Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 13
พระเยซูในแผนการสําหรับการแก้ไข

พระเยซูทรงมีความรับผิดชอบสําหรับการเอาชนะเหนือซาตานอย่างเป็นแก่นสาร ในการทําสิ่งนี้พระองค์ทรงต้องปฏิบัติตามเส้นทางแบบแผน ที่พระเจ้าทรงแสดงไว้ในเส้นทางที่เป็นสัญลักษณ์และฉายาของยาโคบและโมเสส (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:18, ยอห์น 5:19) แต่เช่นเดียวกับที่ชาวอิสราเอลภายใต้โมเสสตกสู่ความไม่เชื่อในถิ่นทุรกันดาร ชาวอิสราเอลในเวลาของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาก็ตกสู่ความไม่เชื่อ ผลก็คือ เส้นทางการแก้ไขคานาอันในระดับโลกของพระเยซูต้องก้าวไปข้างหน้าโดยผ่านเส้นทางหรือความพยายามสามครั้งเช่นกัน

1. เส้นทางแรกของการแก้ไขคานาอันในระดับโลก
ก. พื้นฐานแห่งศรัทธา

1. บุคคลศูนย์กลางสําหรับการแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา
บุคคลศูนย์กลางที่รับผิดชอบในการเตรียมพื้นฐานสําหรับแผนการแห่งการช่วยให้รอดในเวลาของพระผู้มาโปรดต้อง "กระทํามรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป" (ยอห์น 1:23) บุคคลศูนย์กลางนี้คือยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา ผู้ซึ่ง "เป็นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาคนที่เกิดจากผู้หญิง" (มัทธิว 11:11) ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในบทที่เกี่ยวกับเส้นทางของโมเสส ความไม่เชื่อซํ้าแล้วซํ้าเล่าของชาวอิสราเอลได้เปิดโอกาสให้กับซาตานเพื่อรุกรานพระวรกายของพระเยซู ซึ่งเป็นร่างกายที่เป็นตัวตนของหินและแผ่นศิลา เพราะฉะนั้น ตลอดประวัติศาสตร์ของประชาชนที่ถูกเลือก พระเจ้าทรงอบรมพวกเขาทั้งหลายเพื่อให้เป็นบุคคลผู้ซึ่งจะไม่ตกสู่ความไม่เชื่อ พระองค์ทรงประทานผู้เผยพระวจนะมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอลียาห์เพื่อสอนประชาชนให้รวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์โดยมีศูนย์กลางที่อุดมคติแห่งพระวิหาร ซึ่งตัวพระวิหารเองก็เป็นพระฉายาของพระเยซู อย่างไรก็ตาม ชาวอิสราเอลยังคงล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการรักษาไว้ซึ่งความเชื่อ ความมุ่งหมายเดียวของเอลียาห์ก็คือ เพื่อหันชาวอิสราเอลจากหนทางที่ไม่มีความเชื่อให้กลับสู่พระเจ้าไม่ประสบความสําเร็จ เพราะฉะนั้น พระเจ้าตรัสว่าเอลียาห์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อบรรลุถึงภารกิจ (มาลาคี 4:5) การกลับมาของเอลียาห์ถูกบรรลุถึงในตัวยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา (ลูกา 1:17; มัทธิว 11:14;17:13) ยอห์นเป็นบุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบในการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาสําหรับพระผู้มาโปรด

2. เครื่องบูชาที่จําเป็นเพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา
ดังที่อธิบายแล้วในบท "โมเสสในแผนการสำหรับการแก้ไข" เริ่มต้น จากแผนการสําหรับยุคสมัยของโมเสส ช่วงระยะเวลาแห่งการชดใช้ซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่หมายเลขสี่สิบกลายเป็นสิ่งที่เพียงพอเพื่อบรรลุถึงเงื่อนไขสําหรับการแยกออกจากซาตาน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แทนที่การถวายเครื่องบูชา บุคคลศูนย์กลางซึ่งต้องแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาสามารถแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาได้โดยการรวมเป็นหนึ่งกับพระวจนะของพระเจ้าหลังจากสร้างช่วงระยะเวลาแห่งการชดใช้ที่มีพื้นฐานอยู่ที่หมายเลขสี่สิบของการแยกออกจากซาตาน โดยการบรรลุถึงเงื่อนไขนี้ บุคคลศูนย์กลางก็จะสามารถบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้เพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา

ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมากําลังยืนอยู่บนพื้นฐานของช่วงระยะเวลาของหมายเลขสี่สิบของการแยกออกจากซาตานคือช่วงระยะเวลาสี่ร้อยปีของการเตรียมสําหรับพระผู้มาโปรดซึ่งเริ่มต้นขึ้นโดยผู้เผยพระวจนะมาลาคีเพราะชีวิตสันโดษของเขา ยอห์นจึงสามารถแยกออกจากซาตานและแล้วสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา ยอห์นมีชีวิตอยู่ในถิ่นทุรกันดาร กินตั๊กแตนและน้ำผึ้ง เป็นห่วงกังวลและคิดเกี่ยวกับเจตจำนงของพระเจ้า ดังนั้นบรรดาปุโรหิตและประชาชนชาวอิสราเอลมองดูชีวิตแห่งศรัทธาของยอห์น ด้วยความเคารพนับถืออย่างสูง

ข. พื้นฐานแห่งแก่นสาร
1. บุคคลศูนย์กลางสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสาร

ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมายังอยู่ในตำแหน่งอาแบลสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสาร นั่นก็คือเป็นบุคคลศูนย์กลางสําหรับการสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสาร ภารกิจของโมเสสถูกส่งผ่านไปสู่โยชูวา ผู้เผยพระวจนะซึ่งรวมถึงเอลียาห์ และในที่สุดไปสู่ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา เพราะฉะนั้น ยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมาจึงยืนในตำแหน่งของโมเสส โมเสสเป็นบุคคลศูนย์กลางสําหรับพื้นฐานแห่งศรัทธา (ในตำแหน่งพ่อแม่) และเป็นบุคคลศูน์กลางสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสาร (ในตำแหน่งบุตรคนที่สอง) ทํานองเดียวกัน ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมามีภารกิจที่เป็นคู่ของการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา และยืนอยู่ในตำแหน่งอาแบลเป็นเสมือนบุคคลศูนย์กลางสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสาร

2. การสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสาร
พื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติจะถูกสร้างขึ้นโดยการที่ชาวอิสราเอลรักและเชื่อฟังยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้ซึ่งเป็นอาแบลในระดับชาติพระเจ้าทรงเตรียมประชาชนที่ถูกเลือกไว้เพื่อให้เชื่อในตัวยอห์นอย่างสัมบูรณ์ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะพิเศษคนหนึ่งของพระเจ้า ทุกคนรู้ว่ายอห์น เป็นบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เพราะว่าชาวอิสราเอลได้ยินเกี่ยวกับคำพยากรณ์ของทูตสวรรค์เกี่ยวกับการเกิดของเขาเกี่ยวกับอัศจรรย์ของการที่พ่อของยอห์นกลายเป็นใบ้ในพระวิหาร และเกี่ยวกับอัศจรรย์และหมายสําคัญที่เกิดขึ้นในเวลาแห่งการเกิด ประชาชนทั้งหลายแห่งยูเดีย เฝ้าดูยอห์นด้วยความสนใจอย่างยิ่ง นับตั้งแต่เวลาที่ยอห์นเป็นเด็ก ดังที่ลูกา 1:65,66 กล่าวว่า "เพื่อนบ้านของท่านก็บังเกิดความกลัว และเหตุการณ์ทั้งปวงนั้นก็เลื่องลือไปทั่วแถบภูเขาแคว้นยูเดีย บรรดาคนที่ได้ยินก็จดจําไว้ในใจและว่า "แล้วทารกนั้นจะเป็นอะไรข้างหน้า" ด้วยว่า "พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่กับเขา" ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อของยอห์นยังเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างยิ่งจนกระทั่งพวกปุโรหิตและประชาชนอิสราเอลคิดว่ายอห์นอาจจะเป็นพระผู้มาโปรด (ยอห์น 1:19; ลูกา 3:15) ดังนั้นประชาชนแห่งยูเดีย ในตำแหน่งคาอินเชื่อและติดตามยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเสมือนพระผู้มาโปรดและดังนั้นก็สร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติขึ้น

ค. พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด
พื้นฐานแห่งศรัทธาและพื้นฐานแห่งแก่นสารที่ถูกสร้างขึ้นโดยยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาร่วมกันเป็นพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดก็คือ บรรดาประชาชนที่ถูกเตรียมเฝ้าติดตาม และรับใช้พระผู้มาโปรดและบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์ เพราะฉะนั้นในฐานะตัวแทนของบรรดาบุคคลศูนย์กลางทั้งหลายผู้ซึ่งทํางานอย่างหนักตลอดประวัติศาสตร์ของแผนการแห่งการทํางานของพระเจ้าเพื่อสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาควรรับใช้พระผู้มาโปรดยิ่งกว่าผู้ใดทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นบนพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดที่เป็นประวัติศาสตร์นี้ ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาต้องนําประชาชนอิสราเอลให้เชื่อ ติดตามและสร้างสภาพแวดล้อมที่จะทําให้พระเยซูทรงสามารถดําเนินแผนการแห่งการแก้ไขอย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมาจะสร้างพื้นฐานนี้ขึ้นในเริ่มแรกและเป็นพยานว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้มาโปรด แต่ยอห์นก็ไม่ได้ ติดตามพระเยซู (ยอห์น 1:29-34) ยิ่งไปกว่านั้น ยอห์นก็ยังแม้กระทั่งสงสัยว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้มาโปรดหรือไม่ (มัทธิว 11:3) นอกจากนี้แม้ว่ายอห์นได้มาเป็นเสมือนเอลียาห์ แต่ยอห์นไม่ได้เข้าใจสิ่งนี้และปฏิเสธ (ยอห์น 1:21) เพราะชาวอิสราเอลเชื่อในคําพยากรณ์ของมาลาคีที่ว่า เอลีห์ยาจะมาก่อนพระผู้มาโปรด การที่ยอห์นปฏิเสธโดยกล่าวว่าตัวเองไม่ได้เป็นเอลียาห์ สิ่งนี้ทําให้ประชาชนสับสนจนกระทั่งไม่รู้ว่าจะเชื่อในพระเยซูหรือยอห์น และดังนั้นจึงมีผลในการขัดขวางหนทางสําหรับชาวอิสราเอลที่จะไปสู่พระเยซู เพราะฉะนั้น พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดที่ยอห์นสร้างจึงไม่ได้ถูกใช้เป็นเสมือนพื้นฐานสําหรับพระเยซู แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งกีดขวางระหว่างพระเยซูกับประชาชนที่ถูกเลือก

พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดเป็นพื้นฐานที่ซึ่งพระเจ้าจะทรงบรรลุถึงความมุ่งหมายของแผนการของพระองค์อย่างบริบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม พื้นฐานนี้ไม่ได้ทําหน้าที่เป็นเสมือนพื้นฐานเพื่อรับพระผู้มาโปรดผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแผนการแห่งการทํางานของพระเจ้า ผลก็คือ "พื้นฐาน" นี้ในความเป็นจริงแล้วจึงเป็นความล้มเหลว ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงเตรียมยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาอย่างระมัดระวังสําหรับพระเยซูก็ตาม แต่ยอห์น ไม่ได้ติดตามพระเยซู และดังนั้นสูญเสียคุณสมบัติในการเป็นอาแบล แห่งประวัติศาสตร์ไป และผลก็คือเส้นทางการแก้ไขคานาอันในระดับโลกสิ้นสุดในความล้มเหลว

2. เส้นทางที่สองของการแก้ไขคานาอันในระดับโลก

ก. พื้นฐานแห่งศรัทธา
1. บุคคลศูนย์กลางสําหรับแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา พระเยซูสืบทอดภารกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา

เพราะความไม่เชื่อของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาต่อพระเยซู พื้นฐานแห่งศรัทธาในเส้นทางแรกของการแก้ไขคานาอันในระดับโลกถูกรุกรานโดยซาตาน พระผู้มาโปรดเสด็จมา แต่พื้นฐานสําหรับพระองค์พังทลายไม่เหลือที่สําหรับพระเยซูเพื่อที่จะทรงประทับอยู่ในตำแหน่งพระผู้มาโปรด จริงๆแล้วพระผู้มาโปรดจะทรงปรากฏตัวในที่ซึ่งมีพื้นฐานที่เป็นอิสระจากการรุกรานของซาตาน เพราะฉะนั้นพระเยซูทรงถูกบังคับให้บรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ที่จะแก้ไขพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดโดยตัวพระองค์เอง และเมื่อพระองค์ทรงกระทําสิ่งนี้ พระองค์ไม่ได้ทรงแสดงตัวในฐานะของพระผู้มาโปรด แต่ในตำแหน่งของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา

เพราะว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าและทรงต้องเป็นเจ้าแห่งความรุ่งเรือง พระองค์ไม่ควรที่จะต้องทรงดำเนินในหนทางแห่งความยากลําบาก(1 โครินธ์ 2:8) อย่างไรก็ตาม ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ผู้เกิดเพื่อภารกิจของการทําให้หนทางของพระผู้มาโปรดตรงไป (ยอห์น 1:23; ลูกา 1:76) ล้มเหลวในการบรรลุถึงภารกิจ เพราะฉะนั้น พระเยซูทรงต้องบรรลุถึงความสําเร็จในภารกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและทรงเตรียมพื้นฐานสําหรับการปรากฏพระองค์ในตำแหน่งของพระผู้มาโปรดด้วยตัวของพระองค์เอง ดังนั้นในเส้นทางที่สองของการแก้ไขคานาอันในระดับโลก พระเยซูจึงทรงเป็นบุคคลศูนย์กลางผู้ซึ่งต้องจ่ายการชดใช้เพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา

2. เครื่องบูชาที่จําเป็นสําหรับการแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา
บุคคลศูนย์กลางที่รับผิดชอบในการแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาจะสร้างพื้นฐานได้โดยการกลายเป็นหนึ่งกับพระวจนะของพระเจ้า หลังจากที่ได้ตั้งช่วงระยะเวลาสําหรับการแยกออกจากซาตานที่มีพื้นฐานอยู่ที่หมายเลขสี่สิบขึ้นก่อน ในการทําสิ่งนี้ พระเยซูทรงอดอาหารเป็นเวลาสี่สิบวันและทรงเอาชนะการล่อลวงสามครั้งของซาตาน พระเยซูบรรลุถึงเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ใช่ในฐานะของพระผู้มาโปรด แต่ในฐานะของบุคคลผู้ซึ่งสืบทอดภารกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระองค์ทรงบรรลุถึงเงื่อนไขเหล่านี้เพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาจากตำแหน่งบุคคลศูนย์กลางที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด มากกว่าในฐานะของตัวพระผู้มาโปรดเอง

ขอให้เรามองดูเหตุผลสําหรับช่วงระยะเวลาสี่สิบวันแห่งการอดอาหาร อธิษฐานและการถูกล่อลวงสามครั้งของพระเยซูในเส้นทางของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติโดยมีศูนย์กลางที่โมเสส หินซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซู (1 โครินธ์ 10:4) รับความทุกข์ทรมานแห่งการรุกรานของซาตาน เพราะความโกรธของโมเสสต่อความไม่เชื่อของชาวอิสราเอล การรุกรานนี้ยังคงเป็นพื้นฐานระยะไกลอันหนึ่งสําหรับการจู่โจมโดยตรงของซาตานต่อพระเยซูซึ่งทรงเป็นพระศิลาที่แท้จริงถ้าหากว่าประชาชนที่ถูกเลือกจะไม่เชื่ออีกครั้งหนึ่งในเวลาของพระเยซู

ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา เป็นบุคคลศูนย์กลางผู้ซึ่งสามารถหยุดสิ่งนี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้โดยการต่อสู้กับซาตานเพื่อสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา อย่างไรก็ตาม ยอห์นล้มเหลวในการเชื่อในพระเยซู โดยความไม่เชื่อของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาซึ่งเป็นเสมือนเหตุระยะใกล้ พระเยซูไม่สามารถเป็นอิสระจากการจู่โจมโดยตรงของซาตานได้อีกต่อไป และพระองค์ก็ทรงกลายเป็นเป้าของซาตานอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ตัวพระเยซูทรงต้องบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ของช่วงระยะเวลาสําหรับการแยกออกจากซาตานโดยการอดอาหารเป็นเวลาสี่สิบวัน และโดยการเอาชนะการจู่โจมของซาตานซึ่งปรากฏในการผจญมารสามครั้ง

3. การผจญมารสามครั้ง
ในมัทธิว 4:1-10 เราอ่านพบว่าซาตานทดสอบพระเยซูโดยการล่อลวงสามครั้ง ความมุ่งหมายเริ่มแรกของซาตานในการจู่โจมพระเยซูด้วยการล่อลวงเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อทดสอบสภาพเงื่อนไขภายนอกใดๆหรือเพื่อทดสอบอํานาจของพระเยซูในการกระทําสิ่งอัศจรรย์ แต่ตั้งใจที่จะขัดขวางพระเยซูจากการบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระองค์ในฐานะของพระผู้มาโปรด เพราะพระผู้มาโปรดเสด้จมาเพื่อแก้ไขโลกที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายไว้ตั้งแต่เวลาแห่งการสร้างสรรค์แต่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพราะซาตานจากทัศนะของซาตาน การที่พระผู้มาโปรดทรงบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระองค์ก็จะหมายความถึงการทําลายล้างซาตานชั่วนิรันดร์ เพราะว่าอาณาจักรสวรรค์มีพื้นฐานอยู่บน "หลักการ" และเพราะอาดัม ล้มเหลวเพราะไม่ปฏิบัติตาม "หลักการ" ดังนั้นการล่อลวงของซาตานจึงมีศูนย์กลางที่ "หลักการ" และคําตรัสตอบของพระเยซูก็มีพื้นฐานที่ "หลักการ" ยิ่งไปกว่านั้น โลกที่ซึ่งพระผู้มาโปรดทรงต้องสร้างขึ้น เป็นโลกที่มุ่งหมายไว้ตั้งแต่เวลาแห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นโลกที่มีพื้นฐานที่การบรรลุถึงของพรสามประการของพระเจ้า ดังนั้นพระเยซูทรงต้องบรรลุถึงพรสามประการของพระเจ้า และความพยายามของซาตานในการขัดขวางพระเยซูจากการบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระองค์ก็โดยผ่านการล่อลวงสามครั้งซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่พรสามประการ

ก) การล่อลวงครั้งแรก
ในการล่อลวงครั้งแรก ซาตานปรากฏต่อเบื้องพระพักตร์พระเยซูและกล่าวว่า "...ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้าจงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร" (มัทธิว 4:3) ก้อนหินในครอบครองของซาตานก็คือแผ่นศิลาที่แตกและหินที่ถูกโมเสสตีสองครั้ง เพราะความไม่เชื่อของประชาชนที่ถูกเลือก โมเสสทำให้แผ่นศิลาแตกและตีหินสองครั้งทําให้เกิดพื้นฐานสําหรับซาตานเพื่อครอบครองก้อนหิน ก้อนหินที่ซาตานใช้ล่อลวงพระเยซูเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซูเองซึ่งเป็นเสมือนหินที่แท้จริงและแผ่นศิลาที่แท้จริง (1 โครินธ์ 10:4; วิวรณ์ 2:17)

เมื่อประชาชนที่ถูกเลือกขาดความเชื่อ เช่นเดียวกับที่เขาเหล่านั้นไม่เชื่อในถิ่นทุรกันดาร ซาตานจึงอยู่ในตำแหน่งที่จะจู่โจมพระเยซูซึ่งเป็นตัวตนแห่งพระวจนะซึ่งถูกแทนเป็นสัญลักษณ์ด้วยแผ่นศิลา พระเยซูต้องเอาชนะสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ซาตานรู้ดีว่าพระเยซูเสด็จเข้าสู่ถิ่นทุรกันดารเพื่อแก้ไขก้อนหิน ดังนั้น ซาตานล่อลวงให้พระเยซูทรงเปลี่ยนก้อนหินเป็นขนมปัง เพราะว่าพระเยซูทรงอยากพระกระยาหารมากเท่ากับชาวอิสราเอลที่ขาดศรัทธาในเวลาของโมเสส ถ้าพระเยซูทรงเป็นผู้ไม่เชื่อและทอดทิ้งความมุ่งหมายของการแก้ไขก้อนหิน โดยการเลือกที่จะสั่งก้อนหินให้กลายเป็นขนมปังเพื่อประทังท้องที่หิวโหยของพระองค์ ซาตานก็จะประสบความสำเร็จในการขัดขวางพระผู้มาโปรดจากการบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระองค์โดยการทําให้พระเยซูอยู่ใต้อํานาจการปกครองของเขา ซาตานก็จะได้ครอบครองก้อนหินไว้ตลอดไป

คําตรัสตอบของพระเยซูต่อการล่อลวงนี้ก็คือ "...มนุษย์จะบํารุงชีวิตด้วยอาหารอย่างเดียวหามิได้ แต่บํารุงด้วยพระวจนะทุกคําซึ่งออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า" (มัทธิว 4:4) หมายความว่า แม้ว่าร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้โดยการรับประทานอาหาร ชีวิตก็ไม่บริบูรณ์ มนุษย์สามารถเป็นคนที่บริบูรณ์ได้โดยการมีชีวิตอยู่ด้วยขนมปังแห่งชีวิต นั่นคือโดยผ่านพระคริสต์ผู้เป็นพระวจนะของพระเจ้าก็กลายเป็นเนื้อหนัง (ยอห์น 6:35,51) คําตรัสตอบของพระเยซูต่อการล่อลวงครั้งแรกของซาตานหมายความว่า แม้ว่าพระองค์จะทรงอยู่ในจุดที่อดอยากหิวโหยก็ตาม อาหารสําหรับร่างกายฝ่ายเนื้อหนังก็ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง พระเยซูทรงต้องเอาชนะเหนือการล่อลวงของซาตานและกลายเป็นขนมปังแห่งชีวิตแห่งพระวจนะของพระเจ้า ขนมปังที่สามารถให้ชีวิตแก่มวลมนุษยชาติ

โดยชัยชนะเหนือการล่อลวงครั้งแรก พระเยซูทรงบรรลุถึงเงื่อนไขสำหรับการสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นตัวตนที่แท้จริงแห่งก้อนหินซึ่งได้สูญเสียไปให้กับซาตานในถิ่นทุรกันดารเพราะความไม่เชื่อของประชาชนที่ถูกเลือก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ โดยการเอาชนะเหนือการล่อลวงนี้ (จากตำแหน่งของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา) พระเยซูทรงแก้ไขตำแหน่ง ของพระผู้มาโปรดซึ่งเป็นรูปแบบของมนุษย์ที่สมบูรณ์กลับคืนมาอย่างเป็นสัญลักษณ์ โดยการทําสิ่งนี้ พระเยซูทรงสร้างพื้นฐานสําหรับการแก้ไขพรประการที่หนึ่งที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์ซึ่งเป็นขั้นแรกไปสู่การบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์

ข) การล่อลวงครั้งที่สอง
การล่อลวงครั้งที่สอง ซาตานได้ให้พระเยซูประทับที่ยอดหลังคาพระวิหารแล้วทูลต่อพระองค์ว่า "...ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปเถิด..." (มัทธิว 4:6) พระเยซูเคยอ้างถึงตัวพระองค์ว่าทรงเป็นเสมือนพระวิหาร (ยอห์น 2:19-21) และบรรดาสาวกก็ถูกเรียกว่าเป็นวิหารของพระเจ้า (1 โครินธ์ 3:16) 1 โครินธ์ 12:27 บอกเราว่า บรรดาสาวกเป็นส่วนของพระวรกายของพระคริสต์ เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถเข้าใจได้ว่าพระเยซูทรงเป็นวิหารหลัก และสาวกเป็นวิหารที่เป็นสาขา การที่ซาตานตั้งพระเยซูไว้บนยอดหลังคาพระวิหารหมายความว่า โดยผลของชัยชนะของพระเยซูเหนือการล่อลวงครั้งแรก ซาตานต้องยอมรับอํานาจของพระเยซูเป็นเสมือนเจ้าแห่งพระวิหาร การที่ซาตานกระตุ้นพระเยซูให้ทิ้งตัวพระองค์เองลงจากยอดของพระวิหารนั้นไม่ใช่เพื่อที่จะทดสอบพระปรีชาของพระเยซูในการกระทําอัศจรรย์ แต่เพื่อล่อลวงพระองค์ให้ทรงสละตำแหน่งของพระองค์ในฐานะของเจ้าแห่งพระวิหาร ทิ้งตัวพระองค์เองลงและเป็นเสมือนมนุษย์ที่ตกสู่บาป และดังนั้นสิ้นสุดการแก้ไขประชาชนของพระองค์เป็นเสมือนวิหารสาขาของพระองค์ เช่นเดียวกับที่ซาตานครอบงําโลกเป็นเสมือนเจ้านายที่จอมปลอมของมันหลังจากที่ทําให้อาดัมตกสู่บาป (2 โครินธ์ 4:4; ยอห์น 12:31) ซาตานจะกลายเป็นเจ้าแห่งพระวิหารในตำแหน่งของพระเยซู ถ้าพระเยซู (อาดัมที่สอง) ทรงพ่ายแพ้ต่อการล่อลวง

ที่จุดนี้ พระเยซูตรัสว่า "...อย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน" (มัทธิว 4:7) ซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาป มนุษย์ที่แท้จริงมีอํานาจ ปกครองเหนือทูตสวรรค์ เพราะฉะนั้นทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาปโดยธรรมชาติแล้วต้องอยู่ภายใต้การปกครองของพระเยซู ถึงแม้ว่าซาตานอาจจะควบคุมโลกเป็นเสมือนเจ้านายที่จอมปลอมของมันอย่างชั่วคราวก็ตาม แต่ความพยายามของเขาในการยืนอยู่ในตำแหน่งเจ้าแห่งพระวิหารนั้นเป็นการกระทําที่ผิดหลักการ ซาตาน ทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาปไม่ควรจะพยายามล่อลวงพระเจ้า แต่อย่างไรก็ตาม เขาได้กระทําสิ่งดังกล่าวในการล่อลวงพระเยซู เพราะเมื่อพระเยซูทรงได้รับชัยชนะเหนือการล่อลวงครั้งแรก พระองค์ทรงแก้ไขตำแหน่งของพระองค์เป็นเสมือนบุคคลเฉพาะตัวที่แท้จริง และดังนั้นจึงทรงเป็นพระวิหารและพระวรกายที่แท้จริงของพระเจ้า

คําตรัสตอบของพระเยซูเป็นการติเตียนซาตานสําหรับการกระทําที่ผิดหลักการ และหมายความว่าซาตานควรจะละทิ้งพระองค์และหยุดการล่อลวงตัวแทนและพระบุตรที่แท้จริงของพระเจ้า พระเยซูทรงเป็นพระวิหารหลักและเป็นพ่อที่แท้จริงของมนุษยชาติ โดยที่ทรงเอาชนะการล่อลวงครั้งที่สอง พระองค์สร้างเงื่อนไขที่จะทําให้พระองค์สามารถแก้ไขสาวกทั้งหลายเป็นเสมือนวิหารสาขา นั่นก็คือเป็นเสมือนบุตรของพระองค์โดยการเอาชนะเหนือการล่อลวงนี้ พระเยซูทรงได้สร้างพื้นฐานสําหรับการแก้ไขพรประการที่สองของพระเจ้าที่ให้กับมนุษย์กลับคืนมา อันเป็นขั้นที่สองไปสู่การบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า

ค) การล่อลวงครั้งที่สาม
ในการล่อลวงครั้งที่สาม ซาตานนําพระเยซูขึ้นไปบนภูเขาอันสูงยิ่งนักและได้แสดงบรรดาราชอาณาจักรในโลกทั้งความรุ่งเรืองของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรแล้วทูลกับพระองค์ว่า "...ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน" (มัทธิว 4:9) แน่นอน ในความจริงมันไม่มีภูเขาใดที่เราจะสามารถเห็นบรรดาอาณาจักรในโลก แล้วการที่ซาตานนําพระเยซูไปบนภูเขาที่สูงมากนี้หมายความถึงอะไร

เพราะการตกสู่บาป อาดัมสูญเสียสิทธิอํานาจของการเป็นเจ้าสรรพสิ่งและถูกครอบงําโดยซาตาน ดังนั้นซาตานจึงเป็นผู้ปกครองสรรพสิ่งแทนอาดัม (โรม 8:20) พระเจ้าทรงประทานพระเยซูมาเป็นอาดัมที่สมบูรณ์ และดังนั้นเป็นเจ้าสรรพสิ่ง (พระเจ้าประทานสิ่งทั้งมวลอยู่ใต้การปกครองของพระคริสต์ (1 โครินธ์ 15:27)) เพราะซาตานรู้สิ่งนี้ ดังนั้นตั้งแต่พระเยซูทรงได้รับชัยชนะในการล่อลวงครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ซาตานต้องวางพระเยซูในตำแหน่งเจ้าสรรพสิ่ง นี่เป็นนัยสําคัญของการที่พระเยซูถูกนําขึ้นไปบนภูเขาที่ซึ่งบรรดาราชอาณาจักรทั้งความรุ่งเรืองของราชอาณาจักรสามารถถูกมองเห็นได้ แล้วซาตานก็ล่อลวงพระเยซู โดยทูลเสนอให้พระเยซูเป็นเจ้าสรรพสิ่งถ้าพระเยซูจะทรงยอมแพ้ (ซาตาน) ซาตานต้องการให้อาดัมที่สองยอมแพ้ต่อเขาเช่นเดียวกับอาดัมคนแรกในสวนเอเดน

พระเยซูตรัสตอบว่า "...จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว" (มัทธิว 4:10) ทูตสวรรค์ถูกสร้างเพื่อให้เป็นวิญญาณผู้ปรนนิบัติ (ฮีบรู 1:14) เพื่อนมัสการและรับใช้พระเจ้า การตรัสตอบของพระเยซูเป็นการเตือนซาตานให้ระลึกถึงหลักการที่ว่า ซาตานซึ่งเป็นทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาปควรจะนมัสการและปรนนิบัติพระเจ้า โดยธรรมชาติแล้ว ตามหลักการนี้ ซาตานควรจะนมัสการและปรนนิบัติพระเยซู เพราะพระเยซูทรงเป็นพระวิหารของพระเจ้า

โดยการเอาชนะการล่อลวงสองครั้งแรก พระเยซูทรงสร้างพื้นฐานซึ่งจะทําให้พระองค์สามารถแก้ไขพรประการแรกและประการที่สองของพระเจ้ากลับมาสู่มนุษย์ บนพื้นฐานนี้พระองค์ทรงต้องแก้ไขพรประการที่สามกลับมาสู่มนุษย์ นั่นคืออํานาจการปกครองเหนือสรรพสิ่งของมนุษย์ ถึงแม้ว่าพระเยซูทรงได้รับอาณาจักรและความยิ่งใหญ่ทั้งปวงในโลกถ้าพระองค์ยอมรับซาตาน จุดมุ่งหมายของพระองค์ที่จะเป็นพระผู้มาโปรดก็จะไม่ถูกทําให้บรรลุถึง พระเยซูจึงตรัสตอบว่า ถึงแม้ซาตานจะยกอํานาจทั้งปวงเหนือสรรพสิ่งให้กับพระองค์ พระองค์ไม่จําเป็นที่จะต้องก้มลงกราบซาตานเพราะพระองค์ทรงเป็นเสมือนวิหารของพระเจ้า พระเยซูได้ตรัสตอบบนพื้นฐานของหลักการ ดังนั้น พระองค์จึงทรงได้รับชัยชนะโดยเอาชนะเหนือการล่อลวงครั้งที่สาม พระองค์จึงทรงนํามาซึ่งเงื่อนไขสําหรับการแก้ไขอํานาจการปกครองของมนุษย์เหนือสรรพสิ่ง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระองค์ทรงสร้างพื้นฐานสําหรับการแก้ไขพรประการที่สามของพระเจ้ากลับไปสู่มนุษย์ ดังนั้นโดยการอดอาหารสี่สิบวันและการเอาชนะการผจญมารสามครั้ง พระเยซูในตำแหน่งของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาได้ทรงสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาขึ้น

ข. พื้นฐานแห่งแก่นสาร
การอดอาหารและการอธิษฐานสี่สิบวันของพระเยซู สำหรับพื้นฐานแห่งศรัทราและชัยชนะของพระองค์เหนือการล่อลวงของซาตานทําให้พระเยซูทรงอยู่ในตำแหน่งบุคคลศูนย์กลางและทรงเป็นอาแบลสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติ ดังนั้นถ้าประชาชนชาวอิสราเอลผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งของคาอินได้เชื่อ รับใช้และเชื่อฟังพระเยซูที่ทรงอยู่ในตำแหน่ง ของอาแบลแทนยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา พื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติก็จะถูกสร้างขึ้น พื้นฐานแห่งแก่นสารกับพื้นฐานแห่งศรัทธารวมกันเป็นพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด และทําให้พระเยซูทรงถูกยกขึ้นจากตำแหน่งของยอห์นผู้ให้บัพติศมาไปสู่ตำแหน่งของพระผู้มาโปรด

ถ้าพระเยซูก็จะทรงรักษาพื้นฐานแห่งชัยชนะนี้บนโลก พระองค์ก็จะทรงให้การบังเกิดใหม่อย่างบริบูรณ์กับมนุษยชาติ และพระองค์ก็จะทรงบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของอาณาจักรสวรรค์ ดังนั้น พระเยซูทรงเปิดเผยความลับของอาณาจักรสวรรค์ในพระดำรัสของพระองค์และทรงเป็นพยานให้กับพระองค์เองโดยการแสดงอัศจรรย์ทั้งหมดก็เพื่อทําให้ประชาชนของพระองค์เชื่อในพระองค์ (ยอห์น 10:38) เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับพื้นฐานแห่งแก่นสารสําหรับพื้นฐานในระดับชาติสําหรับพระผู้มาโปรด มันจึงเป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งสําหรับผู้นําของศาสนายูดาห์และประชาชนที่จะรับใช้และปฏิบัติตามเจตจํานงของพระเยซู เพราะว่าพระองค์ทรงอยู่ในตำแหน่งของอาแบล อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้นําของประชาชน เช่นบรรดาปุโรหิตชาวเลวีและพวกธรรมาจารย์ ล้วนอยู่ในแนวหน้าของคนเหล่านั้นผู้ซึ่งไม่เชื่อในพระเยซู ประชาชนทั่วไปก็ตกสู่ความไม่เชื่อเช่นกัน และแม้กระทั่งเริ่มต้นหมิ่นประมาทพระเยซู แม้กระทั่งในระยะแรกของการทํางานของพระเยซู พวกฟาริสีประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นคนบาป (ยอห์น 9:16,24) ทั้งที่พระเยซูทรงปราศจากความผิด มีหลายครั้งที่ประชาชนขว้างปาพระเยซูด้วยก้อนหิน แม้ว่าพระเยซูจะทรงสอนความจริงให้กับเขาเหล่านั้น (ยอห์น 59;10:31) บางครั้งพระเยซูทรงต้องหาที่หลบภัยชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะว่าการวางแผนของประชาชนเพื่อที่จะปลงพระชนม์พระองค์ (ยอห์น 7:1;8:40)

ในขณะเดียวกัน ซาตานผู้ซึ่งถูกทําให้พ่ายแพ้ในการล่อลวงได้ละทิ้งพระเยซูไป "จนถึงโอกาสเหมาะ" (ลูกา 4:13) การที่ซาตานละทิ้งพระเยซูไปจนกว่าจะถึงโอกาสเหมาะหมายความว่า ซาตานไม่ได้ละทิ้งพระเยซูโดยสิ้นเชิง ซาตานยังสามารถกลับมาเบื้องพระพักตร์พระเยซูได้อีก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่พระเยซูทรงเอาชนะการทดสอบของซาตาน ซาตานไม่สามารถโจมตีพระเยซูโดยตรงได้ ดังนั้น ซาตานจึงพยายามโจมตีผ่านประชาชน และซาตานก็มุ่งไปที่บรรดาผู้ที่ตกสู่ความไม่เชื่อ ในที่สุดก็มุ่งความพยายามไปสู่ยูดาสอิสคาริโอท 1 โครินธ์ 2:8 กล่าวว่า "ไม่มีอํานาจ ครอบครองใดๆ ในยุคนี้ได้รู้จักพระปัญญานั้น เพราะว่าถ้ารู้แล้ว จะมิได้เอาองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริตรึงไว้ที่กางเขน" ทัศนคติของประชาชนต่อพระเยซูไปเกินกว่าเพียงความเขลาเกี่ยวกับพระองค์เท่านั้น เขาทั้งหลายได้สร้างความรู้สึกที่รุนแรงแห่งความไม่ไว้วางใจต่อพระองค์อย่างยิ่ง ถึงจุดที่ว่าเขาเหล่านั้นกลัวพระองค์ ต้องการที่จะขจัดพระองค์เสียและเขาเหล่านั้นก็ตรึงพระองค์ที่กางเขน

เพราะความไม่เชื่อของประชาชน พื้นฐานแห่งแก่นสารไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ดังนั้น พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในเส้นทางที่สองของการแก้ไขคานาอันในระดับโลก ดังนั้น เส้นทางที่สองของการแก้ไขคานาอันในระดับโลกก็ล้มเหลวด้วย

3. เส้นทางที่สามของการแก้ไขคานาอันในระดับโลก
ก. เส้นทางทางฝ่ายวิญญาณของการแก้ไขคานาอันในระดับโลกโดยมีศูนย์กลางที่พระเยซู
เพราะความไม่เชื่อของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา เส้นทางแรกของการแก้ไขคานาอันในระดับโลกได้สิ้นสุดลงในความล้มเหลว ต่อมาพระเยซูเองทรงพยายามที่จะสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด อย่างไรก็ตาม เพราะประชาชนมิได้ติดตามพระองค์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวกของพระองค์ขาดความเชื่อ เส้นทางที่สองของการแก้ไขคานาอันในระดับโลกก็ล้มเหลวด้วย เพราะฉะนั้นพระเยซูจึงทรงต้องไปในหนทางแห่งกางเขน ในยอห์น 3:14 พระเยซูตรัสว่า "โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น" เมื่อประชาชนที่อยู่กับโมเสสถูกงูร้ายกัดและเริ่มที่จะตาย พระเจ้าทรงบัญชาให้โมเสสตั้งงูทองเหลืองขึ้นเพื่อที่จะเปิดหนทางสําหรับความรอดของประชาชน ในทางเดียวกัน เมื่อประชาชนในเวลาของพระเยซูขาดความเชื่อ พระเจ้าจึงทรงขอให้พระเยซูเสด็จไปในหนทางแห่งกางเขน

อะไรคือความหมายของกางเขน ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วใน "ความมุ่งหมายของพระผู้มาโปรด" ความมุ่งหมายของพระผู้มาโปรดสำหรับพระเยซูก็เพื่อบรรลุถึงแผนการสําหรับการช่วยให้รอด นั่นก็คือบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์

มนุษย์ถูกสร้างขึ้นด้วยตัวตนฝ่ายเนื้อหนังและตัวตนฝ่ายวิญญาณ และมนุษย์ตกสู่บาปทั้งทางฝ่ายเนื้อหนังและทางฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นการช่วยให้รอดก็ควรจะเป็นสําหรับทั้งฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ เมื่อเราพูดว่า เราเชื่อในพระเยซูอย่างสัมบูรณ์และติดตามพระเยซู นี่หมายความว่าเรากําลังบรรลุถึงอุดมคติของการกลายเป็นร่างกายหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระเยซูตรัสเกี่ยวกับสิ่งนี้เมื่อพระองค์เปรียบเทียบตัวพระองค์เองกับเถาองุ่นและสาวกของพระองค์เป็นแขนง (ยอห์น 15:5) และเมื่อพระองค์ตรัสว่า "ในวันนั้นท่านทั้งหลายจะรู้ว่าเราอยู่ในพระบิดา และท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน" (ยอห์น 14:20) เคาระห์ร้ายที่ว่าประชาชนไม่เชื่อในพระเยซูและไม่ได้กลายเป็นหนึ่งกับพระองค์ ผลก็คือ พระเจ้าทรงต้องยอมให้ซาตานเอาร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพระเยซูไปเพื่อชดใช้บาปแห่งความเสื่อมศรัทธาของมนุษยชาติ ดังนั้น พระเยซูจึงสิ้นพระชนม์ที่กางเขน

โดยเหตุที่ว่าพระเยซูทรงเป็นรากแห่งชีวิตสําหรับมวลมนุษยชาติ การที่ซาตานรุกรานร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพระเยซู หมายความว่า แม้กระทั่งนักบุญผู้ซึ่งเชื่อในพระเยซูและกลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรุกรานของซาตานต่อร่างกายฝ่ายเนื้อหนังได้ (โรม 7:22,23) ไม่ว่าบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์จะมีความเชื่อมากเพียงใด ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังก็ยังคงอยู่ภายใต้อาณาจักรแห่งการรุกรานของซาตาน ดังนั้น เขาจึงต้องอธิษฐานอยู่เสมอ (1 เธสะโลนิกา 5:17) และลูกหลานของเขายังคงมีบาปเริ่มแรก

เพราะการตรึงที่กางเขน มนุษยชาติสูญเสียร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพระผู้ช่วยให้รอด ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงสูญเสียกรรมแห่งความเชื่อทางฝ่ายเนื้อหนัง และไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือให้รอดทางฝ่ายเนื้อหนัง เพราะฉะนั้น เส้นทางที่สามของการแก้ไขคานาอันในระดับโลกไม่สามารถถูกเริ่มต้นขึ้นได้ในเส้นทางที่เป็นแก่นสารทั้งฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณด้วยเหตุนี้ เส้นทางของการแก้ไขคานาอันในระดับโลกนี้ จึงเป็นเส้นทางฝ่ายวิญญาณและมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเยซูที่คืนพระชนม์

1. พื้นฐานแห่งศรัทธาทางฝ่ายวิญญาณ
บุคคลศูนย์กลางที่รับผิดชอบสําหรับการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาทางฝ่ายวิญญาณก็คือพระเยซูที่คืนพระชนม์ ในการบรรลุถึงความรับผิดชอบนั้น พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา

ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงยอมให้ซาตานเอาร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพระเยซูไปเพื่อว่าความไม่เชื่อของมนุษย์จะสามารถถูกไถ่ถอนได้ก็ตาม แต่พื้นฐานสําหรับการช่วยให้รอดทางฝ่ายวิญญาณถูกสร้างขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงคืนพระชนม์ตัวตนฝ่ายวิญญาณของพระเยซูและวางพระองค์ในตำแหน่งที่ซาตานไม่สามารถรุกรานได้โดยการใช้ความเชื่อฟังที่สัมบูรณ์ของพระเยซูเป็นพื้นฐาน

เมื่อพระเยซูตรัสว่า"ถ้าทําลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นในสามวัน" (ยอห์น 2:19) พระองค์กําลังตรัสถึงการคืนพระชนม์ของตัวพระองค์ในสามวัน พระเยซูที่คืนพระชนม์ได้กลายเป็นบุคคลศูนย์กลางสําหรับการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาทางฝ่ายวิญญาณ ระหว่างสี่สิบวันหลังจากการคืนพระชนม์ของพระองค์ พระเยซูทรงสร้างพื้นฐานทางฝ่ายวิญญาณในการแยกออกจากซาตาน สิ่งนี้ยังเป็นการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาทางฝ่ายวิญญาณสําหรับเส้นทางที่สามของการแก้ไขคานาอันทางฝ่ายวิญญาณในระดับโลก

แน่นอน พระเยซูที่คืนพระชนม์ไม่ได้เป็นเช่นเดียวกับที่พระองค์เคยเป็นเมื่อพระองค์ทรงดำรงพระชนม์ร่วมกับสาวกของพระองค์ก่อนการถูกตรึงที่กางเขน พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณซึ่งอยู่เหนือขอบเขตของเวลาและสถานที่ และไม่สามารถถูกเห็นได้โดยสายตาธรรมดา (ลูกา 24:16) ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงปรากฏขึ้นทันทีทันใดในห้องที่ปิดที่ซึ่งสาวกของพระองค์รวมกันอยู่ (ยอห์น 20:19) อีกครั้งหนึ่งพระองค์ทรงปรากฏที่ชายฝั่งทะเลทิเบเรียส และสาวกของพระองค์ก็ไม่สามารถจําพระองค์ได้ทันที (ยอห์น 21:1-4) อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงปรากฏขึ้นทันทีทันใดต่อหน้าสาวกสองคนบนเส้นทางที่จะไปสู่เอมมาอูส และติดตามไปเป็นระยะทางไกลพอสมควรโดยที่สาวกสองคนจําพระองค์ไม่ได้ (ลูกา 24:15,16) ข้อเท็จจริงแล้ว มารีย์เป็นบุคคลแรกที่พบกับพระเยซูที่คืนพระชนม์ก็ยังไม่สามารถจําพระองค์ได้เช่นกัน (ยอห์น 20:14) ระหว่างช่วงระยะเวลาสี่สิบวันบนโลกหลังจากการฟื้นคืนชีพของพระองค์ พระเยซูทรงปรากฏต่อสาวกของพระองค์นอกเหนือขอบเขตของเวลาและสถานที่ และพระองค์ทรงสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาทางฝ่ายวิญญาณขึ้น

2. พื้นฐานแห่งแก่นสารฝ่ายวิญญาณ
โดยการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา บนพื้นฐานของบุคคลศูนย์กลางสําหรับการสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารทางฝ่ายวิญญาณ พระองค์ทรงรักษาพื้นฐานแห่งอํานาจทางฝ่ายวิญญาณ นั่นก็คือพระองค์ยังทรงรักษาตำแหน่ง อาแบลทางฝ่ายวิญญาณไว้ได้

พระองค์ทรงไม่สามารถเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนชาวยิวอีกต่อไป เพราะเขาเหล่านั้นทรยศพระองค์ ดังนั้นพระองค์ทรงต้องการอิสราเอลใหม่ นั่นก็คืออิสราเอลที่สองซึ่งจะติดตามพระเยซูที่คืนพระชนม์ด้วยความเชื่อที่สัมบูรณ์ อิสราเอลใหม่ในตำแหน่งคาอินต้องเชื่อในพระเยซู และเชื่อฟังพระองค์ผู้ซึ่งทรงเป็นอาแบลทางฝ่ายวิญญาณอย่างสัมบูรณ์ และแล้วสร้าง พื้นฐานแห่งแก่นสารทางฝ่ายวิญญาณขึ้น พระเยซูทรงพยายามอย่างยิ่งเพื่อสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารทางฝ่ายวิญญาณที่ซึ่งจะสร้างประชาชนที่ถูกเลือกใหม่ผู้ได้รับการฟื้นคืนชีพและรวมเป็นหนึ่งกับพระองค์ในศรัทธา

กิจการ 1:3 พูดเกี่ยวกับสาวกของพระเยซู โดยกล่าวว่า "พระองค์ได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้นด้วยหลักฐานหลายอย่างพิสูจน์ว่า พระองค์ทรงพระชนม์อยู่และได้ปรากฏแก่เขาทั้งหลายระหว่างสี่สิบวัน และได้ทรงสนทนากับเขาถึงแผ่นดินของพระเจ้า" พระเยซูทรงรวบรวมสาวกของพระองค์ผู้ซึ่งได้กระจัดกระจายไปหลังจากเหล่าสาวกสูญเสียความเชื่อ และทรงปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าสาวกหลายครั้ง ทรงสอนเหล่าสาวกให้มีศรัทธาที่สัมบูรณ์ในพระองค์ว่าทรงเป็นพระผู้มาโปรด

"พระองค์จึงทรงอธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง เริ่มต้นตั้งแต่โมเสส และบรรดาผู้เผยพระวจนะ"
(ลูกา 24:27)

พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเราให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค"
(มัทธิว 28:18-20)

เมื่อพระองค์ได้ทรงพํานักอยู่กับอัครทูต จึงกําชับเขามิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็มแต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดาคือพระองค์ตรัสว่า "ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่นแหละ เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติศมาด้วยนํ้า แต่ไม่ช้าไม่นาน ท่านจะบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์"
(กิจการ 1:4-5)


พระเยซูทรงแสดงอัศจรรย์มากมาย (เช่น ยอห์น 20:19;21:6) พระองค์ทรงบรรจุศรัทธาในตัวโธมัสที่ปราศจากศรัทธา (ยอห์น 20: 26-29) พระองค์ทรงทําให้เปโตรปฏิญาณความซื่อสัตย์อย่างสัมบูรณ์ต่อพระองค์ (ยอห์น 21:15-18) และพระองค์ทรงสอนสาวกของพระองค์ให้เป็นรากของอิสราเอลใหม่ บรรดาสาวกได้ถวายชีวิตเพื่อที่จะเชื่อ รับใช้และติดตามพระเยซูที่คืนพระชนม์ ไม่เหมือนกับหนทางเดิมที่มีแต่ความเชื่อที่อ่อนแอในตัวพระองค์ ดังนั้นบรรดาสาวกจึงสามารถสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารทางฝ่ายวิญญาณขึ้น

3. พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดทางฝ่ายวิญญาณ
พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดก็คือพื้นฐานที่ซึ่งพระผู้มาโปรดสามารถช่วยให้รอดได้ทั้งฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณ แต่พระเยซูที่คืนพระชนม์ขึ้นมา ผู้ซึ่งกําลังดําเนินภารกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา สามารถแก้ไขเพียงแค่พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดทางฝ่ายวิญญาณเท่านั้น (พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในโลกฝ่ายวิญญาณ) โดยการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาทางฝ่ายวิญญาณ (พื้นฐานแห่งศรัทธาในโลกฝ่ายวิญญาณ) และแล้วพื้นฐานแห่งแก่นสารทางฝ่ายวิญญาณ (พื้นฐานแห่งแก่นสารในโลกฝ่ายวิญญาณ) ภารกิจเริ่มแรกของพระเยซูไม่ใช่เพื่อที่จะทรงดําเนินภารกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดทางฝ่ายวิญญาณขึ้น พระองค์ทรงยืนในตำแหน่ง ของพระผู้มาโปรดทางฝ่ายวิญญาณ

ไม่มีเงื่อนไขใดๆ สําหรับการกล่าวหาของซาตานดํารงอยู่ในอาณาจักรของการคืนพระชนม์ซึ่งพระเยซูทรงสร้างขึ้น (ตามหลักการแห่งการแก้ไขโดยการชดใช้) โดยการยอมให้ซาตานเอาพระชนม์ไป พื้นฐานแห่งศรัทธาที่พระเยซูที่คืนพระชนม์ได้สร้างขึ้นในระดับทางฝ่ายวิญญาณจึงไม่มีช่องทางใดที่ซาตานสามารถรุกรานได้ พื้นฐานแห่งแก่นสารทางฝ่ายวิญญาณถูกสร้างขึ้นโดยการเชื่อในพระเยซูในชีวิตของบุคคลหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่ซาตานไม่สามารถโจมตีทางฝ่ายวิญญาณได้ และดังนั้นพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดทางฝ่ายวิญญาณจึงเป็นห้วงที่ซึ่งซาตานไม่สามารถล่วงละเมิดได้

บทบาทพื้นฐานที่สําคัญที่สุดของพระผู้มาโปรดก็คือ บทบาทของพ่อที่แท้จริง พระเยซูที่คืนพระชนม์ทรงกลายเป็นพ่อที่แท้จริงทางฝ่ายวิญญาณได้โดยการแก้ไขพระวิญญาณบริสุทธิ์ การเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ถูกบันทึกไว้ในบทที่สองของกิจการของอัครทูตเป็นการเสด็จมาของแม่ที่แท้จริงทางฝ่ายวิญญาณ พระเยซูที่คืนพระชนม์ทรงเป็นพ่อที่แท้จริงทางฝ่ายวิญญาณ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นแม่ที่แท้จริงทางฝ่ายวิญญาณซึ่งทํางานร่วมกันเพื่อให้การเกิดใหม่กับผู้ที่มีความเชื่อ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้เป็นพ่อแม่ที่แท้จริงทางฝ่ายวิญญาณ และเชื่อมต่อกับพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทางฝ่ายวิญญาณก็จะยืนอยู่บนพื้นฐานทางฝ่ายวิญญาณสําหรับพระผู้มาโปรดและจะได้รับการช่วยให้รอดทางฝ่ายวิญญาณ (ยอห์น 3:16)

การช่วยให้รอดทางฝ่ายวิญญาณหมายความว่า ผู้ที่เชื่อจะถูกแก้ไขเป็นบุตรฝ่ายวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้น โดยผ่านพ่อแม่ฝ่ายวิญญาณ นั่นคือคานาอันทางฝ่ายวิญญาณเท่านั้นที่ถูกแก้ไข ดังนั้น ชาวคริสเตียนจึงได้รับเพียงผลประโยชน์ของการสร้างคานาอันทางฝ่ายวิญญาณเท่านั้น และยังคงมีร่างกายฝ่ายเนื้อหนังที่สามารถถูกรุกรานโดยซาตาน เช่นเดียวกับที่พระเยซูเป็นสื่อกลางของมนุษย์ เพราะพระวรกายถูกรุกรานโดยซาตาน ผลก็คือบาปเริ่มแรกยังคงดํารงอยู่ภายในตัวมนุษย์ (โรม 7:25)

พระผู้มาโปรดจะต้องเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อทรงกระทําการช่วยให้รอดให้บริบูรณ์ และการแก้ไขคานาอันที่เป็นแก่นสารซึ่งมนุษย์สามารถ ถูกแก้ไขทั้งทางฝ่ายวิญญาณและทางฝ่ายเนื้อหนัง ในฐานะบุตรที่แท้จริงของพระเจ้า ชาวอิสราเอลโดยมีศูนย์กลางที่โมเสสได้เข้าสู่คานาอันทางฝ่ายวิญญาณ ชั่วอายุคนที่สองของชาวอิสราเอลโดยมีศูนย์กลางที่โยชูวาเข้าสู่คานาอันในระดับชาติอย่างเป็นแก่นสาร (สิ่งนี้อธิบายไว้แล้วใน "โมเสสในแผนการแห่งการแก้ไข") ทํานองเดียวกัน ชาวคริสเตียนโดยมีศูนย์กลาง ที่พระเยซูได้สร้างคานาอันทางฝ่ายวิญญาณในระดับโลก ในการเสด็จมาครั้งที่สอง เช่นเดียวกับโยชูวา พระผู้มาโปรดจะทรงนําคนคริสเตียนทั้งหลายให้สร้างคานาอันที่เป็นแก่นสารในระดับโลก

ข. เส้นทางที่เป็นแก่นสารของการแก้ไขคานาอันในระดับโลก
โดยมีศูนย์กลางที่พระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง

ในการเสด็จมาครั้งที่สอง ถ้าบรรดาผู้ซึ่งมีภารกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาล้มเหลวในการบรรลุถึงภารกิจ พระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองทรงต้องรับหน้าที่ของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและทรงสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาด้วยตัวพระองค์เองสําหรับเส้นทางที่สามสู่คานาอันในระดับโลกที่เป็นแก่นสาร ไม่ว่าพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองจะต้องเดินหนทางที่ลําบากเพียงใดก็ตาม ประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาจะห้อมล้อมพระองค์ เชื่อและรับใช้พระองค์อย่างสัมบูรณ์และสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารในเส้นทางที่สามสู่คานาอันในระดับโลกที่เป็นแก่นสาร

พระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองต้องเสด็จมาเพื่อแก้ไขมวลมนุษยชาติกลับไปสู่สายเลือดโดยตรงของพระเจ้า เป็นบุตรของพระเจ้า ดังนั้นพระองค์ทรงต้องประสูติบนโลกในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังเช่นเดียวกับพระเยซู พระองค์ต้องแก้ไขโดยการชดใช้เส้นทางแห่งนํ้าตาที่พระเยซูที่ทรงผ่านมา และบนพื้นฐานสําหรับผู้มาโปรดที่เป็นแก่นสาร พระองค์ต้องเชื่อมต่อมวลมนุษยชาติทั้งฝ่ายวิญญาณและฝ่ายเนื้อหนัง มนุษยชาติจะอยู่ในสายเลือดโดยตรงของพระเจ้าในที่สุด โดยการขจัดบาปเริ่มแรกออกไปโดยผ่านพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง

เส้นทางที่สามสู่คานาอันในระดับโลกทางฝ่ายวิญญาณ เริ่มต้นด้วยพื้นฐานทางฝ่ายวิญญาณสําหรับพระผู้มาโปรดที่ขยายขอบเขตออกไปสู่ระดับโลกในช่วงสองพันปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่โยชูวาสืบทอดภารกิจของโมเสสและบรรลุถึงเส้นทางไปสู่คานาอันในระดับชาติ ดังนั้นพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองจะบรรลุถึงการสร้างอาณาจักรสวรรค์ด้วยเช่นกัน โดยการบรรลุถึงเส้นทางที่สามสู่คานาอันในระดับโลกซึ่งเริ่มต้นโดยมีศูนย์กลางที่พระเยซู ในด้านฝ่ายเนื้อหนัง

เช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงดำเนินไปบนหนทางที่ขมขื่นของการแก้ไขทางฝ่ายวิญญาณเนื่องจากความไม่เชื่อของประชาชนที่ถูกเลือกแห่งอิสราเอล ดังนั้น พระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองจะทรงมีประสบการณ์ของความยากลําบากอย่างเดียวกัน ถ้าอิสราเอลที่สอง ชาวคริสเตียนตกสู่ความไม่เชื่อ และเช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงละทิ้งอิสราเอลที่หนึ่งและทรงเริ่มต้นเส้นทางใหม่อันมีศูนย์กลางที่คริสเตียนเป็นเสมือนอิสราเอลที่สอง ดังนั้นถ้าพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองจะได้รับการปฏิเสธจากชาวคริสเตียน พระองค์จะทรงเริ่มต้นอิสราเอลที่สามขึ้น