Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 15
การเตรียมสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง

บทนี้ครอบคลุมช่วงระยะเวลาจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการถึงปัจจุบัน รวมทั้งช่วงระยะเวลาของการเตรียมสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงระยะเวลาย่อย คือ ช่วงระยะเวลาของการปฏิรูปศาสนาจากปี ค.ศ. 1517-1648 ช่วงระยะเวลาของความขัดแย้งระหว่างศาสนาและปรัชญาต่างๆ จากปี ค.ศ. 1648-1789 และช่วงระยะเวลาของการเติบโตเต็มที่ของโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและอุดมการณ์ จากปี ค.ศ. 1789-1918 บทนี้ยังกล่าวถึงสงครามโลกในศตวรรษที่ 20 ด้วย

1. ช่วงระยะเวลาของการปฏิรูปศาสนา
ช่วงระยะเวลาของการปฏิรูปศาสนากินเวลาประมาณหนึ่งร้อยสามสิบปี นับตั้งแต่การเรียกร้องของลูเธอร์เพื่อปฏิรูปศาสนา ในปี ค.ศ. 1517 จนถึงการต่อสู้ระหว่างนิกายโรมันคาทอลิก กับนิกายโปรเตสแตนต์และรัฐบาล ซึ่งสิ้นสุดลงโดยสนธิสัญญาเวสท์ฟาเลีย ในปี ค.ศ. 1648

หลังจากช่วงระยะเวลาของการกดขี่ข่มเหงภายใต้อาณาจักรโรมัน สันตะปาปาและบรรดาผู้นําของโบสถ์โรมันคาทอลิกมีความรับผิดชอบสำคัญในการสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงประทานตําแหน่งและอํานาจที่มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมและประเทศชาติให้แก่เขาทั้งหลาย ในยุคกลาง การทุจริตและการเกี่ยวข้องในชีวิตของประชาชนมากเกินไปได้ขัดขวางการสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด การใช้อํานาจสงฆ์ในทางที่ผิดในระบบศักดินายุคกลางที่เข้มงวดกับการทุจริต และความเสื่อมศีลธรรมในหมู่สงฆ์ได้สร้างความอึดอัดให้กับความพยายามของมนุษย์เพื่อบรรลุถึงความปรารถนาต่างๆ ของธรรมชาติเริ่มแรกที่มนุษย์ได้รับมาในเวลาแห่งการสร้างสรรค์

การเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างสภาพสังคมในยุคกลางและระบบ ศาสนาที่เสื่อมทราม เกิดจากความปรารถนาของธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาทั้งด้านซองซัง (ภายใน) และฮยองซัง (ภายนอก) ซึ่งตรงกับธรรมชาติเริ่มแรกสองด้านของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาความพึงพอใจให้กับความปรารถนาภายในเช่น ความปรารถนาเพื่อชีวิตแห่งศรัทธา เกียรติยศ หน้าที่ ความเคร่งศาสนาและความสัมพันธ์กับพระเจ้าและแสวงหาความพึงพอใจให้กับความปรารถนาภายนอกเช่น ความปรารถนาที่จะพัฒนาความรู้ (โดยวิทยาศาสตร์) อํานาจแห่งเหตุผลและสิทธิอันชอบธรรม

การเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูลัทธิความคิดกรีก (Hellenism) เป็นการเคลื่อนไหวแบบคาอินเพื่อแสวงหากรรมแห่งความปรารถนาภายนอกของมนุษย์เกิดได้ขึ้นก่อน แล้วจึงเกิดการเคลื่อนไหวแบบอาแบลเพื่อแสวงหากรรมแห่งความปรารถนาภายในของมนุษย์ การเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูลัทธิความคิดกรีกที่รู้จักกันในชื่อของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) เป็นการเน้นความสนใจแบบนักมนุษยนิยมที่สนใจความงามของธรรมชาติ เสรีภาพส่วนบุคคลและคุณค่าของชีวิตในโลก การปฏิรูปศาสนาเกิดขึ้นจากความปรารถนาภายในของมนุษย์เพื่อฟื้นฟูหนทางชีวิตที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้าขึ้นใหม่ และมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ซึ่งต่างจากการเน้นทางโลกหรือการเน้นทางมนุษยนิยมแบบลัทธิความคิดกรีก (Hellenism) เราเรียกการปฏิรูปศาสนานี้ว่าเป็น การฟื้นฟูลัทธิความคิดฮีบรู (Hebraism)

ก. การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
ภายใต้พระกรุณาของแผนการของพระเจ้าสำหรับการแก้ไข มนุษย์กําลังได้รับแก้ไขธรรมชาติเริ่มแรก ความพยายามภายนอกของมนุษย์เพื่อแก้ไขธรรมชาติเริ่มแรกทําให้เกิดการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

ตาม "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" มนุษย์ถูกสร้างให้สมบูรณ์โดยการบรรลุถึงความรับผิดชอบด้วยการปฏิบัติตามเจตจํานงเสรี มนุษย์ถูกสร้างให้เป็นอิสระ ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาเสรีภาพอยู่เสมอ นอกจากนี้ มนุษย์แห่งบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ต้องมีเสรีภาพเป็นเสมือนตัวตนแห่งความจริงเฉพาะตัว ดังนั้น มนุษย์แห่งธรรมชาติเริ่มแรกจึงปรารถนาที่จะพัฒนาความรู้สึกของความเป็นบุคคลเฉพาะตัวขึ้น

มนุษย์ถูกสร้างโดยพระวจนะของพระเจ้า (The Logos) เพื่อให้เหมือนกับธรรมชาติของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ มนุษย์แห่งธรรมชาติเริ่มแรกจึงปรารถนาที่จะพัฒนาปัญญาและอํานาจแห่งเหตุผลของตน เพราะมนุษย์ยังถูกสร้างเพื่อให้มีอํานาจปกครองเหนือสรรพสิ่ง มนุษย์แห่งธรรมชาติเริ่มแรกจึงให้คุณค่ากับวิทยาศาสตร์ ความเข้าใจเรื่องธรรมชาติ และปรารถนาที่จะพัฒนาสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาภายนอกของธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์ถูกกดทับไว้ภายใต้ระบบศักดินาของยุคกลาง สิ่งนี้เป็นสาเหตุให้ประชาชนต่างมุ่งแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่ง เสรีภาพ ลัทธิปัจเจกชนนิยมและความเคารพในเหตุผล เป็นต้น

การแสวงหาที่เกิดจากความปรารถนาภายนอกเหล่านี้ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นโดยการรับเอาวรรณกรรมดั้งเดิมของกรีกโบราณเข้ามาระหว่างสงครามครูเสด คนยุคกลางพบว่าจิตวิญญาณของกรีกคลาสสิคโบราณ คล้ายคลึงกับความปรารถนาภายนอกอย่างยิ่ง ดังนั้น การเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูลัทธิความคิดกรีกจึงเกิดขึ้นโดยมีศูนย์กลางที่อิตาลีก่อน แล้วจึงขยายไปสู่ยุโรปส่วนที่เหลือในเวลาต่อมา การฟื้นฟูลัทธิความคิดกรีกนี้ทำให้เกิดแนวความคิดทางปรัชญาที่เรียกว่า ลัทธิมนุษยนิยม (Humanism)

การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวเพื่อนําเอาจิตวิญญาณแบบกรีกโบราณกลับคืนมา แต่ในไม่ช้าก็พัฒนาเป็นการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงในทุกด้านของสังคม รวมทั้งวัฒนธรรม โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและแม้กระทั่งศาสนา นั่นเป็นแรงผลักดันที่สําคัญประการหนึ่งร่วมกับการปฏิรูปศาสนาอันเป็นสาเหตุแห่งการล่มสลายของวัฒนธรรมยุคกลางและให้กําเนิดยุคใหม่ เพราะว่า การฟื้นฟูศิลปวิทยาการโดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความปรารถนาภายนอกของธรรมชาติมนุษย์ จึงดูเหมือนว่า การฟื้นฟูศิลปวิทยาการต่อต้านแผนการพื้นฐานของพระเจ้าในการแก้ไขจิตวิญญาณของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของการแก้ไขคุณค่าเริ่มแรกของมนุษย์ ช่วงระยะเวลาของการแก้ไขธรรมชาติภายนอกของมนุษย์จึงเป็นสิ่งจําเป็น โดยทุกหนทาง คุณค่าทุกด้านของมนุษย์ต้องถูกแก้ไข สิ่งนี้หมายความว่า แต่ละบุคคลต้องสมบูรณ์เป็นเสมือนบุคคลเฉพาะตัวที่รวมเป็นหนึ่งทั้งภายในและภายนอก ด้วยน้ำพระทัยเช่นนี้ พระเจ้าจึงทรงกระทำให้เกิดการปฏิรูปศาสนาขึ้นบนพื้นฐานของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

ข. การปฏิรูปศาสนา
ความเสื่อมของโบสถ์คาทอลิกในยุคกลางต่อต้านแผนการของพระเจ้าสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง การใช้อํานาจสงฆ์ในทางที่ผิด การเน้นหนักในการประกอบพิธีกรรมที่เป็นระเบียบแบบแผนของโบสถ์ ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้ประชาชนมากมายเรียกร้องการปฏิรูปที่เด็ดขาด และโดยผลของสงครามครูเสด (Crusades) "สภาพวงการศาสนาอันเป็นเสมือนเชลยศึกแห่งบาบิโลน" (Babylonian Captivity) ศาสนาเภท (Great Schism)* และการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทําให้อิทธิพลและอํานาจหน้าที่ของสํานักสันตะปาปาลดลงอย่างมาก และแล้ว การเรียกร้องเพื่อการปฏิรูปก็กลายเป็นลักษณะของการต่อสู้มากขึ้น เมื่ออิทธิพลของลัทธิมนุษยนิยมขยายตัวมาก การต่อต้านมาตรการที่เคร่งครัดของโบสถ์ที่ปิดกั้นเสรีภาพของมนุษย์ ตลอดจนการปกครองตนเองจึงเริ่มฝังลึกมากขึ้นในหมู่ประชาชน

ในศตวรรษที่ 14 จอห์น วิคลิฟ (John Wyclif) ศาสตราจารย์ทางเทววิทยา มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในประเทศอังกฤษได้แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาอังกฤษและยืนยันว่าเกณฑ์วัดความเชื่อของบุคคลไม่ได้อยู่ที่ตัวสันตะปาปาหรือสงฆ์ แต่อยู่ที่พระคัมภีร์ จอห์น วิคลิฟยังยืนยันต่อไปว่า พิธีกรรม กฎเกณฑ์และประเพณีมากมายที่มีในโบสถ์ไม่มีพื้นฐานบนพระคัมภีร์ ประชาชนมากมายวิพากย์วิจารณ์การขูดรีดของโบสถ์ ตลอดจนทัศนคติของสงฆ์ที่ปราศจากความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนา และประชาชนมากมายเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครประสบความสําเร็จ และบางคนก็ถูกประหารชีวิต

ในปี ค.ศ. 1517 สันตะปาปาลีโอที่ 10 (Pope Leo X) เริ่มขายใบไถ่บาปเพื่อหาทุนสําหรับการสร้างพระวิหารเซ็นต์ปีเตอร์(Saint Peter’s Basilica) ปฏิกิริยาที่ต่อต้านการกระทำดังกล่าวได้จุดชนวนการปฏิรูปศาสนาขึ้นซึ่งเริ่มต้นโดย มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) ศาสตราจารย์ทางเทววิทยาพระคัมภีร์ มหาวิทยาลัยวิทเทนเบอร์ก (Wittenberg) ประเทศเยอรมัน การเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูปศาสนาก่อตัวอย่างรวดเร็วในเยอรมัน ฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีศูนย์กลางที่ ลูเธอร์ (Luther) กาลแวง (Calvin) และซวิงลี (Zwingli)

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของโปรเตสแตนท์ (Protestant Movement)ไม่ใช่เป็นเพียงความขัดแย้งทางศาสนาเท่านั้น แต่ขยายออกไปเป็นสงครามระหว่างชาติต่างๆ ที่มีส่วนได้เสียกับความล้มเหลวหรือความสําเร็จของการปฏิรูปศาสนาครั้งนี้ ความขัดแย้ง ดำเนินอยู่เป็นเวลากว่าหนึ่งร้อยปี จนกระทั่ง การต่อสู้ระหว่างจารีตใหม่กับจารีตเก่าของศาสนาสิ้นสุดลงด้วยสงครามสามสิบปี สงครามนี้เกิดขึ้นในประเทศเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ และสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1648 โดยสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย (Treaty of Westphalia) สงครามสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายโปรเตสแตนต์ในยุโรปตอนเหนือ และการปฏิรูปศาสนาก็ประสบความสําเร็จ

2. ช่วงระยะเวลาของความขัดแย้งระหว่างศาสนาและปรัชญาต่างๆ

ช่วงระยะเวลาของความขัดแย้งระหว่างศาสนากับปรัชญาต่างๆ ดำเนินอยู่เป็นเวลาหนึ่งร้อยสี่สิบปีเศษ ตั้งแต่สนธิสัญญาสันติภาพเวสท์ฟาเลีย ในปี ค.ศ. 1648 จนกระทั่งถึงการเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 โดยอิทธิพลของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการและการปฏิรูปศาสนา มนุษย์ก็เข้าสู่การแสวงหาอย่างเต็มที่ เพื่อให้ความพึงพอให้กับความปรารถนาภายในและความปรารถนาภายนอกของธรรมชาติเริ่มแรก เพราะเสรีภาพที่ให้กับความคิดทางศาสนาและปรัชญา มนุษย์จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกลัทธิความคิดและความขัดแย้งระหว่างปรัชญาต่างๆ ได้

ลักษณะพิเศษในแผนการสําหรับการแก้ไขก็คือ การแบ่งแยกทัศนะชีวิตแบบคาอินและทัศนะชีวิตแบบอาแบล ที่จุดสรุปของประวัติศาสตร์ หลักการเดียวกันนี้จะต้องถูกใช้อีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น โลกถูกแบ่งเป็นแบบคาอินและแบบอาแบล โลกแบบคาอินคือ โลกของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธพระเจ้า และโลกแบบอาแบลคือ โลกประชาธิปไตยที่อุปถัมภ์ศาสนา โลกทั้งสองนี้ถูกเปรียบเทียบในระดับโลก เป็น "แพะ"และ"แกะ" ซึ่งพระเยซูตรัสไว้ใน มัทธิว 25:32 โลกทั้งสองนี้อยู่บนพื้นฐานของทัศนะชีวิตที่แตกต่างกันสองแบบ

ก. ทัศนะชีวิตแบบคาอิน
การเน้นในการบรรลุถึงความปรารถนาภายนอกของธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์ได้นำไปสู่การเบ่งบานของทัศนะชีวิตแบบคาอินที่มองข้ามความเชื่อในพระเจ้า ตลอดจนการอุทิศตัวในทางศาสนา และมีแนวโน้มที่จะคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ของธรรมชาติและในแง่ของมนุษยนิยม แนวโน้มนี้เด่นชัดมากขึ้น จากปฏิกิริยาที่มีต่อทัศนะชีวิตในยุคกลางที่ซึ่งประชาชนเคยถือว่าร่างกายมนุษย์และโลกนี้โดยทั่วไปเป็นสิ่งตํ่า ประชาชนทั้งหลายเกรงกลัวพระเจ้า เคารพและเชื่อฟังผู้นําศาสนากระทั่งละทิ้งเหตุผลในบางครั้ง จากอิทธิพลของทัศนะชีวิตแบบคาอินนี้ ประชาชนทั้งหลายเริ่มมองดูธรรมชาติและชีวิตตามเหตุผลจากประสบการณ์ตรงของตัวเองโดยไม่อิงกับความคิดเห็นทางเทววิทยาใดๆ บรรดานักเหตุผลนิยม (Rationalist) เช่น เดส์การ์ตส์ (Descartes) และนักประสบการณ์นิยม (Empiricist) เช่น ล็อค (Locke) ได้ละทิ้งทัศนคติที่ถือว่าพระเจ้าทรงเป็นเหตุของสิ่งทั้งปวง และยืนยันว่าความจริงสามารถรับรู้ได้โดยผ่านเหตุผลและประสบการณ์เท่านั้น ลัทธิเหตุผลนิยม (Rationalism) มีแนวโน้มที่จะละทิ้งประวัติศาสตร์และประเพณีทั้งหลาย แล้วให้คุณค่ากับเหตุผลของมนุษย์เท่านั้น อีกด้านหนึ่งคือ ลัทธิประสบการณ์นิยม (Empiricism) ที่มีศูนย์กลางที่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ อ้างว่าความรู้ได้มาจากประสบการณ์หรือการสังเกตุโดยตรงเท่านั้น โดยปราศจากความคิดล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น ทั้งลัทธิเหตุผลนิยมและลัทธิประสบการณ์นิยม ล้วนปฏิเสธลัทธิญาณนิยม (mysticism) ภาพปรากฏของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (vision) ตลอดจนการเปิดเผยต่าง ๆ (revelation) ยิ่งปรัชญาทั้งสองเน้นลัทธิเหตุผลนิยมตลอดจนประสบการณ์ของประสาทสัมผัสทั้งห้าได้ปิดกั้นความสนใจอยู่เฉพาะโลกธรรมชาติกับมนุษย์ปุถุชนมากเท่าใด มันก็ยิ่งแยกมนุษย์ออกจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น

ในศตวรรษที่ 18 ทัศนะชีวิตแบบคาอินได้วิวัฒน์ไปสู่แนวความคิด ของยุคแห่งความรู้แจ้ง (The Enlightenment) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการฟื้นฟูศิลปวิทยาการขั้นที่สอง ยุคแห่งความรู้แจ้งนี้ให้คุณค่าความพยายามทุกอย่างของมนุษย์ในแง่ของเหตุผลและความคล้ายคลึงกับระเบียบของธรรมชาติ มันมีผลกระทบต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน และทําให้เกิดการล้มล้างประเพณีต่างๆ ที่มีอยู่ลงอย่างมากมาย เพราะการเน้นแต่ชีวิตเฉพาะด้านที่เป็นเหตุผลนี้เท่านั้น จึงทำให้นักคิดทั้งหลายในยุคแห่งความรู้แจ้งปฏิเสธสิ่งใดก็ตามที่ดูเหมือนว่าจะได้มาจากกระบวนการอื่นที่นอกเหนือจากกระบวนการทางเหตุผล หรือปฏิเสธสิ่งใดก็ตามที่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นจริงในชีวิตโดยสิ้นเชิง ผลก็คือ มนุษย์ไปไกลเกินกว่าขั้นของการตัดความสัมพันธ์กับพระเจ้า แต่ไปสู่ปลายสุดของการปฏิเสธพระองค์

โดยอิทธิพลของทัศนะชีวิตแบบคาอินนี้ ลัทธิเทพนิยม (Deism) ก็เกิดขึ้น บรรดาเทพนิยมทั้งหลายพอใจที่จะเชื่อในเทววิทยาที่มีพื้นฐานบนเหตุผล และทิ้งประสบการณ์ต่างๆ เช่น การเปิดเผยและอัศจรรย์เทพนิยมมองดูพระเจ้าเป็นเสมือนผู้สร้างที่ไม่มีตัวตน ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในประวัติศาสตร์และเชื่อว่า มนุษย์สามารถนําเอามาตรฐานทางศีลธรรมออกมาจากธรรมชาติได้เองโดยปราศจากเปิดเผยจากพระเจ้า ลัทธิเฮเกล ฝ่ายซ้าย (Left Hegelianism, Strauss and Feuerbach) ร่วมกับปรัชญาของนักสังคมนิยมชาวฝรั่งเศส ได้ให้พื้นฐานสําหรับการเกิดขึ้นของอุดมการณ์ความคิดแบบคอมมิวนิสต์ ดังนั้น ภายใต้อิทธิพลของอุดมการณ์ความคิดเหล่านี้ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) และเฟรเดอริค เองเกลส์ (Friedrich Engels) พัฒนาคำสอนของลัทธิวัตถุนิยมวิภาษวิธี (Dialectical Materialism) ในแง่หนึ่ง ถือได้ว่าลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นผลสังเคราะห์ของลัทธิอเทวนิยมกับลัทธิวัตถุนิยม (Atheism and Materialism) และยังเป็นอุดมการณ์ความคิดสําคัญสุดท้ายที่ปฏิเสธพระเจ้า

ข. ทัศนะชีวิตแบบอาแบล
ถ้าพิจารณาการเปลี่ยนแปลงจากสังคมยุคกลางไปสู่โลกสมัยใหม่อย่างผิวเผิน เราอาจโน้มเอียงที่จะถือว่าช่วงเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเสมือนกระบวนการของการแยกมนุษย์ออกจากพระเจ้าและศาสนา เพราะว่าการแสดงออกของธรรมชาติเริ่มแรกภายนอกของมนุษย์ในยุคกลาง ในช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทําให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างมากในสังคม อย่างไรก็ตาม การสังเกตและการพิจารณาอย่างรอบคอบนําเราไปสู่ความเข้าใจว่า ยังมีอีกด้านหนึ่งที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงจากสังคมยุคกลางไปสู่สังคมสมัยใหม่ การแสดงออกของธรรมชาติเริ่มแรกภายในของมนุษย์ในยุคกลางได้ทําให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูทัศนะชีวิตแบบฮีบรู (Hebraistic) การเคลื่อนไหวนี้เติบโตขึ้นเป็นการปฏิรูปศาสนา โดยการเคลื่อนไหวนี้ ปรัชญาและศาสนาได้พัฒนาทัศนะชีวิตแนวดิ่ง ซึ่งเป็นทัศนะชีวิตแบบอาแบล และนํามนุษย์ในยุคกลางให้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น

ในศตวรรษที่ 17 และ 18 การเคลื่อนไหวใหม่ได้เกิดขึ้นโดยเน้นประสบการณ์แห่งฌาน ชีวิตคริสเตียน และการปฏิบัติตามหลักศีลธรรม โลกศาสนาซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวโน้มส่วนใหญ่ที่มุ่งสู่ลัทธิเหตุผลนิยมนั้น มีความต้องการเร่งด่วนสําหรับการเคลื่อนไหวที่เน้นความร้อนรนทางศาสนา และชีวิตด้านในของมนุษย์ซึ่งต่อต้านลัทธิหรือความเคร่งครัดในพิธีกรรมต่างๆ นิกายภักดีนิยม (Pietism) ในเยอรมัน (โดยมีศูนย์กลางที่ชเปนเนอร์) นิกายพิทักษ์ธรรม (Methodism) ซึ่งก่อให้เกิดการฟื้นฟูครั้งใหญ่ในอังกฤษ (โดยมีศูนย์กลางที่พี่น้องเวสเลย์) และนิกายเควเกอร์ (Quakerism) (ก่อตั้งโดย จอร์จ ฟอกซ์) ล้วนเป็นตัวอย่างของการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนเน้นในศรัทธาที่มีพื้นฐานบนประสบการณ์ส่วนตัวทางศาสนาและทางฝ่ายวิญญาณ หรือฌานในชีวิตมนุษย์ ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ในแง่เหตุผลเพียงอย่างเดียว เขาทั้งหลายเน้นทัศนะชีวิตที่มีพื้นฐานบนความสัมพันธ์กับพระเจ้า ในโลกของปรัชญา นักปรัชญาฝ่ายจิตนิยม (Idealists) เช่น ค้านท์ (Kant) ฟิชเทอ (Fichte) เชลลิง (Schelling) และเฮเกล (Hegel) เน้นทัศนะชีวิตทางฝ่ายวิญญาณ และศีลธรรม ซึ่งตรงข้ามกับทัศนะแบบวัตถุนิยม และเหตุผลนิยมของยุคแห่งความรู้แจ้ง (The Enlightenment) ดังนั้น ทัศนะชีวิตเหล่านี้ โดยพื้นฐานแล้ว คือ ทัศนะแบบอาแบล

3. ช่วงระยะเวลาของการเติบโตเต็มที่ของโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และอุดมการณ์
ช่วงระยะเวลาที่สามนี้กินเวลาหนึ่งร้อยสามสิบปี เริ่มต้นขึ้นด้วยการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม และสิ้นสุดลงพร้อมกับการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บนพื้นฐานของทัศนะชีวิตแบบคาอินและทัศนะชีวิตแบบอาแบลซึ่งเกิดก่อนหน้านี้ โลกแบบคาอินและโลกแบบอาแบลที่แยกจากกันมีนัยสําคัญของแผนการของพระเจ้าสำหรับช่วงระยะเวลาหนึ่งร้อยสามสิบปีนี้อยู่ที่พัฒนาการของโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและอุดมการณ์ความคิด ที่ไปสู่ขั้นที่สามารถรับพระผู้มาโปรดได้ และขั้นที่พระผู้มาโปรดจะทรงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่างๆ ไปสู่การสร้างโลกอุดมคติ ที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้ในเริ่มแรก

ก. พัฒนาการของระบบการเมืองสมัยใหม่
อํานาจทางการเมืองที่ถูกกระจายออกไปภายใต้เหล่าขุนนางในระบอบศักดินายุคกลางถูกรวบรวมเข้าด้วยกันโดยกษัตริย์ เพื่อก่อตั้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในช่วงกลางของศตวรรษที่ 17 ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 18 ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเริ่มถูกเปลี่ยนไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบคาอินและระบอบประชาธิปไตยแบบอาแบล ซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากทัศนะชีวิตแบบคาอินและทัศนะชีวิตแบบอาแบล ภายใต้อิทธิพลของอุดมคติต่างๆ ของยุคแห่งความรู้แจ้ง (Enlightenment) ประชาชนต่างมุ่งไปสู่การสร้างเสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพ ให้กลายเป็นความจริงในชีวิต แต่ในฝรั่งเศส สิ่งนี้เกิดขึ้นด้วยการต่อสู้ตามธรรมชาติแบบภายนอกและด้วยความโหดร้ายทารุณ ท้ายสุด ทำให้เกิดประชาธิปไตยแบบคาอิน ส่วนประชาธิปไตยแบบอาแบลที่พัฒนาขึ้นในอังกฤษ สหรัฐอเมริกาและในประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานบนทัศนะชีวิตแบบอาแบล ดังนั้น การปฏิวัติจึงมีลักษณะของความเป็นมนุษย์มากกว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งสองแบบนี้ได้พัฒนาและขยายตัวเป็นโลกคอมมิวนิสต์ และโลกประชาธิปไตย

ดังที่อธิบายไว้ใน "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" แล้วว่า สิ่งสร้างสรรค์ถูกสร้างโดยมีโครงสร้างของมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นแบบอย่าง โลกอุดมคติ ประกอบไปด้วยบุคคลที่สมบูรณ์ มีโครงสร้างและหน้าที่คล้ายคลึงกับโครงสร้าง และหน้าที่ของมนุษย์ที่สมบูรณ์เช่นกัน เช่นเดียวกับที่เซลและอวัยวะของร่างกายมนุษย์เคลื่อนไหวไปตามคําสั่งของสมอง ประชาชน และองค์กรต่างๆ ในโลกอุดมคติทํางานไปตามเจตจํานงของพระเจ้า เช่นเดียวกับที่จะไม่มีส่วนใดของร่างกายปฏิเสธคําสั่งของสมอง ดังนั้น จะไม่มีความยากลําบากใดๆ สําหรับมนุษย์อุดมคติที่จะปฏิบัติตามเจตจํานงของพระเจ้า และเช่นเดียวกับที่คําสั่งต่างๆ จากสมองที่ถูกถ่ายทอดไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยผ่านระบบประสาทส่วนปลายที่มีศูนย์กลางที่ไขสันหลัง การชี้นําจากพระเจ้าจะไปถึงสังคมทั้งหมดโดยผ่านบรรดานักบุญที่มีศูนย์กลางที่พระผู้มาโปรด ผู้เสด็จมาเป็นเสมือนพ่อแม่ที่แท้จริง

ในสังคมอุดมคติ ความกลมกลืนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการของรัฐบาลเปรียบเทียบได้กับความกลมกลืนระหว่างอวัยวะสําคัญสามส่วนของร่างกายคือ ปอด หัวใจและกระเพาะอาหาร (ระบบหายใจ การหมุนเวียนของเลือด และการย่อยอาหารตามลําดับ) อวัยวะทั้งสามเหล่านี้ (และระบบเหล่านี้) ในร่างกายมนุษย์ทํางานร่วมกันอย่างราบรื่นตามคําสั่งของสมอง เช่นเดียวกัน ในโลกอุดมคติ อำนาจทั้งสามฝ่ายของรัฐบาลจะทํางานกันอย่างสอดคล้องกลมกลืน เพราะว่า เขาทั้งหลายจะทํางานตามการชี้นำของพระผู้มาโปรด และตามเจตจํานงของพระเจ้า

มีช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในพัฒนาการของโครงสร้างทางการเมืองในยุโรปตะวันตกที่กษัตริย์ทรงควบคุมการทํางานทั้งหมดของรัฐบาล อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงเวลาของการปฏิวัติฝรั่งเศส อํานาจทั้งสามฝ่ายเหล่านี้ก็เริ่มถูกแยกออกจากกัน ดังนั้น อย่างน้อยที่สุด แบบแผนภายนอกของโครงสร้างการเมืองอุดมคติก็เริ่มกลายเป็นความจริง สิ่งนี้หมายความว่า ระบบการเมืองบางอย่างในปัจจุบันคล้ายคลึงกับโครงสร้างของร่างกายมนุษย์โดยภายนอก อย่างไรก็ตาม เพราะผู้นําทางการเมืองไม่เข้าใจพระเจ้า และไม่ได้ติดตามเจตจํานงของพระองค์ ระบบดังกล่าวจึงยังไม่สามารถทําหน้าที่ได้อย่างกลมกลืนดังน้ำพระทัยของพระองค์ในเริ่มแรก พระผู้มาโปรดจะต้องเสด็จมาเพื่อทรงสอนเจตจํานงของพระเจ้าแก่มนุษย์ และทรงแสดงให้รู้ว่าจะกระทําเจตจำนงให้เป็นแก่นสารภายในตัวเองได้อย่างไร

ข. การปฏิวัติอุตสาหกรรมและการเติบโตเต็มที่ของเศรษฐกิจ
ตาม "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ให้ปกครองเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง (ปฐมกาล 1:28) เมื่อมนุษย์บรรลุถึงความสมบูรณ์ ดังนั้น มนุษย์จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่สุขสบาย และมีความปีติในสภาพแวดล้อมดังกล่าว พระเจ้าทรงชี้นําให้เกิดการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ แม้มนุษย์จะตกสู่บาป แต่มนุษย์ต้องใช้ความสามารถในการสร้างสรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ เพื่อพัฒนาประดิษฐ์กรรมต่างๆ สร้างสภาพแวดล้อมของการดํารงอยู่ที่เหมาะสมสําหรับพระผู้มาโปรดเพื่อทําให้สังคมอุดมคติให้กลายเป็นจริง การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นขึ้นในอังกฤษ เกิดขึ้นเพื่อสร้างพื้นฐานของสภาพแวดล้อมอุดมคติสําหรับสังคมอุดมคติของพระเจ้า

ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคมอุดมคติ การผลิต การแจกจ่ายและการบริโภค จะถูกทําให้กลมกลืนอย่างดีภายใต้เจตจํานงของพระเจ้า เพราะฉะนั้น การผลิตตามความต้องการของมนุษย์ การแจกจ่ายที่ยุติธรรมและการบริโภคตามความมุ่งหมายเพื่อส่วนรวมจะปรากฎขึ้น แม้ว่าในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจจะก้าวหน้าอย่างมากก็ตาม แต่ในหลายๆ ส่วนของโลก การผลิตยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ การบริโภคยังคงไม่คำนึงถึงการใช้สอยในระยะยาวตลอดจนความสำนึกในจรรยาบรรณ และการแจกจ่ายยังคงดำเนินไปอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งหมดกำลังเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรง ต่อเมื่อทั้งหมดถูกทําให้กลมกลืนโดยพระผู้มาโปรดตามเจตจํานงของพระเจ้าเท่านั้นที่โครงสร้างเศรษฐกิจอุดมคติจะถูกสร้างขึ้น หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม การผลิตในปริมาณที่มากทําให้ประเทศที่กําลังพัฒนาหลายประเทศเช่น ประเทศอังกฤษต้องตั้งอาณานิคมหลายแห่งเพื่อขยายตลาดและแหล่งวัตถุดิบอย่างไรก็ตาม ประเทศที่กําลังพัฒนาส่วนใหญ่เป็นประเทศคริสเตียน และการบุกเบิกอาณานิคมต่างๆ ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจได้ให้พื้นฐานภายนอกสําหรับการแผ่ขยายทางฝ่ายภายในของพระกิตติคุณ การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีนัยสําคัญอย่างยิ่งในแง่ของการบรรลุถึงการทรงทํานายของพระเยซูที่ว่า พระกิตติคุณจะถูกประกาศไปจนสุดขอบโลกเพื่อเตรียมสําหรับพระผู้มาโปรด (มัทธิว 24:14)

ค. การปฏิวัติทางการเมือง เศรษฐกิจ อุดมการณ์และศาสนาในขั้นต่างๆ
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น การเคลื่อนไหวต่อต้านยุคกลางเพื่อฟื้นฟูลัทธิความคิดกรีกหรือที่รู้กันว่า การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) เป็นแนวโน้มแบบคาอินเพื่อฟื้นฟูลัทธิมนุษยนิยม การฟื้นฟูศิลปวิทยาการที่พัฒนาธรรมชาติแบบคาอิน และแล้ววิวัฒน์ไปสู่ยุคแห่งความรู้แจ้งถือได้ว่าเป็นการฟื้นฟูศิลปวิทยาการครั้งที่สอง และยุคแห่งความรู้แจ้งก็พัฒนาธรรมชาติแบบคาอินต่อไป และให้กําเนิดยุคของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นการฟื้นฟูศิลปวิทยาการครั้งที่สาม และเป็นครั้งสุดท้าย

ซาตานรู้แผนการของพระเจ้าและพยายามสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นก่อนที่พระเจ้าจะทรงบรรลุถึงความสําเร็จเสมอ ดังนั้น สิ่งที่ซาตานทํางานเพื่อบรรลุถึงจึงคล้ายคลึง (ในรูปแบบ มิใช่เนื้อหา) กับสิ่งที่แผนการของพระเจ้าจะทําให้เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ดังนั้น เมื่อการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการเริ่มต้นขึ้น การปฏิวัติแบบอาแบลทั้งสามช่วง แต่ละช่วงเกิดตามหลังการปฏิวัติแบบคาอินทั้งสามช่วง ทั้งในทางศาสนา การเมืองและอุตสาหกรรม การปฏิวัติแบบอาแบลครั้งแรก คือ การปฏิรูปศาสนาซึ่งเริ่มต้นโดยลูเธอร์ ก็เกิดขึ้นตามหลังจากการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ต่อมาในยุคแห่งความรู้แจ้ง (Enlightenment) การตื่นตัวทางฝ่ายวิญญาณครั้งที่สองก็เกิดขึ้นโดยฟอกซ์ (Fox) ชเปนเนอร์ (Spener) จอห์น เวสเลย์ (John Wesley) และโจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ (Jonathan Edwards) ท่ามกลางการกดขี่ข่มเหงอย่างมาก และการตื่นตัวนี้ก็ขยายออกไปกลายเป็นการปฏิรูปศาสนาครั้งที่สอง จากเหตุการณ์เหล่านี้ และบนความเข้าใจในหลักการที่กล่าวมาเบื้องต้นของการที่ความชั่วร้ายมาก่อนความดี จึงคาดว่าการปฏิรูปศาสนาครั้งที่สามจะเกิดขึ้นตามหลังการฟื้นฟูศิลปวิทยาการครั้งที่สามนี้อย่างแน่นอน ข้อเท็จจริงของศาสนาคริสต์ทุกวันนี้เปิดเผยให้เห็นถึงความจําเป็นเร่งด่วน สำหรับการปฏิรูป

การปฏิรูปสามขั้นยังเกิดขึ้นในด้านการเมืองด้วยเช่นกัน สังคมศักดินาในยุคกลางเสื่อมลงภายใต้อิทธิพลของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (ครั้งแรก) และการปฏิรูปศาสนา (ครั้งแรก) ในขณะที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชก็เสื่อมลงภายใต้อิทธิพลของ "การฟื้นฟูศิลปวิทยาการครั้งที่สอง" (ยุคแห่งความรู้แจ้ง) และ "การปฏิรูปศาสนาครั้งที่สอง" เช่นกัน ในที่สุด สังคมคอมมิวนิสต์ในฝ่ายซาตานก็เกิดขึ้นโดยการปฏิวัติทางการเมืองบนพื้นฐานของ "การฟื้นฟูศิลปวิทยาการครั้งที่สาม" ในเวลานี้ จึงมีความจำเป็นที่ว่า โลกประชาธิปไตยในฝ่ายสวรรค์ต้องเอาชนะเหนือโลกคอมมิวนิสต์โดยหนทางอุดมการณ์ความคิดของการปฏิรูปครั้งที่สาม เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น โลกทั้งสองจะถูกรวมเป็นหนึ่งกลายเป็นอาณาจักรสวรรค์บนโลก

เรายังสังเกตได้ว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมก้าวไปข้างหน้า โดยผ่านสามขั้นเช่นกัน ระยะแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการพัฒนาเครื่องจักรไอนํ้าและหลังจากนั้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่สองก็เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการพัฒนากระแสไฟฟ้าและเครื่องจักรสันดาบภายใน ในปัจจุบัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามก็กําลังเกิดขึ้นบนพื้นฐานของพลังงานปรมาณู

การปฏิวัติทั้งสามด้านกําลังเติบโตเต็มที่ในช่วงระยะเวลาของการ เตรียมสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง ทั้งหมดนี้ รวมกันเข้าเป็นพื้นฐานที่ถูกเตรียมเพื่อพระผู้มาโปรดจะสามารถเสด็จมาได้ และจะทรงบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์ การเติบโตเต็มที่ของศาสนาและอุดมการณ์ความคิดก็เพื่อแผนการของพระเจ้าที่มุ่งไปสู่ความสมบูรณ์ของธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์ ในขณะเดียวกัน การเติบโตเต็มที่ของการเมืองและเศรษฐกิจก็เพื่อแผนการของพระเจ้าที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างและสภาพแวดล้อมสําหรับโลกอุดมคติ

4. สงครามโลก
ก. สาเหตุของสงครามโลกในแง่แผนการของพระเจ้า
แน่นอนว่า สงครามเกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ทั้งสาเหตุทางการเมือง เศรษฐกิจและอุดมการณ์ความคิด อย่างไรก็ตาม นอกจากสาเหตุภายนอกดังกล่าวแล้ว ยังมีสาเหตุภายในด้วย นั่นคือ แผนการของพระเจ้าตามหลักการแห่งการแก้ไขโดยการชดใช้ สาเหตุพื้นฐานของสงครามโลกคือ ความขัดแย้งระหว่างอํานาจการปกครองแห่งความดีของพระเจ้าผู้ทรงพยายามแก้ไขมนุษย์มาสู่ฝ่ายของพระองค์กับอํานาจ การปกครองแห่งความชั่วร้ายของซาตานผู้พยายามรักษาอํานาจการครอบงําเหนือมนุษยไว้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่มีมนุษย์อยู่ตรงกลาง ขอให้เราพิจารณาสิ่งนี้ในรายละเอียดมากขึ้น

ประการแรก สงครามโลกเกิดขึ้นจากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของซาตาน เพื่อรักษาอํานาจการปกครองจากฝ่ายตรงข้าม เพราะการตกสู่บาปของมนุษย์จึงทําให้โลกที่ผิดหลักการเกิดขึ้น และรับใช้ซาตานเป็นเสมือนหนึ่งเจ้านายแทนพระเจ้า ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงดำเนินแผนการของพระองค์เพื่อแก้ไขโลกแห่งหลักการของพระองค์กลับคืนมาโดยทรงสร้างอาณาจักรแห่งความดีในโลกที่ผิดหลักการที่อยู่ภายใต้การครอบงําของซาตาน และแล้วจึงทรงค่อยๆ ขยายอาณาจักรแห่งความดี พระคริสต์ในการเสด็จมาครั้งที่สอง พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงทำให้โลกแห่งความชั่วร้ายสิ้นสุดลง และทรงสร้างโลกแห่งอํานาจการปกครองแห่งความดี ที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้าขึ้น เพราะฉะนั้น ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของซาตานในการป้องกันการสูญเสียอํานาจ การปกครอง ดังนั้น จึงเป็นการต่อสู้อย่างเต็มที่และสุดกําลัง และผลที่เกิดขึ้นก็คือ สงครามโลกสามครั้ง

ประการที่สอง ซาตานสร้างโลกที่มีพื้นฐานอยู่บนแบบแผนของพรสามประการที่ผิดหลักการ ดังนั้น เพื่อแก้ไขโลกที่ตกสู่บาป ตามหลักการแห่งการแก้ไขโดยการชดใช้ พระเจ้าทรงให้มนุษย์บรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้เพื่อรับพรสามประการในระดับโลก แม้ว่ามนุษย์จะตกสู่บาปแต่พระเจ้าทรงไม่อาจหยุดซาตานในการสร้างโลกที่เลียนแบบโลกที่พระองค์ทรงประทานพรไว้ ซึ่งเป็นโลกที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะสร้างขึ้นในเริ่มแรก และแล้ว มนุษย์ที่ตกสู่บาปจึงได้พัฒนาโลกที่ผิดหลักการที่มีศูนย์กลางที่ซาตานขึ้น บนพื้นฐานของการเลียนแบบพรสามประการที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้กับมนุษย์ ดังนั้น โลกที่ผิดหลักการ ที่ธรรมชาติของบุคคล ครอบครัว สังคม รวมทั้งการปกครองโลก ล้วนแล้วแต่มีศูนย์กลางที่ซาตานก็ถูกสร้างขึ้น เพราะฉะนั้น ในการบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ในระดับโลก เพื่อรับพรสามประการ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มนุษย์จะต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ในระดับโลกสามครั้ง ฝ่ายสวรรค์ที่เป็นตัวแทนหลักการ ต้องได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายซาตานที่ผิดหลักการ

ประการที่สาม สงครามโลกต้องเกิดขึ้นเพื่อโลกจะบรรลุถึงเงื่อนไขของการเอาชนะเหนือการผจญมารสามครั้งของพระเยซู เส้นทางของพระเยซูเป็นเส้นทางที่คริสเตียนจะต้องผ่านไป การล่อลวงสามครั้งที่พระเยซูทรงเผชิญต้องถูกเอาชนะโดยมวลมนุษยชาติ ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชาติและระดับโลก ดังนั้น การต่อสู้สามครั้งในระดับโลกต้องเกิดขึ้นเพื่อที่มนุษยชาติจะสามารถเอาชนะเหนือการล่อลวงสามครั้งที่พระเยซูทรงเผชิญในระดับโลก

ประการที่สี่ สงครามโลกต้องเกิดขึ้น เพื่อที่จะบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้สําหรับการแก้ไขอํานาจการปกครองแห่งสวรรค์กลับคืนมาในระดับโลก พระเจ้าทรงดําเนินแผนการสําหรับการแก้ไขโดยการชดใช้โดยทรงแบ่งโลกที่ตกสู่บาปออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายคาอินและฝ่ายอาแบล การจู่โจมของคาอินซึ่งเป็นฝ่ายซาตานต่อฝ่ายอาแบลซึ่งเป็นฝ่ายสวรรค์เป็นกระบวนการของการแก้ไข ฝ่ายอาแบลซึ่งเป็นฝ่ายสวรรค์ต้องสร้างพื้นฐานแห่งความดีโดยการเสียสละ การต่อสู้ครั้งสุดท้ายต้องเกิดขึ้นเพื่อการแก้ไขโดยการชดใช้ในระดับโลก สำหรับการกระทําของคาอินในการฆ่าอาแบล โลกคาอินโจมตีโลกอาแบลก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ผลก็คือว่า โลกอาแบลได้รับชัยชนะเหนือโลกคาอิน

ข. สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ในระหว่างขั้นสุดท้ายของการเตรียมสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง พระเจ้าทรงดําเนินแผนการของพระองค์โดยการทรงแบ่งมนุษยชาติออกเป็นสอง โลกทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและอุดมการณ์ความคิด นั่นคือ โลกอาแบลเป็นฝ่ายสวรรค์และโลกคาอินเป็นฝ่ายซาตาน ฝ่ายสวรรค์และฝ่ายซาตานถูกกําหนดขึ้นตามทิศทางที่มุ่งไปเมื่อ เปรียบเทียบกับแผนการสําหรับการแก้ไขของพระเจ้า โดยการใช้ทิศทางเดียวกับแผนการของพระเจ้าหรือการกระทําที่สอดคล้องกับทิศทางนั้น แม้จะเป็นโดยอ้อมก็ตาม ก็ให้กําหนดว่าสิ่งนั้นอยู่ในฝ่ายของพระเจ้า ส่วนตําแหน่งที่ตรงกันข้ามกับทิศทางของแผนการของพระเจ้า แม้โดยทางอ้อมก็กําหนดว่าสิ่งนั้นอยู่ในฝ่ายของซาตาน

ศาสนาทั้งหลายซึ่งมีความดีเป็นความมุ่งหมายล้วนอยู่ในฝ่ายสวรรค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อบางศาสนาขัดขวางหนทางของอีกศาสนาหนึ่งซึ่งใกล้ชิดกับพระเจ้ามากกว่า ศาสนานั้นก็อยู่ในฝ่ายของซาตาน เพราะว่าศาสนาคริสต์ถูกสร้างขึ้นให้เป็นศาสนาศูนย์กลาง เพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายของศาสนาอื่นๆ ทั้งหลายในแผนการสําหรับการแก้ไข ศาสนาคริสต์อยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้าที่สุด ดังนั้น ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาติพันธมิตรต่างๆ เช่น อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส และรัสเซีย ซึ่งเป็นชาติคริสเตียนจึงอยู่ในฝ่ายสวรรค์ ในทางตรงข้าม ชาติผู้นําสองชาติที่เป็นศูนย์กลางของอํานาจ คือ เยอรมัน และออสเตรียฮังการี ไม่เพียงแต่สนับสนุนตุรกี ประเทศมุสลิมที่กดขี่ศาสนาคริสต์เท่านั้น แต่ทั้งสองชาติยังเป็นประเทศเผด็จการรุนแรง ดังนั้น ประเทศเหล่านี้จึงอยู่ในฝ่ายซาตาน สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฝ่ายสวรรค์ถูกโจมตีโดยฝ่ายซาตาน แต่ได้รับชัยชนะในที่สุด

โดยพื้นฐานแห่งชัยชนะนี้ ฝ่ายสวรรค์ก็บรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ในขั้นเกิด สําหรับการแก้ไขพรสามประการของพระเจ้าในระดับโลก มองจากทัศนะของการที่โลกได้รับชัยชนะเหนือการล่อลวงครั้งแรกของซาตานต่อพระเยซู เงื่อนไขการชดใช้สําหรับการแก้ไขพรประการแรกของพระเจ้าที่ทรงประทานแก่มนุษย์ก็ถูกบรรลุถึง กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เงื่อนไขการชดใช้สําหรับการแก้ไขพรของความสมบูรณ์ในระดับบุคคล ก็ถูกบรรลุถึง ยิ่งไปกว่านั้น พื้นฐานสําหรับการแก้ไขอํานาจการปกครองแห่งสวรรค์ในขั้นเกิดก็ถูกสร้างขึ้น และโดยชัยชนะของฝ่ายสวรรค์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พื้นฐานที่ซึ่งพระผู้มาโปรดสามารถประสูติบนโลก (เพื่อทรงเป็นแบบอย่างของมนุษย์ที่แท้จริง) ก็ถูกสร้างขึ้นด้วย

ค. สงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามโลกครั้งที่สองเป็นสงครามที่ประชาธิปไตยได้สร้างพื้นฐานแห่งชัยชนะในขั้นเติบโต โดยเอาชนะลัทธิเผด็จการนิยมของฟาสซิสต์ ในสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นประเทศประชาธิปไตยแทนฝ่ายพระเจ้า เยอรมัน ญี่ปุ่นและอิตาลีเป็นประเทศเผด็จการที่ต่อต้านศาสนาคริสต์ยืนอยู่ในฝ่ายของซาตาน

เนื่องจากการตกสู่บาปของบุคคลทั้งสามคือ อาดัม เอวาและหัวหน้าทูตสวรรค์ พรของพระเจ้าจึงไม่ถูกบรรลุถึง การร่วมมือของทั้งสามบุคคลคือ สิ่งดํารงอยู่แบบอาดัม แบบเอวาและแบบหัวหน้าทูตสวรรค์เป็นสิ่งที่จําเป็นในการแก้ไขพรสามประการ ดังนั้น สงครามที่โลกจะต้องบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ เพื่อแก้ไขพรสามประการ จึงต้องเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างสามชาติที่เป็นตัวแทนอาดัม เอวาและหัวหน้าทูตสวรรค์ซึ่งยืนในฝ่ายพระเจ้า กับสามชาติที่แทนตําแหน่งเหล่านั้นในฝ่ายซาตาน สงครามโลกครั้งที่สอง อาดัม เอวาและหัวหน้าทูตสวรรค์ในฝ่ายพระเจ้าถูกแทนโดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส ขณะที่เยอรมัน ญี่ปุ่นและอิตาลีแทนตําแหน่งเหล่านั้นในฝ่ายซาตาน

ทําไมสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นชาติในฝ่ายซาตานจึงร่วมมือกับฝ่ายสวรรค์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อโครงสร้างสังคมหรือระบบรัฐบาลใดกลายเป็นสิ่งกีดขวางต่อการบรรลุถึงแผนการสำหรับการแก้ไขของพระเจ้า พระองค์ทรงทํางานเพื่อทําให้สิ่งกีดขวางนั้นเสื่อมลงและทําลาย ในทํานองเดียวกัน เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าพระเจ้าและบรรลุถึงเป้าหมายท้ายสุดคือ การสร้างโลกที่ผิดหลักการ ซาตานจึงทํางานเพื่อทําลายสิ่งกีดขวางบนหนทาง บางครั้งสิ่งกีดขวางนั้นขัดขวางทั้งความพยายามของพระเจ้าและซาตาน ในเวลานั้นฝ่ายสวรรค์และฝ่ายซาตานจะเคลื่อนไหวเพื่อทําลายสิ่งกีดขวางเหล่านั้นลง

ทั้งฝ่ายคาอินและฝ่ายอาแบลล้วนทํางานเพื่อทําลายสังคมศักดินาในยุคกลาง นอกจากนั้น ฝ่ายสวรรค์และฝ่ายซาตานต่างทํางานเพื่อทําลายสังคมระบบกษัตริย์ลง ในทํานองเดียวกัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ลัทธิเผด็จการนิยมฟาสซิสต์ได้กลายเป็นสิ่งกีดขวางทั้งต่อฝ่ายสวรรค์และฝ่ายซาตาน ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงทํางานเพื่อทําลายลัทธิเผด็จการนิยมฟาสซิสต์ พระเจ้าทรงให้สหภาพโซเวียตร่วมมือกับชาติต่างๆ ในฝ่ายสวรรค์ในการทําลายชาติเผด็จการอื่นๆ แม้ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงการที่โลกคอมมิวนิสต์จะถูกสร้างขึ้นก็ตาม

สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงโดยชัยชนะของชาติต่างๆ ในฝ่ายสวรรค์ โดยสิ่งนี้ เงื่อนไขการชดใช้ในขั้นเติบโตในระดับโลกสําหรับการแก้ไขพรสามประการของพระเจ้าที่ทรงประทานให้กับมนุษย์ก็ถูกบรรลุถึง ดูจากทัศนะของการเอาชนะการล่อลวงของซาตานต่อพระเยซูในระดับโลก เงื่อนไขการชดใช้สําหรับการแก้ไขพรประการที่สองของพระเจ้าในระดับโลกคือ การขยายลูกหลานแห่งความดีก็ถูกบรรลุถึง เพราะฉะนั้น หลังจากสงคราม การทํางานสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สองก็ถูกพัฒนาไปสู่ขั้นของพัฒนาการทางศาสนาต่อไป ยิ่งกว่านั้น พื้นฐานขั้นเติบโตเพื่อแก้ไขอํานาจการปกครองแห่งสวรรค์กลับคืนมาก็ถูกสร้างขึ้น

ง. สงครามโลกครั้งที่สาม
พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้ในเริ่มแรกที่จะบรรลุถึงแผนการสําหรับการแก้ไขอย่างบริบูรณ์ในครอบครัวของอาดัมโดยผ่านคาอินและอาแบล อย่างไรก็ตาม การทรงทํางานของพระองค์เพื่อแยกความดีจากความชั่ว สิ้นสุดลงในความล้มเหลวเนื่องจากคาอินฆ่าอาแบล ตั้งแต่เวลานั้นมาพระเจ้าทรงทํางานอย่างต่อเนื่องเพื่อแยกความดีออกจากความชั่วทีละขั้นจากระดับครอบครัวไปสู่ระดับเผ่า ระดับชาติและระดับโลก ที่จุดสรุปของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ทั้งฝ่ายสวรรค์และฝ่ายซาตานทํางานในระดับโลก ดังนั้น ทั้งโลกประชาธิปไตยและโลกคอมมิวนิสต์จึงเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่หลังจากการต่อสู้ในระดับโลกในครั้งที่สาม โลกทั้งสองจะถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว พิจารณาจากแผนการของพระเจ้า สงครามโลกครั้งที่สามต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม มีสองหนทางสำหรับการต่อสู้ในสงครามนี้

ประการแรก โลกซาตานสามารถถูกเอาชนะได้ด้วยการต่อสู้ทางฝ่ายภายในโดยอุดมการณ์ความคิดเท่านั้น พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะพิพากษาหรือทําลายล้าง (เอเซเคียล 33:14-16) แต่เพื่อการช่วยให้รอด ดังนั้น พระองค์จึงทรงปรารถนาที่จะชักนําซาตานให้ยอมแพ้ทางอุดมการณ์ความคิดและให้มีการสูญเสียภายนอกน้อยที่สุด แต่ถ้าสิ่งนี้ล้มเหลว ฝ่ายซาตานจะโจมตีฝ่ายสวรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแล้วฝ่ายสวรรค์ต้องเอาชนะฝ่ายซาตานโดยกําลัง ลักษณะของสงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดขึ้นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า โลกทั้งสองที่แบกความรับผิดชอบของยุคสุดท้ายไว้ จะดําเนินภารกิจของเขาทั้งหลายอย่างไร

ไม่ว่าสงครามจะต่อสู้กันในลักษณะใดก็ตาม ก็จำต้องมีอุดมการณ์ความคิดพื้นฐานอุดมการณ์หนึ่งบังเกิดขึ้นที่สามารถนำมนุษยชาติไปสู่โลกอุดมคติได้ ที่เป็นเช่นนั้น เพราะแม้ว่าการยอมแพ้ของโลกซาตานจะได้มาโดยการต่อสู้ทางฝ่ายภายนอกด้วยอาวุธก็ตาม แต่โลกอุดมคติจะถูกสร้างขึ้นด้วยอุดมการณ์ความคิดในมิติที่สูงกว่า และต้องเป็นอุดมการณ์ความคิดที่ประชาชนทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้อย่างเสรีและด้วยความปีติ

อุดมการณ์ความคิดดังกล่าวจะเป็นแรงผลักดันของการสร้างโลกอุดมคติของครอบครัวมนุษย์ขึ้น ดังนั้น อุดมการณ์ความคิดที่จําเป็นนี้จึงต้องเป็นอุดมการณ์ความคิดแห่งความรักที่แท้จริง ที่สามารถทําลายสิ่งกีดขวางต่างๆ ระหว่างเผ่าพันธุ์และชนชาติ และแก้ไขปัญหาที่รุนแรงระหว่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมต่างๆ ได้ ยิ่งกว่านั้น อุดมการณ์ความคิดนี้ต้องให้ความหวังกับมนุษยชาติ และให้ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการสร้างโลกอุดมคติให้เป็นจริงต้องเป็นอุดมการณ์ความคิดที่สามารถให้แรงบันดาลใจทางฝ่ายวิญญาณ การพัฒนาในบุคลิกลักษณะและให้ทัศนะชีวิตที่ดีงามแก่คนหนุ่มสาว อุดมการณ์ความคิดนี้ต้องเปิดเผยความจอมปลอมของอุดมการณ์ความคิดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุดมการณ์ความคิดของคอมมิวนิสต์ ลัทธิมาร์กซ์เลนิน ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของทัศนะชีวิตแบบคาอินทั้งหลาย

ถ้าสงครามโลกครั้งที่สามสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสวรรค์ เงื่อนไขการชดใช้สําหรับการแก้ไขพรสามประการของพระเจ้าก็จะถูกบรรลุถึง ฝ่ายสวรรค์ก็จะเอาชนะการล่อลวงครั้งที่สามของซาตานต่อพระเยซูในระดับโลกได้ ดังนั้น พื้นฐานที่บริบูรณ์สําหรับการแก้ไขอํานาจ การปกครองของพระเจ้าจะถูกสร้างขึ้น

ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น งานของพระคริสต์ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองที่จะนํามาซึ่งโลกอุดมคติแห่งอํานาจการปกครองของพระเจ้าบนโลก และการปกครองของมนุษย์เหนือสรรพสิ่งจะถูกแก้ไขอย่างบริบูรณ์ โลกอุดมคติซึ่งพระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้ในเริ่มแรกในเวลาแห่งการสร้างสรรค์ โลกที่พระองค์ทรงพยายามด้วยความอุตสาหะที่จะทรงสร้างขึ้นให้จงได้บนแผ่นดินโลก ตลอดเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ตั้งแต่การตกสู่บาปของมนุษย์ก็จะสัมฤทธิ์ผล โลกอุดมคติคือโลกที่มนุษย์และเอกภพทั้งปวงจะติดตามรับใช้พระเจ้าและดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนโลกอุดมคติดังกล่าวนี้เรียกว่า โลกอุดมคติของอุดมการณ์ความคิดแห่งเอกภพ