Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 
  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 12
โมเสสในแผนการสําหรับการแก้ไข

1. พระเจ้าทรงใช้เส้นทางแบบแผนในแผนการแห่งการทํางานของพระองค์
เหตุผลสําหรับการสร้างเส้นทางแบบแผน
ความมุ่งหมายของแผนการสําหรับการแก้ไขจะถูกบรรลุถึงในท้ายที่สุดเมื่อมนุษย์บรรลุถึงความรับผิดชอบและได้รับการยอมแพ้โดยสมัครใจและมีอํานาจปกครองเหนือซาตาน อย่างไรก็ตาม ซาตานไม่ได้เชื่อฟังหรือยอมแพ้ต่อพระเจ้า ต่อมาก็ไม่เชื่อฟังหรือยอมแพ้ต่อพระเยซูผู้เสด็จมาเป็นเสมือนบรรพบุรุษเริ่มแรกและพ่อแม่ที่แท้จริง แน่นอนซาตานจะไม่ยอมแพ้ผู้ใด เพราะฉะนั้น ในฐานะพระผู้สร้างของมนุษย์ พระเจ้าจึงทรงรับผิดชอบในการทําให้ซาตานยอมแพ้

พระเจ้าทรงตั้งยาโคบขึ้นเป็นตัวแทนและโดยผ่านบุคคลนั้น พระองค์จะทรงแสดงเส้นทางแบบแผนสําหรับการเอาชนะเหนือซาตาน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความหมายของอาโมส 3:7 ซึ่งกล่าวว่า "แท้จริงพระเจ้ามิได้ทรงกระทําอะไรเลย โดยมิได้เปิดเผยความลี้ลับให้แก่ผู้รับใช้ของพระองค์ คือ ผู้เผยพระวจนะ" เส้นทางทั้งหมดที่ซึ่งยาโคบนําเอซาวให้ยอมแพ้ ยังคงมีสิ่งอื่นอีกมากนอกเหนือจากความพยายามเฉพาะตัวของยาโคบ นั่นคือเส้นทางแบบแผนซึ่งพระเจ้าทรงดำเนินการโดยผ่านยาโคบเพื่อแสดงหนทางในการได้รับการยอมแพ้โดยสมัครใจจากซาตานซึ่งทํางานผ่านเอซาว เส้นทางของยาโคบสําหรับการเอาชนะเหนือซาตานเป็นแบบแผนที่โมเสสปฏิบัติตามในระดับชาติ และพระเยซู พระผู้มาโปรดเสด็จมาเพื่อจะทรงสอนมวลมนุษยชาติว่าจะนํามาซึ่งการยอมแพ้อย่างยินยอมพร้อมใจของซาตานได้อย่างไร ในฐานะพ่อที่แท้จริงหรือบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ พระผู้มาโปรดต้องทรงบุกเบิกเส้นทางที่จะเป็นแบบแผนสําหรับมวลมนุษยชาติให้ปฏิบัติตามเพื่อเอาชนะเหนือซาตานอย่างเป็นแก่นสาร พระเยซูทรงเอาชนะเหนือซาตานอย่างเป็นแก่นสารโดยทรงปฏิบัติตามเส้นทางแบบแผนซึ่งพระเจ้าทรงแสดงให้เห็นแล้วโดยผ่านยาโคบและโมเสส ในทํานองเดียวกัน บุคคลหนึ่งสามารถทําให้ซาตานยอมแพ้โดยการปฏิบัติเส้นทางของพระเยซู กิจการ 3:22 กล่าวว่าโมเสสกล่าวว่า "...พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงโปรดประทานผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งเหมือนอย่างเราให้แก่ท่านจากจําพวกพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังผู้นั้นในสิ่งสารพัดซึ่งพระองค์จะได้ตรัสแก่ท่าน" นี่เป็นการกล่าวถึงการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด (พระเยซู) จะต้องทรงปฏิบัติตามเส้นทางของโมเสส ยอห์น 5:19 พระเยซูตรัสว่าพระองค์ทรงกําลังปฏิบัติตามแบบแผนซึ่งพระเจ้าทรงแสดงให้เห็นโดยผ่านเส้นทางแบบแผนของโมเสส พระเยซูตรัสว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทําสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทํา เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทําสิ่งนั้นพระบุตรทรงกระทําด้วย" โมเสสเป็นแบบอย่างที่พระเยซูทรงปฏิบัติตาม

จากทัศนะภายนอก ดูเหมือนว่ายาโคบเป็นเพียงหัวหน้าครอบครัวของยุคสมัยในระดับเผ่า ในขณะที่โมเสสเป็นผู้นําชนชาติอิสราเอลและพระเยซูทรงเป็นพระผู้มาโปรด อย่างไรก็ตาม ทั้งสามปฏิบัติตามแบบแผน ที่คล้ายคลึงกันในเส้นทางชีวิต เพราะพระเจ้าทรงตั้งเส้นทางแบบแผนขึ้นในแผนการของพระองค์

2. เส้นทางของโมเสสและของพระเยซูตามแบบอย่างของเส้นทางของยาโคบ
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เส้นทางของยาโคบเป็นเส้นทางเพื่อนํามาซึ่งการยอมแพ้ของซาตาน เส้นทางใดๆ สําหรับการเอาชนะเหนือซาตานต้องปฏิบัติตามหนทางที่กลับกันกับหนทางที่ซึ่งซาตานได้มาซึ่งการปก-ครองที่ผิด ขอให้เราเปรียบเทียบเส้นทางที่โมเสสใช้และพระเยซูทรงใช้กับเส้นทางแบบแผนของยาโคบ

ก. เมื่ออาดัมและเอวาไม่ได้รักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้าและไม่ได้เอาชนะการทดสอบคือการล่อลวงจากหัวหน้าทูตสวรรค์ ทั้งสองตกสู่บาป ที่ท่าลุยข้ามแม่นํ้ายับบอก ยาโคบต่อสู้กับทูตสวรรค์ด้วยการเสี่ยงชีวิตและได้รับชัยชนะเหนือทูตสวรรค์ และแล้วได้รับชื่อว่า อิสราเอล (ปฐมกาล 32:25-28) พระเจ้าทรงทดสอบยาโคบโดยทรงให้ทูตสวรรค์อยู่ในตําแหน่งของซาตาน ดังนั้น ชัยชนะในการต่อสู้นั้นจึงชดใช้ความล้มเหลวของอาดัมและเอวาในการทดสอบ ความมุ่งหมายของการทดสอบไม่ใช่เพื่อผลักดันให้ยาโคบไปสู่ความน่าสังเวช แต่เพื่อสร้างยาโคบให้เป็นบุคคลผู้ซึ่งสามารถเสร็จสิ้นการแก้ไขในระดับครอบครัวอย่างสมบูรณ์โดยการให้ยาโคบแก้ไขการปกครองเหนือทูตสวรรค์กลับคืนมา และเพื่อที่โมเสสจะกลายเป็นบุคคลผู้ซึ่งสามารถเสร็จสิ้นการแก้ไขคานาอันในระดับชาติ ยาโคบต้องเอาชนะการทดสอบโดยการเสี่ยงชีวิตเช่นกันคือ การทดสอบซึ่งพระเจ้าทรงพยายามฆ่าโมเสส (อพยพ 4:24-26) และเพื่อที่พระเยซูจะทรงเป็นบุคคลผู้ซึ่งสามารถเสร็จสิ้นการแก้ไขแห่งคานาอันในระดับโลกและทรงนํามนุษยชาติทั้งหลายไปสู่อาณาจักรสวรรค์ พระองค์ต้องทรงเอาชนะเหนือซาตานด้วยการเสี่ยงพระชนม์ของพระองค์ พระองค์ทรงกระทําสิ่งนี้โดยผ่านเวลาสี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาร (มัทธิว 4:1-11)

ข. ธรรมชาติที่ตกสู่บาปเกิดขึ้นเพราะการตกสู่บาปทางฝ่ายวิญญาณและการตกสู่บาปฝ่ายเนื้อหนัง ยาโคบและโมเสสบรรลุเงื่อนไขบางอย่างเพื่อขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปอย่างเป็นสัญลักษณ์ในการซื้อสิทธิบุตรหัวปียาโคบใช้ขนมปังและถั่วแดงต้ม (ปฐมกาล 25:34) เพื่อเริ่มต้นเส้นทางแห่งการชดใช้สําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสาร ขนมปังและถั่วแดงต้มเป็นสัญลักษณ์แทนเนื้อหนังและวิญญาณ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสาร โมเสสให้มานาและนกคุ่มแก่ชาวอิสราเอล มานาและนกคุ่มเป็นสัญลักษณ์แทนเนื้อหนังและวิญญาณ ยอห์น 6:49-53 แสดงว่าพระเยซูทรงปฏิบัติตามเส้นทางแบบแผนนี้ "บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารและสิ้นชีวิต...ถ้าท่านไม่กินเนื้อและไม่ดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ท่านก็ไม่มีชีวิตในตัวท่าน..." ในเส้นทางแห่งการแก้ไขในระดับโลก มนุษย์ที่ตกสู่บาปสามารถบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้เพื่อขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปได้ก็โดยการเชื่ออย่างสัมบูรณ์ในพระเยซูและมีชีวิตตามที่พระองค์ทรงชี้นําเท่านั้น (ยอห์น 3:16, มัทธิว 28:19-20)

ค. เพราะการตกสู่บาป แม้กระทั่งร่างกายที่ตายแล้วของมนุษย์ก็เป็นของซาตาน อย่างไรก็ตาม เพราะว่ายาโคบได้รับพรและการชําระให้บริสุทธิ์ เมื่อร่างกายได้รับการอาบยารักษาศพไว้สี่สิบวันและได้รับการไว้ทุกข์ (ปฐมกาล 50:2-3) เงื่อนไขสำหรับร่างกายที่ตายแล้วเพื่อถูกแยก-ออกจากซาตานก็ถูกบรรลุถึงด้วยเช่นกัน เพราะโมเสสปฏิบัติตามเส้นทางแบบแผนของยาโคบ บนพื้นฐานของผลแห่งความดี โมเสสยังบรรลุถึงเงื่อนไขสําหรับร่างกายที่จะถูกแยกออกจากซาตาน ดังนั้น หัวหน้าทูต-สวรรค์ต่อสู้กับซาตานสําหรับร่างกายของโมเสส (ยูดา 1:9) เพราะฉะนั้น หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูจึงเกิดปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมดากับพระวรกายของพระองค์ด้วยเช่นกัน (มัทธิว 28:12-13)

ง. เพราะการตกสู่บาปของบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ (ระหว่างช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต) ซาตานได้มาซึ่งการปกครองเหนือมนุษย์อย่างไม่ถูกต้อง ในการชดใช้สิ่งนี้พระเจ้าทรงวางเงื่อนไขบนพื้นฐานของหมายเลขที่แทนความยาวนานของช่วงระยะเวลาที่ถูกรุกราน ดังนั้น ในกระบวนการแห่งการแก้ไขโดยการชดใช้ พระเจ้าทรงดําเนินแผนการของพระองค์โดยทรงให้มนุษย์บรรลุถึงเงื่อนไขทางหมายเลขซึ่งแทนช่วงระยะเวลานั้น

เช่น ช่วงระยะเวลาสามวันของการแยกออกจากซาตานเมื่อยาโคบ กลับจากฮารานสู่คานาอัน (ปฐมกาล 31:22) ช่วงระยะเวลานั้นเป็นช่วงระยะเวลาที่จําเป็นในการเริ่มต้นแผนการอันใหม่ เมื่อโมเสสเริ่มต้นเส้นทางเพื่อนําชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์เข้าสู่คานาอัน ช่วงระยะเวลาสามวันในลักษณะเดียวกัน (อพยพ 5:3) พระเยซูทรงใช้เวลาสามวันในอุโมงค์ศพ (ลูกา 18:33) เพื่อทรงแยกออกจากซาตานก่อนที่จะทรงเริ่มต้นเส้นทางของการแก้ไขแห่งคานาอันทางฝ่ายวิญญาณในระดับโลกของพระองค์ด้วยเช่นกัน

ยาโคบมีลูกชายสิบสองคนเพื่อแก้ไข (ทางแนวราบ) เงื่อนไขการชดใช้ในแนวดิ่งของสิบสองชั่วอายุคนจากโนอาห์ถึงเวลาภายในช่วงชีวิตที่ถูกครอบครองโดยซาตาน ด้วยเหตุผลเดียวกัน จึงมีสิบสองเผ่าภายใต้โมเสส (อพยพ 24:4) และพระเยซูทรงมีอัครสาวกสิบสองคน (มัทธิว 10:1)

การควบคุมที่ไม่ถูกต้องของซาตานในเวลาเจ็ดวันแห่งการสร้าง-สรรค์ถูกชดใช้โดยการที่ยาโคบมีสมาชิกครอบครัวเจ็ดสิบคน (ปฐมกาล 46:27) โมเสสมีพวกผู้อาวุโสเจ็ดสิบคน (อพยพ 24:1) และพระเยซูทรงมีสาวกเจ็ดสิบคน (ลูกา 10:1) แต่ละกลุ่มรับบทบาทศูนย์กลางในเส้นทางแห่งการแก้ไขตามลําดับ

จ. ไม้เท้า ซึ่งมีความสามารถในการฟาดตีความอยุติธรรม ชี้ทางและสนับสนุนคํ้าจุนเป็นสัญลักษณ์ของพระวจนะของพระเจ้า และดังนั้นจึงเป็นสัญลักษณ์ของพระผู้มาโปรดที่จะเสด็จมา ยาโคบเข้าสู่ดินแดนคานาอันโดยการยันบนไม้เท้า เมื่อยาโคบข้ามแม่นํ้าจอร์แดน (ปฐมกาล 32:10) และโมเสสนําชาวอิสราเอลข้ามทะเลแดงด้วยไม้เท้า (อพยพ 14:16) สิ่งนี้ชี้ให้เห็นล่วงหน้าถึงการข้ามจากโลกแห่งบาปไปสู่โลกอุดมคติของมนุษยชาติที่ตกสู่บาปจะถูกนําโดยพระผู้มาโปรดและพึ่งพระผู้มาโปรดผู้ทรงฟาดตีความอยุติธรรม พระเยซูผู้ซึ่งทรงฟาดตีความอยุติธรรมด้วย "คทาเหล็ก" (วิวรณ์2:27; 12:5) ต้องทรงนํามวลมนุษยชาติจากโลกแห่ง-ความทุกข์ทรมานข้ามทะเลแห่งความยากลําบากของโลกนี้ไปสู่โลกอุดมคติ

ฉ. บาปของเอวาเป็นรากเหง้าแห่งบาปซึ่งออกผลเมื่อคาอินฆ่าอาแบล ดังนั้นซาตานรุกรานมนุษย์และทําให้เกิดผลแห่งบาปโดยผ่านมารดากับบุตรชาย ตามหลักการแห่งการแก้ไขโดยการชดใช้ มารดากับบุตรชายควรจะกลับเส้นทางนี้โดยการร่วมมือซึ่งกันและกันเพื่อนํามาซึ่งการแยกออกจากซาตาน ดังนั้น โดยการเริ่มต้นและความร่วมมือของมารดาทําให้ยาโคบได้รับพรและสามารถบรรลุถึงเงื่อนไขสําหรับการแยกออกจากซาตาน (ปฐมกาล 27:43) และโดยความร่วมมือของมารดา โมเสสจึงสามารถอยู่ในตําแหน่งที่จะบรรลุถึงเจตจํานงของพระเจ้า (อพยพ 2:2) พระเยซูยังทรงได้รับการช่วยเหลือโดยมารดาของพระองค์ในการบรรลุถึงภารกิจของพระองค์ (มัทธิว 2:13)

ช. บุคคลศูนย์กลางในแผนการสําหรับการแก้ไขต้องไปตามเส้นทางของการแก้ไขซึ่งเริ่มจากโลกซาตานไปสู่โลกสวรรค์ ยาโคบเดินไปในเส้นทางของการแก้ไขจากฮารานไปสู่คานาอัน (ปฐมกาล 31:33) และโมเสสเดินไปในเส้นทางจากอียิปต์ไปสู่คานาอัน (อพยพ 3:8) พระเยซูทรงถวายพระชนม์ทั้งหมดของพระองค์เพื่อทรงเปลี่ยนโลกซาตานไปสู่โลกอุดมคติ

ซ. เป้าหมายท้ายสุดของแผนการแห่งการแก้ไขก็คือเพื่อทําลายล้างซาตานให้หมดสิ้น เพราะฉะนั้น ยาโคบฝังเทวรูปต่างๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนซาตานไว้ใต้ต้นก่อ (ปฐมกาล 35:4) โมเสสทําลายรูปโคหนุ่มทองคํา (อพยพ 32:20) และพระเยซู โดยพระวจนะและอำนาจของพระองค์ ต้องทรงทําลายล้างโลกบาปและได้มาซึ่งการยอมแพ้ของซาตาน

3. แผนการแห่งการแก้ไขซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่โมเสส
ก. ภาพโดยสรุปของแผนการทํางานของพระเจ้า

หลักการของแผนการสําหรับการแก้ไขเป็นอย่างเดียวกันในเวลาของโมเสสกับในแผนการก่อนหน้านี้ในแง่ที่ว่าโมเสสต้องแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาและพื้นฐานแห่งแก่นสารเพื่อสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด อย่างไรก็ตาม ในแผนการแห่งการแก้ไขซึ่งมีศูนย์กลางที่โมเสส เราพบว่ามันมีความแตกต่างสองประการจากแผนการก่อนหน้านี้ ประการแรก โมเสสยืนอยู่บนพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดที่ประสบความสําเร็จที่ถูกสร้างขึ้นโดยครอบครัวของอิสอัคและผลแห่งความดีของงานที่เสร็จสิ้นนี้เอาไปใช้ได้กับการบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ของโมเสส ประการที่สอง ระดับของแผนการของพระเจ้าได้ขยายจากระดับครอบครัวไปสู่ระดับชาติ พระเจ้าทรงเลือกโมเสสเพื่อนําชาวอิสราเอลจากอียิปต์คือโลกซาตานไปสู่คานาอันซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนอาณาจักรสวรรค์ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระเจ้าทรงดําเนินแผนการของพระองค์เพื่อแก้ไขอาณาจักรสวรรค์ (คา-นาอัน) ในระดับชาติ

1) พื้นฐานแห่งศรัทธา
ก) บุคคลศูนย์กลางเพื่อการแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา
โมเสสเป็นบุคคลศูนย์กลางผู้ซึ่งต้องแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาอย่างไร-ก็ตาม พระเจ้าทรงแต่งตั้งโมเสสในตําแหน่งที่แตกต่างจากตําแหน่งที่บุคคลศูนย์กลางคนก่อนๆ เช่น อาดัม โนอาห์และอับราฮัม ประการแรก โมเสสยืนอยู่ในตําแหน่งตัวแทนพระเจ้า แม้กระทั่ง "เป็นดัง" พระเจ้า (อพยพ 4:16, 7:1) ประการที่สอง โมเสสเป็นแบบอย่างสําหรับพระเยซู นั่นก็คือเพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในพระเยซู ดังนั้นการที่พระเจ้าทรงตั้งโมเสสขึ้นเป็นตัวแทนของพระองค์ก็หมายความถึงการทรงตั้งโมเสสขึ้นเป็นเสมือนแบบอย่างสําหรับพระเยซู

ข) เครื่องบูชาที่จําเป็นสําหรับพื้นฐานแห่งศรัทธา
เพราะตําแหน่งพิเศษของเขาในแผนการของพระเจ้า โมเสสไม่ต้องถวายสิ่งของเครื่องบูชาที่เป็นสัญลักษณ์เหมือนกับที่อาแบล โนอาห์และอับราฮัมได้ทํา โมเสสสามารถแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาโดยการบรรลุถึงช่วงระยะเวลาแห่งการชดใช้ของการแยกออกจากซาตานโดยมีพื้นฐานอยู่บนหมายเลขสี่สิบ มีเหตุผลสองประการสําหรับสิ่งนี้

ประการแรก โมเสสยืนอยู่บนพื้นฐานของการถวายเครื่องบูชาที่เป็นสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งประสบความสําเร็จสามครั้งโดยอาแบล โนอาห์ และอิสอัค ประการที่สอง โดยชัยชนะของการสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้-มาโปรดโดยครอบครัวของอิสอัค ยุคที่ซึ่งสิ่งของเครื่องสังเวยถูกใช้เป็นเครื่องบูชาที่จําเป็นแทนที่พระวจนะของพระเจ้าก็ได้ผ่านพ้นไป และโมเสสได้เข้าสู่ยุคที่ซึ่งพระวจนะของพระเจ้าจะต้องถูกรับโดยตรง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือยุคสมัยของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับการแก้ไขได้สิ้นสุดลง และยุคสมัยของแผนการแห่งการแก้ไขได้เริ่มต้นขึ้น

เพราะแผนการของพระเจ้าได้ถูกทําให้ล่าช้าเป็นเวลานาน แม้กระทั่งตั้งแต่เวลาของอาดัม เงื่อนไขการชดใช้อันหนึ่งเป็นสิ่งที่จําเป็นเพื่อแก้ไขช่วงระยะเวลาที่ยาวนานของการรุกรานของซาตาน สิ่งนี้ต้องการเงื่อนไขที่มีพื้นฐานอยู่ที่หมายเลขสี่สิบ ซึ่งเป็นหมายเลขที่เป็นสัญลักษณ์ของการแยกออกจากซาตานในยุคสมัยของแผนการแห่งการแก้ไข พื้นฐานแห่งศรัทธาสามารถถูกแก้ไขโดยการที่มนุษย์รวมเป็นหนึ่งกับพระวจนะของพระเจ้าในระหว่างช่วงระยะเวลาแห่งการแยกออกจากซาตาน ช่วงระยะที่มีพื้นฐานที่หมายเลขสี่สิบแทนการถวายเครื่องบูชาที่เป็นวัตถุ

2. พื้นฐานแห่งแก่นสาร
บุคคลศูนย์กลางสําหรับแผนการเพื่อสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติก็คือตัวของโมเสส ดังที่ได้อธิบายแล้วว่า โมเสสเป็นบุคคลศูนย์กลางที่รับผิดชอบสําหรับการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาซึ่งเป็นความ-สัมพันธ์ในแนวดิ่งกับพระเจ้า โดยการทําสิ่งนี้โมเสสจึงอยู่ในตําแหน่ง พระเยซู เพราะว่าโมเสสกําลังยืนอยู่เป็นเสมือนพระเจ้าต่อประชาชนชาวอิสราเอล (อพยพ 4:16;7:1) ด้วยเหตุผลนั้น โมเสสอยู่ในตำแหน่งพ่อ-แม่ต่อชนชาติอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้เผยพระวจนะซึ่งมีภารกิจของการบุกเบิกหนทางสําหรับพระเยซู โมเสสยังอยู่ในตําแหน่งลูกต่อพระเยซู เพราะฉะนั้น โมเสสยังสามารถเป็นบุคคลศูนย์กลางหรือยืนอยู่ในตําแหน่งอาแบลสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติ นี่เป็นหลักการอันเดียวกันที่ถูกใช้เมื่ออาแบลในตําแหน่งพ่อแม่ประสบความสําเร็จ ในการถวายเครื่องบูชาและสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาซึ่งโดยเริ่มแรกแล้วควรจะถูกสร้างขึ้นโดยอาดัม

ถ้าชาวอิสราเอลในตําแหน่งของคาอินได้รักและเชื่อฟังโมเสสอย่างสมบูรณ์หลังจากที่โมเสสได้สร้างตําแหน่งอาแบลสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสารขึ้นแล้ว เงื่อนไขการชดใช้สําหรับการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปในระดับชาติก็จะถูกบรรลุถึง ความสัมพันธ์ในแนวดิ่งของโมเสสกับพระเจ้าก็จะถูกสร้างขึ้นในแนวราบระหว่างโมเสสกับประชาชน และพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติก็จะถูกสร้างขึ้น

3. พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด
ถ้าโมเสสได้ผ่านช่วงระยะเวลาของหมายเลขสี่สิบสําหรับการแยกออกจากซาตานโดยมีศูนย์กลางที่พระวจนะของพระเจ้า เงื่อนไขแห่งการชดใช้เพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาในระดับชาติก็จะถูกบรรลุถึง ถ้าชาวอิสราเอลมีศูนย์กลางที่โมเสสซึ่งได้รับชัยชนะได้แก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสาร และแล้วพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับชาติก็จะถูกสร้างขึ้น บนพื้นฐานนี้ชาวอิสราเอลก็จะสามารถรับพระผู้มาโปรด และได้รับการเกิดใหม่และการชําระบาปเริ่มแรก บุคคลเหล่านั้นก็จะบรรลุถึงธรรมชาติเริ่มแรกและกลายเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ชาวอิสราเอลไม่ได้ไว้วางใจในโมเสส และเส้นทางแห่งการแก้ไขคานาอันในระดับชาติก็สิ้นสุดลงโดยการถูกยืดออกไปสองครั้ง

ข. เส้นทางแรกของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติ
เพื่อที่โมเสสจะกลายเป็นบุคคลศูนย์กลางแทนชาวอิสราเอลสําหรับเส้นทางแห่งการชดใช้ซึ่งจะแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาในระดับชาติ โมเสสใช้เวลาสี่สิบปีในพระราชวังฟาโรห์ศูนย์กลางโลกซาตาน แม้ว่าโลกภายนอก โมเสสจะเป็นเจ้าชายเพราะได้รับการเลี้ยงดูขึ้นมาเป็นเสมือนพระราชบุตรโดยพระราชธิดาของฟาโรห์ก็ตาม (อพยพ 2:10) แต่โดยแท้จริงแล้วโมเสสได้รับการเลี้ยงดูขึ้นมาโดยมารดาของตัวเองผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในพระราชวังเสมือนผู้เลี้ยงดู และเธอได้ปลูกฝังความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับพระเจ้าแห่งอิสราเอลและเกี่ยวกับสายเลือดว่าเป็นสายเลือดของชนชาติที่ถูกเลือก ในที่สุดโมเสสได้ละทิ้งพระราชวังเพราะชอบที่จะทุกข์ทรมานกับประชาชนของพระเจ้ามากกว่าปีติและเพลิดเพลินกับบาปที่ไม่จีรังในพระราชวังของฟาโรห์ (ฮีบรู 11:24) ตลอดสี่สิบปีในพระราชวัง โมเสสบรรลุถึงช่วงระยะเวลาแห่งหมายเลขสี่สิบของการแยกออกจากซาตานและแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา

ในการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา เวลาเดียวกันที่โมเสสทําให้ตัวเองมีคุณสมบัติสําหรับตําแหน่งอาแบลในพื้นฐานแห่งแก่นสาร ชาวอิสราเอลซึ่งอยู่ในตําแหน่งคาอินต้องยอมจํานนและเชื่อฟังโมเสสซึ่งอยู่ในตําแหน่ง อาแบล นอกจากนี้ ชาวอิสราเอลควรจะรวมเป็นหนึ่งกับโมเสสและสืบทอด เจตจํานงของพระเจ้า สิ่งนี้จะแก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสาร ถ้าสิ่งนี้ถูกกระทํา พื้นฐานแห่งแก่นสารจะถูกสร้างขึ้นในระหว่างช่วงระยะเวลาของการกลับคืนมาสู่คานาอันของชาวอิสราเอลภายใต้การนําของโมเสส

ด้วยความมุ่งหมายนี้ในใจ โมเสสได้บรรลุถึงเงื่อนไขสําหรับการเริ่ม-ต้นแผนการของพระเจ้า โมเสสได้ยืนยันความตั้งใจเบื้องหน้าพระเจ้าและชาวอิสราเอลเมื่อโมเสสฆ่าชาวอียิปต์ผู้ซึ่งกําลังตีคนฮีบรู (อพยพ 2:12)* หลังจากการที่เห็นโมเสสกระทําเช่นนั้น ชาวอิสราเอลควรจะไว้วางใจและรวมเป็นหนึ่งกับโมเสส แล้วโดยผ่านโมเสส ชาวอิสราเอลเหล่านั้นควรจะได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าให้เดินทางไปสู่ดินแดนแห่งคานาอันที่ทรงสัญญาไว้โดยทางตรง ผ่านดินแดนของชาวฟิลิสเตีย และจะไม่ต้องไปในทางที่ไกลกว่าคือผ่านทะเลแดงและผ่านถิ่นทุรกันดารแห่งซีนาย โดยการรวมเป็นหนึ่งของชาวอิสราเอลโมเสสในระหว่างการเดินทางยี่สิบเอ็ดวันสู่คานาอัน พื้นฐานแห่งแก่นสารก็จะถูกสร้างขึ้นอย่างประสบความสําเร็จ และเส้นทางนี้ก็จะชดใช้เส้นทางยี่สิบเอ็ดปีของยาโคบ ในฮาราน อพยพ 13:17 กล่าวว่า "เมื่อฟาโรห์ปล่อยประชากรไปแล้ว พระเจ้ามิได้ทรงนําเขาไปทางแผ่นดินชาวฟิลิสเตีย แม้ว่าจะเป็นทางใกล้ เพราะพระเจ้าตรัสว่า "เกรงว่าเมื่อประชากรไปเผชิญสงครามเข้า เขาจะเปลี่ยนใจและกลับไปอียิปต์เสีย" " ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าแผนการเริ่มแรกของพระเจ้าก็คือเพื่อให้ชาวอิสราเอลใช้เส้นทางผ่านดินแดนชาวฟิลิสเตียซึ่งเป็นเส้นทางที่ตรงและเร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะไว้วางใจโมเสส ชาวอิสราเอลกลับเปิดเผยเรื่องการฆ่าคนตายของโมเสส ดังนั้น โมเสสต้องหลบหนีจากฟาโรห์ ดังที่บันทึกใน อพยพ 2:15 "เมื่อฟาโรห์ทรงทราบเรื่องก็หาช่องที่จะประหารชีวิตโมเสสเสีย" โมเสสจึงซ่อนตัวในถิ่นทุรกันดารแห่งมีเดียน ดังนั้นเส้นทางแรกของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติไม่สามารถแม้กระทั่งจะเริ่มต้น

ค. เส้นทางที่สองของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติ

1. พื้นฐานแห่งศรัทธาและพื้นฐานแห่งแก่นสาร
เพราะเส้นทางการแก้ไขคานาอันในระดับชาติไม่สามารถแม้กระทั่งจะเริ่มต้น ดังนั้นช่วงระยะเวลาสี่สิบปีของการชดใช้ที่โมเสสสร้างขึ้นสำหรับพื้นฐานแห่งศรัทธาในขณะที่อยู่ในพระราชวังฟาโรห์จึงถูกรุกรานโดยซาตาน ดังนั้น โมเสสต้องสร้างช่วงระยะเวลาสี่สิบปีที่สองของการแยกออกจากซาตาน โมเสสทําสิ่งนี้โดยชีวิตของการถูกเนรเทศในถิ่นทุรกันดารแห่งมีเดียน โดยผ่านสิ่งนี้ โมเสสก็สามารถแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาสําหรับเส้นทางที่สองในระดับชาติได้ ในเวลาที่สิ้นสุดช่วงระยะเวลาพระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ต่อเบื้องหน้าโมเสสและตรัสว่า
...เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว เราได้ยินเสียงร้องของเขา เพราะการกดขี่ของพวกนายงานเรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆ ของเขา เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์และนําเขาออกจากประเทศนั้น ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวางเป็นแผ่นดินที่มีนํ้านม และนํ้าผึ้งไหลบริบูรณ์คือไปยังที่อยู่ของชาวคานาอัน...บัดนี้คํารํ่าร้องของชนชาติอิสราเอลมาถึงเราแล้ว ทั้งเราได้เห็นการบีบคั้นซึ่งชาวอียิปต์กระทําต่อเขาแล้ว เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์
(อพยพ 3:7-10)

โดยผ่านสี่สิบปีในถิ่นทุรกันดารแห่งมีเดียน โมเสสได้แก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา ในเวลาเดียวกันสร้างตําแหน่งขึ้นเป็นบุคคลศูนย์กลางสําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสาร แผนการของพระเจ้าเริ่มต้นขึ้นโดยการที่โมเสสสร้างพื้นฐานเพื่อเริ่มต้นเส้นทางแห่งการแก้ไขในระดับชาติโดยการโจมตีชาวอียิปต์ด้วยอัศจรรย์สามประการและภัยพิบัติสิบประการ (อพยพ 4:7-11) ชาวอิสราเอลได้เห็นสิ่งเหล่านี้และรู้ว่าโมเสสเป็นผู้นําที่แท้จริงที่ถูกส่งมาโดยพระเจ้า บนพื้นฐานนี้เส้นทางที่สองของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติก็สามารถเริ่มต้นขึ้นได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ชาวอิสราเอลติดตามโมเสสในที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าเงื่อนไขการ-ชดใช้สําหรับการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปจะถูกบรรลุถึง ซาตานสามารถรุกรานระหว่างเส้นทางแห่งการทํางานนี้ได้และทําให้ช่วงระยะเวลายาวนานนี้ถูกส่งคืนกลับสู่เขาได้ในการแก้ไขช่วงระยะเวลาแห่งการชดใช้ที่สูญเสียไปในระดับชาติ ชาวอิสราเอลในตําแหน่งคาอินต้องยอมแพ้ เชื่อฟัง และรวมเป็นหนึ่งกับโมเสสตลอดช่วงระยะเวลาทั้งหมดจนกระทั่งชาว-อิสราเอลไปถึงดินแดนคานาอัน ดังนั้นชาวอิสราเอลต้องเข้าสู่คานาอันโดยการเชื่อฟังต่อโมเสสระหว่างเส้นทางทั้งหมดในถิ่นทุรกันดาร โดยวิธีนี้เท่านั้นที่พื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติจะสามารถถูกสร้างขึ้นได้

พระเจ้าทรงรู้ว่า ถึงแม้ว่าชาวอิสราเอลไว้วางใจโมเสสเพียงพอที่จะเริ่มต้นการเดินทางไปสู่ดินแดนคานาอัน ชาวอิสราเอลไม่ได้มีความเชื่อที่บริบูรณ์ในโมเสส พระเจ้าทรงเกรงว่าถ้าชาวอิสราเอลไปเส้นทางตรง ความกลัวสงคราม(อพยพ 13:17) จะทำให้ชาวอิสราเอลสูญเสียความเชื่อ อาจจะกลับไปอียิปต์อย่างง่ายดาย และทิ้งให้แผนการของพระองค์ไม่บรรลุถึงความสําเร็จ เพราะเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงนําเขาเหล่านั้นข้ามทะเลแดงและผ่านถิ่นทุรกันดารซีนาย ถึงแม้ว่าจะใช้เวลามากกว่า พระเจ้าก็ยังทรงแสดงพระกรุณาของพระองค์ต่อชาวอิสราเอลอย่างต่อเนื่องโดยการแสดงอัศ-จรรย์ต่าง ๆ พระองค์ทรงพยายามทําให้เป็นสิ่งที่ยากสําหรับขาวอิสราเอลที่จะตกสู่ความไม่เชื่อและกลับไปสู่อียิปต์ ผลก็คือ โมเสสเริ่มต้นนําชาวอิสราเอลไปในเส้นทางซึ่งต้องใช้เวลายี่สิบเอ็ดเดือนผ่านถิ่นทุรกันดาร

2. พลับพลาในแผนการสําหรับการแก้ไข
ในตอนต้นเดือนที่สามหลังจากที่ชาวอิสราเอลได้ออกจากอียิปต์ชาวอิสราเอลมาถึงถิ่นทุรกันดารซีนาย ณ ที่นั้น พระเจ้าทรงให้การชี้นําเป็นพิเศษแก่โมเสส พระเจ้าตรัสแก่โมเสสให้ชําระตัวประชาชนให้บริสุทธิ์ (อพยพ 19:10) ทําให้ความเชื่อของเขาเหล่านั้นเข้มแข็งขึ้น แล้วโมเสสก็ขึ้นไปบนภูเขาซีนายพร้อมกับผู้อาวุโสเจ็ดสิบคนและเข้าเฝ้าพระเจ้า (อพยพ 24:9-10) ณ ที่นั้น พระเจ้าทรงแสดงพระสิริของพระองค์แก่ประชาชนของพระองค์ ดังที่เราได้เห็นแสดงไว้ในอพยพ 24:15-17

แล้วโมเสสขึ้นไปภูเขา และ...พระสิริของพระเจ้ามาอยู่บนภูเขาซีนายและเมฆนั้นปกคลุมอยู่หกวัน ครั้นวันที่เจ็ดพระองค์ทรงเรียกโมเสสจากหมู่เมฆ พระสิริของพระเจ้าปรากฏแก่ตาชนชาติอิสราเอลเหมือนเปลวไฟไหม้อยู่บนยอดภูเขา

เช่นกันสิ่งนี้ก็เพื่อทรงแสดงให้ชาวอิสราเอลเห็นว่าพระเจ้าทรงกําลังทํางานกับพวกเขาอย่างเป็นส่วนตัว พระเจ้าทรงใช้วิธีการเหล่านี้ก็เพื่อให้ประชาชนชาวอิสราเอลสามารถมีความไว้วางใจที่สมบูรณ์ในตัวพระองค์

พระเจ้าทรงเรียกให้โมเสสไปอยู่ยอดเขา และทรงให้โมเสสถืออดอาหารสี่สิบวันเพื่อที่โมเสสจะสามารถรับแผ่นศิลาจารึก พระบัญญัติสิบประการสองแผ่น (อพยพ 24:18) ระหว่างที่โมเสสถืออดอาหารบนภูเขา พระเจ้าทรงประทานการชี้นำแก่โมเสสเกี่ยวกับหีบพระโอวาทและพลับพลา (อพยพ 25-31) เมื่อการถืออดอาหารสี่สิบวันสิ้นสุดลง โมเสสได้รับแผ่นศิลาสองแผ่นซึ่งมีพระบัญญัติสิบประการจารึกอยู่บนแผ่นศิลา (อพยพ 31:18) เมื่อลงมาจากภูเขา โมเสสพบว่าชาวอิสราเอลสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า และกําลังบูชาโคหนุ่มทองคําเป็นเสมือนพระเจ้า (อพยพ 32:2-4) ระหว่างสี่สิบวันที่ผู้นําได้จากไป ชาวอิสราเอลสูญเสียความเชื่อ และทรยศต่อพระเจ้าผู้ทรงนําพวกเขาด้วยอัศจรรย์มากมาย เมื่อโมเสสเห็นสิ่งนี้ก็โกรธอย่างมาก และที่เชิงเขา โมเสสโยนแผ่นศิลาทิ้งตกแตก (อพยพ 32:19)

พระเจ้าทรงปรากฏต่อโมเสสอีกครั้งหนึ่งและทรงชี้นําให้สกัดศิลาอีกสองแผ่นเหมือนเดิม (อพยพ 34:1) หลังจากที่โมเสสเสร็จสิ้นการถืออดอาหารสี่สิบวันครั้งที่สอง โมเสสได้รับพระบัญญัติสิบประการซึ่งจารึกไว้บนแผ่นศิลาสองแผ่นอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ชาวอิสราเอลสร้างหีบพระโอวาทและพลับพลาซึ่งมีแผ่นศิลาเป็นแกนกลางขึ้น

ก) นัยสําคัญของแผ่นศิลาและหีบพระโอวาท
(1) นัยสําคัญของแผ่นศิลา

อาดัมและเอวาถูกสร้างขึ้นโดยพระวจนะ ถ้าทั้งสองกระทำตัวเองให้สมบูรณ์ ทั้งสองก็จะกลายเป็นตัวตนแห่งพระวจนะที่สมบูรณ์ อย่างไร-ก็ตาม เพราะการตกสู่บาป ทั้งสองสูญเสียพระวจนะ

แผ่นศิลาที่จารึกไว้ด้วยพระบัญญัติของพระเจ้าซึ่งโมเสสได้รับหลังจากช่วงระยะเวลาแห่งหมายเลขสี่สิบของการแยกออกจากซาตานมีความหมายพิเศษ แผ่นศิลาเป็นตัวแทนของพระวจนะที่เป็นแก่นสาร เป็นสัญลักษณ์แทนการแก้ไขอาดัมและเอวาจากโลกซาตาน ดังนั้น แผ่นศิลาสองแผ่นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอาดัมและเอวาจึงเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ซึ่งจะเสด็จมาเป็นเสsมือนตัวตนแห่งพระวจนะที่เป็นแก่นสาร นี่เป็นเหตุผลว่าพระเยซูทรงถูกแทนเป็นสัญลักษณ์ด้วย "หินขาว" (วิวรณ์ 2:17) และ "พระศิลา" (1 โครินธ์ 10:14)

การที่โมเสสได้รับแผ่นศิลาจารึกพระวจนะของพระเจ้ายังชี้ให้เห็นว่ายุคสมัยของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับการแก้ไขได้ผ่านพ้นไปแล้ว พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยุคสมัยซึ่งมนุษย์มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าโดยผ่านเครื่องบูชาที่เป็นวัตถุเท่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วและมนุษย์ที่ตกสู่บาปได้เข้าสู่ยุคสมัยของแผนการแห่งการแก้ไข ที่ซึ่งมนุษย์สามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้โดยผ่านพระวจนะ
(2) นัยสําคัญของพลับพลา
พระเยซูทรงเปรียบเทียบพระวิหารในเยรูซาเล็มเป็นเสมือนหนึ่งพระวรกายของพระองค์ (ยอห์น 2:21) และเปาโลกล่าวว่าชาวคริสเตียนเป็นวิหารของพระเจ้า (1 โครินธ์ 3:16) พระวิหารเป็นตัวแทนที่เป็นพระฉายาของพระเยซู อย่างไรก็ตาม ในระหว่างเส้นทางผ่านถิ่นทุรกันดาร ชาวอิสราเอลไม่สามารถสร้างพระวิหาร ดังนั้น จึงสร้างพลับพลาขึ้นแทน พลับพลาซึ่งเป็นรูปแบบขนาดเล็กของพระวิหาร ดังนั้น จึงเป็นตัวแทนที่เป็นพระฉายาของพระเยซู เพราะเหตุผลนี้ เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาโมเสสให้สร้างพลับพลา พระองค์ตรัสว่า "...ให้เขาสร้างสถานนมัสการถวายแก่เรา เพื่อเราจะได้อยู่ท่ามกลางพวกเขา" (อพยพ 25:8) ดังนั้น พลับพลาจึงเป็นพระผู้มาโปรดที่ทรงเป็นสัญลักษณ์ซึ่งชาวอิสราเอลต้องติดตามรับใช้ในระหว่างเส้นทางในถิ่นทุรกันดาร

(3) โครงสร้างของพลับพลา
พลับพลาประกอบด้วยอภิสุทธิสถานและวิสุทธิสถาน (อพยพ 26:30-34) ปุโรหิตใหญ่เท่านั้นที่สามารถเข้าไปในอภิสุทธิสถานได้ปีละครั้งเพื่อถวายเครื่องบูชา ภายในอภิสุทธิสถานมีหีบพระโอวาท ภายในหีบมีแผ่นศิลาสองแผ่นเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สวรรค์และโลก เราสามารถถือได้ว่าหีบพระโอวาทในความหมายแคบๆ เป็นเอกภพขนาดเล็กของเอกภพและยังเป็นเอกภพขนาดเล็กของพลับพลา อภิสุทธิสถานเป็นสัญลักษณ์แทนพระวิญญาณของพระเยซูและโลกที่เป็นแก่นสารที่มองไม่เห็น วิสุทธิสถานเป็นสถานที่ธรรมดาสําหรับถวายเครื่องบูชาเป็นสัญลักษณ์แทนพระวรกายของพระเยซูและโลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้

ข) ความมุ่งหมายของแผนการของพระเจ้าเกี่ยวกับแผ่นศิลาและพลับพลา
จากทัศนะของพระเจ้า เมื่อชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ มีความจําเป็นที่ว่าพวกเขาต้องไปถึงคานาอันให้ได้โดยไม่หันกลับ มีความจําเป็นที่เขาทั้งหลายต้องเข้าสู่คานาอันไม่ว่าด้วยคุณค่าใด ดังนั้นพระเจ้าทรงพยายามกระตุ้นให้ชาวอิสราเอลมีความเชื่อในพระองค์โดยทรงแสดงอัศจรรย์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นของแผนการของพระองค์

หลังจากชาวอิสราเอลได้เริ่มต้นไปสู่คานาอัน พระเจ้าทรงนําทางและดูแลชาวอิสราเอลตลอดเส้นทางในถิ่นทุรกันดารโดยอัศจรรย์มากมาย เช่นการนําทางโดยเสาเมฆและเสาเพลิง (อพยพ 13:21) การแยกนํ้าของทะเลแดง (อพยพ 14:21) การให้มานาและนกคุ่ม (อพยพ 16:12, 13,35) การที่โมเสสให้นํ้าจากศิลาเพื่อให้ประชาชนดื่ม(อพยพ 17:6) และการนําให้คนอามาเลขพ่ายแพ้ด้วยอํานาจของพระองค์ (อพยพ 17: 10-13) ถึงแม้โดยสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ชาวอิสราเอลก็ยังสูญเสียความเชื่อในโมเสสและพระเจ้าหลายครั้ง และในที่สุด อันตรายว่าแม้กระทั่งโมเสสก็อาจกระทําโดยขาดความเชื่อด้วย

เพราะเหตุผลนี้ พระเจ้าทรงเล็งเห็นถึงความจําเป็นที่จะต้องสร้างสิ่งที่เป็นเป้าหมายแห่งความเชื่อที่จะไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่ามนุษย์อาจจะเปลี่ยนแปลง ถ้ามีแม้เพียงบุคคลเดียวในบรรดาชาวอิสราเอลผู้ซึ่งจะเชื่อในสิ่งที่เป็นเป้าหมายแห่งความเชื่อนี้อย่างสัมบูรณ์ พระเจ้าก็จะทรงสามารถดําเนินเจตจํานงของพระองค์โดยการให้ความเชื่อของบุคคลนั้นเป็นตัวแทนของชาวอิสราเอล และสืบทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งเหมือนกับไม้ผลัด สิ่งที่เป็นเป้าหมายแห่งความเชื่อก็คือ พลับพลาซึ่งเป็นที่ตั้งบูชาของหีบพระโอวาทและแผ่นศิลาและเป็นสัญลักษณ์แทนพระผู้มาโปรด ดังนั้น การสร้างพลับพลาของชาวอิสราเอลหมายความว่าพระผู้มาโปรดได้เสด็จมาแล้วอย่างเป็นสัญลักษณ์

ดังนั้น ถ้าชาวอิสราเอลติดตามโมเสสและติดตามรับใช้พลับพลาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระผู้มาโปรดต่อไปด้วยความซื่อสัตย์จนกระทั่งเข้าสู่ดินแดนที่ได้รับพรแห่งคานาอัน ชาวอิสราเอลก็จะได้สร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติขึ้น

ค) พื้นฐานสำหรับพลับพลา
เพราะว่าพื้นฐานสําหรับพลับพลาต้องถูกนํามาก่อนด้วยพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด และพลับพลาเป็นพระผู้มาโปรดที่เป็นสัญลักษณ์ ดังนั้นการรับพลับพลาจึงต้องถูกนํามาด้วยพื้นฐานแห่งศรัทธาและพื้นฐานแห่งแก่นสารจึงเป็นสิ่งที่จําเป็นสําหรับพื้นฐานสําหรับพลับพลา

(1) พื้นฐานแรกสําหรับพลับพลา
โดยการอดอาหารสี่สิบวันของโมเสสบนภูเขาซีนาย (อพยพ 24:18) พระเจ้าทรงให้โมเสสตั้งช่วงระยะเวลาหมายเลขสี่สิบแห่งการแยกออกจากซาตาน ดังนั้นจึงเป็นการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาสําหรับพลับพลา ต่อไปชาวอิสราเอลต้องรับใช้และเชื่อฟังโมเสสในระหว่างช่วงระยะเวลาสี่สิบวันแห่งการแยกออกจากซาตาน และจนกระทั่งสร้างพลับพลาขึ้น เพราะว่าสิ่งนี้จะสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารขึ้น อย่างไรก็ตาม ชาวอิสราเอลตกสู่ความไม่เชื่อและบูชารูปโคหนุ่มทองคําที่สร้างขึ้น (อพยพ 32:2-4) เพราะเงื่อนไขการชดใช้สําหรับการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปไม่ได้ถูกบรรลุถึง ดังนั้น พื้นฐานแห่งแก่นสารก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น เมื่อโมเสสเห็นชาวอิสราเอลที่ปราศจากความเชื่อที่เชิงเขา โทสะก็เดือดพลุ่งขึ้นและโมเสสโยนแผ่นศิลาทิ้งตกแตกเสีย (อพยพ 32:19)

เพราะว่าแผ่นศิลาสองแผ่นเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซูและพระ-วิญญาณบริสุทธิ์ การที่โมเสสทําให้แผ่นหินศิลานั้นแตกในปฏิกิริยาตอบโต้ต่อความเชื่อของประชาชน บอกลางไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์จะทรงถูกตรึงที่กางเขนได้ หากว่าชาวอิสราเอลตกสู่ความไม่เชื่อ

(2) พื้นฐานที่สองสำหรับพลับพลา
หลังจากอาโรนและประชาชนต่างสํานึกเสียใจ โมเสสได้อดอาหารสี่-สิบวันสี่สิบคืนเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นจึงสร้างช่วงระยะเวลาแห่งหมายเลขสี่สิบของการแยกออกจากซาตานขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง บนพื้นฐานนี้ พระเจ้าทรงจารึกแผ่นศิลาชุดที่สองและโมเสสก็รับอุดมคติแห่งพลับพลา (อพยพ 34:28) ชาวอิสราเอลไม่เพียงแต่เชื่อฟังโมเสสในระหว่างช่วงระยะสี่สิบวันนี้เท่านั้น แต่ยังได้สร้างพลับพลาตามที่พระเจ้าทรงชี้นำและโมเสสชี้นำ นี่เป็นวันแรกของเดือนแรกของปีที่สองตั้งแต่ชาวอิสราเอลได้ออกจากอียิปต์ อย่างไรก็ตาม พื้นฐานแห่งแก่นสารไม่สามารถถูกสร้างขึ้นเพียงโดยการสร้างพลับพลาของชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่ในการสร้างพื้น-ฐานแห่งแก่นสาร ชาวอิสราเอลต้องกลายเป็นหนึ่งเดียวกับโมเสส เชื่อฟังและต้องถือว่าอุดมคติแห่งพลับพลาของพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าชีวิตของเขาเอง

ในวันที่ยี่สิบของเดือนที่สองของปีที่สองตั้งแต่การอพยพ ชาวอิสราเอล ในความเคารพนับถือต่อพลับพลา ได้ออกจากถิ่นทุรกันดารซีนายสู่คานาอันภายใต้การนําของเสาเมฆ (กันดารวิถี 10:11,12) แต่อย่างไรก็ตาม เพราะชาวอิสราเอลตกสู่ความไม่เชื่อและบ่นต่อโมเสส ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเผาค่ายรอบนอกเสียบ้าง (กันดารวิถี 11:1) ในความพยายามเพื่อปลุกเขาเหล่านั้นให้ตื่นขึ้น แต่ชาวอิสราเอลทั้งหลายยังคงไม่ได้ตื่นขึ้นต่อเจตจำนงของพระเจ้า ยังคงบ่นต่อโมเสสต่อไปและยังคงใฝ่ฝันถึงดินแดนอียิปต์ (กันดารวิถี 11:4-6) มองย้อนกลับไปที่สิ่งนี้ เราสามารถเห็นได้ว่าพื้นฐานสําหรับพลับพลาที่ประสบความสําเร็จได้ถูกรุกรานโดยซาตาน

ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงชี้นําให้ชาวอิสราเอลที่ไม่มีความเชื่อให้สร้างพื้นฐานสี่สิบวันของการแยกออกจากซาตานอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงให้ช่วงระยะเวลาสี่สิบวันแห่งการสอดแนมเป็นเงื่อนไขเพื่อบรรลุถึงเส้นทางที่สองแห่งการแก้ไขคานาอันในระดับชาติ พระเจ้าทรงเลือกสิบสองคนเพื่อไปสอดแนมเป็นเวลาสี่สิบวัน หนึ่งคนจากแต่ละเผ่า (กันดารวิถี 13:1-15) อย่างไรก็ตามยกเว้นโยชูวาและคาเลบ ทุกคนกลับมาพร้อมกับรายงานที่ปราศจากความเชื่อ(กันดารวิถี 13:28-32) ชาวอิสราเอลที่ได้ยินรายงานเหล่านี้ ก็บ่นอย่างโกรธต่อโมเสสและเรียกร้องให้เลือกผู้นําขึ้นใหม่และกลับไปสู่อียิปต์ แล้วพระเจ้าทรงปรากฏต่อประชาชนทั้งหลายและตรัสกับโมเสสว่า "...ชนชาตินี้จะสบประมาทเรานานสักเท่าใด แม้ว่า เราได้กระทําการอัศจรรย์สําคัญท่ามกลางเขามาแล้ว เขาทั้งหลายจะไม่เชื่อเราอีกนานเท่าใด" (กันดารวิถี 14:11) แล้วพระเจ้าก็ทรงตรัสว่า "แต่ลูกเล็กที่เจ้าทั้งหลายว่าจะเป็นเหยื่อนั้น เราจะพาเขาทั้งหลายเข้าไป และเขาจะรู้จักแผ่นดินที่เจ้าทั้งหลายได้สบประมาท ส่วนเจ้าทั้งหลาย ศพของเจ้าจะตกหล่นอยู่ในถิ่นทุรกันดารนี้ ลูกหลานของเจ้าทั้งหลายจะเป็นผู้เลี้ยงแกะอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี เขาจะทนโทษการเล่นชู้ของเจ้า จนกว่าจํานวนซากศพของเจ้าจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารนี้ครบตามจํานวนวันที่เจ้าเข้าไปสอดแนมในแผ่นดินนั้นซึ่งมีสี่สิบวัน วันหนึ่งจะเป็นปีหนึ่ง เจ้าทั้งหลายจะรับโทษความผิดของเจ้าอยู่สี่สิบปี เจ้าทั้งหลายจะทราบถึงความไม่พอใจของเรา" (กันดารวิถี 14:31-34)

ดังนั้น การรายงานที่ขาดศรัทธานําไปสู่ความล้มเหลวของช่วงระยะเวลาสี่สิบวันแห่งการสอดแนมและชาวอิสราเอลไม่สามารถสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารขึ้นที่คาเดช-บารเนีย ผลก็คือ เส้นทางครั้งที่สองในระดับชาติ (เส้นทางยี่สิบเอ็ดเดือนในถิ่นทุรกันดาร) ถูกยืดออกไปสู่เส้นทางที่สาม เส้นทางสี่สิบปีอีกครั้งหนึ่งในถิ่นทุรกันดาร

ง. เส้นทางที่สามของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติ
1) พื้นฐานแห่งศรัทธา

เพราะชาวอิสราเอลไม่มีความเชื่อ เส้นทางที่สองของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติสิ้นสุดลงในความล้มเหลว ดังนั้น ช่วงระยะเวลาสี่สิบปีในถิ่นทุรกันดารมีเดียนซึ่งโมเสสได้สร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาสําหรับเส้นทางที่สองนี้ได้ถูกเอาไปโดยซาตาน โดยความล้มเหลวของการสอดแนมสี่สิบวันในคานาอัน โมเสสก็เริ่มต้นช่วงระยะเวลาของการแยกออกจากซาตานอีกครั้งหนึ่งเพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาสําหรับเส้นทางที่สาม ดังนั้น โมเสสนําชาวอิสราเอลไปในเส้นทางสี่สิบปีแห่งการเร่ร่อนไปในถิ่นทุรกันดารซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อเขากลับมาสู่คาเดช-บารเนีย โดยการเทิดทูนพลับพลาด้วยความเชื่อและความซื่อสัตย์ที่สุด ในระหว่างสี่สิบปีแห่งการเร่ร่อนนี้ โมเสสได้สร้างช่วงระยะเวลาหมายเลขสี่สิบแห่งการแยกออกจากซาตาน

2) พื้นฐานแห่งแก่นสาร
ถ้าในระหว่างช่วงระยะเวลาสี่สิบปีแห่งการเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดาร ชาวอิสราเอลได้ยอมแพ้ต่อโมเสสและรวมเป็นหนึ่งอย่างเชื่อฟังต่อโมเสส ผู้ซึ่งได้เทิดทูนและติดตามรับใช้พลับพลาด้วยศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนแปลงและเขาทั้งหลายได้เข้าสู่ดินแดนคานาอัน เช่นนั้น พื้นฐานแห่งแก่นสารก็จะได้ถูกสร้างขึ้นในเส้นทางที่สามของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติ ดังนั้น ระยะเวลาสี่สิบปีแห่งการเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดารจึงเป็นช่วงระยะเวลาเพื่อวางพื้นฐานแห่งศรัทธาสําหรับเส้นทางที่สามและเพื่อสร้างพื้นฐานสําหรับการเริ่มต้นออกไปสู่คานาอันในเส้นทางที่สาม เส้นทางที่สาม สําหรับพื้นฐานแห่งแก่นสารเริ่มต้นขึ้นโดยมีศูนย์กลางที่โมเสสแต่เสร็จสิ้นบริบูรณ์โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่โยชูวา มันควรถูกศึกษาโดยความเข้าใจของสองช่วงนี้

ก) พื้นฐานแห่งแก่นสารซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่โมเสส
ในความกังวลว่าประชาชนของพระองค์จะตกสู่ความไม่เชื่ออีก พระเจ้า โดยพระกรุณาของพระองค์จึงทรงประทานหีบพระโอวาท พลับพลาและแผ่นศิลาพระบัญญัติสิบประการแก่อิสราเอล ถ้าชาวอิสราเอลรักษาอุดมคติแห่งพลับพลาไว้ด้วยความเชื่อที่สัมบูรณ์หลังจากที่ได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าที่ภูเขาซีนาย หรือในช่วงระยะเวลาของการสอดแนม ชาวอิสราเอลก็จะสามารถชดใช้การเริ่มต้นของเส้นทางที่สองซึ่งถูกรุกราน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชาวอิสราเอลจะสามารถแก้ไขสภาวะของพวกเขากลับไปสู่สภาวะที่เป็นอยู่เมื่อชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ ซึ่งก็คือสภาวะของการรวมเป็นหนึ่งกับโมเสสหลังจากได้รับพระกรุณาแห่งอัศจรรย์สามประการและภัยพิบัติสิบประการ ดังนั้น ถ้าชาวอิสราเอลผู้ซึ่งติดตามโมเสสกลับไปสู่คาเดช-บารเนียหลังจากช่วงระยะเวลาแห่งการชดใช้สี่สิบปในถิ่นทุรกันดารได้เทิดทูนติดตามรับใช้แผ่นศิลา หีบพระโอวาทและพลับพลา ชนชาติอิสราเอลก็จะสามารถเริ่มต้นด้วยชัยชนะเพื่อไปสู่ดินแดนคานาอัน

เพราะว่าแผ่นศิลาเป็นเอกภพขนาดเล็กของหีบพระโอวาทและหีบพระโอวาทเป็นเอกภพขนาดเล็กของพลับพลา อีกความหมายหนึ่งแผ่นศิลาก็เป็นเอกภพขนาดเล็กของพลับพลา ดังนั้น พลับพลาหรือหีบพระโอวาทจึงสามารถถูกแทนโดยแผ่นศิลา หรือยิ่งไปกว่านั้น โดยก้อนหินซึ่งเป็นแหล่งที่มาของแผ่นศิลา ดังนั้น พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าการเริ่มต้นของเส้นทางที่สามของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติมีศูนย์กลางที่ก้อนหินที่คาเดช-บารเนีย (กันดารวิถี 20:8-11)

ชาวอิสราเอลกําลังบ่น ในความโกรธแค้นต่อโมเสสเพราะไม่มีนํ้า เพื่อที่จะช่วยชาวอิสราเอลผู้ซึ่งตกสู่ความไม่เชื่อแม้กระทั่งหลังจากสี่สิบปีของเขาเหล่านั้นในถิ่นทุรกันดาร (กันดารวิถี 20:4-10) พระเจ้าทรงบอกให้โมเสสเอานํ้าให้ประชาชนดื่ม (กันดารวิถี 20:8) เพราะว่าชาว-อิสราเอลกําลังบ่นและโทษโมเสสเกี่ยวกับการไม่มีนํ้า โมเสสมีความโกรธอย่างมากต่อประชาชนของเขาจนกระทั่งเขาตีหินสองครั้งด้วยไม้เท้า (กันดารวิถี 20:11) พระเจ้าทรงไม่พอพระทัยและตรัสว่า "เพราะเจ้ามิได้เชื่อเราจึงมิได้ถวายความศักดิ์สิทธิ์แก่เราต่อหน้าคนชาวอิสราเอล เพราะฉะนั้นเจ้าจึงจะมิได้นําคนที่ประชุมนี้เข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราได้ให้แก่เขา" (กันดารวิถี 20:12)

โดยการตีหินสองครั้งทั้งที่เขาควรจะตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เหมือนกับที่พระเจ้าทรงให้ทําก่อนหน้านี้ที่เรฟีดิม (อพยพ 17:6) โมเสสจึงไม่สามารถเริ่มต้นแผนการของพระเจ้าอย่างประสบความสําเร็จและยังทําให้โมเสสไม่สามารถเข้าสู่ดินแดนคานาอันได้ถึงแม้ว่าจะอยู่เบื้องหน้าสายตาก็ตาม (กันดารวิถี 20:24; 27:12-14; เฉลยธรรมบัญญัติ 3:23-37) อะไรคือความแตกต่างระหว่างเวลาเมื่อโมเสสตีหินที่โฮเรบในเรฟีดิม กับในครั้งนี้ ถึงขนาดว่าพระเจ้าทรงกล่าวโทษและไม่ยอมให้โมเสสเข้าสู่ดินแดนคานาอันซึ่งโมเสสปรารถนาที่จะเข้าไปอย่างยิ่งหลังจากการทํางานอย่างซื่อสัตย์ตลอดชีวิตในการนําประชาชนที่ปราศจากความเชื่อไปสู่เป้าหมายที่มีคุณค่า ดินแดนที่ได้รับพร โมเสสจะต้องมีความต้องการมากเพียงใดเพื่อที่จะเข้าสู่คานาอัน เขาขอร้องพระเจ้า "ขอพระองค์ทรงโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ข้ามไปดูแผ่นดินอันดีที่อยู่ฟากตะวันตกของแม่นํ้าจอร์แดน ดูแดนเทือกเขางดงามและเลบานอนด้วย" (เฉลยธรรมบัญญัติ 3:25) พระเจ้าตรัสตอบอย่างแน่วแน่ว่า "...เจ้าอย่าได้พูดกับเราด้วยเรื่องนี้อีกต่อไปเลย" (เฉลยธรรมบัญญัติ 3:26) ถึงแม้ว่าโมเสสจะไปถึงจอร์แดน แต่เพราะปัญหาในการให้นํ้าจากหิน โมเสสตายบนภูเขาปิสกาห์ในแผ่นดินโมอับโดยไม่สามารถก้าวเท้าเข้าไปในคานาอัน (เฉลยธรรมบัญญัติ 34:1-6)

เราควรเรียนรู้ความผิดของโมเสสทั้งที่เรฟีดิมและที่คาเดช โมเสสให้นํ้าหลังจากที่พระเจ้าทรงชี้นำ การแสดงซึ่งอํานาจของพระเจ้าต่อประชาชนที่ปราศจากความเชื่อ และการใช้ไม้เท้าของโมเสสเป็นอย่างเดียวกันทั้งสองกรณี สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่าที่คาเดชโมเสสตีหินสองครั้ง ขอให้พิจารณาว่าทําไมหินซึ่งควรจะถูกตีครั้งเดียว และทําไมการตีสองครั้งจึงเป็นบาป

ในพระคัมภีร์ พระคริสต์ถูกแทนเป็นสัญลักษณ์ด้วยหินขาว (วิวรณ์ 2:17) และถูกแทนด้วยก้อนหิน (พระศิลา) (1 โครินธ์ 10:4) เพราะว่าพระคริสต์เสด็จมาเป็นเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต (วิวรณ์ 22:14 ดูเรื่อง "การตกสู่บาป" ด้วย) ก้อนหินยังเป็นสัญลักษณ์แทนต้นไม้แห่งชีวิต ต้นไม้แห่งชีวิตในสวนเอเดน (ปฐมกาล 2:9) เป็นสัญญลักษณ์แทนอาดัมที่สมบูรณ์ เพราะต้นไม้แห่งชีวิตถูกแทนที่ด้วยก้อนหิน ก้อนหินจึงต้องเป็นสัญลักษณ์แทนอาดัมที่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

ในสวนเอเดน ซาตานตีอาดัมและทําให้อาดัมตกผู้ซึ่งจะต้องกลายเป็นพระศิลาตกสู่บาป เพราะว่าอาดัมไม่สามารถกลายเป็นต้นไม้แห่งชีวิตได้ (ปฐมกาล 3:22-24) และล้มเหลวในการกลายเป็นพระศิลาที่จะให้นํ้าแห่งชีวิตแก่ลูกหลานของเขาตลอดไป

ดังนั้น หินที่ไม่ให้นํ้าก่อนที่โมเสสจะตีด้วยไม้เท้าเป็นสัญลักษณ์แทนอาดัมที่ตกสู่บาป ตามหลักการแห่งการแก้ไขโดยการชดใช้ พระเจ้าทรงต้องการสร้างเงื่อนไขของการแก้ไขอาดัมให้เป็นหินที่สามารถให้นํ้า โดยการให้โมเสสตีหินที่แห้งแล้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอาดัมที่ตกสู่บาปหนึ่งครั้ง และให้นํ้าจากหินนั้น

เนื่องจาก พระเจ้าทรงให้โมเสสตีหินหนึ่งครั้ง เป็นเงื่อนไขสําหรับการแก้ไขโดยการชดใช้อาดัมคนแรกที่ตกสู่บาปให้กลายเป็นอาดัมที่สองที่สมบูรณ์หรือพระเยซู เพราะฉะนั้น หินที่ให้นํ้าหลังจากการถูกตีหนึ่งครั้งเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซูผู้ซึ่งจะเสด็จมาและประทานนํ้าแห่งชีวิตแก่ประชาชนที่ตกสู่บาป ("เพราะว่าเขาได้ดื่มนํ้า...ซึ่งไหลออกจากพระศิลาที่ติดตามเขามา พระศิลานั้นคือพระคริสต์" 1 โครินธ์ 10:4) การกระทําแห่งความโกรธของโมเสสในการตีหินครั้งที่สองเป็นสัญลักษณ์แทนการตีพระเยซูผู้ซึ่งเป็นศิลาที่ถูกแก้ไข ซึ่งจะให้นํ้าแห่งชีวิตแก่มวลมนุษยชาติ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การตีหินสองครั้งของโมเสส (ด้วยความโกรธต่อความไม่ความเชื่อของชาวอิสราเอล) สร้างพื้นฐานสําหรับซาตานในการเผชิญหน้าโดยตรงกับพระเยซูผู้ทรงเป็นพระศิลาที่แท้จริงถ้าชาวอิสราเอลไม่เชื่อในเวลาของพระเยซู ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทําไมการกระทําของโมเสสจึงผิดอย่างมาก

ดังนั้น พื้นฐานการเริ่มต้นแผนการของพระเจ้าซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่หินจึงไม่ถูกบรรลุถึง แทนที่จะเป็นโมเสสมันกลับกลายเป็นโยชูวาผู้ซึ่งมีความเชื่อและความซื่อสัตย์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ที่นําชั่วอายุคนใหม่เข้าสู่คานาอัน โมเสสทําสิ่งดังกล่าวบนพื้นฐานของการที่เขาได้สร้างพื้นฐานสําหรับพลับพลาขึ้นโดยช่วงระยะเวลาสี่สิบวันของการสอดแนมในคานาอัน

ข) พื้นฐานแห่งแก่นสารซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่โยชูวา
เพราะการตีหินสองครั้งของโมเสส ภารกิจของโมเสสในการนําชาวอิสราเอลจึงถูกส่งผ่านไปสู่โยชูวา และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า

"จงนําโยชูวาบุตรนูนผู้ซึ่งมีพระวิญญาณอยู่ภายในเขามา จงเอามือของเจ้าวางบนเขา ตั้งเขาต่อหน้าเอเลอาซาร์ ปุโรหิตและต่อหน้าชุมนุมชนทั้งหมดและเจ้าจงกำชับเขาต่อหน้าชุมนุมชนเจ้าจงให้เกียรติยศอย่างของเจ้าแก่เขา เพื่อให้ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดเชื่อฟังเขา" (กันดารวิถี 27:18-20)

โยชูวาเป็นคนหนึ่งในชาวอิสราเอลสองคนซึ่งไม่ได้ตกสู่ความไม่เชื่อในระหว่างช่วงระยะเวลาสี่สิบวันของการสอดแนมและยืนหยัดอย่างมั่นคงบนพื้นฐานแห่งศรัทธาซึ่งโมเสสได้สร้างขึ้นสําหรับพลับพลา โยชูวาเป็นคนหนึ่งในเพียงสองคนผู้ซึ่งสร้างพื้นฐานสําหรับพลับพลา และรับใช้พลับพลาด้วยความเชื่อและความซื่อสัตย์ไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงที่สุดแม้ว่าความเชื่อของโมเสสจะสั่นคลอน อุดมคติของพลับพลาก็ยังคงดํารงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงบนพื้นฐานที่ถูกสร้างขึ้นโดยโยชูวา

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าทรงเลือกโยชูวาแทนโมเสสและทรงดําเนินแผนการของพระองค์ต่อไปในหนทางที่ซึ่งชาวอิสราเอลจะต้องสํานึกผิดและมีศูนย์กลางอยู่ที่พลับพลา เพื่อที่จะเริ่มต้นเส้นทางที่สาม (กันดารวิถี 21:6-8) มันเป็นความตั้งพระทัยของพระเจ้าในขณะนี้เพื่อที่จะทรงสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารสําหรับเส้นทางที่สามโดยใช้โยชูวาเป็นบุคคลศูนย์กลาง โดยการให้ชาวอิสราเอลเข้าสู่คานาอันในขณะที่อยู่ในความเชื่อฟังโดยสมบูรณ์ต่อโยชูวา

เพราะฉะนั้นพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า

"...เขา (โยชูวา) จะต้องนําหน้าชนชาตินี้ข้ามไป(เข้าสู่คานาอัน) และจะให้เขาทั้งหลายเข้าถือกรรมสิทธิ์ในแผ่นดินที่เจ้าแลเห็นนั้น"
(เฉลยธรรมบัญญัติ 3:28)

ต่อมาพระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า

"...โมเสสผู้รับใช้ของเราสิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้นบัดนี้จงลุกขึ้นบุกข้ามแม่นํ้าจอร์แดนนี้ทั้งเจ้าและชนชาติทั้งหมดไปยังแผ่นดินซึ่งเรายกให้แก่เจ้าทั้งหลาย คือแก่คนอิสราเอล"
(โยชูวา 1:2)

"...เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย จงเข้มแข็ง และกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าจะทําให้ชนชาตินี้รับแผ่นดินนั้นเป็นมรดกซึ่งเราปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายว่าจะยกให้เขา"
(โยชูวา 1:5,6)

ขณะเดียวกัน ชั่วอายุคนที่สองของชาวอิสราเอลที่เกิดในถิ่นทุร-กันดารตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะติดตามโยชูวาด้วยชีวิตกล่าวว่า

"...สิ่งสารพัดซึ่งท่านบัญชาแก่พวกเรา เราจะกระทําตาม ท่านจะให้พวกเราไปในที่ใดเราจะไป... ผู้ใดที่ขัดขืนคําบัญชาของท่าน และไม่เชื่อฟังถ้อยคําของท่านไม่ว่าท่านจะบัญชาเขาอย่างไร ผู้นั้นจะต้องถึงตาย ขอเพียงให้เข้มแข็งและกล้าหาญเถิด"
(โยชูวา 1:16-18)

เขาทั้งหลายได้ให้การรายงานที่มีความเชื่อหลังจากการสอดแนมที่เมืองเยรีโค โดยกล่าวว่า "...พระเจ้าทรงมอบแผ่นดินนั้นทั้งหมดไว้ในมือเราแน่นอนแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกชาวบ้านชาวเมืองในแผ่นดินนี้ ก็มีใจครั่นคร้ามไป เพราะเราเป็นเหตุ" (โยชูวา 2:24) ดังนั้น ชั่วอายุคนที่สองของอิสราเอลจึงรวมเป็นหนึ่งกับโยชูวาผู้ซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานสําหรับพลับพลาตามการชี้นําของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และชาวอิสราเอลถูกนําไปสู่แม่นํ้าจอร์แดน แม่นํ้ากําลังไหลล้นท่วมฝั่งทั้งสอง แต่เมื่อปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาก้าวเท้าลงไปในนํ้าตามที่ได้ถูกบอกให้กระทํา นํ้านั้นก็หยุดและนูนขึ้นเป็นกองทางด้านต้นนํ้าและระบายออกไปทางปลายนํ้าและชาวอิสราเอลทั้งหมดก็เดินข้ามไปบนดินแห้งสู่คานาอัน (โยชูวา 3:16,17)

การเข้ายึดเมืองเยรีโคที่พระเจ้าทรงชี้นำ ทหารสี่หมื่นคนนําหน้าเป็นกองหน้า ตามด้วยปุโรหิตเจ็ดคนเดินไปข้างหน้าพร้อมกับแตรเจ็ดคัน ทั้งหมดนี้ไปข้างหน้าหีบพันธสัญญาซึ่งถูกหามโดยปุโรหิตชาวเลวี ประชา-ชนชาวอิสราเอลทั้งหลายเดินตามหลัง (โยชูวา 6:8, 9) ดังที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาไว้ ชาวอิสราเอลเดินรอบเมืองเป็นเวลาหกวัน วันละหนึ่งรอบและในวันที่เจ็ด เจ็ดรอบ เมื่อโยชูวาและประชาชนของเขาโห่ร้องกําแพงเมืองก็พังลง (โยชูวา 6:20) โดยวิธีนี้ ชาวอิสราเอลก็เริ่มต้นการเอาชัยชนะเหนือคานาอันซึ่งเป็นบ้านที่เขาเหล่านั้นได้ใฝ่ฝันรอคอย

ในขณะนี้ ขอให้เราสรุปสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานแห่งแก่นสารของเส้นทางที่สามของการแก้ไขคานาอันในระดับชาติ เพราะความไม่เชื่อของชาวอิสราเอลต่อโมเสส พื้นฐานแห่งแก่นสารไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมีศูนย์กลางที่โมเสส ชั่วอายุคนแรกของชาวอิสราเอลรวมทั้งโมเสส ยกเว้นโยชูวาและคาเลบผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นคง ทั้งหมดตายในถิ่นทุรกันดารชั่วอายุคนที่สองชาวอิสราเอลซึ่งเกิดในถิ่นทุรกันดารเข้าสู่คานาอัน โดยมีศูนย์กลางที่โยชูวา (กันดารวิถี 14:29-38) โดยการสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสาร

ถึงแม้ว่าพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับชาติได้ถูกสร้างขึ้นโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่โยชูวา ก็เป็นสิ่งที่จําเป็นสําหรับฝ่ายสวรรค์ที่จะต้องเตรียมพื้นฐานที่เข้มแข็งเพื่อพระผู้มาโปรดที่จะเสด็จมา ทั้งนี้เพราะมนุษย์ที่ตกสู่บาปได้สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่มีศูนย์กลางที่ซาตานขึ้นซึ่งจะต่อต้านแผนการแห่งการแก้ไขของพระเจ้า

ทั้งที่ความรับผิดชอบของเขาทั้งหลายคือการสร้างพื้นฐานแห่งสวรรค์ชาวอิสราเอลก็ตกสู่ความไม่เชื่อ แม้กระทั่งหลังจากเขาทั้งหลายได้เข้ามาในดินแดนคานาอันแล้ว ดังนั้น แผนการของพระเจ้าก็ถูกยืดออกไปซํ้าแล้วซํ้าเล่าจนกระทั่งในเวลาของพระเยซู