารกิจของทั้งสองจะเป็นอย่างเดียวกัน แต่บุคคลนั้นแตกต่างกัน

จากบทเรียนนี้ที่ทำให้ทราบถึงการมาครั้งที่สองของเอลียาห์ ดังนั้น เราจึงเข้าใจได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่การเสด็จมาครั้งที่สองอาจเกิดขึ้นโดยที่พระผู้มาโปรดจะประสูติบนโลก เรายังเข้าใจได้อีกว่า แม้ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง พระผู้มาโปรดจะทรงมีภารกิจเช่นเดียวกับพระเยซู และพระองค์อาจไม่ทรงมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับพระเยซู (ยอห์น 14: 16,17;16:12; วิวรณ์ 19:12;2:17)

ข. บทเรียนจากการเสด็จมาครั้งแรก
ในพันธสัญญาเดิม เราพบการพยากรณ์สองอย่างที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการมาของพระผู้มาโปรด ในดาเนียล 7:13 เราพบคําพยากรณ์ที่ว่าพระผู้มาโปรดจะเสด็จมาบนก้อนเมฆ "ข้าพเจ้าเห็นในนิมิตกลางคืน และดูเถิด มีท่านผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์มาพร้อมกับบรรดาเมฆของสวรรค์..." อย่างไรก็ตาม ผู้เผยพระวจนะมีคาห์พยากรณ์ว่าพระผู้มาโปรดจะประสูติในเบธเลเฮม (มีคาห์ 5:2) แล้วระหว่างคำพยากรณ์สองคําพยากรณ์ที่ขัดแย้งกันนี้ ชาวอิสราเอลเชื่อคำพยากรณ์ใด

โดยการที่รู้ถึงอิทธิพลของผู้เผยพระวจนะทั้งสองคือ ดาเนียลและ มีคาห์ต่อชาวอิสราเอล ประกอบกับรู้ว่าชาวอิสราเอลมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ในพระเจ้า เรารู้ว่าชาวอิสราเอลกําลังรอคอยพระผู้มาโปรดที่จะเสด็จมาจากสวรรค์

ด้วยเหตุผลนี้เองที่ว่า แม้กระทั่งหลังจากการถูกตรึงที่กางเขนของพระเยซูจึงยังคงมีการเคลื่อนไหวต่อต้านชาวคริสเตียนเกิดขึ้น ชาวอิสราเอลกล่าวว่าพระเยซูทรงไม่อาจเป็นพระผู้มาโปรดได้เพราะพระองค์ประสูติในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังบนโลก สิ่งนี้สามารถเข้าใจคําเตือนของยอห์นที่ว่า "เพราะว่ามีผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก คนไหนไม่รับพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนนั้นแหละ เป็นผู้ล่อลวงและเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์" (2 ยอห์น 7:8)

มีบางคนยืนยันว่าดาเนียล 7:13 เป็นคําพยากรณ์เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาของการเสด็จมาครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม จากข้อความเหล่านี้ เราสามารถเห็นได้ว่ายุคพันธสัญญาเดิมต้องสิ้นสุดลงโดยการเสด็จมาของพระเยซู "เพราะคําของผู้เผยพระวจนะทั้งหลายและธรรมบัญญัติได้พยากรณ์มาถึงยอห์นนี้..." (มัทธิว 11:13) และ "เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติเพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้รับความชอบธรรม" (โรม 10:4) สถานการณ์ในเวลานั้นเป็นไปในลักษณะที่ว่าไม่เคยมีใครจินตนาการถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรดเลยจนกระทั่งพระเยซูเอง ในช่วงปลายของการทรงทํางานของพระองค์ พระองค์ตรัสว่าพระผู้มาโปรดจะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ไม่มีชาวอิสราเอลคนใดในเวลาของพระเยซูคิดว่าการพยากรณ์ของดาเนียล 7:13 เป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สอง ชาวอิสราเอลน่าจะเชื่อว่าข้อความเหล่านั้นหมายถึงการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดผู้ที่เขาทั้งหลายกําลังรอคอยอยู่เท่านั้น และชาวอิสราเอลควรจะประพฤติเหมือนว่า ข้อความดังกล่าวหมายความเช่นนั้นจริงๆ (กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ชาวอิสราเอลน่าจะคาดหวังว่าพระผู้มาโปรดจะเสด็จมาบนก้อนเมฆ)

ทำไมการส่งพระผู้มาโปรดองค์เดียวคือ พระเยซูมานั้น พระเจ้าจึงทรงให้คําพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดบนก้อนเมฆ พระเยซูตรัสว่า "ไม่มีผู้ใดขึ้นไปสู่สวรรค์นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรมนุษย์" (ยอห์น 3:13) ชี้ให้เห็นว่าพระองค์เสด็จมาจากสวรรค์ แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่ทราบเป็นอย่างดีว่าพระเยซูประสูติบนโลกจากมารดาของพระองค์คือ มารีย์ แล้วทําไมพระองค์จึงตรัสว่าพระองค์เสด็จมาจากสวรรค์

คําว่า "สวรรค์" ถูกใช้บ่อยในพระคัมภีร์ และถูกใช้บ่อยเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่หมายความถึงคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ ความศักดิ์สิทธิ์หรือความดี ดังนั้น เราสามารถให้ความหมายกับพระดำรัสที่พระเยซูตรัส "ข้าพเจ้าเกิดเหมือนกับพวกท่านทุกคน แต่ข้าพเจ้าแตกต่างอย่างมากในแง่ของแรงผลักดันและจุดเริ่มต้นของการเกิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเกิดจากพระเจ้า" ด้วยความเข้าใจในคําว่า "สวรรค์" เช่นนี้ คําพยากรณ์ที่ว่าพระเยซูจะเสด็จมาบนก้อนเมฆจึงไม่ผิด อย่างไรก็ตาม คำพยากรณ์นี้จะเป็นเท็จถ้าตีความตามตัวอักษร

ในทํานองเดียวกัน ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้ซึ่งเกิดในครอบครัวเศคาริยาห์ตามแผนการพิเศษของพระเจ้ามิได้กำเนิดมาบนโลกแต่เพียงเท่านั้น แต่ยอห์นมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ (ลูกา 1:15-17, 76) ไม่ว่ารูปแบบการเกิดของยอห์นจะเป็นเช่นใดก็ตาม แต่พระเจ้าทรงเป็นสาเหตุโดยตรงสำหรับกำเนิดของยอห์น ดังนั้น ยอห์นจึง "ลงมาจากสวรรค์" เป็นตัวแทนของเอลียาห์ และมีภารกิจเดียวกับเอลียาห์

ค. การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์เกิดขึ้นโดยการประสูติของพระองค์บนโลก
จากสิ่งที่แสดงในตัวอย่างของการมาครั้งที่สองของเอลียาห์และการเสด็จมาของพระเยซู ทั้งสองกรณีล้วนเป็นการทรงทำงานโดยตรงของพระเจ้า ดังนั้น เราจึงต้องพิจารณาคําพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองอย่างรอบคอบ

โดยสรุปแล้ว พันธสัญญาใหม่ไม่เพียงแต่มีคําพยากรณ์ที่ว่าพระคริสต์จะเสด็จมาเป็นเสมือนผู้พิพากษาท่ามกลางความรุ่งเรืองบนก้อนเมฆจากสวรรค์ แต่มีคำพยากรณ์บางข้อที่พยากรณ์ว่าพระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้เสด็จมาในครั้งแรก ซึ่งตรงข้ามกับคําพยากรณ์อีกข้อหนึ่ง เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระองค์บนก้อนเมฆ

ในลูกา 17:24,25 กล่าวว่า พระเยซูทรงคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง พระองค์ตรัสว่า "...บุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้นแหละในวันของพระองค์ ก่อนนั้น จำเป็นที่พระองค์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการและคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับพระองค์" ถ้าพระผู้มาโปรดจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางอำนาจและความรุ่งเรืองพร้อมกับเสียงแตรเรียกของหัวหน้าทูตสวรรค์ แล้วใครเล่าจะกล้าปฏิเสธและกดขี่ข่มเหงพระองค์ ท่านทั้งหลายจะกดขี่ข่มเหงพระองค์หรือไม่

ทุกวันนี้ ชาวคริสเตียนที่เชื่อจำนวนมากและโบสถ์ต่างๆ กําลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้า รอคอยการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดบนก้อนเมฆ ถ้าพระองค์จะเสด็จมาบนก้อนเมฆ ก็จะไม่มีเหตุผลใดที่พระองค์จะถูก กดขี่ข่มเหง อย่างไรก็ตาม ถ้าพระองค์มิได้เสด็จมาบนก้อนเมฆจริงๆ แต่เสด็จมาในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง เช่นเดียวกับที่พระองค์เสด็จมาครั้งแรก จึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนที่ยืนยันว่า ทําไมพระเยซูจึงตรัสว่า พระองค์จะต้องทรงทุกข์ทรมาน ก่อนจะทรงได้รับการยอมรับในที่สุด (ลูกา 17:24,25)

วิวรณ์ 12:5 กล่าวว่า "...หญิงนั้นคลอดบุตรชายผู้ซึ่งจะครอบครองประชาชาติทั้งปวงด้วยคทาเหล็ก แต่เขานําบุตรนั้นขึ้นไปเฝ้าพระเจ้ายังพระที่นั่งของพระองค์" ผู้จะปกครองโลกด้วยคทาเหล็กนั้นก็คือ พระผู้มาโปรดที่จะเสด็จมานั่นเอง ข้อความนี้กล่าวว่าพระองค์จะประสูติจากผู้หญิง เมื่อพวกฟาริสีต้องการรู้เกี่ยวกับเวลาของการเสด็จมาครั้งที่สอง เขาทั้งหลายถามพระเยซูว่า อาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึงเมื่อใดพระองค์ตรัสตอบว่า "...แผ่นดินของพระเจ้าไม่มาด้วยนิมิตที่จะสังเกตได้" (ลูกา 17:20) ทั้งที่ทุกคนสามารถมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่พระเยซูยังตรัสว่าการมาของอาณาจักรพระเจ้า กล่าวอีกอย่างก็คือ การเสด็จมาครั้งที่สองจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ทําไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เป็นเพราะว่า พระผู้มาโปรดจะไม่เสด็จมาบนก้อนเมฆจริงๆ ตามตัวอักษร ในลูกา 18:8 พระเยซูตรัสว่า "เราบอกท่านทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงประทานความยุติธรรมให้เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรมนุษย์มา ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ" พระเยซูทรงพยากรณ์ว่า พระองค์จะไม่ทรงพบความเชื่อในโลกนี้ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ สิ่งนี้หมายความว่าเมื่อพระองค์เสด็จมา เวลานั้นเกือบจะไม่มีใครถูกช่วยให้รอดโดยความเชื่อที่บริบูรณ์ของเขาทั้งหลาย ทําไมจึงเป็นเช่นนั้น

แน่นอนที่ว่า ไม่ใช่ว่าผู้ที่เชื่อทุกคนบนโลกที่จะมีความเชื่อที่สัมบูรณ์ แต่ก็มีประชาชนทั่วโลกผู้กําลังไปในหนทางแห่งความเชื่อที่แท้จริง แล้วทําไมพระเยซูจึงตรัสเป็นนัยว่าพระองค์จะไม่ทรงพบความเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ใครเล่าจะล้มเหลวในการรู้จักพระผู้มาโปรดที่เสด็จมาบนก้อนเมฆ แน่นอนที่ว่า แม้กระทั่งคนที่ไม่เชื่อทั้งหลายก็จะรู้จักพระองค์และเชื่อในพระองค์ แล้วประชาชนจะไม่มีความเชื่อเพียงเพราะมีใครขัดขวางไม่ให้เชื่ออย่างนั้นหรือ แน่นอน จะไม่เป็นเช่นนั้น ความยากลําบากไม่จําเป็นต้องทําให้ความเชื่อของบุคคลอ่อนแอลง เราตีความหมายพระดำรัสของพระเยซูที่ว่าพระองค์จะทรงไม่พบความเชื่อบนโลกนั้นหมายความว่า พระองค์จะเสด็จมาในลักษณะเดียวกันกับการเสด็จมาครั้งแรก

ครั้งที่พระเยซูเสด็จมาเมื่อสองพันปีก่อน มีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ในหมู่ประชาชน บางคนอธิษฐานทั้งวันทั้งคืนในวิหาร ชาวอิสราเอลท่องจําธรรมบัญญัติต่างๆ และพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาธรรมบัญญัติและกฏทั้งหลายที่พระเจ้าทรงบัญชาให้รักษา มีการถวายเงินหนึ่งในสิบและถืออดอาหาร ในแง่นี้ ชาวอิสราเอลมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ในพระเจ้า อย่างไรก็ตาม กลับไม่มีความเชื่อที่แท้จริง ทําไมชาวอิสราเอลจึงไม่มีความเชื่อพอที่ทําให้เชื่อในพระเยซูว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้มาโปรดที่พระเจ้าทรงประทานมา

ในแง่นี้ พระเยซูจะไม่ทรงพบความเชื่อใดๆ บนโลก เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ที่มีคนคริสเตียนที่ดีนับล้านคนที่รอคอยการปรากฏพระองค์ของพระผู้มาโปรดบนก้อนเมฆ แต่ถ้าพระองค์เสด็จมาในหนทางเช่นเดียวกับที่พระองค์เคยเสด็จมาในครั้งก่อน พระองค์จะทรงพบความเชื่อที่ทําให้คนคริสเตียนรู้จักพระองค์หรือไม่

เพื่อเป็นการเน้นอีกครั้งหนึ่ง จากข้อความในพระคัมภีร์ที่กล่าวมาแล้ว และจากบทเรียนต่างๆ ที่เราได้เรียนรู้จากการทรงทํางานของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ การเสด็จมาครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับการเสด็จมาครั้งแรก โดยการที่พระผู้มาโปรดจะประสูติบนโลกในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง แท้จริงแล้ว พระองค์จะเสด็จมาเป็นเสมือนบุตรมนุษย์

ง. จากทัศนะของหลักการ
ตาม "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" ความมุ่งหมายของพระเจ้าในการสร้างอาดัมเอวาต้องถูกบรรลุถึงโดยการบรรลุถึงพรสามประการบนโลก กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งสองต้องบรรลุถึงความสมบูรณ์ของตัวเองเป็นเสมือนบุคคลอุดมคติ กลายเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัวอุดมคติและแล้วสร้างอาณาจักรสวรรค์บนโลก ในฐานะตัวแทนของพระเจ้า ทั้งสองต้องปกครองสรรพสิ่งด้วยความรัก อย่างไรก็ตาม เพราะว่าทั้งสองตกสู่บาป ทั้งสองจึงไม่อาจเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงและได้สร้างโลกที่ชั่วร้าย

พระเยซู ผู้ทรงเสด็จมาเป็นเสมือนอาดัมที่สอง (1 โครินธ์ 15:45) ทรงมาเพื่อเปลี่ยนโลกนี้ให้เป็นโลกอุดมคติที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ในเวลาแห่งการสร้างสรรค์ (มัทธิว 4:17) เพราะว่าพรสามประการของพระเจ้ายังคงไม่ถูกบรรลุถึง แม้กระทั่งหลังจากการทรงทํางานเพื่อการช่วยให้รอดโดยการถูกตรึงที่กางเขนและการคืนพระชนม์ของพระเยซูก็ตาม พระผู้มาโปรดคืออาดัมที่สามผู้ไร้บาปจะเสด็จมาเพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมาย สําหรับการสร้างสรรค์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

พระผู้มาโปรดต้องทรงประสูติบนโลก ทรงเป็นสิ่งดํารงอยู่ทางฝ่ายเนื้อหนังที่เป็นแก่นสาร เพราะว่าพระองค์ต้องทรงเป็นแบบอย่างของบุคคลอุดมคติ บุคคลผู้ซึ่งมีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ และทรงเป็นผู้บรรลุถึงพรประการแรก พระองค์ทรงบรรลุถึงความรับผิดชอบนี้ในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังเท่านั้น พระองค์ต้องทรงสร้างครอบครัวอุดมคติที่พระเจ้าปรารถนา แล้วทรงเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงผู้บรรลุถึงพรประการที่สองของพระเจ้า หัวใจของพ่อแม่ของพระองค์จะปลูกฝังหัวใจและความรักของพระเจ้าลงในหัวใจทุกคนที่ติดตามพระองค์และพระองค์จะทรงช่วยเขาทั้งหลายให้บรรลุถึงความสมบูรณโดยการให้การบังเกิดใหม่ และจะทรงแสดงให้แต่ละบุคคลเห็นว่าจะสามารถบรรลุถึงความมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิตได้อย่างไร พระองค์จะทรงเป็นบุคคลที่สมบูรณ์และจะทรงเป็นพระเป็นเจ้าผู้ปกครองโลกฝ่ายวิญญาณและโลกฝ่ายเนื้อหนังด้วยความรักที่สมบูรณ์ บรรลุถึงพรประการที่สามของพระเจ้า ประชาชนจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับพระองค์ (โรม 11:17) และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์โดยการเชื่อ ติดตามและรับใช้พระองค์ ดังนั้นพระผู้มาโปรดจะทรงนําประชาชนให้กลายเป็นบุคคลผู้ควบคุมสิ่งต่างๆ ด้วยความรัก และบรรลุถึงพรประการที่สามของพระเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์ต้องประสูติในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังบนโลกเช่นเดียวกับในการเสด็จมาครั้งแรก

ภารกิจหลักของศาสนายูดาห์ไม่เพียงรับพระเยซูเท่านั้น แต่ยังต้อง ติดตามพระองค์และช่วยพระองค์ให้ทรงบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์หลังจากที่พระองค์เสด็จมา ในทํานองเดียวกัน ภารกิจของศาสนาคริสต์นอกจากการสร้างพื้นฐานในระดับโลกสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สองแล้ว ยังต้องช่วยพระองค์ให้ทรงบรรลุถึงภารกิจของพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จ

อาณาจักรสวรรค์บนโลก ซึ่งพระคริสต์จะทรงสร้างขึ้นนั้นไม่ใช่อาณาจักรสวรรค์ในความเพ้อฝัน อาณาจักรสวรรค์ไม่อาจถูกสร้างขึ้นด้วยอัศจรรย์เหนือธรรมชาติใดๆ แต่จะถูกสร้างขึ้นโดยการบรรลุถึงความรับผิดชอบของมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาทั้งหลายในหนทางที่เป็นจริง ตามที่พระเจ้าทรงชี้นำ

ความรอดไม่อาจเกิดกับบุคคลผู้ไม่ตอบสนองต่อการทรงทํางานของพระเจ้าได้ อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้มวลมนุษยชาติถูกช่วยให้รอด เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความชอบธรรมและความรัก เพราะว่าอุดมคติสําหรับการสร้างสรรค์ของพระเจ้าไม่ได้ถูกบรรลุถึงโดยความสมบูรณ์ในบุคลิกภาพของบุคคลเพียงคนเดียว ดังนั้น แผนการของพระเจ้าสําหรับการช่วยให้รอดก็ไม่สิ้นสุดลงด้วยความรอดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะฉะนั้น พระคริสต์ ผู้ทรงบรรลุถึงอุดมคติของพระเจ้าจะไม่ทรงยึดติดอยู่กับนิกายใดๆ ของศาสนาคริสต์เป็นการเฉพาะ แต่จะทรงอยู่เหนือขอบเขตของลัทธินิกายทั้งหลาย พระองค์จะทรงทํางานเพื่อสร้างโลกที่เป็นหนึ่งภายใต้พระเจ้าเหนือขอบเขตของเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติและสีผิว

จ. ความหมายของก้อนเมฆ
ถ้าพระผู้มาโปรดจะทรงปรากฏบนโลกในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังแล้วอะไรคือความหมายของการเสด็จมาบนก้อนเมฆ ก้อนเมฆหมายถึงอะไร เมฆคือ นํ้าที่ระเหยขึ้นไป แม้ว่านํ้านั้นจะเคยสกปรกก็ตาม แต่เมื่อระเหยขึ้นไปกลายเป็นเมฆแล้ว น้ำจะถูกทําให้บริสุทธิ์ ตามวิวรณ์ 17:15 นํ้าเป็นสัญลักษณ์แทนมนุษย์ที่มีบาปหรือมนุษย์ที่ตกสู่บาป ดังนั้น เมฆจึงเป็นสัญลักษณ์แทนประชาชนที่ได้รับการฟื้นคืนชีพหรือบังเกิดใหม่เป็นเสมือนนักบุญจากบรรดามนุษย์ที่ตกสู่บาป อุปมาที่ว่า พระคริสต์จะเสด็จมาบนก้อนเมฆนั้น หมายความว่า พระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางนักบุญทั้งหลายที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้

ทําไมพระเยซูจึงตรัสว่าพระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งบนก้อนเมฆ ประการแรก คือ เพื่อป้องกันการหลอกลวงของผู้ต่อต้านพระคริสต์ จนกว่าจะถึงเวลาของการเสด็จมาจริงๆ เป็นสิ่งที่ดีกว่าที่จะให้ประชาชนเชื่อว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาบนก้อนเมฆจนกว่าจะถึงเวลาแห่งการเสด็จมาจริงๆ ของพระองค์ ถ้าหากการเสด็จมาครั้งที่สองจะถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าพระคริสต์จะทรงปรากฏพระองค์ในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังบนโลก ความสับสนที่อาจเกิดขึ้นจากการแอบอ้างของผู้ต่อต้านพระคริสต์ทั้งหลายจะเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลามาถึงพระเจ้าจะทรงบอกแก่เราอย่างแน่นอนว่าพระผู้มาโปรดจะเสด็จมาอย่างไร (อาโมส 3:7)

ประการที่สองคือ เพื่อทรงให้กําลังใจบรรดาสาวกในชีวิตศาสนาที่จะต้องผ่านไปในหนทางที่ยากลําบาก โดยแท้จริงแล้ว พระเยซูตรัสหลายสิ่งเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองซึ่งดูเหมือนไม่อาจเข้าใจได้อย่างบริบูรณ์ วิวรณ์ 22:20 กล่าวว่า "เราจะมาในเร็วๆ นี้แน่นอน" มัทธิว 10:23 พระเยซูตรัสว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนที่ท่านจะไปทั่วเมืองต่างๆ ทั้งหมดในอิสราเอล บุตรมนุษย์จะเสด็จมา" ในมัทธิว 16:28 พระองค์ตรัสว่า "เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่มีบางคนที่ยังไม่รู้รสความตาย จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยราชอํานาจ ของพระองค์ท่าน" ในยอห์น 21:18-22 พระองค์ตรัสเหมือนกับว่า พระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งในระหว่างช่วงชีวิตของยอห์น ในข้อความเหล่านี้ พระเยซูทรงเน้นว่าการเสด็จมาครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในไม่ช้า (เทียบกับเวลาของพระองค์) อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแล้วทําไมพระเยซูจึงตรัสว่าจะเกิดขึ้น อะไรคือเหตุผลที่พระเยซูตรัสเช่นนั้น

พระเยซูทรงทอดพระเนตรล่วงหน้าถึงการกดขี่ข่มเหงของอาณาจักรโรมัน ดังนั้นพระองค์ต้องทรงอบรม ทรงให้กําลังใจและทรงให้ความหวังแก่สาวกของพระองค์ เพื่อให้ศาสนาคริสต์สามารถรอดพ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหงที่น่าสังเวช และเตรียมพื้นฐานในระดับโลกสําหรับการเสด็จมา ครั้งที่สอง ชาวคริสเตียนในเริ่มแรกสามารถรักษาความกระตือรือร้นและมุมานะไว้ได้ เพราะว่า เขาทั้งหลายเชื่อว่าการเสด็จมาครั้งที่สองกําลังจะมาถึง และเชื่อว่าพระองค์จะเสด็จมาจากสวรรค์บนก้อนเมฆพร้อมอํานาจ และความรุ่งเรืองของพระเจ้า เพราะความเชื่อนี้ เขาทั้งหลายจึงมีความเข้มแข็งพอที่จะอดทนต่อการกดขี่ข่มเหงของอาณาจักรโรมันและสร้างโบสถ์คริสเตียนในเริ่มแรกขึ้นได้

2. เมื่อไรพระคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
แล้วพระคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อใด ในมัทธิว 24:36 พระเยซูตรัสว่า "แต่วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้..." ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะคาดการณ์เกี่ยวกับเวลาแห่งการเสด็จกลับมาของพระองค์

อย่างไรก็ตาม ในมัทธิว ข้อความเดียวกันนั้นกล่าวว่า พระบิดาทรงรู้ และอาโมส 3:7 กล่าวว่า "แท้จริงพระเจ้ามิได้ทรงกระทําอะไรเลย โดยมิได้เปิดเผยความลี้ลับให้แก่ผู้รับใช้ของพระองค์ ก็คือผู้เผยพระวจนะ" ดังนั้น เราสามารถเข้าใจได้ว่าโดยผ่านผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าจะทรงให้ประชาชนรู้อย่างแน่นอนเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ ตัวอย่างมากมายของการที่พระเจ้าทรงแสดงให้รู้ล่วงหน้าถึงสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทํานั้น พบได้ในเส้นทางแห่งการแก้ไข เช่น พระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ล่วงหน้าเกี่ยวกับการที่ทรงพิพากษาโดยการให้นํ้าท่วมและทรงเตือนโลท (Lot) เกี่ยวกับการทําลายเมืองโสโดมและโกโมราห์ และพระเจ้าทรงเปิดเผยเวลาของการประสูติของพระผู้มาโปรดครั้งแรกพระเจ้าทรงเปิดเผยเวลาของการประสูติของพระเยซูกับครอบครัวยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา (ลูกา 1:41-45) กับโหราจารย์จากทางตะวันออก (มัทธิว 2:1-12) กับสิเมโอน (ลูกา 2:26-32) กับคนเลี้ยงแกะในทุ่งหญ้า (ลูกา 2:8-12,15) แอนนา (ลูกา 2:38) โยเซฟ (มัทธิว 1:20-22) และกับคนอื่นๆ ในตลอดประวัติศาสตร์ของแผนการของพระองค์ จะมีเวลาใดที่สําคัญสําหรับพระเจ้ามากไปกว่าการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด พระเจ้าจะไม่ทรงให้ประชาชนรู้ว่าพระบุตรของพระองค์จะเสด็จมาสู่โลกเพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ที่สูญเสียเมื่อใด ได้อย่างไร

อีกด้านหนึ่ง พระเยซูตรัสว่าพระองค์จะเสด็จมาเหมือนกับขโมย (วิวรณ์ 3:3) แต่แล้ว พระองค์กตรัสอีกว่าพระองค์จะไม่เสด็จมาเหมือนกับขโมยสําหรับคนทั้งหลายผู้อยู่ในความสว่าง (1 เธสะโลนิกา 5:4-6) และผู้ที่ตื่นอยู่ (1 เธสะโลนิกา 5:4-6, วิวรณ์ 3:3) ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าสําหรับผู้เชื่อทั้งหลายที่อธิษฐานอยู่เสมอและตื่นอยู่ในความสว่าง พระเจ้าจะทรงบอกล่วงหน้าเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด เพื่อว่า ประชาชนจะสามารถเตรียมตัวสําหรับพระองค์ (ลูกา 21:34;35)

เพราะแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขต้องถูกบรรลุถึงโดยผ่านพระผู้มาโปรด พระผู้มาโปรดจึงทรงเป็นผลที่เปี่ยมคุณค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไข พื้นฐานที่ถูกเตรียมไว้สําหรับพระผู้มาโปรดซึ่งเปี่ยมคุณค่า ก็คือศาสนายูดาห์ และชาวอิสราเอลซึ่งเริ่มต้นจากครอบครัวของยาโคบ อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้อธิบายแล้วว่าประชาชนชาวอิสราเอลไม่เชื่อในพระเยซู และดังนั้น พระเจ้าจึงทรงพัฒนาอิสราเอลที่สอง (ศาสนาคริสต์) ที่มีคนหลายเชื้อชาติซึ่งเชื่อในพระเยซู

สูตรแผนการของพระเจ้าซึ่งพบในประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลต้องพบเช่นกันในประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ เพราะว่า พระเจ้าทรงเตรียมศาสนาคริสต์เพื่อให้เป็นอิสราเอลที่สองในระดับโลกแทนที่อิสราเอลที่หนึ่งที่สูญเสียไป ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่หนึ่งซึ่งเริ่มต้นที่ยาโคบ กับประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่สองคือ ศาสนาคริสต์ซึ่งเริ่มต้นในเวลาของพระเยซู ประวัติศาสตร์ทั้งสองต้องเป็นไปตามกระบวนการอย่างเดียวกันเพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายของการเตรียมเพื่อรับพระผู้มาโปรดบนโลก

ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์แตกต่างกันในแง่ของเหตุการณ์ ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์และสภาพทางภูมิศาสตร์กับพื้นภูมิทางวัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ตาม บทบาทของประวัติศาสตร์ศูนย์กลางในแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขถูกส่งต่อจากชนชาติหนึ่งไปสู่อีกชนชาติหนึ่ง เพราะว่าแผนการทั้งสองเกิดขึ้นเพื่อเตรียมพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด ความมุ่งหมายเบื้องหลังเป็นหนึ่งและเป็นอย่างเดียวกัน

เราได้เปรียบเทียบประวัติศาสตร์ทั้งสองนี้ ในทัศนะของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขแล้ว ขอให้เราพิจารณาเวลาแห่งการเสด็จมาของพระคริสต์บนพื้นฐานของการเปรียบเทียบนั้น

ประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลจากยาโคบถึงพระเยซูถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาย่อยๆ ที่สําคัญหกช่วง คือ ช่วงระยะเวลาของการเป็นทาสในอียิปต์ ช่วงระยะเวลาของผู้วินิจฉัย ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรรวม ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรแบ่งเหนือและใต้ ช่วงระยะเวลาของการเตรียมสําหรับพระผู้มาโปรด แท้จริงแล้ว ช่วงเวลาย่อยๆ หกช่วงนี้ ประกอบเข้าเป็นยุคสมัยหนึ่งของแผนการของพระเจ้าซึ่งกินเวลาหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะบรรลุถึงแผนการสําหรับการแก้ไข แต่เมื่ออิสราเอลที่หนึ่งไม่บรรลุถึงความรับผิดชอบของตนในการเชื่อในพระผู้มาโปรด พระเจ้าไม่ทรงมีทางเลือกอื่นนอกจากการยืดแผนการสําหรับการแก้ไขออกไปอีก ช่วงเวลาจากพระเยซูถึงการเสด็จมาครั้งที่สองก็ถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาย่อยๆ ที่สําคัญหกช่วง คือช่วงระยะเวลาของการถูกกดขี่ข่มเหงในอาณาจักรโรมัน ช่วงระยะเวลาของโบสถ์คริสเตียนภายใต้ระบบสังฆราชาคณะ (ช่วงระยะเวลาของสังฆราชาคณะ) ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรคริสเตียน ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรแบ่งตะวันออกและตะวันตก ช่วงระยะเวลาของการถูกจับและการกลับมาของสันตะปาปา และช่วงระยะเวลานี้ก็กินเวลาทั้งสิ้นหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบปี

ปี ค.ศ. 1930 มิได้เป็นเวลาที่ซึ่งเราต้องรอคอยด้วยความหวังและความหมายอีกต่อไป เพราะมันได้ผ่านมาแล้ว แล้วทําไมเราจึงยังไม่ได้พบกับการพิพากษาครั้งสุดท้าย ความรุ่งเรืองแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองบนโลก ถ้าการเสด็จมาครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในอากาศจริงแล้ว ความรุ่งเรืองของพระผู้มาโปรดควรขยายออกไปทั่วโลกแล้ว อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้อธิบายก่อนหน้านี้แล้วว่า พระผู้มาโปรดไม่เสด็จมาบนก้อนเมฆจริงๆ การเสด็จมาครั้งที่สองจะเกิดขึ้นโดยการที่พระผู้มาโปรดประสูติบนโลกในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง แล้วปี ค.ศ. 1930 จะเป็นปีที่พระผู้มาโปรดเสด็จมาหรือไม่ เราไม่อาจชี้เฉพาะลงไปได้ว่าเป็นปีไหน เพราะเราพบความแตกต่างถึงสิบปีในตลอดประวัติศาสตร์แผนการของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น ช่วงระยะเวลาของการถูกกดขี่ข่มเหงในอาณาจักรโรมันจะต้องเป็นสี่ร้อยปี แต่ในข้อเท็จจริง ช่วงระยะเวลานดำเนินไปจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 392 เท่านั้น แต่ช่วงระยะเวลาของการเตรียมสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สองที่เริ่มต้นจากการปฏิรูปในปี ค.ศ. 1517 ก็ควรสิ้นสุดลงในเวลาสี่ร้อยปีต่อมา ถ้าเป็นตามนี้ การเสด็จมาครั้งที่สองควรเกิดขึ้นแล้วในปี ค.ศ. 1917 ดังนั้น การประสูติของพระคริสต์ควรจะเกิดขึ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในระหว่างปี ค.ศ. 1917 ถึง 1930

เมื่อพระเยซูเสด็จมาเมื่อสองพันปีก่อน พระองค์มิได้ทรงประกาศความเป็นพระผู้มาโปรดของพระองค์หรือเริ่มต้นการพิพากษาในทันที แต่มีช่วงเวลาการเตรียมชีวิตส่วนพระองค์อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ถูกรู้เห็น แล้วจึงมีช่วงระยะเวลาของการประกาศคําสอนต่อสาธารณชนในเวลาต่อมา เพื่อเตรียมพื้นฐานสําหรับการบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระผู้มาโปรด ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง พระผู้มาโปรดต้องทรงผ่านไปในเส้นทางของการเตรียมพระองค์ที่คล้ายคลึงกันนั้น หลังจากการประสูติของพระองค์ โดยความเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นระหว่างแผนการสำหรับการแก้ไข เราจึงเข้าใจได้ว่าช่วงระยะเวลาปัจจุบันเป็นเวลาของการเตรียมสําหรับการปรากฏพระองค์ของพระผู้มาโปรด เราเรียกเวลาแห่งการเสด็จมา ครั้งที่สองของพระคริสต์ว่า ยุคสุดท้าย ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วใน "จุดสรุปของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ" ว่ายุคปัจจุบันคือ ยุคสุดท้าย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเวลาปัจจุบันเป็นเวลาที่พระผู้มาโปรดจะทรงปรากฏพระองค์

3. พระคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งที่ไหน
ถ้าพระคริสต์จะทรงประสูติอีกครั้งหนึ่งเป็นมนุษย์ในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง พระองค์ก็ต้องทรงมาสู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศนั้นคือประเทศใด

เมื่อสองพันปีก่อนในยูเดีย พระเยซูตรัสว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่พระองค์จะเสด็จกลับมาท่ามกลางประชาชนอิสราเอลหรือไม่ ในมัทธิว 21:33-43 กล่าวถึงอุปมาเรื่องสวนองุ่น พระเยซูทรงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระองค์จะไม่เสด็จมาสู่ชนชาติอิสราเอลอีก ในอุปมานี้ พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของสวนองุ่น สวนองุ่นเป็นสัญลักษณ์แทนพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงอุดมคติสําหรับการสร้างสรรค์ คนเช่าสวนคือ ชนชาติอิสราเอลผู้ถูกเลือก บ่าวผู้รับใช้คือ ผู้เผยพระวจนะ ลูกชายเจ้าของสวนคือ พระเยซู และชนชาติที่ให้ผลงอกงามหมายถึง ชนชาติที่จะรับพระผู้มาโปรดในการเสด็จมาครั้งที่สอง พระเยซูตรัสว่าพระองค์จะไม่เสด็จกลับมาสู่ประชาชนผู้ซึ่งได้ปลงพระชนม์พระองค์อีก ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังตรัสว่าพระองค์จะเอาสิทธิของการเป็นชนชาติที่ถูกเลือกไป และจะทรงประทานสิทธินั้นแก่ชนชาติและประชาชนผู้ซึ่งจะให้ผลงอกงามสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง

แล้วเราควรจะถือข้อความในพระคัมภีร์ ซึ่งกล่าวถึงการมาของบุตรทั้งหลายของอิสราเอลอย่างไร วิวรณ์ 7:4 กล่าวว่าในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง คนแสนสี่หมื่นสี่พันคนจะถูกเลือกออกมาจากเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล และได้รับการประทับตรา สิ่งนี้หมายความว่าอะไร

ชื่อ "อิสราเอล" ได้รับมาในเริ่มแรกโดยยาโคบหลังจากที่เอาชนะเหนือทูตสวรรค์ที่ท่าลุยข้ามแม่นํ้ายับบอก (ปฐมกาล 32:28) และหมายถึง "ผู้ซึ่งต่อสู้กับพระเจ้า" พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ "อิสราเอล" หมายความถึงประชาชนของพระเจ้าผู้ซึ่งได้รับชัยชนะในความเชื่อ และไม่จําเป็นว่าจะต้องหมายความถึงลูกหลานทางสายเลือดของยาโคบ สิ่งนี้มาจากคําพูดของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาในมัทธิว 3:9 ที่ว่า "...อย่านึกเหมาเองในใจว่าตัวมีอับราฮัมเป็นบิดา เพราะ เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจจะให้บุตรเกิดขึ้นแก่อับราฮัมจากก้อนหินเหล่านี้ได้" นอกจากนี้ จากคําพูดของนักบุญเปาโล ในโรม 9:6 ที่ว่า "เพราะว่าเขาทั้งหลายที่เกิดมาจากอิสราเอลนั้นหาได้เป็นคนอิสราเอลแท้ทุกคนไม่..."

แล้วใครจะเป็นประชาชนที่ถูกเลือกแห่ง "อิสราเอล" หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนกางเขน บุคคลเหล่านั้นก็คือคนคริสเตียนทั้งหลายผู้เชื่อในพระผู้มาโปรด โรม 11:11 กล่าวว่า "...แต่การที่เขา (ชาวอิสราเอล) ละเมิดนั้นเป็นเหตุให้ความรอดแผ่มาถึงพวกต่างชาติเพื่อจะให้พวกอิสราเอลอิจฉา" สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าศูนย์กลางของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขได้ออกจากชาวอิสราเอลแล้ว ดังนั้นพระเจ้าจะไม่ทรงดําเนินแผนการศูนย์กลางกับบรรดาลูกหลานของอับราฮัมอีก แต่จะทรงดำเนินแผนการของพระองค์กับรรดาคนคริสเตียนผู้เลื่อมใสครัทธา ผู้สืบทอดความเชื่อของอับราฮัม แล้วพระผู้มาโปรดจะเสด็จมาในประเทศใด

เมื่อสาวกคนหนึ่งทูลถามพระเยซูว่า พระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งที่ใด? พระเยซูทรงตรัสตอบอย่างเป็นสัญลักษณ์ในลูกา 17:37 "ซากศพอยู่ที่ไหน ฝูงนกแร้งจะตอมกันอยู่ที่นั่น" พระเยซูมิได้ทรงชี้อย่างเจาะจงว่าพระองค์จะเสด็จมาสู่ประเทศใด แต่ในวิวรณ์ 7:2-4 กล่าวว่าทูตสวรรค์องค์หนึ่งจะปรากฏขึ้นมาจากทิศตะวันออก กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ จากทางตะวันออก และจะทรงประทับตราที่หน้าผากผู้รับใช้ทั้งหลายของพระเจ้าแสนสี่หมื่นสี่พันคน แล้วสิ่งนี้หมายความถึงประเทศใด

ชาติตะวันออกนั้นก็คือ ประเทศเกาหลี เมื่อชาวนาย้ายที่ปลูกต้นไม้ เขาต้องขุดดินขึ้นมาและรดนํ้าอย่างระมัดระวังเพื่อเตรียมสําหรับต้นไม้ แล้วพระเจ้าผู้ทรงรอคอยผลแห่งประวัติศาสตร์ จะทรงส่งพระผู้มาโปรดมาโดยปราศจากการตระเตรียมได้อย่างไร มองจากทัศนะของพื้นฐานซึ่งถูกเตรียมไว้โดยพระเจ้า ขอให้เราพิจารณาต่อไปอีกถึงความคิดที่ว่า เกาหลีคือ ดินแดนที่จะรับพระผู้มาโปรด

ประการแรก ชาติที่พระผู้มาโปรดจะเสด็จมาต้องเป็นกรรมแห่งหัวใจของพระเจ้า พิจารณาในแง่นี้ เกาหลีเป็นดินแดนที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ ตั้งแต่การตกสู่บาปของชายหญิงคู่แรกจนกระทั่งถึงปัจจุบัน พระเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่ในความสิ้นหวังและในความรู้สึกของการไม่บรรลุถึงผลสำเร็จ บ่อยครั้งเรามักจะกล่าวถึงพระเจ้าว่า ทรงเป็นสิ่งดํารงอยู่ที่มีความรุ่งเรืองสูงสุด ผู้ทรงอยู่ห่างไกลเหนือเราทั้งหลาย ทั้งนี้เป็นเพราะว่า เราไม่รู้ถึงหัวใจของพระองค์ เพราะการตกสู่บาปของอาดัมและเอวาผู้เป็นบุตรเพียงสองคนของพระองค์ พระองค์ทรงเสียพระทัยด้วยหัวใจของพ่อแม่ที่ต้องสูญเสียบุตรไป พระองค์ทรงเร่ร่อนไปในโลกแห่งบาปในนรกเพื่อเสาะแสวงหาบุตรของพระองค์ ทรงปรารถนาที่จะช่วยบุตรที่ทรยศของพระองค์ให้รอด เพราะฉะนั้น บุคคล ครอบครัว หรือชาติซึ่งต่อสู้กับซาตานแทนพระเจ้า จึงหลีกเลี่ยงหนทางแห่งนํ้าตาและความทุกข์ทรมานได้ยาก บุตรที่ซื่อสัตย์และกตัญญู ผู้มีส่วนร่วมในความเศร้าโศกของหัวใจของพ่อแม่ของตนจะดําเนินชีวิตอย่างง่ายดายได้อย่างไร เพราะพระผู้มาโปรดทรงเป็นผู้รับภาระอันหนักอึ้งของหัวใจที่เศร้าโศกของพระเจ้า และจะต้องทรงลบล้างความเศร้าโศกของพระเจ้า พระองค์ไม่อาจมาสู่ประชาชนผู้พอใจในความมั่นคงทางวัตถุ เพราะว่าชาติที่จะรับพระผู้มาโปรดต้องเป็นกรรมแห่งหัวใจของพระเจ้า เพราะว่าประชาชนของชาตินั้นจะต้องเป็นบุตรชายและบุตรสาว ผู้มีหัวใจเดียวกับหัวใจของพระเจ้า ดังนั้น ชาตินั้นจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงหนทางแห่งความทุกข์ทรมานได้

ทั้งอิสราเอลที่หนึ่งและอิสราเอลที่สองต้องเดินไปในหนทางแห่งความทุกข์ทรมานและความยากลําบาก ในฐานะเป็นชาติที่ต้องรับพระผู้มาโปรด เกาหลีต้องเดินไปในหนทางเดียวกันนั้น ดังนั้น ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่นาน เกาหลีต้องผ่านเส้นทางแห่งความทุกข์ทรมานที่รุนแรงที่สุด แต่ขณะที่ผ่านไปในความทุกข์ทรมานและความน่าสังเวช เกาหลีก็ยังคงพัฒนาประเพณีที่ดีงามคือ ความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวทีขึ้นอย่างซื่อสัตย์ หรือแม้กระทั่งในเวลาประเทศชาติมีกำลังอำนาจมาก เกาหลีก็ไม่เคยก่อกวนหรือรุกรานชาติอื่นใดก่อนเลย ยุทธวิธีของพระเจ้าคือการเอาชนะหลังจากที่ถูกโจมตี ซึ่งแตกต่างจากยุทธวิธีของการรุกรานของซาตาน การที่ประชาชนชาวเกาหลีรักษาสายเลือด ภาษาเฉพาะตัว วิญญาณประชาชาติดั้งเดิมและความเหนียวแน่นของวัฒนธรรมที่โดดเด่นเฉพาะตัวของเขาไว้ได้ ทั้งที่ถูกรุกรานมากมายหลายครั้งในช่วงเวลาเกือบห้าพันปีที่ผ่านมา เป็นสถิติที่หาใครเทียบได้ยากในประวัติศาสตร์โลก แม้ในระหว่างประวัติศาสตร์ที่เศร้าโศกอย่างต่อเนื่องของตนก็ตาม ชาติเกาหลียังคงรักษาไว้ซึ่งความชอบธรรม สันติภาพ และได้รับการอบรมเพื่อให้ให้เป็นกรรมของพระเจ้า

ประการที่สอง มีนัยสำคัญอยู่ว่าเกาหลีเป็นชาติที่ศาสนาต่างๆ สามารถผลิดอกออกผลได้อย่างดี ชาวเกาหลีมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งในชีวิตที่เคร่งศาสนา เขาเคารพในพระเจ้าและหนทางชีวิตฝ่ายวิญญาณ ดังนั้น คําสอนฝ่ายวิญญาณและคำสอนทางจริยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกมากมาย เช่น พุทธศาสนา คําสอนของขงจื้อ ต่างเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแห่งนี้ และโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเพณีฝ่ายวิญญาณต่างๆ วัฒนธรรมประจำชาติของเกาหลีก็ผลิดอกออกผลขึ้น ภายในเวลาเพียงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา ศาสนาคริสต์ที่เข้ามาก็บรรลุถึงจุดยอดสูงสุดของศาสนา ศาสนาคริสต์ถูกผสมผสานเข้ากับชีวิตประจําวันได้อย่างลึกซึ้งและกลมกลืน ซึ่งยากที่จะหาชาติใดในโลกเสมอเหมือน

พระผู้มาโปรดมิได้ทรงมาเพื่อช่วยชาวคริสเตียนให้รอดเท่านั้น ในขณะที่ชาวคริสเตียนเป็นชนชาติศูนย์กลางในแผนการของพระเจ้า ประชาชนทั้งหลายก็ต้องเป็นบุตรของพระเจ้าด้วย พระเจ้าทรงสร้างและทรงชี้นําศาสนาใหญ่ทั้งหลายเพื่อแก้ไขประชาชนในสถานที่ ช่วงระยะเวลา และสภาพแวดล้อมของเขาทั้งหลายเป็นการเฉพาะ เพราะฉะนั้น พระผู้มาโปรดผู้ต้องทรงบรรลุถึงความมุ่งหมายท้ายสุดของแผนการของพระเจ้าจะต้องทรงบรรลุถึงความมุ่งหมายของศาสนาอื่นทั้งหมดพร้อมกัน เพราะฉะนั้น ชาติที่ถูกเตรียมอย่างเหมาะสมเพื่อรับพระผู้มาโปรดควรเป็นชาติที่ศาสนาใหญ่ๆ ทั้งหมดต่างล้วนผลิดอกออกผลเป็นอย่างดี

ประการที่สาม ชาติที่พระผู้มาโปรดจะเสด็จมาต้องเป็นชาติที่เป็นแนวหน้าของพระเจ้าและซาตาน พระเจ้าตรัสกับอาดัมและเอวาว่า "...ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน...เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่" จากพระวจนะนี้ เราจึงเข้าใจได้ว่า ณ จุดที่ทั้งสองตกสู่บาปนั้นก็้กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างสวรรค์กับโลก ระหว่างชีวิตกับความตาย ระหว่างความดีกับความชั่ว ดังนั้น พระผู้มาโปรดต้องทรงเสด็จมาสู่ ณ จุดที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนั้น ที่ซึ่งชีวิตและความตาย ความดีและความชั่วเผชิญหน้าซึ่งกันและกันอีกครั้งหนึ่ง และพระองค์ต้องทรงแก้ไขปัญหาของโลกและต้องทรงกระทำประวัติศาสตร์ของแผนการของพระเจ้าให้สิ้นสุด

แผนการของพระเจ้าเพื่อแก้ไขโลกที่เริ่มต้นโดยซาตานมีรากฐานอยู่บนการแยกคาอินกับอาแบล การแยกโลกคาอินกับโลกอาแบลก่อนการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดถูกแสดงออกเป็นโลกคอมมิวนิสตกับโลกประชาธิปไตย สิ่งนี้เป็นพัฒนาการแนวราบของแผนการแนวดิ่งซึ่งพระเจ้าทรงดำเนินมาตลอดประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น พระผู้มาโปรดจะทรงปรากฏขึ้นในที่ซึ่งอํานาจทั้งสองคือประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์เผชิญหน้ากัน นั่นก็คือ ณ ศูนย์รวมของทั้งความรักของพระเจ้าและความเกลียดชังของซาตาน แนวการเผชิญหน้ากันนี้ ก็คือ เส้นขนานที่ 38 ในคาบสมุทรเกาหลี เส้นขนานที่ 38 ในคาบสมุทรเกาหลีมีความหมายในแผนการของพระเจ้าในตัวเอง นั่นคือ เป็นแนวการเผชิญหน้ากันระหว่างโลกประชาธิปไตยกับโลกคอมมิวนิสต์และก็เป็นแนวการเผชิญหน้ากันระหว่างพระเจ้ากับซาตาน

เมื่อพระเจ้าทรงทํางานเพื่อบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์ ซาตานก็ทํางานเพื่อต่อต้านการเตรียมชาติที่จะรับพระผู้มาโปรด เพราะว่าแกนกลางของกระบวนการของการแก้ไขก็คือศาสนา ดังนั้น ในแผนการ สําหรับการแก้ไขในระดับโลก พระเจ้าจึงทรงทํางานเพื่อเตรียมสําหรับพระผู้มาโปรดบนพื้นฐานของผลที่เกิดจากศาสนาต่างๆ ของโลกและ ซาตานก็ทํางานเพื่อบดขยี้ศาสนาทั้งหลายนั้นให้พินาศลง ในการเตรียมประเทศเกาหลีสําหรับพระผู้มาโปรด พระเจ้าทรงทํางานเพื่อส่งเสริมศาสนาในประเทศเกาหลี ซาตานก็ต้องการที่จะกวาดล้างศาสนาทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ดังนั้น สงครามเกาหลีซึ่งปะทุขึ้นตามแนวเส้นขนานที่ 38 และยังผลให้เกิดการแบ่งแยกประเทศเกาหลี ดังนั้น สงครามเกาหลีจึงไม่ใช่เป็นเพียงผลของความขัดแย้งภายในชาติเนื่องจากการแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น แต่มันเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างค่ายประชาธิปไตยกับค่ายคอมมิวนิสต์ และยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างพระเจ้ากับซาตาน ข้อเท็จจริงที่ว่ามีหลายชาติ (16 ชาติ) ที่ถึงแม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ชาติเหล่านั้นร่วมมือและช่วยเหลือในแผนการสําหรับการแก้ไขนี้ จึงเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญศักดิ์สิทธิ์

ประการที่สี่ ชาติที่พระผู้มาโปรดจะเสด็จมาต้องสร้างพื้นฐานในระดับชาติสําหรับแผนการสําหรับการแก้ไข เกาหลีต้องสร้างพื้นฐานในระดับชาติของการแยกออกจากซาตาน เพื่อจะเป็นชาติที่รับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด เช่นเดียวกับที่ประเทศอิสราเอลและชาวคริสเตียนในเริ่มแรกได้กระทํา ชาวอิสราเอลบรรลุถึงเงื่อนไขของการแยกออกจากซาตานโดยการทุกข์ทรมานเป็นเวลาสี่ร้อยปีในอียิปต์ซึ่งเป็นตัวแทนของโลกซาตาน อิสราเอลที่สองสร้างเงื่อนไขของการแยกออกจากซาตานโดยการอดทนต่อการถูกกดขี่ข่มเหงเกือบสี่ศตวรรษภายใต้อาณาจักรโรมันซึ่งเป็นตัวแทนของโลกซาตาน ดังนั้น ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองเพื่อที่จะแยกออกจากซาตาน เกาหลีต้องอดทนต่อความทุกข์ทรมานภายใต้เงื้อมมือของชาติในฝ่ายซาตาน ในกรณีนี้ ชาติในฝ่ายซาตาน คือ ประเทศญี่ปุ่น และญี่ปุ่นนำการทรมานที่ไม่อาจจินตนาการได้มาสู่เกาหลีเป็นเวลาสี่สิบปี่ ภายใต้สนธิสัญญา Eulsa Protection Treaty ญี่ปุ่นริดรอนสิทธิทางการทูตและอธิปไตยแห่งชาติของประเทศเกาหลีโดยการใช้กําลังตั้งแต่ ค.ศ. 1905 จนถึง ค.ศ. 1945 เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงระยะเวลานี้เอง ชาวเกาหลีถูกญี่ปุ่นริดรอนเสรีภาพโดยสิ้นเชิง มีคนจํานวนมากนับไม่ถ้วนที่ถูกคุมขังและถูกประหัตประหาร และต้องผ่านไปในการถูกกดขี่ข่มเหงอย่างที่สุดทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 เมื่อญี่ปุ่นผนวกดินแดนเกาหลีเข้าเป็นของตน การกดขี่ข่มเหงศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของเกาหลีก็เป็นสิ่งที่ทารุณโหดร้ายอย่างหาที่เปรียบมิได้ ในขณะที่ศาสนาคริสต์ภายใต้แผนการของพระเจ้ากําลังปีติกับเสรีภาพของตนในทั่วโลก แต่ชาติเกาหลี โดยมีชาวคริสเตียนในแนวหน้า ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและต้องชดใช้ในระดับชาติ เพื่อทําให้ชาติเกาหลีมีคุณสมบัติในการรับพระผู้มาโปรด

ประการที่ห้า ชาตินี้ต้องมีประวัติศาสตร์ของคําพยากรณ์ที่เกี่ยวข้องเมื่อพระเจ้าทรงส่งพระบุตรสุดที่รักของพระองค์มา พระองค์จะทรงกระทําสิ่งนี้อย่างเงียบๆ ได้อย่างไร แน่นอนที่สุด พระองค์จะทรงเปิดเผยสิ่งนั้นแก่บรรดาคนทั้งหลายบนโลกผู้ถูกเตรียมไว้ทางฝ่ายวิญญาณ แน่นอนที่สุด พระองค์จะทรงประทานข่าวดีแก่ผู้ถูกเตรียมและจะทรงให้บุคคลเหล่านั้นเตรียมรับพระผู้มาโปรด เช่นเดียวกับที่ชาวอิสราเอลรู้โดยผ่านผู้เผยพระวจนะว่าพระผู้มาโปรดจะเสด็จมาเป็นเสมือนกษัตริย์และจะทรงช่วยเขาทั้งหลายให้รอด ชาวเกาหลีก็รอคอยกษัตริย์แห่งความชอบธรรมเป็นเวลาห้าร้อยปีที่เกาหลีมีความคาดหวังอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระผู้มาโปรดว่าจะเกิดขึ้นจริงตามคำพยากรณ์ในหนังสือ ชุงกัมรก (Chung-Gam-Rok) เป็นลักษณะค่อนข้างพิเศษของประชาชนชาวเกาหลีที่มีความคิดเกี่ยวกับพระผู้มาโปรดที่พิเศษเฉพาะตัวเช่นนี้แม้กระทั่งก่อนที่เขาทั้งหลายจะได้รับผลประโยชน์ของแผนการของพระเจ้าสําหรับการช่วยให้รอดโดยผ่านพระเยซูก็ตาม บรรดาพระและบุคคลจำนวนมากที่มีพรสวรรค์ฝ่ายวิญญาณได้รับการเปิดเผยความจริงเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรดในเกาหลี และประชาชนจำนวนมากที่เคร่งศาสนาอย่างยิ่งได้รับการเปิดเผยความจริงอย่างเดียวกันว่า เกาหลีจะเป็นศูนย์กลางของการช่วยให้รอดของโลก

การบรรลุถึงผลสำเร็จของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขมุ่งเน้นที่การแก้ไขมนุษย์เป็นหลักสำคัญที่สุดและการแก้ไขสภาพแวดล้อมของอาณาจักรสวรรค์เป็นหลักสำคัญรองลงมา พระเจ้าทรงทํางานโดยผ่านศาสนาเพื่อแก้ไขมนุษย์ พระองค์ทรงพัฒนาอารยธรรมขึ้นเพื่อแก้ไข สภาพแวดล้อมของอาณาจักรสวรรค์ พระองค์ทรงทํางานเพื่อสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมที่เป็นอุดมคติที่สุดสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง การเสด็จมาครั้งที่สองจะนํามาซึ่งความกลมกลืนระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ ระหว่างอารยธรรมฝ่ายวิญญาณกับอารยธรรมฝ่ายเนื้อหนัง และระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก ทั้งหมดจะถูกผสมผสานเข้าในความกลมกลืน และแล้วให้กําเนิดวัฒนธรรมใหม่คือ พระเจ้านิยม (Godism) ถึงแม้คาบสมุทรเกาหลีจะเป็นดินแดนที่ถูกซ่อนเร้นทางตะวันออกมาแสนนาน อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมตะวันตกก็มาสู่โลกตะวันออกและมาสู่ประเทศเกาหลีในที่สุด

พระเจ้าทรงอบรมชาวเกาหลีเป็นเวลาห้าพันปีเพื่อให้มีความเชื่อและความรักที่ลึกซึ้ง และบนพื้นฐานนั้นศาสนาคริสต์ก็ได้รับการต้อนรับ เมื่อพระเจ้าทรงส่งศาสนาคริสต์มาสู่ประชาชนเกาหลี พระองค์ทรงกระทำการเตรียมการสุดท้ายของพระองค์สําหรับเขาทั้งหลายเพื่อรับพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองและทรงกระทําให้เกาหลีกลายเป็นตัวแทนของศาสนาคริสต์ในโลก ถึงแม้ว่าเกาหลีจะเป็นชาติเล็กแต่มีบทบาทสําคัญอยู่ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ในฐานะเป็นแกนกลางของทิศทางการเมืองระหว่างชาติ

4. ยุคสมัยของพระเยซูและยุคปัจจุบันในแง่ของเอกลักษณ์ทางเวลา
ยุคสมัยของพระเยซูและเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองเป็นช่วงระยะเวลาของแผนการแห่งเอกลักษณ์ทางเวลา ดังนั้น แผนการของพระเจ้าสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สองซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ศาสนาคริสต์จึงคล้ายคลึงกับแผนการสําหรับเวลาของพระเยซู

ประการแรก ขอให้เราพิจารณายุคสมัยทั้งสองนี้จากทัศนะของศูนย์กลางสําหรับแผนการของพระเจ้า แผนการของพระเจ้าคือ ขยายการทํางานของพระองค์จากพระเยซูไปสู่ชาติอิสราเอล จากอิสราเอลไปสู่อาณาจักรโรมัน และจากอาณาจักรโรมันไปสู่โลกส่วนที่เหลือทั้งหมด โดยถือว่าศาสนาศูนย์กลางในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองคือศาสนาคริสต์ และชนชาติอิสราเอลคือเกาหลี แล้วชนชาติใดอยู่ในตําแหน่งของอาณาจักรโรมัน อาณาจักรโรมันในปัจจุบันก็คือชาติที่พระเจ้าทรงพัฒนาขึ้นเป็นชาติผู้นําของโลกบนพื้นฐานของศาสนาคริสต์ เป็นเวลานานกว่าสองร้อยปีที่อเมริกาได้ถูกเตรียมโดยพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายของการเสด็จมาครั้งที่สอง ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับอเมริกาในเวลาของเราจึงเหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรโรมันกับอิสราเอลในเวลาของพระเยซู

ประการที่สอง ขอให้เราเปรียบเทียบศาสนายูดาห์ในเวลาของพระเยซู ในเวลาของพระเยซู ศาสนายูดาห์ในอิสราเอลยึดติดอยู่กับอํานาจของบรรดาพระและพิธีรีตองต่างๆ ของวิหาร ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขาหลายเสื่อมทรามลง ผู้นําศาสนาชาวยิวได้ลืมประเพณีแห่งความเลื่อมใสศรัทธาที่ตกทอดมาจากอับราฮัมสู่ยาโคบ โมเสสและบรรดาผู้เผยพระวจนะ แต่ความสัมพันธ์ของเขาทั้งหลายกับพระเจ้ากลับกลายเป็นเพียงพิธีรีตองเท่านั้น และผลที่เกิดขึ้นก็คือพระเยซูทรงติเตียนความเชื่อที่ไร้แก่นสารของเขาทั้งหลายอยู่หลายครั้ง (มัทธิว 23:1-39)

ทุกวันนี้ ศาสนาคริสต์ต้องสํานึกเสียใจที่ได้สูญเสียเนื้อหาของตนไปและกลายเป็นเพียงพิธีรีตองเท่านั้น เมื่อเราคิดถึงความเชื่อและความรู้สึกเร่าร้อนของโบสถ์ในเริ่มแรก เรากล่าวได้ว่าโบสถ์ทุกวันนี้เป็นพีธีรีตองมากเกินไปและแยกออกจากความมุ่งหมายแห่งศรัทธาในเริ่มแรกอย่างมาก คนจำนวนมากถือว่าตนเองเป็นคริสเตียน แต่ในความเป็นจริงเขาดําเนินชีวิตที่ห่างไกลจากพระดำรัสสอนของพระเยซู

เช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงทุ่มเทความพยายามทั้งสิ้นของพระองค์เพื่อปฏิรูปศาสนาที่เสื่อมทรามในเวลาของพระองค์ ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง พระองค์จะทรงปฏิรูปศาสนาคริสต์โดยพื้นฐานเพื่อทําให้ศาสนาคริสต์กลายเป็นโบสถ์ที่แท้จริงซึ่งสักการะบูชาพระเจ้า และจะให้แรงบันดาลใจแก่ชาวคริสเตียนให้เป็นผู้ปฏิบัติตามเจตจํานงของพระเจ้าและพระดำรัสสอนของพระเยซูด้วย

ในเวลาของพระเยซู ศาสนายูดาห์ไม่ได้รู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของพระองค์ ผู้นําชาวยิวทั้งหลายหันหลังให้กับเจตจํานงของพระเจ้าและหันหลังให้กับการปฏิรูปซึ่งพระเยซูทรงกําลังสอน และกดขี่ข่มเหงพระองค์ ในทํานองเดียวกัน ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง คําสอนใหม่และกิจกรรมแห่งการปฏิรูปต่างๆ ของพระคริสต์จะถูกต่อต้านโดยผู้เชื่อทั้งหลายที่ปฏิเสธความพยายามในการปฏิรูปศาสนาคริสต์และถูกต่อต้านโดยโบสถ์ที่ยึดติดอยู่กับพิธีกรรมและผู้มีอํานาจหน้าที่ตามจารีตดั้งเดิม

ในเวลาของพระเยซู ผู้นําของศาสนายูดาห์ไม่ยอมรับพระวจนะของพระผู้มาโปรด แต่พระองค์กลับทรงได้รับการต้อนรับจากบรรดาชาวยิวธรรมดาและบรรดาชนต่างชาติ ผู้กระหายชีวิตฝ่ายวิญญาณ หรือผู้ทนทุกข์เพราะมโนธรรมที่รู้สึกผิดของเขา ในทํานองเดียวกัน ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง สามัญชนผู้พยายามอย่างยิ่งที่จะดําเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าหรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ใช่คริสเตียน อาจเป็นคนแรกที่ยอมรับพระดำรัสสอนของพระคริสต์ มากยิ่งกว่าที่จะเป็นบรรดาผู้นําศาสนาคริสต์ สิ่งนี้เป็นเหตุผลที่ว่าทําไมพระเยซูจึงตรัสด้วยความสลดพระทัยว่า บรรดาเขาทั้งหลายผู้จะชื่นชมยินดีกับการเลี้ยงฉลองการแต่งงานซึ่งพระองค์จะทรงเตรียมขึ้นนั้น อาจจะไม่ใช่บรรดาผู้ได้รับเชิญแต่เป็นเขาทั้งหลายผู้ถูกเรียกเข้ามาโดยสุ่มเอาจากตามถนน (มัทธิว 22:8-10)

ประชาชนในเวลาของพระเยซูเกิดมาเพื่อที่จะดําเนินชีวิตที่สําคัญในแผนการของพระเจ้า เพราะเขาทั้งหลายต้องติดตามรับใช้พระผู้มาโปรดและช่วยเหลือพระองค์เพื่อบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์ เขาทั้งหลายไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่มีความรับผิดชอบแห่งประวัติศาสตร์ของแผนการของพระเจ้า ในทํานองเดียวกัน ประชาชนทั้งหลายในปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนคริสเตียนมีความรับผิดชอบในการติดตามรับใช้พระผู้มาโปรดและสร้างโลกซึ่งอุดมคติแห่งการสร้างสรรค์จะถูกบรรลุถึง เราทั้งหลายกําลังมีชีวิตอยู่ในเวลาที่ไม่เหมือนกับเวลาใดๆ ในตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง พระคริสต์จะทรงประกาศเจตจํานงของพระเจ้าที่ต้องถูกบรรลุถึงบนโลกและพระองค์ก็จะทรงอบรมประชาชนให้กระทำเจตจำนงนั้นให้สําเร็จ ประชาชนแห่งความเชื่อที่แท้จริงควรแสวงหาพระองค์ ติดตามพระองค์ และปฏิบัติตามเจตจํานงของพระเจ้าซึ่งถูกเปิดเผยโดยผ่านพระองค์ ในมัทธิว 2:3 กล่าวว่าเมื่อได้ยินข่าวการประสูติของพระผู้มาโปรด ทั้งนครเยรูซาเล็มก็ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม มีใครบ้างหรือไม่ที่ห่วงกังวลสําหรับพระเยซูในขณะที่พระองค์ยังทรงเป็นทารกอยู่ หรือได้สนับสนุนพระองค์อย่างเปิดเผยหลังจากที่พระองค์ทรงเริ่มต้นภารกิจของพระองค์แล้ว ขอให้เราฟังจิตใจเริ่มแรกของเราด้วยความถ่อมและแสวงหาการประกาศของพระผู้มาโปรด ขอให้เราสงบจิตใจของเราและให้ความสนใจต่อข่าวแห่งความหวังที่จะประกาศซึ่งยุคใหม่.