Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 6
การกําหนดไว้ล่วงหน้า

ข้อบกพร่องของคําสอนดั้งเดิมเกี่ยวกับการกําหนดไว้ล่วงหน้าได้กลายเป็นเหตุแห่งความสับสนในระหว่างนักเทววิทยาและในระหว่างประชาชนที่เคร่งศาสนา ตลอดจนผู้ดําเนินชีวิตตามความรู้สึกผิดชอบเป็นอย่างยิ่ง การกําหนดไว้ล่วงหน้าในความหมายอย่างกว้างเป็นคําสอนที่กล่าวว่าสิ่งทั้งปวงและเหตุการณ์ทั้งหลายถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าให้ดำเนินไปสู่การบรรลุถึงแห่งความมุ่งหมายนิรันดร์ของพระองค์ ในความหมายที่แคบของการกำหนดไว้ล่วงหน้าคือ คําสอนที่ว่าการถูก ช่วยให้รอดของมนุษย์ หรือการลงโทษถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเท่านั้นและมิได้ถูกกําหนดโดยความพยายามของมนุษย์เอง

ทฤษฎีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับการกําหนดไว้ล่วงหน้ามีพื้นฐานส่วนใหญ่จากพันธสัญญาเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทที่ 8, 9 และ 11 ในจดหมายของนักบุญเปาโลที่ส่งไปให้ชาวโรมมีเนื้อหาที่เปาโลเน้นอย่างมากว่าพระกรุณาของพระเจ้าเป็นพื้นฐานอย่างเดียวของการช่วยให้รอดและการทรงเลือกโดยพระเจ้า ข้อความอื่นในพระคัมภีร์ก็สามารถตีความในลักษณะที่แสดงว่าทุกด้านของชีวิตมนุษย์ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า ความสุข ความทุกข์ โชคลาภ เคราะห์ร้ายของบุคคลรวมทั้งความรุ่งเรืองและความล่มสลายของชาติต่างๆ ล้วนถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า

ในอีกด้านหนึ่ง มีหลายข้อความที่ขัดแย้งกับแนวคิดนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเห็นว่าพระเจ้าประทานธรรมบัญญัติกับชายหญิงคู่แรกไม่ให้กินผลไม้ของต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว (ปฐมกาล 2:17) เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าการตกสู่บาปของมนุษย์ไม่ได้ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า แต่เป็นผลของความไม่เชื่อฟังของมนุษย์ พระเยซูตรัสว่า "...พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 3:16) โดยการใช้คําว่า "ทุกคน" พระเยซูทรงแสดงว่าการช่วยให้รอดถูกเปิดออกสําหรับทุกคน เพราะฉะนั้นไม่มีใครถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าสําหรับการลงโทษ มัทธิว 7:7 "จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา" แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความพยายามของมนุษย์มีบทบาทที่สําคัญในการกําหนดเหตุการณ์ต่างๆ ชีวิตมิได้เป็นไปเพียงเพราะการกําหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าเท่านั้น

ถ้าเราจะยอมรับคําสอนดั้งเดิมเกี่ยวกับการกําหนดไว้ล่วงหน้าที่สัมบูรณ์โดยปราศจากเงื่อนไขแล้ว การอธิษฐาน การเผยแพร่คําสอนของพระเยซู การทําพันธกิจและความพยายามอื่นทั้งหลายของมนุษย์จะไม่มีคุณค่าในแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไข ท้ายที่สุด ถ้าทุกสิ่งถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าอย่างสัมบูรณ์โดยพระเจ้า แล้วความพยายามของมนุษย์ก็ไม่มีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางของชีวิตที่ถูกกําหนดแล้วได้ ในขณะนี้ ขอให้เราตอบคําถามต่างๆ เกี่ยวกับการกําหนดไว้ล่วงหน้าบนพื้นฐานของ หลักการ

1. การทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าแห่งเจตจํานงของพระเจ้า
เจตจํานงของพระเจ้าคือ เพื่อบรรลุถึงอุดมคติของพระองค์สําหรับการสร้างสรรค์ โดยผลของการตกสู่บาปของมนุษย์ เจตจํานงของพระเจ้ายังคงไม่ได้ถูกบรรลุถึง และพระองค์ต้องทรงทํางานเพื่อบรรลุถึงเจตจํานงโดยวิธีการอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ แผนการสําหรับการแก้ไข เพราะว่าพระเจ้าดี เพราะฉะนั้น ความมุ่งหมายเริ่มแรกของพระองค์สําหรับการสร้างสรรคจึงดีเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงกําหนดสิ่งใด ที่ขัดแย้งกับเจตจํานงของพระองค์เอง ในความเข้าใจนี้ เราเห็นได้ว่าพระเจ้าจะไม่ทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น การตกสู่บาปของมนุษย์ บาป การพิพากษาและการลงโทษมนุษย์

ถ้าพระเจ้าทรงกําหนดการตกสู่บาปของมนุษย์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ทําไมพระองค์จึงตรัสว่าพระองค์รู้สึกเสียพระทัยที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ (ปฐมกาล 6:5,6) เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรการตกสู่บาปของมนุษย์ ถ้าการกระทําทั้งปวงของมนุษย์ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์กระทําบาป หรือไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้า การกระทําเหล่านี้ก็จะต้องเป็นผลของการทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าเช่นกัน และหากว่าบาปทั้งปวงและการกระทําแห่งความไม่เชื่อฟังทั้งหลายต่อพระเจ้าจะถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า แล้วทําไมพระเจ้าทรงรู้สึกไม่พอพระทัยในกรณีของความไม่เชื่อฟังของกษัตริย์ซาอูล และทําไมพระองค์จึงทรงรู้สึกเสียพระทัยที่ทําให้ซาอูลเป็นกษัตริย์ (1 ซามูเอล 15:11) ทั้งการตกสู่บาปของมนุษย์และความไม่เชื่อของกษัตริย์ซาอูล ล้วนไม่ได้ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า แต่เป็นผลของความล้มเหลวของมนุษย์ในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ พระเจ้ามิได้ทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าในเริ่มแรกเกี่ยวกับการพิพากษาและการลงโทษมนุษย์ที่ตกสู่บาป พระเจ้ามิได้ทรงมีความปรารถนาที่จะเห็นมนุษย์ทนทุกข์ทรมาน จากหลักฐานในข้อความต่อไปนี้ ที่ว่า "จงกล่าวตอบเขาว่า พระเจ้าตรัสว่าเรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด เราไม่พอใจในความตายของคนอธรรม แต่พอใจในการที่คนอธรรมหันจากทางของเขาและมีชีวิตอยู่ จงหันกลับ จงหันกลับจากทางชั่วของเจ้า โอพงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ยอมตายทําไม"(เอเสเคียล 33:11) ดังนั้นเมื่อประชาชนแห่งเมืองนีนะเวห์หันกลับจากหนทางแห่งความชั่วร้าย และสำนึกเสียใจในบาปของเขา พระเจ้าก็มิได้ทรงกระทำคําพยากรณ์ของพระองค์ให้สำเร็จ ที่ว่า เมืองของเขาทั้งหลายจะถูกทําลาย (โยนาห์ 3:10) เพราะว่า ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ใน เอเสเคียล 33:14,15 ว่า "...แม้ว่าเราจะได้กล่าวแก่คนอธรรมว่า "เจ้าจะต้องตายแน่" ถ้าเขาหันกลับจากบาปของเขามากระทําความยุติธรรมและความชอบธรรม ถ้าคนอธรรมได้คืนของประกัน ขโมยอะไรของเขามาก็คืนเสีย และดําเนินตามกฎเกณฑ์แห่งชีวิต ไม่กระทําความบาปชั่วเลย เขาจะดํารงชีวิตอยู่แน่ เขาไม่ต้องตาย"

แล้วพระเจ้าทรงกําหนดเจตจํานงของพระองค์ไว้ล่วงหน้า ในขอบเขตใด เช่นว่า ความมุ่งหมายสําหรับการสร้างสรรค์ และความมุ่งหมายของแผนการสําหรับการแก้ไข พระเจ้าทรงสัมบูรณ์ นิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลงความมุ่งหมายของพระเจ้าต้องสัมบูรณ์ นิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลงด้วย เพราะฉะนั้น เจตจํานงของพระองค์ซึ่งได้แก่ การบรรลุถึงความมุ่งหมายของการสร้างสรรค์และความมุ่งหมายของแผนการสําหรับการแก้ไข ต้องสัมบูรณ์ นิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลง (อิสยาห์ 46:11) เพราะเจตจํานงของพระเจ้าสัมบูรณ์และไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าบุคคลที่พระเจ้าทรงเลือกล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ พระเจ้าจะทรงดําเนินการต่อไป เพื่อทรงบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์โดยทรงเลือกบุคคลอีกคนหนึ่งขึ้นมาเป็นตัวแทน

2. การทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าของการบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์
ดังที่อธิบายแล้วใน "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์จะถูกบรรลุถึงได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์บรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบเท่านั้น ซึ่งได้แก่การดําเนินชีวิตตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า เจตจํานงของพระเจ้าสําหรับแผนการสําหรับการแก้ไขคือ เพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระองค์สําหรับการสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สัมบูรณ์ และดังนั้น เจตจำนงของพระองค์จึงอยู่เหนืออิทธิพลของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์ ขึ้นอยู่กับ การบรรลุถึงความรับผิดชอบของมนุษย์ แล้วพระเจ้าทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าซึ่งการบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์ในระดับใด เจตจํานงของพระองค์เป็นสิ่งที่สัมบูรณ์ แต่การที่เจตจํานงของพระองค์จะเป็นจริงได้ ขึ้นอยู่กับการบรรลุถึงความรับผิดชอบของมนุษย์ พระเจ้าทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าว่าเจตจํานงของพระองค์ต้องถูกบรรลุถึงโดยการบรรลุถึงทั้งความรับผิดชอบของพระเจ้า และความรับผิดชอบของบุคคลศูนย์กลางเท่านั้น เราสามารถกล่าวได้ว่า ความรับผิดชอบของมนุษย์เป็น "5 เปอร์เซ็นต์" และความรับผิดชอบของพระเจ้าเป็น "95 เปอร์เซ็นต์" เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความรับผิดชอบของมนุษย์ในการบรรลุถึงเจตจํานงของพระเจ้านั้น น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับความรับผิดชอบของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ในการบรรลุถึง "5 เปอร์เซ็นต์" มนุษย์ต้องใช้ความพยายาม 100 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น พระเจ้าทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าว่าเจตจํานงของพระองค์ต้องถูกบรรลุถึง เมื่ออาดัมและเอวาบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขา โดยการไม่กินผลไม้ของต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว (ปฐมกาล 2:17) ในแผนการสําหรับการช่วยให้รอดโดยผ่านพระเยซู พระเจ้าทรง กําหนดไว้ล่วงหน้าว่ามนุษย์ที่ตกสู่บาปจะบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขาเมื่อเขาเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระผู้มาโปรดและติดตามพระองค์ (ยอห์น 3:16, มัทธิว 19:21) แต่ว่ามนุษย์มักไม่บรรลุความรับผิดชอบเล็กน้อย และสิ่งนี้เป็นเหตุให้การบรรลุถึงแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขถูกทําให้ล่าช้าออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

ดังข้อความในพระคัมภีร์ต่อไปนี้ที่แสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งชีวิตแต่ละวันเราจะได้รับพระกรุณาหรือ การทรงช่วยให้รอดของพระเจ้าก็ต่อเมื่อเรากระทําส่วนของเรา "...การอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต..." (ยากอบ 5:15) "...ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ.." (มาระโก 5:34) "ทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา" (มัทธิว 7:8) เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า พระเจ้าทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าว่ามนุษย์จะสามารถรับพระกรุณาของพระองค์ได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์บรรลุถึงความรับผิดชอบเท่านั้น

3. การทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าเกี่ยวกับบุคคลศูนย์กลาง
เพื่อที่เจตจํานงของพระเจ้าจะถูกบรรลุถึง พระเจ้าทรงเลือกบางคนขึ้นมาเพื่อบรรลุถึงความรับผิดชอบ (ดังที่จะอธิบายต่อไปใน "ภาพโดยสรุปของหลักการของแผนการสําหรับการแก้ไข") อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ถูกเลือกโดยพระเจ้าอาจจะบรรลุถึงหรืออาจจะล้มเหลวในการบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบก็ได้ ดังนั้น พระเจ้าไม่ได้ทรงกําหนดว่าบุคคลหนึ่งจะบรรลุถึงบทบาท (ภารกิจ) ที่พระองค์ทรงปรารถนา ดังนั้นพระเจ้าทรง กําหนดมนุษย์ไว้ล่วงหน้าทั้งหมดหรือไม่ ? พระองค์ทรงกําหนดไว้ในระดับใด?

พระเจ้าทรงกําหนดมนุษย์ไว้ล่วงหน้า เมื่อพระเจ้าทรงกําหนดบุคคลหนึ่งไว้ล่วงหน้าสําหรับภารกิจหนึ่ง พระองค์ทรงกําหนดบุคคลนั้นไว้ล่วงหน้า "95 เปอร์เซ็นต์" กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ พระองค์ทรงกําหนดบุคคลหนึ่งไว้ล่วงหน้าในขอบเขตที่ว่า เมื่อบุคคลนั้นบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบ "5 เปอร์เซ็นต์" เขาก็สามารถบรรลุถึงภารกิจที่ซึ่งเขาได้ถูกเลือกไว้ ถ้าบุคคลหนึ่งล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ บุคคลนั้นก็ไม่อาจเป็นบุคคลที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เป็นและเจตจํานงของพระองค์ที่จะถูกบรรรลุถึงโดยผ่านบุคคลนั้นก็ไม่สามารถถูกทําให้กลายเป็นความจริงได้

ตัวอย่างเช่น บนพื้นฐานของ "การเตรียม 95 เปอร์เซ็นต์" ของพระเจ้า พระเจ้าทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าให้อาดัมเอวากลายเป็นบรรพบุรุษที่แท้จริงบนเงื่อนไขที่ว่าเขาทั้งสองต้องบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของทั้งสองอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เพราะความล้มเหลวของทั้งสอง เจตจํานงของพระเจ้าจึงไม่ได้ถูกบรรลุถึง เพราะความล้มเหลวของทั้งสองจึงกลายเป็นสิ่งที่จําเป็นสําหรับพระเจ้าที่จะประทานพระผู้มาโปรดมาเป็นบิดาที่แท้จริงสําหรับมนุษยชาติ พระเจ้ายังทรงกําหนดไว้ล่วงหน้าว่า ยูดาสอิสคาริโอท จะเป็นสาวกของพระเยซูบนเงื่อนไขที่ว่า เขาต้องบรรลุถึงความรับผิดชอบโดยการซื่อสัตย์ต่อพระเยซู อย่างไรก็ตาม เมื่อยูดาสทรยศต่อพระเยซู เจตจํานงของพระเจ้าไม่ได้ถูกบรรลุถึง ดังนั้น พระเจ้าก็ทรงแทนที่ยูดาส ด้วยมัทธีอัส (กิจการของอัครทูต 1:15-26)

ต่อไป ขอให้เราพิจารณาส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ทําให้บุคคลหนึ่งถูกเลือกโดยพระเจ้าให้เป็นบุคคลศูนย์กลางในแผนการสําหรับการแก้ไข
ประการแรก บุคคลนั้นต้องเกิดจากชาติศูนย์กลาง ชาติที่ถูกเลือกให้ดําเนินแผนการสําหรับการแก้ไข ทั้งนี้เพราะว่า ประชาชนที่ถูกเลือกอยู่ใกล้ชิดกับหัวใจของพระเจ้ามากที่สุด
ประการที่สอง บุคคลนั้นต้องสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้มีประวัติศาสตร์แห่งความชอบธรรม เป็นธรรมดาว่าพระเจ้าจะทรงเลือกคนทั้งลายผู้มีเชื้อสายที่ยาวนานของบรรพบุรุษที่ดี ผู้ซึ่งได้สะสมผลแห่งความดีของเขาไว้โดยการเสียสละและการรับใช้เพื่อประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เพื่อที่จะบรรลุถึงแผนการสําหรับการแก้ไข
ประการที่สาม บุคคลนั้นจะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมกับภารกิจนั้นๆ
ประการที่สี่ บุคคลนั้นต้องมีการศึกษา การอบรม และประสบการณ์ที่เหมาะสม ซึ่งจําเป็นในการบรรลุถึงภารกิจนั้นๆ
ประการที่ห้า บุคคลนั้นต้องเกิดในเวลา และสถานที่ ที่ถูกต้องในการ ดําเนินเจตจํานงของพระเจ้า

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบุคคลหนึ่งจะมีคุณสมบัติทั้งมวลเหล่านี้ และถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าสำหรับภารกิจที่เฉพาะอันหนึ่งก็ตาม การที่เขาจะบรรลุถึงภารกิจนั้นได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า การได้มาและการดํารงไว้ซึ่งบทบาทของเขาถูกกําหนดโดยการบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขา

4. คําอธิบายเกี่ยวกับข้อความต่างๆ ในพระคัมภีร์
ที่ดูเหมือนสนับสนุนคําสอนเกี่ยวกับการกําหนดไว้ล่วงหน้าอย่างสัมบูรณ์
แล้วเราจะตีความข้อความต่างๆ ในพระคัมภีร์ที่ดูเหมือนแสดงว่าการทรงเลือกมนุษย์ และการถูกช่วยให้รอดของมนุษย์ ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าอย่างเคร่งครัดได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น เราจะเข้าใจข้อความในโรม 8:29,30 ได้อย่างไร ซึ่งกล่าวว่า "เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้...และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย"

เพราะว่า พระเจ้าทรงเป็นองค์สัพพัญญู พระเจ้าจึงทรงรู้ว่าใครมีคุณสมบัติที่จะถูกเลือกเป็นบุคคลศูนย์กลางในแผนการสําหรับการแก้ไข พระเจ้าทรงกําหนดไว้ล่วงหน้า และทรงเรียกบุคคลหนึ่งขึ้นเพื่อการบรรลุถึงของแผนการสําหรับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ถูกเรียกนั้นไม่ได้ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าให้เป็นผู้ชอบธรรมและมีศักดิ์ศรีโดยอัตโนมัติ เพื่อจะเป็นผู้ชอบธรรม บุคคลนั้นต้องบรรลุถึงความรับผิดชอบ หลังจากที่เขาเป็นผู้ชอบธรรมแล้วเท่านั้นที่บุคคลนั้นจะสามารถมีความปีติกับศักดิ์ศรีที่มาจากพระเจ้า ข้อความจากโรมนี้ดูเหมือนสนับสนุนแนวความคิดเกี่ยวกับการกําหนดไว้ล่วงหน้าอย่างสัมบูรณ์เพียงเพราะว่า ในกรณีนี้ พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงความรับผิดชอบของมนุษย์อย่างเฉพาะเจาะจง

โรม 9:15,16 กล่าวว่า "เราประสงค์จะกรุณาผู้ใด เราก็จะกรุณาผู้นั้นและเราจะเมตตาใคร เราก็จะเมตตาผู้นั้น เพราะฉะนั้นทุกสิ่งจึงไม่ขึ้นแก่ความตั้งใจหรือการตะเกียกตะกาย แต่ขึ้นอยู่กับพระกรุณาของพระเจ้า" ข้อความนี้ดูเหมือนแสดงให้เห็นว่า ความปรารถนา ความหวัง การอธิษฐาน และความพยายามต่างๆ ของมนุษย์ไม่มีประโยชน์อันใด และมนุษย์ต้องขึ้นอยู่กับพระกรุณาของพระเจ้าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขอให้เรามองลึกลงไปอีกเกี่ยวกับสิ่งนี้

บนความรู้ล่วงหน้า พระเจ้าเพียงพระองค์เดียวที่ทรงเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการบรรลุถึงแผนการสำหรับการแก้ไข เจตจำนง หรือความพยายามของมนุษย์ก็ไม่อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินพระทัยของพระองค์ได้ เช่น ไม่มีใครเลือกเกิดในชาติใดชาติหนึ่งโดยเฉพาะ หรือเลือกเกิดเป็นลูกหลานของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งได้ ไม่มีใครกำหนดได้ว่า บุคคลนั้นจะเกิดที่ไหน หรือเมื่อใด ไม่มีใครกำหนดได้ว่าจะเกิดมาพร้อมกับความสามารถเฉพาะตัวบางอย่างได้ และไม่มีใครสามารถกำหนดลักษณะอื่นๆ เหล่านี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่บุคคลคนหนึ่งถูกเลือก ความปรารถนา ความหวัง การอธิษฐานและความพยายามของบุคคลคนนั้นจะกำหนดว่า พระเจ้าจะทรงใช้ได้จริงๆ หรือไม่ ความมุ่งหมายของข้อความในพระคัมภีร์เหล่านี้เน้นถึงอํานาจและพระกรุณาของพระเจ้า และเน้นอีกว่าเกณฑ์มาตรฐานสําหรับการทรงเลือกของพระเจ้า และสิ่งที่พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะทรงกระทํากับมนุษย์นั้น มิได้เป็นการเกี่ยวข้องของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ความมุ่งหมายของมันก็มิได้ปฏิเสธบทบาทของความรับผิดชอบของมนุษย์

โรม 9:21 กล่าวว่า "ส่วนช่างปั้นหม้อ ไม่มีสิทธิที่จะเอาดินก้อนเดียวกันมาปั้นเป็นภาชนะที่สวยงามอันหนึ่ง และภาชนะที่ใช้สอยอันหนึ่งหรือ" มนุษย์ในฐานะเป็นสิ่งสร้างสรรค์หนึ่งของพระเจ้า ไม่ควรจะประท้วงเจตจำนงของผู้สร้างไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้น มนุษย์ที่ตกสู่บาป ผู้ซึ่งไร้คุณค่า จึงไม่อยู่ในตําแหน่งที่จะบ่นเกี่ยวกับการปฏิบัติใดๆ ต่อเขา โดยพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งของการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน

ในโรม 9:10-13 เราอ่านพบว่า พระเจ้าทรงรักยาโคบ และเกลียดเอซาวแม้กระทั่งในขณะที่ทั้งสองยังอยู่ในครรภ์มารดา และกล่าวว่าเอซาว ผู้เป็นพี่จะต้องรับใช้น้องชายคือ ยาโคบ ดังที่จะถูกอธิบายอย่างละเอียดต่อไปใน "ครอบครัวอับราฮัมในแผนการสําหรับการแก้ไข" พระเจ้าทรง ดําเนินเจตจํานงพิเศษของพระองค์ผ่านพี่น้องคู่นี้ ข้อเท็จจริงที่ว่ายาโคบถูก "รัก" โดยพระเจ้าก็ไม่ได้หมายความว่ายาโคบสามารถได้รับพระกรุณาของพระเจ้าโดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ในการที่จะได้รับความรักของพระเจ้าจริงๆ ยาโคบต้องบรรลุถึงความรับผิดชอบ และถึงแม้ว่าเอซาวจะ "ถูกเกลียด" โดยพระเจ้า (เพราะเหตุผลทางแผนการพิเศษ ซึ่งจะถูกอธิบายต่อไป) ถ้าเอซาวได้บรรลุถึงความรับผิดชอบ บุคคลก็จะได้รับพรแห่งความรักของพระเจ้าเช่นกัน

การเชื่อในการกําหนดไว้ล่วงหน้าที่สัมบูรณ์ เกิดจากการขาดความ เข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์ และความรับผิดชอบของพระเจ้าในการบรรลุถึงแห่งเจตจํานงของพระเจ้าสําหรับแผนการสําหรับการแก้ไข ความเข้าใจผิดนี้นําไปสู่ความเชื่อที่ว่า เจตจํานงของพระเจ้าจะถูกบรรลุถึงโดยการทรงกระทําของพระเจ้าเพียงลําพังเท่านั้น และนําไปสู่ความล้มเหลวในการเห็นคุณค่า และความสําคัญอันยิ่งใหญ่ของความรับผิดชอบของมนุษย์