Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 8
ภาพโดยสรุปของหลักการสําหรับการแก้ไข

1. ประวัติศาสตร์จากทัศนะของแผนการแห่งการแก้ไข
ดังที่ได้อธิบายใน "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพื่อให้มีชีวิตในความรักของพระองค์ชั่วนิรันดร์ในอาณาจักรสวรรค์บนโลกก่อนและต่อไปในอาณาจักรสวรรค์ในโลกฝ่ายวิญญาณ อย่างไรก็ตาม เพราะชายหญิงคู่แรกตกสู่บาป (ระหว่างช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต) ทั้งสองจึงกลายเป็นตัวตนแห่งบาปและถูกครอบงําโดยซาตาน แต่พระเจ้าทรงไม่สามารถละทิ้งอุดมคติแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์ที่ยังไม่ถูกบรรลุถึงได้ อิสยาห์46:11พระเจ้าตรัสว่า "เราพูดแล้ว และเราจะให้เป็นไป เรามุ่งแล้ว และเราจะกระทํา" แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงต้องบรรลุถึงแผนการเริ่มแรกของพระองค์อย่างแน่นอน พระองค์ทรงตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด การทํางานของพระองค์เพื่อการช่วยมนุษย์ที่ตกสู่บาปให้รอดก็คือ การแก้ไขมนุษย์กลับไปสู่ภาวะเริ่มแรก ขอให้ลองพิจารณาดูว่าพระเจ้าทรงทํางานอย่างไรเพื่อการช่วยให้รอดของมนุษย์ในตลอดประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ไม่ได้ประกอบเพียงว่าใครทําอะไร ที่ไหนและเมื่อไรเท่านั้น นั่นเป็นประสบการณ์ของมนุษย์ที่ว่า ตัวมนุษย์เองแทบที่จะไม่สามารถจัดเส้นทางประวัติศาสตร์ส่วนตัวได้เลย จากทัศนะของพระเจ้า ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นบันทึกแผนการของพระเจ้าเพื่อการช่วยให้รอดซึ่งก็คือแผนการของพระองค์เพื่อการแก้ไขมนุษย์ที่ตกสู่บาปที่อยู่ภายใต้การครอบงําของซาตาน ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเป็นสิ่งสะท้อนการทํางานของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการแก้ไข ดังนั้น จึงเป็นประวัติศาสตร์ของแผนการแห่งการแก้ไขของพระเจ้า

เป้าหมายของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขคือการแก้ไขมนุษย์ที่ตกสู่บาปให้กลับคืนสู่ตําแหน่งซึ่งบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ และการแก้ไขแห่งเอกภพทั้งปวงดังที่ได้ถูกสร้างขึ้นในเริ่มแรก เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ของมนุษย์จึงถูกให้คำจํากัดความว่าเป็นประวัติศาสตร์ของแผนการของพระเจ้าเพื่อการก่อตั้งความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ในชีวิตของมนุษย์ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ก. มนุษย์ที่ตกสู่บาปเป็นครรภ์ของความดีและความชั่ว
บุคคลที่บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้าจะกลายเป็นวิหาร เป็นที่ซึ่งพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ (1 โครินธ์ 3:16) บุคคลดังกล่าวจะมีเทวสภาพและจะ "...เป็นคนดีรอบคอบเหมือนอย่างที่พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ..." (มัทธิว 5:48) และพระเจ้าจะทรงเป็นศูนย์กลางความคิด การกระทําและชีวิตของแต่ละบุคคล ดังนั้นประวัติศาสตร์ส่วนตัวของบุคคลดังกล่าวจะดี ประวัติศาสตร์ของครอบครัวของบุคคลดังกล่าว ของชาติและของโลกซึ่งประกอบด้วยบุคคลดังกล่าวก็จะไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากความดี เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์อุดมคติของมนุษยชาติที่ทรงตั้งไว้ในพระทัยของพระเจ้าสามารถถูกแสดงไว้ด้วยคําคําเดียวคือ ความดี (Goodness)

อย่างไรก็ตาม เพราะการตกสู่บาป มนุษย์ไม่สามารถกลายเป็นวิหารของพระเจ้า ในทางตรงกันข้ามมนุษย์กลายเป็นที่อยู่ของซาตาน และโดยการกลายเป็นหนึ่งกับซาตาน มนุษย์จึงมีธรรมชาติที่ชั่วร้ายแทนที่ธรรมชาติของพระเจ้า ผลก็คือ ซาตานเป็น "...เจ้าโลกนี้..." (ยอห์น 12:31) และ "...พระของโลกนี้..." (2 โครินธ์ 4:4) ควบคุมความคิด กิจกรรมและชีวิตของมนุษย์ที่ตกสู่บาป ผลก็คือประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นประวัติศาสตร์ของความชั่วร้าย ประวัติศาสตร์ของบุคคลดังกล่าวของครอบครัวของบุคคลดังกล่าว ของชาติและของโลกที่ประกอบด้วยบุคคลดังกล่าวไม่สามารถเป็นสิ่งอื่นได้นอกจากความชั่วร้าย ดังนั้นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจึงเริ่มต้นด้วยบาปและความชั่วร้าย และประวัติศาสตร์เช่นนั้นก็ยังคงดําเนินต่อไป

ดังที่อธิบายมาแล้วใน "การตกสู่บาป" มนุษย์ตกสู่บาประหว่างเวลาที่เขากําลังเจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ดังกล่าวหมายถึงการกลายเป็นตัวตนแห่งอุดมคติแห่งการสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม โดยผลของการตกสู่บาป มนุษย์ที่ตกสู่บาปกลายเป็นตัวตนและครรภ์ของความดีและความชั่ว

อาดัมและเอวาเจริญเติบโตไปถึงขั้นหนึ่งโดยมีศูนย์กลางที่พระเจ้า เพราะฉะนั้นทั้งสองจึงยังมีพื้นฐานแห่งความดีซึ่งคล้ายคลึงกับพระเจ้าอยู่ภายในตัวเอง แม้ว่าจะไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างเต็มที่ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น เพราะทั้งสองสร้างฐานแห่งความชั่วร้ายภายในตัวเขาโดยรับสารที่ชั่วร้ายจากหัวหน้าทูตสวรรค์ สารที่ชั่วร้ายซึ่งได้รับจากหัวหน้าทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาปก็คือบาปเริ่มแรก แต่เพราะระดับของความดีและความชั่วที่ทํางานอยู่ในมนุษย์ที่ตกสู่บาปไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเท่ากัน พื้นฐานของความชั่วร้ายถูกพัฒนาขึ้นมากและออกดอกออกผล และดังนั้นจึงง่ายที่จะถูกกระตุ้นและแสดงออก อีกด้านหนึ่ง พื้นฐานของความดีในมนุษย์ยังอ่อนแอ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ยากอย่างยิ่งสําหรับความดีที่จะออกผลนอกจากใช้ความพยายามของมโนธรรมอย่างสุดกำลังเพื่อกระทำ

ข. การต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว ภาพที่อยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์
เพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ท่ามกลางโลกที่ตกสู่บาปที่ซาตานปกครองอยู่ พระเจ้าทรงดําเนินแผนการสําหรับการแก้ไขโดยการแยกความดีออกจากความชั่วเสมอ ผลก็คือ ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของมนุษย์จึงประกอบด้วยการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว มนุษย์ที่ตกสู่บาปรวมเป็นหนึ่งกับซาตานในจิตใจและกระทำบาปโดยผ่านร่างกาย อย่างไรก็ตามมนุษย์ยังคงมีจิตใจเริ่มแรกที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอยู่ในตัวเองซึ่งยังคงชี้นําไปสู่พระเจ้าเสมอ

มีการต่อสู้ที่มองไม่เห็นระหว่างพระเจ้ากับซาตานในแผนการสําหรับการแก้ไข และมนุษย์ ซึ่งเป็นตัวตนของทั้งความดีและความชั่วถูกจับอยู่กึ่งกลางของการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าผู้ทรงทํางานเพื่อเอาชนะและนำมนุษย์สู่ฝ่ายของพระองค์โดยผ่านฐานแห่งความดี (จิตใจเริ่มแรก) ภายในตัวมนุษย์ กับซาตานซึ่งทํางานเพื่อจับมนุษย์ไว้ในฝ่ายของเขาโดยผ่านฐานแห่งความชั่วร้าย (จิตใจที่ชั่วร้าย) ภายในตัวมนุษย์ โดยปราศจากความเข้าใจในเหตุที่มองไม่เห็นในมิติระหว่างพระเจ้ากับซาตาน ประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็ไม่สามารถถูกเข้าใจอย่างถูกต้องได้ มันไม่สามารถถูกเข้าใจโดยเพียงการพิจารณากิจกรรมของมนุษย์บนโลกอย่างผิวเผิน

มันมีการต่อสู้อย่างต่อเนื่องระหว่างอํานาจการปกครองที่ชั่วร้ายของซาตานผู้ซึ่งกําลังพยายามดึงมนุษย์ไว้ และอํานาจการปกครองที่ดีของพระเจ้าผู้ซึ่งกําลังพยายามแก้ไขมนุษย์ สิ่งนี้ถูกสะท้อนออกมาในการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่วในโลกนี้ การต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับซาตานเป็นเหตุผลสําหรับการหลั่งเลือดครั้งแรกที่ถูกบันทึกในพระคัมภีร์เกี่ยวกับคาอินฆ่าอาแบล เหตุที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงคราม ไม่ว่าจะมองไปทางตะวันออกหรือตะวันตกอยู่ล้วนอยู่ในการต่อสู้อันเดียวกันนี้ ไม่ว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้นี้จะเป็นบุคคล ครอบครัว เผ่า ชาติ หรือกลุ่มประเทศ การต่อสู้เหล่านี้ล้วนเป็นการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าผู้ซึ่งทํางานในฝ่ายของความดี กับซาตานซึ่งทํางานในฝ่ายของความชั่วร้าย ดังนั้น มันจึงเป็นการทํางานของพระเจ้าและการทํางานของซาตานที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งทุกชนิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น การต่อสู้ระหว่างบุคคลหนึ่งกับอีกบุคคลหนึ่ง ครอบครัวหนึ่งกับอีกครอบครัวหนึ่ง เผ่าหนึ่งกับอีกเผ่าหนึ่ง ชาติหนึ่งกับอีกชาติหนึ่ง หรือกลุ่มประเทศหนึ่งๆ กับอีกกลุ่มประเทศหนึ่ง

บางครั้ง การต่อสู้มีศูนย์กลางที่ทรัพย์สิน ผืนแผ่นดินหรือประชาชน ในบางครั้ง มีศูนย์กลางที่อุดมการณ์ความคิดและความเชื่อต่างๆ แต่โดยแท้จริงแล้ว การต่อสู้ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงภาพสะท้อนของการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับซาตาน พระเจ้าทรงกําลังพยายามแก้ไขมนุษย์ไปสู่ความมุ่งหมายแห่งความดี และซาตานกําลังพยายามดํารงตําแหน่งและอํานาจที่ชั่วร้าย การต่อสู้ที่ปรากฏออกมาในโลกเป็นความขัดแย้งที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

ค. เหตุของการพัฒนาและการก้าวไปข้างหน้าของประวัติศาสตร์
อะไรคือแรงผลักดันที่แท้จริงของประวัติศาสตร์ ? เมื่อเรากล่าวว่า ประวัติศาสตร์ทั้งมวลเป็นภาพสะท้อนของแผนการของพระเจ้า แล้วนั่นหมายความว่าประวัติศาสตร์ก้าวไปข้างหน้าเพียงเพราะแผนการและการทํางานของพระเจ้า? แม้ว่าเป้าหมายของประวัติศาสตร์จะเป็นการแก้ไขความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ และดังนั้นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่วจะก้าวไปข้างหน้า และบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์โดยอัตโนมัติ? ถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะสามารถอธิบายความไม่ยุติธรรมและโศกนาฏกรรมต่างๆ มากมายในประวัติศาสตร์ เช่นการดํารงอยู่ของความชั่วร้ายหรือความทุกข์ทรมานของประชาชนที่ชอบธรรมอันเป็นสิ่งซึ่งยากที่จะคิดได้ว่าเป็นการทำงานของพระเจ้าแห่งความดีที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร?

ในเริ่มแรก พระเจ้าทรงให้ธรรมบัญญัติแก่ชายหญิงคู่แรกซึ่งทั้งสองต้องเชื่อฟังจนกระทั่งบรรลุถึงความสมบูรณ์ การบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ชายหญิงบรรลุถึงความรับผิดชอบโดยการเชื่อฟังธรรมบัญญัติ ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์จะไม่ถูกบรรลุถึงโดยความสนใจและการทํางานของพระเจ้าเท่านั้น ถึงแม้ส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์ดูเหมือนน้อยเหลือเกิน แต่นั่นเป็นหลักการแห่งการสร้างสรรค์ที่ว่าส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์เป็นส่วนที่จำเป็น ดังนั้นเพื่อที่จะแก้ไขความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ที่สูญเสีย ส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์เป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง มันไม่สามารถถูกทําโดยอํานาจ และแผนการของพระเจ้าเพียงลําพัง

อย่างไรก็ตามมันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สําหรับมนุษย์ที่จะบรรลุถึงความรับผิดชอบหรือไม่ก็ได้ เมื่อบุคคลหนึ่งบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขา เจตจํานงของพระเจ้าก็ถูกแสดงออกในประวัติศาสตร์โดยผ่านบุคคลนั้น และแผนการของพระเจ้าก็จะถูกบรรลุถึงอย่างเป็นแก่นสาร การแก้ไขก้าวไปข้างหน้า แต่เมื่อบุคคลคนหนึ่งล้มเหลวในการบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบ แผนการของพระเจ้าโดยผ่านบุคคลคนนั้นก็ล้มเหลว และเจตจํานงของซาตานก็จะถูกสะท้อนออกมาในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น มนุษย์สามารถทําให้พระเจ้าทรงมีความสุขโดยการบรรลุถึงความรับผิดชอบ หรือทําให้พระเจ้าทรงเศร้าโศกโดยการล้มเหลวในส่วนความรับผิดชอบ เหตุผลที่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ปรากฏเสมือนเป็นเพียงแต่การเกิดซํ้าอย่างสมํ่าเสมอของประวัติศาสตร์แห่งบาปที่ทำให้ภาพพจน์ของโลกอุดมคติดูเหมือนห่างไกลเหลือเกินนั้น ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าทรงไม่มีความสามารถ หรือทรงไม่สัมบูรณ์ แต่เป็นเพราะว่ามนุษย์ไม่ได้บรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบในการบรรลุถึงเจตจํานงของพระเจ้า พระเจ้าสัมบูรณ์ นิรันดร์และมีอํานาจ ทั้งมวล เพราะฉะนั้นการบรรลุถึงของความมุ่งหมายของพระองค์สําหรับการสร้างสรรค์ และความมุ่งหมายแห่งการแก้ไขของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่สัมบูรณ์ด้วย เจตจํานงของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขต้องถูกบรรลุถึงอย่างแน่นอน (อิสยาห์ 46:11) ดังนั้น เมื่อบุคคลซึ่งดําเนินเจตจํานงของพระเจ้าไม่ได้บรรลุถึงความรับผิดชอบ หลังจากช่วงระยะเวลาหนึ่งพระเจ้าก็จะทรงเลือกบุคคลใหม่อีกคนหนึ่งเพื่อดําเนินภารกิจเดียวกัน นี่เป็นเหตุผลที่เราเห็นเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เหมือนกันอย่างยิ่งเกิดขึ้นซํ้าในตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของแผนการของพระเจ้า แม้กระทั่งหลังจากช่วงระยะเวลาสองถึงสี่พันปี เราเรียกการเกิดขึ้นซํ้าของช่วงระยะเวลาและเหตุการณ์ที่เหมือนกันนี้ว่าแผนการแห่งเอกลักษณ์ทางเวลา (สําหรับการอธิบายโดยละเอียดขอให้ดูเรื่อง "แผนการแห่งเอกลักษณ์ทางเวลา")

2. หลักการสำหรับการแก้ไข
ก. แผนการสําหรับการแก้ไขและพระผู้มาโปรด

อะไรคือหลักการเฉพาะของแผนการของพระเจ้าสําหรับแก้ไขมนุษย์ที่ตกสู่บาป มนุษย์ตกสู่บาปที่ขั้นสูงสุดของขั้นเติบโต และดังนั้นจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของซาตาน ในการที่พระเจ้าจะแก้ไขมนุษย์ที่ตกสู่บาป พระองค์จะทรงแยกมนุษย์ออกจากซาตานก่อน ทั้งนี้เพราะว่าตราบใดก็ตามที่มนุษย์ยังคงเป็นกรรมของซาตาน หรือยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ก็ไม่สามารถถูกบรรลุถึงได้ ในการที่จะถูกแยกกออกจากซาตานโดยสิ้นเชิงโดยไม่เหลือพื้นฐานใดที่ซาตานจะสามารถรุกรานได้อีกนั้น มนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องชําระบาปเริ่มแรก เพราะบาปเริ่มแรกเป็นรากเหง้าที่ซาตานสามารถกล่าวหาและรุกรานมนุษย์ที่ตกสู่บาปได้ อย่างไรก็ตาม บาปเริ่มแรกไม่สามารถถูกขจัดได้ นอกจากจะได้รับการเกิดใหม่โดยผ่านพระผู้มาโปรด ผู้ซึ่งเสด็จมาเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง มีแต่พระผู้มาโปรดเท่านั้นที่ทรงสามารถขจัดบาปเริ่มแรกได้

ดังนั้น พระผู้มาโปรดซึ่งทรงเป็นบุคคลศูนย์กลางที่มีคุณค่ามากที่สุดในแผนการสําหรับการแก้ไข ดังนั้น จึงเป็นแบบอย่างของบุคคลที่แท้จริง โดยผ่านพระผู้มาโปรด พระเจ้าก็จะทรงสร้างบุคคล ครอบครัว เผ่า ชาติที่แท้จริงและโลกที่ซึ่งบรรลุถึงอุดมคติเริ่มแรกสําหรับการสร้างสรรค์ ดังนั้น พระเจ้าทรงไม่สามารถประทานพระผู้มาโปรดมาโดยปราศจากการตระเตรียมได้ การตระเตรียมเป็นสิ่งที่จําเป็นเพราะว่า เมื่อมนุษย์ตกสู่บาป มนุษยชาติรับใช้ซาตาน เจ้านายที่จอมปลอม ดังนั้นถ้าพระผู้มาโปรดจะถูกประทานมาโดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่เตรียมไว้ มันก็จะมีอันตรายที่ว่าโลกของซาตานจะพยายามขจัดพระองค์ เพราะฉะนั้น จากบรรดาประชาชนที่ชั่วร้ายซึ่งรับใช้เจ้านายที่จอมปลอม พระเจ้าทรงเลือกบุคคลผู้หนึ่งขึ้นก่อนผู้ซึ่งจะให้เกียรติและเชื่อฟังพระองค์ บนพื้นฐานของบุคคลนี้ พระเจ้าก็ทรงสร้างครอบครัวและชาติที่ถูกแยกออกจากฝ่ายของซาตาน ครอบครัวและชาติซึ่งจะสามารถเป็นเสมือนพื้นฐานแห่งศรัทธาที่ซึ่งพระผู้มาโปรดสามารถจะเสด็จมาได้

เพราะว่าในเริ่มแรกของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไข พระผู้มาโปรดยังไม่เสด็จมา มนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องบรรลุถึงเงื่อนไขของการแก้ไขตัวเองอย่างเป็นสัญลักษณ์ กลับไปสู่ระดับที่ซึ่งมนุษย์ชายหญิงคู่แรกได้ตกลงมา นั่นก็คือ มนุษย์จะต้องบรรลุถึงเงื่อนไขของการแก้ไขตัวเขาเองอย่างเป็นสัญลักษณ์กลับไปสู่ระดับสูงสุดของขั้นเติบโต และแล้วมนุษย์ก็จะสร้างพื้นฐานในการรับพระผู้มาโปรด เพื่อเริ่มต้นกระบวนการนี้ มนุษย์ต้องผ่านเส้นทางของการแยกออกจากซาตาน และโดยผลของกระบวนการนี้ มนุษย์ที่ตกสู่บาปจะสามารถรับพระผู้มาโปรดผู้ซึ่งมาเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงและได้รับการเกิดใหม่ โดยการเกิดใหม่ บุคคลนั้นก็จะถูกแก้ไขไปสู่ตําแหน่งของอาดัมหรือเอวาก่อนการตกสู่บาป เพราะว่าระดับที่ซึ่งมนุษย์ชายหญิงคู่แรกตกลงมาก็คือระดับสูงสุดของขั้นเติบโต ดังนั้นขั้นสูงสุดของขั้นเติบโตจึงเป็นระดับที่ซึ่งทั้งสองได้รับการเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งในเส้นทางของการแก้ไข ดังนั้น ขั้นบริบูรณ์ยังคงเหลืออยู่ซึ่งเราจะต้องผ่านไป มนุษย์เจริญเติบโตผ่านขั้นนี้โดยการติดตามพระผู้มาโปรด ในที่สุดบรรลุถึงตําแหน่งที่ซึ่งเขาบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ โดยเริ่มแรกแล้ว ส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์ระหว่างช่วงเวลาการเจริญเติบโตของมนุษย์ก็คือปฏิบัติตาม "หนทางแห่งหลักการ" เท่านั้น อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่ตกสู่บาปจําเป็นต้องผ่านไปในเส้นทางทั้งสองบนหนทางของเขาไปสู่ความสมบูรณ์นั่นก็คือ
(1) เส้นทางแรกเป็นเส้นทางแห่งการแก้ไข ซึ่งรวมถึงเส้นทางที่จะต้องไปจนกระทั่งการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดและได้รับการเกิดใหม่โดยผ่านพระผู้มาโปรด
(2) เส้นทางที่สองเป็นเส้นทางเริ่มแรกแห่งหลักการซึ่งเป็นเส้นทางที่เขาจะต้องผ่านขั้นที่เหลือของช่วงระยะการเจริญเติบโต นั่นก็คือขั้นบริบูรณ์ มนุษย์ที่ตกสู่บาปทําสิ่งนี้ได้โดยการติดตามพระผู้มาโปรด

ถ้าอาดัมและเอวาได้บรรลุถึงความสมบูรณ์ และแล้วกลายเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงและบรรพบุรุษที่แท้จริงของมนุษยชาติ ลูกหลานก็จะไปตาม หนทางแห่งหลักการภายใต้การชี้นําและปกป้องของพ่อแม่ หลังจากได้รับการเกิดใหม่โดยผ่านพระผู้มาโปรดโดยแผนการของพระเจ้าตามเส้นทางแห่งหลักการเรียกร้องให้มนุษย์เชื่อฟังพระผู้มาโปรดโดยสิ้นเชิง และพึ่งพาพระองค์ในขณะที่กําลังเจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์เพื่อที่จะยืนในตําแหน่งพ่อแม่ที่แท้จริง

ข. การแก้ไขโดยการชดใช้
แล้วอะไรคือหนทางสำหรับการแก้ไขซึ่งต้องปฏิบัติจนกระทั่งพระผู้มาโปรดเสด็จมา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คืออะไรคือหลักการของแผนการแห่งการทํางานของพระเจ้าจนกระทั่งเมื่อพระองค์ทรงประทานพระผู้มาโปรดคําถามเหล่านี้สามารถถูกตอบได้โดยความเข้าใจว่า อะไรบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเตรียมสําหรับพระผู้มาโปรด เพราะว่าพระผู้มาโปรดเสด็จมาในตําแหน่งของอาดัม (1 โครินธ์ 15:45) พระองค์ทรงไม่สามารถปรากฏตัวในเวลาใดๆ ตามพระทัยได้ พระองค์จะทรงสามารถปรากฏพระองค์ได้ก็ต่อเมื่อมีพื้นฐานสําหรับพระองค์ที่จะยืนอยู่ในตําแหน่ง ของอาดัมเริ่มแรกที่ปราศจากบาป อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่ตกสู่บาปไม่สามารถบรรลุถึงภาวะนั้นได้โดยตัวของเขาเองเพราะเขามีบาปเริ่มแรก เพราะฉะนั้น พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์ที่ตกสู่บาปบรรลุถึงเงื่อนไขบางอย่าง เงื่อนไขที่ซึ่งมนุษย์สามารถถูกถือได้ว่าถูกแก้ไขกลับไปสู่ระดับนี้อย่างเป็นสัญลักษณ์ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเงื่อนไขที่มนุษย์ได้แก้ไขระดับสูงสุดของขั้นเติบโต เพราะฉะนั้นแผนการของพระเจ้าก่อนการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดอาจสรุปได้ว่าคือ การที่มนุษยชาติแก้ไขพื้นฐานที่ซึ่งพระผู้มาโปรดสามารถปรากฏตัวได้ ดังนั้น ในหนทางแห่งการแก้ไข ความรับผิดชอบของมนุษย์ก็คือ การแก้ไขพื้นฐานสําหรับการรับพระผู้มาโปรด

"การแก้ไขโดยการชดใช้" หมายความว่าอะไร ในการที่บางสิ่งจะถูกแก้ไขกลับไปสู่ตําแหน่งหรือภาวะซึ่งมันได้สูญเสียไป เงื่อนไขบางอย่างต้องถูกบรรลุถึง การบรรลุถึงเงื่อนไขเพื่อชดใช้สิ่งที่สูญเสียในเริ่มแรก ดังนั้นแก้ไขโดยการชดใช้

มนุษย์สูญเสียภาวะและตําแหน่งเริ่มแรก เพราะการตกสู่บาป ในการที่จะแก้ไขภาวะและตําแหน่งเริ่มแรกกลับคืนมา มนุษย์ต้องบรรลุถึงเงื่อนไขบางอย่าง การกลับไปสู่ภาวะเริ่มแรกโดยการบรรลุเงื่อนไขที่ต้องการเรียกว่าการแก้ไขโดยการชดใช้ เพราะว่าการบรรลุเงื่อนไขเหล่านี้เป็นการชดใช้สิ่งที่สูญเสียไป เงื่อนไขที่จําเป็นต้องบรรลุถึงสําหรับกระบวนการการแก้ไขโดยการชดใช้นี้เรียกว่า เงื่อนไขการชดใช้ แผนการในการแก้ไขธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์ที่ตกสู่บาปกลับคืนมาโดยการบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้เรียกว่า แผนการสําหรับการแก้ไขโดยการชดใช้

ต่อไป เราจําเป็นต้องเข้าใจเงื่อนไขการชดใช้ชนิดต่างๆ การชดใช้ชนิดแรกคือเงื่อนไขการชดใช้ในปริมาณเท่าเทียมกันดังที่พบในอพยพ 21: 23-25 "ถ้าหากว่าเป็นเหตุให้เกิดอันตรายประการใดก็ให้วินิจฉัยดังนี้ คือ ชีวิตแทนชีวิต ตาแทนตา ฟันแทนฟัน มือแทนมือ เท้าแทนเท้า รอยไหม้แทนรอยไหม้ แผลแทนแผล รอยชํ้าแทนรอยชํ้า" สิ่งนี้หมายความว่าภาวะเริ่มแรกถูกแก้ไขโดยการชําระการชดใช้ด้วยคุณค่าซึ่งเหมือนกับสิ่งที่สูญเสียหรือเสียหายไป

เงื่อนไขการชดใช้ชนิดที่สองคือ เงื่อนไขการชดใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า ในกรณีนี้ ภาวะเริ่มแรกถูกแก้ไขโดยการชดใช้ด้วยคุณค่าที่น้อยกว่าที่ซึ่งสูญเสียไปในเริ่มแรก ตัวอย่างเช่น เราได้รับผลประโยชน์อย่างใหญ่หลวงจากการคืนพระชนม์ของพระเยซู โดยเงื่อนไขการชดใช้ในปริมาณเล็กน้อย เราได้รับการไถ่ถอนบาปโดยผ่านกางเขนของพระเยซู ตัวอย่างอีกอันหนึ่งของเงื่อนไขการชดใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าคือ การรับบัพติศมาและการรับศีลมหาสนิท โดยการรับบัพติสมา เราได้รับเงื่อนไขของการได้รับการชำระบาป ส่วนการรับศีลมหาสนิท เราได้รับเงื่อนไขของการเป็นหนึ่งในวิญญาณและร่างกายกับพระเยซู

เงื่อนไขการชดใช้ชนิดที่สามคือ เงื่อนไขการชดใช้ในปริมาณที่มากกว่า เมื่อบุคคลหนึ่งล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบในการบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า บุคคลนั้นต้องแก้ไขภาวะเริ่มแรกโดยการบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ในปริมาณที่มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อชาวอิสราเอลล้มเหลวในการเข้าไปสอดแนมสี่สิบวันในคานาอัน (ในเวลาของโมเสส) ระยะเวลาของเงื่อนไขการชดใช้เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งปีสําหรับแต่ละวันในเริ่มแรก แทนที่จะทนทุกข์ทรมานเป็นเวลาสี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาร ชาวอิสราเอลต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลาสี่สิบปี (กันดารวิถี 14:34)

ต่อไป อะไรคือวิธีการในการบรรลุถึงเงื่อนไขแห่งการชดใช้ เงื่อนไขการชดใช้ คือเงื่อนไขที่จะต้องบรรลุถึงเพื่อบางสิ่งจะถูกแก้ไขกลับสู่ตําแหน่ง หรือภาวะเริ่มแรก เงื่อนไขการชดใช้ทําสิ่งนี้ได้โดยการ กลับกระบวนการซึ่งนําไปสู่การสูญเสียตําแหน่งหรือภาวะเริ่มแรก เพราะว่าชายหญิงคู่แรกล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ ดังนั้น แยกออกจากพระเจ้า ลูกหลานของทั้งสองจําเป็นต้องบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ที่จําเป็นในหนทางแห่งการแก้ไข

ค. พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด
อย่างที่ได้อธิบายมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงประทานพระผู้มาโปรดมาด้วยพระกรุณาของพระองค์ แต่การที่มนุษย์จะรับพระผู้มาโปรดได้ มนุษย์ต้องบรรลุถึงความรับผิดชอบโดยการบรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้

อะไรคือเงื่อนไขการชดใช้ที่จําเป็นในการสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด เพราะว่าเงื่อนไขการชดใช้ต้องกลับกระบวนการที่ซึ่งอาดัม สูญเสียตําแหน่ง หรือภาวะเริ่มแรก ในการตอบคําถามเหล่านี้ เราต้องเข้าใจว่าโดยกระบวนการอะไรที่อาดัมตกสู่บาป อะไรคือสิ่งที่อาดัมทําและไม่ได้ทําซึ่งทําให้ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ไม่ได้บรรลุถึง

เพราะว่าอาดัมเอวาไม่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ทั้งสองจึงไม่สามารถสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา และดังนั้นตกสู่บาป ในการรับพระผู้มาโปรด มนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาก่อนโดยการชดใช้ความล้มเหลวของการเชื่อในพระวจนะของพระเจ้านี้

หลังจากการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา มนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องแก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสารโดยการชดใช้ ขอให้เราพิจารณาเหตุผลที่พื้นฐานนี้จะต้องถูกสร้างขึ้น ถ้าอาดัมเอวาสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาขึ้น ทั้งสองจะกลายเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เขาจะพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลที่สมบูรณ์เฉพาะตัวขึ้น ตัวตนที่สมบูรณ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า นี่เป็นเป้าหมายท้ายสุดของการสร้างสรรค์มนุษย์ การเชื่อในธรรมบัญญัติของพระเจ้าในการ "ไม่กิน" เป็นสิ่งที่จําเป็นสําหรับอาดัมและเอวาจนกระทั่งทั้งสองบรรลุถึงความสมบูรณ์เท่านั้น ความหวังของพระเจ้าก็คือเพื่อให้เขาเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่เป็นตัวตนแห่งบุคลิกภาพของพระองค์และคล้ายคลึงกับพระองค์ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ทั้งสองจะสามารถมีการปกครองเหนือเอกภพทั้งปวงรวมทั้งหัวหน้าทูตสวรรค์ได้อย่างถูกต้อง เพราะว่าอาดัมเอวาไม่ได้มีพื้นฐานชีวิตบนทัศนคติของความเชื่อ ทั้งสองจึงสูญเสียพื้นฐานที่ซึ่งเขาสามารถกลายเป็นตัวตนแห่งบุคลิกภาพของพระเจ้าและคล้ายคลึงกับพระองค์ แต่ทั้งสองกลับถูกครอบงําโดยหัวหน้าทูตสวรรค์ ผู้ซึ่งควรจะต้องเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าและมนุษย์ ดังนั้นพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดซึ่งมนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องสร้างขึ้นประกอบด้วยการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาและพื้นฐานแห่งแก่นสารโดยการชดใช้

1) พื้นฐานแห่งศรัทธา
ประการแรก อะไรคือเงื่อนไขการชดใช้ซึ่งจะต้องบรรลุถึงในการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา ในการที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราต้องเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่อาดัมและเอวาล้มเหลวที่จะทํา อาดัมเอวาล้มเหลวในการสร้างพื้นฐานนี้เนื่องจากไม่มีความเชื่อที่สมบูรณ์ในธรรมบัญญัติของพระเจ้าระหว่างช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตของเขา

ในการชดใช้ความล้มเหลวนี้ ประการที่หนึ่งจะต้องมีบุคคลศูนย์กลางผู้ซึ่งสามารถยืนในตําแหน่งอาดัมและแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา ประการที่สอง เพื่อชดใช้และแก้ไขความล้มเหลวของอาดัมและเอวาในการรักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า บุคคลศูนย์กลางต้องถวายเครื่องบูชาที่จําเป็นด้วยความเชื่อที่สมบูรณ์ ประการที่สาม อาดัมและเอวาไม่ได้ผ่านช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตตามเจตจํานงของพระเจ้า ดังนั้นจึงล้มเหลวในการบรรลุถึงเงื่อนไขแห่งการแสดงออกซึ่งความเชื่อ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือทั้งสองไม่ได้ผ่านช่วงระยะเวลาในการบรรลุถึงความรับผิดชอบอย่างถูกต้อง โดยการดําเนินชีวิตตามเจตจํานงของพระเจ้า ผลก็คือช่วงระยะเวลาแห่งการชดใช้ซึ่งถูกกําหนดเป็นตัวเลขจึงกลายเป็นสิ่งที่จําเป็นในการแก้ไขช่วงระยะเวลาแห่งการเจริญเติบโตที่ถูกใช้ในทางที่ผิด ช่วงระยะเวลานี้ถูกเรียกว่า ช่วงระยะเวลาทางคณิตศาสตร์แห่งการชดใช้

พื้นฐานแห่งศรัทธาเป็นความสัมพันธ์ในแนวดิ่งที่สัมบูรณ์ซึ่งมนุษย์ต้องสร้างขึ้นกับพระเจ้า เพราะว่าความสัมพันธ์ในแนวดิ่งของมนุษย์กับพระเจ้าถูกตัดขาดโดยการความไม่เชื่อของชายหญิงคู่แรกต่อพระเจ้า เงื่อนไขที่จําเป็นในการชดใช้และแก้ไขความสัมพันธ์อันนี้เรียกว่าพื้นฐานแห่งศรัทธา เหตุผลที่ว่าตลอดประวัติศาสตร์ บุคคลที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเช่นอาแบล โนอาห์ อับราฮัมและอิสอัคจําเป็นต้องแสดงความเชื่อที่ยิ่งใหญ่เป็นเพราะว่าเขาเหล่านั้นเป็นบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาโดยการชดใช้

2) พื้นฐานแห่งแก่นสาร
ในขณะนี้ขอให้เราพิจารณาว่าอะไรคือการชดใช้ที่จําเป็นในการแก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสาร บนพื้นฐานแห่งศรัทธา ถ้าอาดัมและเอวาได้ทําให้ตัวเองสมบูรณ์เป็นเสมือนบุตรที่แท้จริงของพระเจ้า ทั้งสองจะเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แห่งพระวจนะของพระเจ้าและตัวตนแห่งบุคลิกลักษณะของพระเจ้าที่มองไม่เห็น ถ้าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้น มนุษย์ก็จะมีการปกครองเหนือสิ่งทั้งปวงรวมทั้งหัวหน้าทูตสวรรค์ และแล้วบรรลุถึงพรสามประการของพระเจ้า ความสัมพันธ์แห่งหลักการก็จะถูกสร้างขึ้นระหว่างมนุษย์กับสิ่งทั้งปวงรวมทั้งทูตสวรรค์

อย่างไรก็ตาม อาดัมและเอวาไม่เคยสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา และดังนั้นก็ไม่ได้สร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารด้วย อาดัมและเอวากลับถูกทําให้ไม่บริสุทธิ์โดยธรรมชาติที่ตกสู่บาปและลงท้ายด้วยการถูกครอบงําโดยหัวหน้าทูตสวรรค์

ในการสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสาร มนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องบรรลุถึงเงื่อนไขแห่งการชดใช้เพื่อขจัดธรรมชาติที่การตกสู่บาป และแก้ไขระเบียบในแนวที่ถูกต้องซึ่งถูกทําลายไปกลับคืนมา สิ่งนี้ถูกทําได้โดยการกลับกระบวนการซึ่งมนุษย์ได้รับธรรมชาติที่ตกสู่บาปมา

อย่างเจาะจง อะไรคือสิ่งที่จะต้องกระทําเพื่อขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาป ส่วนประกอบอันแรกในกระบวนการของการตกสู่บาปของหัวหน้าทูตสวรรค์อยู่ในความล้มเหลวของหัวหน้าทูตสวรรค์ในการรักอาดัม ผู้ซึ่งได้รับความรักมากกว่าจากพระเจ้า มนุษย์ที่ตกสู่บาปถ่ายทอดธรรมชาติที่ตกสู่บาปของ "การไม่มองจากจุดเดียวกันกับพระเจ้า" ในการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปนี้บุคคลในตําแหน่งของหัวหน้าทูตสวรรค์ต้องรักบุคคลในตําแหน่งของอาดัม โดยวิธีนี้หัวหน้าฑูตสวรรค์ก็จะมองจากทัศนะเดียวกับพระเจ้า

ส่วนประกอบที่สองในกระบวนการของการตกสู่บาปของหัวหน้าทูตสวรรค์ก็คือ การไม่ต้องการได้รับความรักของพระเจ้าโดยผ่านอาดัม ผู้อยู่ใกล้พระเจ้ามากกว่า แต่หัวหน้าทูตสวรรค์กลับพยายามเอาตําแหน่ง อาดัมไป ทําให้เกิดธรรมชาติที่ตกสู่บาปของ "การละทิ้งตําแหน่งของตัวเอง" การขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปนี้ บุคคลที่อยู่ในตําแหน่งหัวหน้าทูตสวรรค์ต้องได้รับความรักจากพระเจ้าโดยผ่านบุคคลในตําแหน่งอาดัม ซึ่งเป็นการรักษาตําแหน่งที่ถูกต้อง

ส่วนประกอบที่สามในกระบวนการแห่งการตกสู่บาปคือ การที่หัวหน้า ทูตสวรรค์ครอบงําอาดัมและเอวาแทนที่จะยอมให้ตัวเองถูกปกครองโดยอาดัมและเอวา จากสิ่งนี้ทําให้เกิดธรรมชาติที่ตกสู่บาปของ "การกลับตําแหน่งแห่งการปกครอง" ในการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปนี้ บุคคลในตําแหน่งของหัวหน้าทูตสวรรค์ควรจะเชื่อฟังและยอมจํานนต่อบุคคลในตําแหน่งของอาดัม โดยวิธีนี้ก็เป็นการสร้างระเบียบที่ถูกต้องแห่งการปกครอง

เจตจํานงแห่งความดีในการไม่กินผลไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว ควรจะถูกรับจากพระเจ้าโดยอาดัม จากอาดัมโดยเอวาและจากเอวาโดยหัวหน้าทูตสวรรค์ โดยวิธีนี้ขยายความดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แทนที่ความดีจะถูกขยายขึ้น เอวากลับยอมรับจากหัวหน้าทูตสวรรค์ว่า เธอสามารถกินผลไม้ของต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว และอาดัมยอมรับการชี้นํานั้นจากเอวา โดยวิธีนี้ขยายเจตจํานงสําหรับความชั่วร้ายและเป็นเหตุให้เขาเหล่านั้นตกสู่บาป ดังนั้นลักษณะสุดท้ายของธรรมชาติที่ตกสู่บาปจึงถูกสร้างขึ้น "การขยายบาป" ในการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปของการขยายบาปนี้ บุคคลในตําแหน่งหัวหน้าทูตสวรรค์ ต้องรับความชอบธรรมจากบุคคลในตําแหน่งอาดัม เพื่อแก้ไขธรรมชาติซึ่งขยายเจตจํานงแห่งความดีกลับคืนมา

เมื่อเงื่อนไขทั้งหมดเหล่านี้ถูกบรรลุถึง เงื่อนไขแห่งการชดใช้สําหรับการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปก็บรรลุถึง และสิ่งนี้ก็คือพื้นฐานแห่งแก่นสาร พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดถูกสร้างขึ้นโดยการแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาและพื้นฐานแห่งแก่นสาร โดยการชดใช้บนพื้นฐานนี้เท่านั้นที่มนุษย์ที่ตกสู่บาปสามารถรับพระผู้มาโปรดได้

จากที่ผ่านมา เราสามารถเข้าใจได้ว่าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเป็นประวัติศาสตร์แห่งแผนการทํางานของพระเจ้า ที่ซึ่งพระเจ้าทรงนํามนุษย์เพื่อเตรียมตัวในการรับพระผู้มาโปรดโดยทรงชักนํามนุษย์ให้บรรลุถึงความรับผิดชอบ หลังจากที่มนุษย์เสร็จสิ้นการเตรียมตัวนี้ พระเจ้าจะทรงประทานพระผู้มาโปรด และบรรลุถึงแผนการของพระองค์สําหรับการแก้ไข

การตีความหมายของประวัติศาสตร์จากทัศนะของหลักการของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขถูกเรียกว่า ประวัติศาสตร์จากทัศนะแห่งการแก้ไข หรือประวัติศาสตร์จากทัศนะแห่งการรวมเป็นหนึ่ง ในขณะนี้ขอให้เราพิจารณาประวัติศาสตร์ศูนย์กลางในแผนการแห่งการทํางานของพระเจ้าสําหรับการแก้ไข

ง. ประวัติศาสตร์ศูนย์กลางและประวัติศาสตร์รอบนอกในแผนการสําหรับการแก้ไข
โดยแผนการสําหรับการแก้ไข พระเจ้าทรงพยายามช่วยมวลมนุษยชาติให้รอด วิธีการของพระองค์สําหรับการบรรลุถึงแผนการของพระองค์แปรเปลี่ยนไปตามประวัติศาสตร์ ประเพณี พื้นภูมิวัฒนธรรมและสภาพการ ดํารงอยู่แตกต่างกันของประชาชนผู้ซึ่งพระองค์ทรงทํางาน อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงดําเนินแผนการที่เป็นแบบอย่างอันหนึ่งโดยผ่านชนชาติศูนย์กลางชาติหนึ่ง พระองค์ทรงดําเนินแผนการแห่งการทํางานของพระองค์ในชนชาติอื่นๆ เป็นเสมือนประวัติศาสตร์รอบนอก ที่จุดหนึ่งพระองค์จะเชื่อมต่อประวัติศาสตร์รอบนอกเข้ากับประวัติศาสตร์ศูนย์กลางเพื่อว่ามวลมนุษยชาติจะสามารถได้รับผลประโยชน์แห่งการช่วยให้รอด

ดังที่เห็นได้ในยุคพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงผ่านความยากลำบากมากมายในกระบวนการสำหรับการแก้ไขก่อนที่พระองค์จะพบชนชาติศูนย์กลาง จากสิ่งที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ มันดูเหมือนว่าเมื่อพระเจ้าทรงสร้างอิสราเอลขึ้นเป็นชาติศูนย์กลาง และพระองค์ทรงทํางานโดยผ่านชนชาติศูนย์กลางเท่านั้น มันเป็นความจริงที่ว่าการฝึกอบรมที่ชนชาติอิสราเอลได้รับจากพระเจ้าเป็นสิ่งที่เคร่งครัดและพิเศษอย่างยิ่ง และเป็นความจริงที่ว่าชนชาติอิสราเอลได้รับพรเป็นพิเศษซึ่งไม่สามารถพบได้ในชนชาติอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นเพียงพระเจ้าของชาวยิวเท่านั้น แต่ทรงเป็นพระเจ้าของชนชาติทั้งมวล สิ่งนี้ถูกแสดงไว้อย่างชัดเจนใน ยอห์น 3:16 พระเยซูตรัสว่า "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" สิ่งนี้หมายความว่าทุกคนสามารถถูกเชื่อมต่อเข้ากับแผนการศูนย์กลางของพระเจ้าได้แม้กระทั่งผู้ซึ่งอยู่ในประวัติศาสตร์รอบนอก

เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงมุ่งหมายสนใจในการอบรมบุคคลศูนย์กลาง ครอบครัว เผ่าและชาติศูนย์กลางซึ่งจะทําหน้าที่ในแผนการแห่งการทํางานที่เป็นแบบอย่างของพระองค์ อย่างไรก็ตาม พระองค์ต้องทรงนําแผนการแห่งการทํางานในรอบนอกไปสู่วันที่ซึ่งพระองค์จะทรงเชื่อมต่อบุคคล ครอบครัว เผ่าและชนชาติเหล่านั้นเข้ากับพระผู้มาโปรด

ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมายังแสดงให้เห็นว่า การช่วยให้รอดอยู่แค่เอื้อมของทุกคนเมื่อเขาสั่งสอนชาวอิสราเอลผู้ซึ่งไม่มีศรัทธาที่จริงใจและมีความเย่อหยิ่งจองหองเกี่ยวกับตัวของเขาเองในการเป็นประชาชนที่ถูกเลือกของพระเจ้าเท่านั้น โดยกล่าวกับบุคคลเหล่านั้นว่า
"...อย่านึกเหมาเอาในใจว่า "ตัวมีอับราฮัมเป็นบิดา" เพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์อาจจะให้บุตรเกิดขึ้นแก่อับราฮัม จากก้อนหินเหล่านี้ได้" (มัทธิว 3:9)

แผนการศูนย์กลางของพระเจ้าเพื่อเตรียมสําหรับพระผู้มาโปรดถูกแสดงไว้อย่างชัดเจนในพันธสัญญาเดิม ตั้งแต่เริ่มแรกแผนการของพระเจ้าสําหรับครอบครัวอาดัมถูกทําให้ล้มเหลวโดยการที่คาอินฆ่าอาแบล สิบชั่วอายุคนต่อมาเจตจํานงของพระเจ้าถูกสืบทอดไปสู่ครอบครัวโนอาห์ อย่างไรก็ตาม เพราะความไม่เชื่อฟังและความล้มเหลวของบุตรชายคนที่สองของโนอาห์ ฮาม พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับครอบครัวไม่สามารถถูกสร้างขึ้นจนกระทั่งเวลาของครอบครัวอับราฮัมและครอบครัวยาโคบที่พื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดถูกสร้างขึ้น (อ้างถึงบทที่ 11) บนพื้นฐานของครอบครัวยาโคบ พระเจ้าทรงสามารถสร้างชนชาติอิสราเอลขึ้นเป็นชนชาติที่ถูกเลือก แผนการของพระเจ้าสําหรับชาวอิสราเอลก็เพื่อเตรียมฐานรองรับแห่งศรัทธาสําหรับพระผู้มาโปรดโดยการให้ชาวอิสราเอลสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับชาติ ดังที่ได้อธิบายในรายละเอียดใน "ความมุ่งหมายการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด" ชาวอิสราเอลล้มเหลวในการสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับชาติ เขาเหล่านั้นจบลงโดยการกระทําความผิดพลาดแห่งประวัติศาสตร์ในการไม่เชื่อในพระผู้มาโปรด

พระเยซูทรงให้สัญญาเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สอง มันควรจะต้องมีการเตรียมการบนโลกสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สองคล้ายกับการเตรียมตัวสําหรับการเสด็จมาครั้งแรก สองพันปีที่ผ่านมาของประวัติศาสตร์คริสเตียน มีความมุ่งหมายศูนย์กลางอันเดียวนั่นก็คือการสร้างพื้นฐานในระดับโลกสําหรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรด เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลก่อนการเสด็จมาของพระเยซูและประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ตั้งแต่เวลาของพระองค์จึงเป็นเนื้อหาแกนกลางของประวัติศาสตร์แห่งแผนการแก้ไข

มองดูประวัติศาสตร์ในลักษณะเช่นนี้ เราสามารถเริ่มต้นเข้าใจความหมายและนัยสําคัญของเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวยิวที่ถูกบันทึกไว้ในพันธสัญญาเดิม มันไม่ใช่เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของชาติใดชาติหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น แต่มันเป็นประวัติศาสตร์แบบอย่างที่ซึ่งพระเจ้าทรงดําเนินแผนการสําหรับการช่วยให้รอด ประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวยิวโดยมีศูนย์กลางที่ศาสนายูดาห์และประวัติศาสตร์ตะวันตกซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ศาสนาคริสต์ ทั้งคู่เป็นบันทึกชัดเจนที่สุดของแผนการของพระเจ้า และเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่เราสามารถเห็นสูตรที่เหมือนกันอันหนึ่งซึ่งสามารถใช้ได้ในตลอดประวัติศาสตร์ทั้งสองนี้

เพราะว่าศาสนาชี้นําจิตใจและวิญญาณของมนุษย์ไปสู่การบรรลุถึงการแก้ไขของมนุษยชาติ จากทัศนะของแผนการแห่งการแก้ไขประวัติศาสตร์ของศาสนาจึงเป็นประวัติศาสตร์ศูนย์กลางของแผนการของพระเจ้าประวัติศาสตร์อื่นๆ เช่นประวัติศาสตร์ของการพัฒนาการทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมสามารถถูกถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์รอบนอก

ความมุ่งหมายของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์จะถูกบรรลุถึงใน พรสามประการ ประการแรก แต่ละบุคคลต้องบรรลุถึงความสมบูรณ์ สร้างครอบครัวอุดมคติ โลกอุดมคติ และสภาพการดํารงอยู่ที่อุดมคติ ดังนั้น เป้าหมายแรกในแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขจึงไม่ใช่การที่ทรงแก้ไขสถาบันทางสังคมของมนุษย์หรือสภาพการดํารงอยู่ แต่เพื่อแก้ไขประชาชน ดังนั้นจากทัศนะของแผนการของพระเจ้า ประวัติศาสตร์ของศาสนาจึงเป็นประวัติศาสตร์ศูนย์กลางในขณะที่ประวัติศาสตร์อื่นๆ เป็นประวัติศาสตร์รอบนอก

3. เส้นทางของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไข
ขอให้เราสรุปประวัติศาสตร์มนุษยชาติจากอาดัมจนถึงปัจจุบันจากสิ่งที่เราได้กล่าวมาแล้ว เส้นทางทั้งหมดของแผนการของพระเจ้าอาจถูกแบ่งออกเป็นสามยุคสมัย ยุคละประมาณสองพันปี
(1) ยุคสมัยจากอาดัมถึงอับราฮัม
(2) ยุคสมัยจากอับราฮัมถึงพระเยซู
(3) ยุคสมัยจากพระเยซูถึงการมาครั้งที่สอง

ช่วงระยะเวลาหลังจากการเสด็จมาครั้งที่สองเป็นยุคใหม่ที่ซึ่งอุดมคติของพระเจ้าถูกบรรลุถึงอย่างครบถ้วนบนโลกและในโลกฝ่ายวิญญาณ

ขณะนี้ขอให้เราพิจารณาเนื้อหาของแผนการทํางานของพระเจ้าสําหรับแต่ละยุคสมัยจากทัศนะบางอย่างที่แตกต่างกัน

ประการแรกที่สุด ยุคสมัยต่างๆ อาจจะถูกมองจากทัศนะของพระวจนะแห่งการสร้างสรรค์ใหม่ของพระเจ้าดังนี้
(1) ระหว่างยุคสมัยจากอาดัมถึงอับราฮัม มนุษย์ยังไม่สามารถรับพระวจนะของพระเจ้าอันเป็นพื้นฐานที่ซึ่งพระเจ้าสามารถดําเนินแผนการแห่งการแก้ไขได้โดยการถวายเครื่องบูชาซึ่งพระเจ้าทรงชี้นําให้มนุษย์ทํา มนุษย์กําลังสร้างพื้นฐานเพื่อรับพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นช่วงระยะเวลานี้ถูกเรียกว่า ยุคสมัยของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับพระวจนะ
(2) ยุคสมัยจากอับราฮัมถึงพระเยซูเรียกว่ายุคพันธสัญญาเดิมและขั้นเกิดในประวัติศาสตร์แห่งการแก้ไข
(3) ยุคสมัยจากพระเยซูถึงการมาครั้งที่สองถูกเรียกว่ายุคพันธสัญญาใหม่และขั้นเติบโตในประวัติศาสตร์แห่งการแก้ไข
(4) ช่วงเวลาหลังจากการเสด็จมาครั้งที่สองถูกเรียกว่ายุคพันธสัญญาบริบูรณ์และขั้นบริบูรณ์ในประวัติศาสตร์แห่งการแก้ไข

ประการที่สอง ยุคสมัยต่างๆ สามารถถูกแบ่งจากทัศนะของแผนการ สําหรับการฟื้นคืนชีพ ดังที่ได้อธิบายแล้วใน "การฟื้นคืนชีพ" ประวัติศาสตร์ของแผนการแห่งการทํางานของพระเจ้าอาจจะถูกแบ่งออกดังต่อไปนี้
(1) ยุคสมัยจากอาดัมถึงอับราฮัมเป็นยุคสมัยของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับการฟื้นคืนชีพ
(2) ยุคสมัยจากอับราฮัมถึงพระเยซูเป็นยุคสมัยของแผนการแห่งการฟื้นคืนชีพในขั้นเกิด
(3) ยุคสมัยจากพระเยซูถึงการเสด็จมาครั้งที่สองเป็นยุคสมัยของแผนการฟื้นคืนชีพในขั้นเติบโต
(4) ช่วงเวลาหลังจากการเสด็จมาครั้งที่สองถูกเรียกว่ายุคสมัยของแผนการแห่งการฟื้นคืนชีพในขั้นบริบูรณ์

ประการที่สาม ยุคสมัยแห่งศรัทธาอาจจะถูกแบ่งจากทัศนะของการแก้ไขโดยการชดใช้ต่อไปนี้
(1) ช่วงระยะสองพันปีจากอาดัมถึงอับราฮัมถูกรุกรานโดยซาตาน แต่ถูกบรรลุถึงโดยชัยชนะของครอบครัวอับราฮัม ช่วงระยะเวลานี้สร้างพื้นฐานเพื่อเริ่มต้นช่วงระยะเวลาสําหรับการแก้ไขโดยการชดใช้สิ่งที่สูญเสียไปให้กับซาตาน เพราะฉะนั้นช่วงระยะเวลานี้ถูกเรียกว่ายุคสมัยของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับการแก้ไขโดยการชดใช้
(2) ยุคสมัยจากอับราฮัมถึงพระเยซูเป็นยุคสมัยของแผนการแห่งการแก้ไขโดยการชดใช้
(3) ยุคสมัยจากพระเยซูถึงการเสด็จมาครั้งที่สองเกิดขึ้นเพราะว่าแผนการของพระเจ้าซึ่งควรจะบรรลุถึงในการเสด็จมาครั้งแรกถูกยืดออกไปจนกระทั่งการเสด็จมาครั้งที่สอง เพราะประชาชนที่ถูกเลือกไม่มีความเชื่อ ช่วงระยะเวลานี้เรียกว่ายุคสมัยของแผนการแห่งการยืดออกไปของการแก้ไขโดยการชดใช้
(4) ช่วงเวลาหลังจากการมาครั้งที่สองเป็นยุคสมัยของ แผนการแห่งการแก้ไขที่บริบูรณ์

ประการที่สี่ ยุคสมัยต่างๆ อาจจะถูกแบ่งจากทัศนะของระดับของพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด
(1) ยุคสมัยจากอาดัมถึงอับราฮัม แผนการของพระเจ้าในการเตรียมพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดมีพื้นฐานบนครอบครัว เพราะฉะนั้น ช่วงระยะเวลานี้ เรียกว่ายุคสมัยของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับครอบครัว
(2) ยุคสมัยจากอับราฮัมถึงพระเยซูเรียกว่ายุคสมัยของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับชาติ
(3) ยุคสมัยจากพระเยซูไปถึงการเสด็จมาครั้งที่สองเป็นยุคสมัยของ แผนการแห่งพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับโลก
(4) ช่วงเวลาเริ่มต้นจากการเสด็จมาครั้งที่สอง เป็นยุคของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรดในระดับเอกภพทั้งมวล (โลกฝ่ายเนื้อหนังและโลกฝ่ายวิญญาณ)

ในที่สุด ยุคสมัยต่างๆ อาจจะถูกแบ่งออกตามแผนการแห่งเอกลักษณ์ทางเวลา ดังต่อไปนี้
(1) ระหว่างยุคสมัยจากอาดัมถึงอับราฮัม มนุษย์สร้างความเชื่อในพระเจ้าโดยการถวายเครื่องบูชาที่เป็นสัญลักษณ์ ดังนั้นช่วงระยะเวลานี้จึงเรียกว่ายุคสมัยแห่งเอกลักษณ์ทางเวลาที่เป็นสัญลักษณ์
(2) ในยุคสมัยจากอับราฮัมถึงพระเยซู มนุษย์แสดงความเชื่อในพระเจ้าโดยการถวายสรรพสิ่งเป็นเครื่องบูชาในรูปแบบที่เป็นฉายา นั่นคือโดยการถวายสรรพสิ่งเป็นเครื่องบูชาเช่น พลับพลาและพระวิหารซึ่งแทนฉายาของมนุษย์ที่แท้จริงซึ่งสูญเสียไปในการตกสู่บาป ดังนั้น ช่วงระยะเวลานี้จึงเรียกว่ายุคสมัยแห่งเอกลักษณ์ทางเวลาที่เป็นฉายา
(3) จากเวลาของพระเยซูจนถึงการมาครั้งที่สอง มนุษย์แสดงความเชื่อโดยผ่านพระเยซู พระวิหารที่เป็นแก่นสาร ช่วงระยะเวลานี้จึงถูกเรียกว่ายุคสมัยแห่งเอกลักษณ์ทางเวลาที่เป็นแก่นสาร