Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 4
จุดสรุปของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ขอให้เราพิจารณาถึงแนวความคิดเกี่ยวกับยุคสุดท้ายในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์บอกเราว่าในยุคสุดท้ายท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้องและโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ (2 เปโตร 3:10) และมันบอกกับเราว่าดวงอาทิตย์จะมืดไป ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า (มัทธิว 24:29) พระคัมภีร์ยังทํานายต่อไปอีกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่งด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า คนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน หลังจากนั้น เราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ...(1 เธสะโลนิกา 4:16,17)

การทํานายเหล่านี้ควรจะถูกถือตามตัวอักษรหรือควรจะถูกถืออย่างเป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกับข้อความสําคัญอื่นๆ มากมายในพระคัมภีร์หรือไม่ ขอให้เราตอบคําถามเหล่านี้โดยความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเริ่มต้นขึ้นอย่างไร ? กําลังไปสู่ที่ใด ? อะไรคือเป้าหมายสุดท้าย ?

1. ความหมายของยุคสุดท้าย
โลกชนิดใดจะเกิดขึ้นถ้าอาดัมและเอวาเชื่อฟังธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงประทานให้ในสวนเอเดน อาดัมและเอวาควรจะกลายเป็นบุคคลที่สมบูรณ์เฉพาะตัว และบนพื้นฐานนั้น ทั้งสองควรจะสร้างครอบครัวอุดมคติ ให้กําเนิดบุตรชายและบุตรสาวที่มีธรรมชาติแห่งความดี ความคิดและการกระทําของทั้งสองควรจะมีศูนย์กลางที่พระเจ้า และทั้งสองควรจะสร้างครอบครัว สังคม ชาติและโลกที่ซึ่งพระเจ้าเท่านั้นที่มีอํานาจการ ปกครอง โลกดังกล่าวควรจะกลายเป็นอาณาจักรสวรรค์บนโลก ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น ชีวิตของทั้งสองก็จะเป็นชีวิตแห่งความดี และประวัติศาสตร์ของครอบครัวของทั้งสองและโลกก็จะเป็นประวัติศาสตร์แห่งความดีด้วย ประวัติศาสตร์ซึ่งพระเจ้าทรงมุ่งหมายไว้ในเริ่มแรกก็คือประวัติศาสตร์แห่งความดีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เพราะว่าชายหญิงคู่แรกตกสู่บาป ทั้งสองไม่ได้กลายเป็นบุคคลที่แท้จริงที่เป็นตัวตนแห่งธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับกลายเป็นบุคคลที่เป็นตัวตนแห่งธรรมชาติที่ชั่วร้าย อาดัมและเอวาที่ตกสู่บาปได้ให้กําเนิดกับลูกที่มีบาปเริ่มแรก และดังนั้นสร้างครอบครัวที่ชั่วร้าย สังคมและโลกที่ชั่วร้ายขึ้น ความคิดและการกระทําของมนุษย์ที่ตกสู่บาปถูกครอบงําเสมอโดยซาตาน ดังนั้น โลกนี้จึงกลายเป็นนรกบนโลกที่เต็มไปด้วยบาปและความทุกข์ทรมาน ประวัติศาสตร์ของมนุษย์แต่ละบุคคล ครอบครัว ชาติและโลกโดยปราศจากข้อยกเว้นได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ประกอบด้วยความขัดแย้ง บาปและความชั่วร้าย

ตามแผนการเริ่มแรกของพระเจ้า เนื้อหาของประวัติศาสตร์มนุษยชาติควรจะเป็นความดีเท่านั้น แต่เพราะการตกสู่บาป ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเริ่มต้นขึ้นด้วยความชั่วร้าย แล้วพระเจ้าจะทรงไม่สนพระทัยและทรงปล่อยมนุษยชาติให้อยู่ในสภาพเช่นนั้นได้หรือไม่ ไม่ โดยการที่พระองค์ทรงกระทำสําหรับการช่วยให้รอด พระเจ้าจะทรงบรรลุถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมุ่งหมายในเริ่มแรกอย่างแน่นอน (อิสยาห์ 46:11) ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์มนุษยชาติเริ่มต้นขึ้นด้วยประวัติศาสตร์แห่งบาปและความชั่วร้ายก็ตาม แต่เพราะแผนการของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ ประวัติศาสตร์มนุษยชาติได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ของแผนการเพื่อ "แก้ไข" ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ที่สูญเสียไป เป้าหมายท้ายสุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็คือ เพื่อแทนที่ประวัติศาสตร์ที่ชั่วร้ายด้วยประวัติศาสตร์ที่ดีซึ่งพระเจ้าทรงวางแผนไว้ในเริ่มแรก ยุคสุดท้ายเป็นช่วงระยะเวลาที่โลกที่ชั่วร้ายแห่งอํานาจการปกครองของซาตานถูกเปลี่ยนไปสู่โลกอุดมคติแห่งอํานาจการปกครองของพระเจ้า ในที่สุด ยุคสุดท้ายเป็นเวลาที่โลกที่ตกสู่บาปหรือนรกบนโลกถูกเปลี่ยนไปสู่อาณาจักรสวรรค์บนโลก สถานที่ที่ซึ่งความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ถูกบรรลุถึง

คนมากมายมีชีวิตในความกลัวเกี่ยวกับยุคสุดท้าย เพราะบุคลลเหล่านั้นคิดว่ายุคสุดท้ายจะเป็นเวลาแห่งภัยพิบัติที่เหนือธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ตรงกันข้ามกับที่บุคคลเหล่านั้นเชื่อ ยุคสุดท้ายไม่ควรจะเป็นเวลาแห่งภัยพิบัติดังกล่าว แต่ควรจะเป็นเวลาแห่งความปีติมากกว่า เพราะว่านั่นเป็นเวลาที่โลกอุดมคติซึ่งธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์ปรารถนาจะถูกสร้าง ยุคสุดท้ายเป็นเวลาที่ประวัติศาสตร์ที่ชั่วร้ายจะสิ้นสุดลง นอกจากนั้นยุคสุดท้ายยังเป็นเวลาแห่งความหวังด้วย เพราะว่านั่นเป็นนิมิตหมายของการเริ่มต้นของยุคแห่งความดี อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงไม่สามารถสร้างความดีและอาณาจักรสวรรค์โดยปราศจากการทําลายความชั่วร้ายและนรกการพิพากษานี้จะถูกนํามาโดยพระวจนะของพระเจ้า (ดังที่จะได้อธิบายในตอนที่ 2 ข) ดังนั้นบุคคลเหล่านั้นผู้ซึ่งมีชีวิตแห่งความชั่วร้ายควรจะมองดูยุคสุดท้ายด้วยความสะพรึงกลัว ในขณะที่บุคคลเหล่านั้นผู้ซึ่งเชื่อฟังต่อเจตจํานงของพระเจ้าควรจะเฝ้าคอยยุคสุดท้ายด้วยความหวังและความปีติ

พระเจ้าทรงกระทำอยู่ตลอดเวลาเพื่อการสร้างโลกอุดมคติ ทรงทุ่มเทหัวใจและความรักทั้งมวลของพระองค์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงกระทำตลอดเวลาเพื่อนํามาซึ่งยุคสุดท้าย แต่โชคร้ายที่ว่า แต่ละครั้งที่พระเจ้าทรงพยายามนํามาซึ่งยุคสุดท้ายมนุษย์ไม่ได้บรรลุถึงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ และเจตจํานงของพระเจ้าก็ไม่ถูกบรรลุถึง ตาม "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" ความมุ่งหมายของพระเจ้าไม่สามารถถูกบรรลุถึงโดยพระเจ้าเพียงลําพังเท่านั้น การร่วมมือของมนุษย์เป็นสิ่งที่จําเป็นอย่างยิ่ง ตามหลักการนี้ แผนการสําหรับยุคสุดท้ายซึ่งเป็นการบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ก็ไม่สามารถถูกบรรลุถึงโดยพระเจ้าเพียงลําพังเช่นกัน

เป็นเพราะเหตุผลนี้ที่พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นว่า มีความพยายามหลายครั้งเพื่อนํามาซึ่งยุคสุดท้าย ตัวอย่างเช่น ในเวลาของโนอาห์ พระเจ้าตรัสว่า "เราตัดสินใจแล้วว่าจะให้บรรดามนุษย์ถึงความพินาศเสียที ด้วยเหตุว่าโลกเต็มไปด้วยความทารุณเพราะการกระทําของมนุษย์ ดูเถิดเราจะทําลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก" (ปฐมกาล 6:13) ชี้ให้เห็นว่าในเวลาของโนอาห์ควรจะเป็นยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะสิ้นสุดประวัติศาสตร์แห่งบาปและความชั่วร้ายหนึ่งพันหกร้อยปี (บันทึกในพระคัมภีร์) ด้วยการพิพากษาโดยการให้นํ้าท่วม พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะทําลายความชั่วร้ายและแล้วสร้างโลกอุดมคติแห่งอํานาจการปกครองของพระองค์ และเริ่มต้นประวัติศาสตร์แห่งความดีโดยมีศูนย์กลางที่ครอบครัวโนอาห์ เวลาของโนอาห์ควรจะเป็นยุคสุดท้าย แต่เพราะความล้มเหลวของฮาม ครอบครัวโนอาห์ไม่สามารถบรรลุถึงความรับผิดชอบ (อ้างถึงครอบครัวของโนอาห์ในแผนการสําหรับการแก้ไข) และความตั้งพระทัยของพระเจ้าเพื่อนํามาซึ่งยุคสุดท้ายจึงไม่สามารถถูกบรรลุได้ในเวลานั้น แม้ว่าครอบครัวโนอาห์ไม่สามารถบรรลุถึงเจตจํานงของพระเจ้าก็ตาม แต่เพราะว่าเจตจํานงของพระองค์เองเป็นสิ่งที่สัมบูรณ์ พระเจ้ายังคงทรงดําเนินแผนการของพระองค์ต่อไปโดยมีศูนย์กลางที่ผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าทรงดําเนินแผนการไปสู่ยุคสุดท้าย นั่นคือไปสู่การพิพากษาแห่งบาปและความชั่วร้าย และการเตรียมตัวสําหรับการสร้างโลกอุดมคติ

บนพื้นฐานอันนี้ พระเยซูเสด็จมาเพื่อสิ้นสุดประวัติศาสตร์แห่งความชั่วร้าย และทําให้อุดมคติสําหรับการสร้างสรรค์กลายเป็นจริง ดังนั้นการเสด็จมาของพระองค์จึงเป็นเครื่องหมายของความพยายามอีกอันหนึ่งเพื่อนํามาซึ่งยุคสุดท้าย นี่เป็นเหตุผลว่าทําไมพระเยซูจึงทรงอ้างตัวพระองค์ว่ามาเพื่อพิพากษา (ยอห์น 5:22) และทําไมมาลาคีจึงพยากรณ์ว่า "...ดูเถิด วันนั้นจะมาถึง คือวันที่จะเผาไหม้เหมือนเตาอบ เมื่อคนที่อวดดีทั้งสิ้นและคนที่ประกอบการอธรรมทั้งหมดจะเป็นเหมือนตอข้าว วันที่จะมานั้นจะไหม้เขาหมด จนไม่มีรากหรือกิ่งเหลืออยู่เลย" (มาลาคี 4:1)

แต่โดยการไม่เชื่อในพระเยซู ประชาชนชาวอิสราเอลล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ สิ่งนี้ทําให้การบรรลุถึงแห่งเจตจํานงของพระเจ้าล่าช้าออกไปจนกระทั่งการเสด็จมาครั้งที่สอง ดังนั้นยุคสุดท้ายจะเกิดขึ้นอีกในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง นี่เป็นเหตุผลว่าทําไมพระเยซูจึงตรัสว่า "ในสมัยของโนอาห์ เหตุการณ์ได้เป็นมาแล้วอย่างไร ในสมัยของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นไปอย่างนั้นด้วย" (ลูกา 17:26) มันยังเป็นเหตุผลว่าทําไม มัทธิว 24:29 จึงทํานายเกี่ยวกับอัศจรรย์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในท้องฟ้าคล้ายคลึงกับสิ่งที่ทํานายไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลาของโนอาห์และพระเยซู (ปฐมกาล 6:6,7,13 และอิสยาห์ 24:19 ตามลําดับ)

2. ปรากฏการณ์ที่ถูกทํานายไว้สําหรับยุคสุดท้าย
ในการที่จะเข้าใจข้อความในพระคัมภีร์ที่บรรยายปรากฏการณ์หลายอย่างที่ถูกทํานายไว้สําหรับยุคสุดท้ายนั้น มันจําเป็นที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติของเจตจํานงของพระเจ้าสําหรับความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ซึ่งอยู่เบื้องหลังแผนการสําหรับยุคสุดท้าย เพราะว่าพระเจ้าทรงไม่สามารถบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ได้จนกว่าพระองค์จะทรงสิ้นสุดโลกแห่งความชั่วร้าย ดังนั้นในยุคสุดท้าย ความชั่วร้ายจะถูกทําลายลง สําคัญไปกว่านั้นก็คือ ยุคสุดท้ายเป็นเวลาสําหรับการบรรลุถึงของความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ เมื่อใดที่เราเข้าใจว่าประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นประวัติศาสตร์ของแผนการเพื่อที่จะบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ นั่นก็จะเป็นสิ่งที่ง่ายที่จะเห็นได้ว่าข้อความในพระคัมภีร์ที่ทํานายเกี่ยวกับภัยพิบัติที่น่าสะพรึงกลัวต่างๆ สําหรับยุคสุดท้าย เช่นการทําลายล้างของท้องฟ้าและโลกนั้นไม่สามารถจะถูกถือตามตัวอักษร ถ้าข้อความเหล่านี้จะไม่ถูกถือตามตัวอักษรแล้ว มันหมายความถึงอะไร

ก. ท้องฟ้าและโลกที่ถูกทําลาย และท้องฟ้าใหม่ และโลกใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น
(2 เปโตร 3:12, ปฐมกาล 6:13, อิสยาห์ 66:22, วิวรณ์ 1:1)
แม้ว่าปฐมกาล 6:13 จะกล่าวว่า พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะทําลายโลกในเวลาของโนอาห์ พระองค์ก็ไม่ได้ทรงทําลายจริงๆ ข้อความอื่นๆในพระคัมภีร์ทําให้เราเชื่อมั่นว่าโลกเป็นสิ่งที่นิรันดร์ "ชาตพันธุ์หนึ่งล่วงไป และอีกชาตพันธุ์หนึ่งก็มา แต่แผ่นดินโลกคงเดิมอยู่เป็นนิตย์" (ปัญญาจารย์ 1:4) และ "พระองค์ทรงสร้างสถานนมัสการของพระองค์ อย่างกับฟ้าสวรรค์สูง อย่างแผ่นดินโลกซึ่งพระองค์ตั้งไว้เป็นนิตย์" (สดุดี 78:69) พระเจ้าจะทรงไม่เคยวางแผนการใดๆ สําหรับสวนเอเดน อาณาจักรสวรรค์บนโลก ถ้าสิ่งนั้นจะไม่สามารถถูกทําให้กลายเป็นความจริงได้ เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะต้องเป็นสิ่งที่นิรันดร์ และโลกเป็นที่ซึ่งพระองค์จะสร้างอาณาจักรของพระองค์ ดังนั้นโลกจะต้องเป็นสิ่งที่นิรันดร์ด้วยเช่นกัน โดยทุกวิถีทางพระเจ้าจะทรงบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์บนโลกนี้อย่างแน่นอน

แล้วอะไรคือความหมายของข้อความในพระคัมภีร์ 2 เปโตร 3:12 และอิสยาห์ 24:19 ซึ่งกล่าวถึงการทําลายท้องฟ้าและโลก การทําลายท้องฟ้าและโลกที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์นั้น หมายถึงการทําลายอํานาจ การปกครองแห่งซาตานซึ่งควบคุมท้องฟ้าและโลกตั้งแต่การตกสู่บาปของมนุษย์ การปรากฏขึ้นของท้องฟ้าใหม่และโลกใหม่หมายความถึงการสร้างอาณาจักรสวรรค์โดยมีศูนย์กลางที่พระผู้มาโปรดภายใต้อํานาจการปกครองของพระเจ้า

ข. ท้องฟ้าและโลกถูกพิพากษาด้วยไฟ (2 เปโตร 3:12)
2 เปโตร 3:12 กล่าวไว้แก่เราว่า "...ท้องฟ้าจะถูกไฟผลาญสลายไป และโลกธาตุก็จะถูกไฟเผาให้สลายไป" ถ้าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นตามตัวอักษร ความมุ่งหมายของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์ก็จะไม่สามารถกลายเป็นความจริงได้ มาลาคี 4:1 พยากรณ์ว่าเวลาของพระเยซูจะเป็นเวลาแห่งการทําลายล้างด้วยไฟ ในยอห์น 5:22 และยอห์น 9:39 พระเยซูทรงเป็นเจ้าแห่งการพิพากษา ในลูกา 12:49 พระเยซูตรัสว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อปล่อยไฟบนโลก แต่พระเยซูทรงไม่เคยนํามาซึ่งการพิพากษาด้วยไฟ

แล้วอะไรคือความหมายของข้อความต่างๆ เหล่านี้ ข้อความเหล่านี้จะต้องมีความหมายที่เป็นสัญลักษณ์ ในเยเรมีย์ 23:29 พระเจ้าตรัสว่าพระวจนะของพระองค์เปรียบเหมือนกับไฟ การพิพากษาด้วยไฟโดยแท้จริงหมายถึงการพิพากษาด้วยพระวจนะหรือความจริง ยอห์น 12:48 พระเยซูตรัสว่า "ผู้ใดไม่ยอมรับเราและไม่รับคําของเรา ผู้นั้นจะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เราได้กล่าวแล้วนั้นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย" 2 เธสะโลนิกา 2:8 กล่าวว่า "...คนนอกกฎหมายนั้นก็จะปรากฏตัวขึ้น และพระเยซูเจ้าจะทรงประหารมันด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์" ซึ่งหมายความว่าด้วยพระวจนะ ในทํานองเดียวกัน อิสยาห์ 11:4 กล่าวว่า "...ท่านจะตีโลกด้วยตะบองแห่งปากของท่าน และท่านจะประหารคนอธรรมด้วยลมแห่งริมฝีปากของท่าน (พระวจนะ)" ยอห์น 5:24 กล่าวว่า "...ผู้ใดฟังคําของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว" จากข้อความเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าการพิพากษาด้วยไฟหมายถึงการพิพากษาด้วยพระวจนะ

ค. การพบพระผู้มาโปรดในท้องฟ้า (1 เธสะโลนิกา 4:17)
1 เธสะโลนิกา 4:17 กล่าวว่า "หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบพระองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละเราจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์"
ยุคสุดท้ายเป็นเวลาของการบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ ดังนั้น คําพยากรณ์ที่ว่าบรรดาผู้ที่เชื่อจะพบกับพระผู้มาโปรดในท้องฟ้าในยุคสุดท้ายนั้นไม่สามารถเป็นตามตัวอักษรได้ เพราะว่าท้องฟ้าไม่ใช่สถานที่ซึ่งความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์จะถูกบรรลุถึง

ในพระคัมภีร์ "สวรรค์" โดยปกติหมายความถึงอาณาจักรที่ปราศจากบาป สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ภายใต้อํานาจการปกครองแห่งความดี ในขณะที่ "โลก" เป็นในทางตรงกันข้าม หมายความถึงอาณาจักรแห่งบาป ตํ่าช้า และไม่ศักดิ์สิทธิ์ภายใต้อํานาจการปกครองแห่งความชั่วร้าย ตัวอย่างเช่นเมื่อเราพูดว่า "...พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์..." (มัทธิว 6:9) เราไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท้องฟ้า แต่หมายถึงอาณาจักรที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์แห่งการประทับอยู่ของพระเจ้า ดังนั้นการ "พบกับพระผู้มาโปรดในท้องฟ้า" ไม่ได้หมายความถึงการยกชาวคริสเตียนทางฝ่ายเนื้อหนังขึ้นไปพบกับพระผู้มาโปรดในท้องฟ้า แต่หมายถึงการพัฒนาคุณภาพภายในทางฝ่ายวิญญาณและการรับใช้ พระคริสต์ของเขาในโลกแห่งการปกครองแห่งความดีเมื่อพระองค์ทรงเสด็จมาและทรงสร้างอาณาจักรสวรรค์บนโลก

ง. ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มืดลง ดวงดาวตกจากฟากฟ้า (มัทธิว 24:29)
มัทธิว 24:29 กล่าวว่า "แต่พอสิ้นความทุกข์ลําบากแห่งวันเหล่านั้นแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า..." ถ้าหากว่าภัยพิบัติต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นจริง ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ก็จะไม่สามารถถูกบรรลุถึง แล้วอะไรคือความหมายของคําพยากรณ์เหล่านี้ ปฐมกาล 37:9, 10 ให้ความเข้าใจแก่เราอันหนึ่งเราพบการตีความหมายความฝันของโยเซฟ ที่ดวงอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์แทนพ่อ ดวงจันทร์เป็นสัญลักษณ์แทนแม่และดวงดาวแทนลูก แต่พระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้การเกิดใหม่กับมนุษย์ที่ตกสู่บาป ดังนั้นจึงยืนอยู่ในตําแหน่งของพ่อและแม่ (อ้างถึงคริสตวิทยา) เพราะฉะนั้นในพันธสัญญาใหม่ (มัทธิว 24:29) ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ซึ่งเป็นแหล่งของแสงสว่างแห่งความจริงซึ่งให้แสงสว่างแก่วิญญาณและหัวใจของมนุษยชาติ และดวงดาวหมายถึงผู้ที่เชื่อทั้งหลาย (ชาวคริสเตียน) ผู้ซึ่งเป็น "ลูก" ของพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์

มองดูในลักษณะเช่นนี้ แสงอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์แทนแสงสว่างแห่งความจริงของพระวจนะของพระเยซู และแสงจันทร์เป็นสัญลักษณ์แทนแสงสว่างแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ การกล่าวว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะถูกทําให้มืดลง หมายความว่าแสงสว่างแห่งการแสดงออกอันใหม่ของความจริงจะส่องสว่างกว่าแสงสว่างแห่งความจริงของพระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (คือพันธสัญญาใหม่) สิ่งนี้เป็นไปได้อย่างไร เช่นเดียวกับเมื่อพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาพร้อมกับพระวจนะใหม่ซึ่งจะทําให้พันธสัญญาเดิมบรรลุถึง พระวจนะใหม่ก็จะส่องสว่างกว่าพันธสัญญาเดิม เมื่อพระคริสต์เสด็จมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับการแสดงออกอันใหม่ของความจริง ความจริงอันใหม่นี้ก็จะส่องสว่างกว่าพระวจนะของพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์ การที่ความจริงสูญเสียแสงสว่างหมายความว่าช่วงระยะเวลาของภารกิจของมันได้สิ้นสุดลงด้วยการมาถึงของยุคสําหรับการแสดงออกความจริงใหม่ "ดวงดาว" ที่ตกจากฟากฟ้าหมายถึงคนคริสเตียนทั้งปวงในยุคสุดท้ายผู้ซึ่งไม่ยอมรับความจริงของพระผู้มาโปรด ดังนั้น จึงสูญเสียตําแหน่งบุตรของพระเจ้า

ในลูกา 18:8 พระเยซูตรัสว่า "...เมื่อบุตรมนุษย์มา ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ" อีกครั้งหนึ่งพระองค์ตรัสว่า ในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง พระองค์จะทรงประกาศกับผู้ที่เชื่อมากมายว่า "...เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทําความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา" (มัทธิว 7:23) แม้ว่าผู้นําของชาวอิสราเอลได้รอคอยการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดอย่างกระตือรือร้นก็ตาม แต่ทุกคน "ไ้ตกลงมา" โดยการปฏิเสธคําสอนอันใหม่ที่พระเยซูทรงนํามา พระเยซูทรงทอดพระเนตรเห็นล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ที่ว่าผู้นําศาสนาทั้งหลายในเวลาแห่งยุคสุดท้ายจะทําสิ่งเดียวกัน ดังนั้น จึงดำรัสสิ่งนี้เป็นการเตือน

3. ยุคปัจจุบันคือยุคสุดท้าย
พระเยซูทรงสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จมาในไม่ช้า (วิวรณ์ 22:20, มัทธิว 10:23, 16:28, ยอห์น 21:22) ผลก็คือ ชาวคริสเตียนในทุกยุคทุกสมัยเชื่อว่าเวลาของเขาคือ ยุคสุดท้ายและเป็นเวลาสําหรับการเสด็จมาของพระคริสต์ จากภาพโดยสรุปทั้งหมดของประวัติศาสตร์ของแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไข เราสามารถรู้ได้ว่าเรากําลังมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่แท้จริงแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง สิ่งนี้จะได้ถูกอธิบายโดยละเอียดมากกว่านี้ในบท "การเสด็จมาครั้งที่สอง" อย่างไรก็ตาม เราสามารถรู้ว่าเวลาของเราคือยุคสุดท้ายได้เช่นกันโดยการพิจารณาดูเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกรอบตัวเราเช่นเดียวกับพระเยซูได้ตรัสไว้ว่า

"จงเรียนคำเปรียบเทียบเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่อแตกกิ่งแตกใบ ท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะมาถึงแล้ว เช่นนั้นแหละเมื่อท่านทั้งหลายเห็นบรรดาสิ่ง เหล่านั้นก็ให้รู้ว่า พระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว" (มัทธิว 24:32, 33)

หมายสําคัญชนิดใดที่จะบ่งชี้ว่าเราอยู่ในยุคสุดท้าย เป้าหมายของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติคือ การสร้างโลกอุดมคติของพระเจ้า ซึ่งเป็นโลกที่อยู่บนพื้นฐานของการบรรลุถึงของพรสามประการ ยุคสุดท้ายเป็นเวลาที่โลกที่ชั่วร้ายถูกทําลาย แต่มันก็จะเป็นเวลาก่อนการสร้างโลกอุดมคติ เพราะฉะนั้น ถ้ายุคของเราคือยุคสุดท้าย เราควรจะสามารถเห็นหมายสําคัญในโลกที่ว่าพรสามประการกําลังจะถูกทําให้กลายเป็นความจริง บนพื้นฐานความเข้าใจนี้ เราจะแสดงให้เห็นว่า เรากําลังอยู่ในยุคสุดท้าย ในขณะนี้ ขอให้เราพิจารณายุคสมัยของเราจากจุดยืนของพรสามประการ

พรประการที่หนึ่งก็คือว่า แต่ละบุคคลสามารถทําให้บุคลิกลักษณะของเขาสมบูรณ์และเป็นหนึ่งในหัวใจกับพระเจ้าในอุดมคติของพระเจ้า บุคคลดังกล่าวจะได้รับความพึงพอใจในเสรีภาพที่บริบูรณ์แห่งความคิดและการกระทํา และกลายเป็นตัวตนแห่งความรักเริ่มแรกและมีบุคลิกลักษณะและคุณค่าของบุตรของพระเจ้าและผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่ง ดังนั้นดําเนินชีวิตในอาณาจักรสวรรค์ อย่างไรก็ตาม เพราะการตกสู่บาป มนุษย์ไม่สามารถบรรลุถึงพรประการที่หนึ่งได้ ยุคสุดท้ายจึงเป็นขั้นสุดท้ายในแผนการของพระเจ้าเพื่อแก้ไขมนุษย์ที่ตกสู่บาปแต่ละคนให้เป็นบุคคลแห่งบุคลิกลักษณะที่สมบูรณ์

ในปัจจุบัน มนุษย์ที่ตกสู่บาปกําลังพัฒนาความกระหายที่ลึกซึ้งภายในเพื่อแก้ไขส่วนประกอบต่างๆ ของพรประการที่หนึ่งให้กลายเป็นความจริงในชีวิต แนวโน้มอันนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในความสนใจในระดับโลกเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับศรัทธาความเชื่อใหม่ๆ และในการเคลื่อนไหวไปสู่ความรักที่เป็นสากล เสรีภาพ ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ความมุ่งหมายที่แท้จริงภายใต้แนวโน้มเหล่านี้ไม่ใช่การแก้ไขเสรีภาพและคุณค่าภายนอกอย่างผิวเผินของมนุษย์ แต่เพื่อให้มนุษย์แก้ไขความรักเริ่มแรก คุณค่าเริ่มแรกและเสรีภาพเริ่มแรกซึ่งมนุษย์ได้สูญเสีย สรุปแผนการของพระเจ้าในยุคสุดท้ายจะนํามาซึ่งการบรรลุถึงพรประการที่หนึ่ง

เรายังสามารถรู้ได้ว่ายุคปัจจุบันเป็นยุคสุดท้ายเมื่อเราเห็นการแก้ไขของพรประการที่หนึ่งในการแก้ไขภาวะทางฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ เราได้อธิบายแล้วว่าแต่ละบุคคลถูกสร้างขึ้นให้เป็นหนึ่งในหัวใจกับพระเจ้า และสามารถติดต่อกับโลกฝ่ายวิญญาณได้อย่างเต็มที่เมื่อเขาทําให้ตัวเองสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ก่อนการตกสู่บาป อาดัมและเอวาสามารถติดต่อกับพระเจ้าและโลกฝ่ายวิญญาณได้ แม้ว่าความสามารถของทั้งสองยังไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่ก็ตาม เพราะการตกสู่บาป อาดัมและเอวา และลูกหลานทั้งมวลนั่นก็คือมนุษยชาติทั้งหมดตกไปสู่ภาวะที่ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่รู้สึกเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ การติดต่อกับโลกฝ่ายวิญญาณจะถูกแก้ไขกลับคืนมาในยุคสุดท้าย "...ในวาระสุดท้าย...เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรีของท่านทั้งหลายจะกล่าวคําพยากรณ์คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น... ในคราวนั้นเราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราบนทาสทาสีของเราและคนเหล่านั้นจะกล่าวคําพยากรณ์" (กิจการของอัครทูต 2:17,18) การเพิ่มขึ้นของประสบการณ์ต่างๆ ทางฝ่ายวิญญาณและปรากฏการณ์ทางฝ่ายวิญญาณต่างๆ ในระดับโลก เมื่อไม่นานมานี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขหัวใจและวิญญาณของมนุษย์กลับไปสู่ระดับที่อาดัมและเอวาเป็นอยู่ก่อนการตกสู่บาป และชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ย่างเข้าสู่การแก้ไขพรประการที่หนึ่งกลับคืนมา

พรประการที่สองของพระเจ้าที่ให้กับมนุษย์ก็คือ ความสามารถสําหรับอาดัมและเอวาในการทําให้ตัวเขาเองสมบูรณ์เหมือนกับพ่อแม่ที่แท้จริงและสร้างครอบครัวอุดมคติและแล้วก็สร้างสังคมและโลกที่มีศูนย์กลางที่ครอบครัวนั้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือความสามารถในการสร้างครอบครัวที่เป็นแบบอย่างและทําให้โลกกลายเป็นครอบครัวเดียว หน่วยพื้นฐานของโลกนั้นคือครอบครัวอุดมคติ โดยผ่านครอบครัวอุดมคติ การปกครองแห่งความรักของพระเจ้าจะเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นโลกแห่งวัฒนธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวโดยมีศูนย์กลางที่ความรักที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม อาดัมและเอวาตกสู่บาปและกลายเป็นพ่อแม่ที่มีบาปเริ่มแรกและดังนั้นมวลมนุษยชาติกลายเป็นลูกหลานที่มีธรรมชาติที่ชั่วร้าย และสร้างโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองแห่งความชั่วร้ายขึ้น ดังนั้น พระเจ้าทรงทํางานผ่านศาสนา และโดยการพัฒนาอารยธรรมทางฝ่ายภายนอกต่างๆ เพื่อชี้นํามนุษย์ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมที่รวมเป็นหนึ่งเดียวนี้และสร้างโลกแห่งครอบครัวเดียว

โดยทางประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมากมายเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม โดยกาลเวลาที่ผ่านไป วัฒนธรรมที่สูงกว่าเกิดขึ้นโดยมีศูนย์กลางที่ศาสนาใหม่ที่เกิดขึ้นโดยกระบวนการของการดูดกลืนวัฒนธรรมมากมายหลายอย่างที่ตํ่ากว่าโดยวัฒนธรรมที่สูงกว่าและเป็นสากลมากกว่าการรวมกันเข้าอย่างมั่นคงของวัฒนธรรมต่างๆ ก็เกิดขึ้น ผลก็คือ มีเพียงสี่วัฒนธรรมใหญ่ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่คือวัฒนธรรมของชาวคริสเตียน มุสลิม ตะวันออกไกล (บนพื้นฐานของศาสนาพุทธ ขงจื้อ และเต๋า) และฮินดู ทิศทางของประวัติศาสตร์ที่เบนเข้ามาบรรจบกันแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มไปสู่การสร้างโลกแห่งวัฒนธรรมเดียวของมนุษย์ขึ้นแสดงให้เห็นว่าพรประการที่สองของพระเจ้ากําลังถูกแก้ไขกลับคืนมา

โลกแห่งวัฒนธรรมเดียวที่มีศูนย์กลางที่ความรักที่แท้จริงของพระเจ้าจะถูกสร้างขึ้น เมื่อประชาชนทั้งหลายกลายเป็นพี่น้องโดยมีพระเจ้าเป็นพ่อแม่ จากทัศนะนี้ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาศูนย์กลางในการทํางานเพื่อบรรลุถึงแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไข เพราะศาสนาคริสต์แนะนําว่าพระเจ้าทรงเป็นพ่อแม่ของมนุษยชาติทั้งปวง เพราะว่ามันรอคอยพระผู้มาโปรดผู้ซึ่งมาเพื่อสร้างวัฒนธรรมที่เป็นหนึ่ง และเพราะว่ามันได้ทํางานเพื่อรวมโลกให้เป็นเสมือนครอบครัวเดียว

โดยผลของแผนการแห่งการทํางานของพระเจ้า นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง มนุษย์มีการตื่นตัวขึ้นเกี่ยวกับความจำเป็นของการร่วมมือระหว่างชาติและรัฐบาลแห่งโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การตื่นตัวนี้ทําให้เกิดสหประชาชาติและเกิดองค์การและคณะกรรมาธิการนานาชาติต่างๆ ขึ้นมากมายซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับมาตรฐานนานาชาติต่างๆ และการควบคุมภายในของสิ่งต่างๆ ตั้งแต่โภชนาการและแหล่งอาหารไปจนถึงการใช้ และแหล่งทรัพยากรทางทะเลจากพลังงานปรมาณูและนิเวศน์วิทยาไปจนถึงกฎหมายระหว่างชาติ จากความห่วงใยสําหรับสวัสดิภาพของเด็ก (เช่น องค์การรับบุตรบุญธรรมระหว่างชาติและกองทุนยามฉุกเฉินสําหรับเด็กระหว่างประเทศของสหประชาชาติ) และการช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติ (เช่น สภากาชาดสากล) ไปจนถึงอนามัยของโลก (เช่น องค์การอนามัยโลก) และเศรษฐกิจของโลก (เช่น กองเงินทุนระหว่างชาติและธนาคารโลก) และอื่นๆ อีกมากมาย การร่วมมือและการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจได้พัฒนาไปถึงขนาดว่า ประเทศที่พัฒนาอย่างดีแล้วกลายเป็นตลาดสําหรับประชาชนของโลก ดังนั้นเราจึงพบตัวเราเองมีชีวิตอยู่ในชุมชนโลกที่ซึ่งเผ่าพันธุ์เชื้อชาติ ภาษา ประเพณี วัฒนธรรมและผลผลิตต่างๆ ของโลกผสมผสานและความกลมกลืนกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เพราะความก้าวหน้าอย่างมากมายในการคมนาคมและการสื่อสาร โลกก็ "แคบลง" จนถึงขนาดว่าเราสามารถเดินทางไปเกือบทุกส่วนของโลกได้ในเวลาเพียงสองสามชั่วโมง (เพียงเมื่อห้าหกสิบปีก่อนหน้านี้ในขอบเขตของเวลาสองสามชั่วโมง "โลก" ของเราบางทีอาจจะเป็นเพียงบริเวณรัศมีแค่หนึ่งร้อยไมล์เท่านั้น) โดยความสะดวกของการเดินทางนี้เอง ทําให้การเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย นํามาซึ่งการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันความเข้าใจร่วมกัน และความกลมกลืนระหว่างประชาชนที่แตกต่างกันและประเพณีต่างๆ ของเขาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งเป็นการนําเราใกล้เข้าสู่โลกที่ถูกรวมเป็นหนึ่ง

ในศตวรรษนี้มันมีการพัฒนาการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของความอดทนและความเข้าใจในประชาชนอื่นๆ และในวิญญาณแห่งความรักในระหว่างบรรดาประชาชนมากมายทั่วโลก เพราะแผนการของพระเจ้าในการแก้ไขพรประการที่สองที่ทําให้เกิดทัศนคติดังกล่าวขึ้น และนําไปสู่การปฏิบัติในทางที่ดีต่อชาติที่พ่ายแพ้โดยชาติประชาธิปไตยที่ได้รับชัยชนะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และการปลดปล่อยดินแดนและอาณานิคมต่างๆ มันได้นําไปสู่โครงการช่วยเหลือสําหรับต่างประเทศ การขยายขึ้นของโลกคริสเตียนทั้งหมด การแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรม และการแต่งงานระหว่างเผ่าพันธุ์และเชื้อชาติ การรับบุตรบุญธรรมระหว่างชาติ ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มไปสู่การแก้ไขพรประการที่สองของพระเจ้าที่ให้กับมนุษย์ นั่นคือพรแห่งความรักที่แท้จริงในระหว่างประชาชนและการสร้างโลกแห่งครอบครัวเดียว

ความหวังและแนวโน้มทั้งมวลเหล่านี้จะบรรลุถึงผลเมื่อของขวัญท้ายสุดแห่งประวัติศาสตร์มาถึง พระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองและอุดมการณ์สากลอันใหม่ที่พระองค์จะทรงนํามา พูดอีกอย่างก็คือของขวัญแห่งหัวใจและอุดมการณ์ที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้า ไม่มีบ้านใดสามารถเป็นบ้านที่แท้จริงได้โดยปราศจากพ่อแม่ ดังนั้น ความปรารถนาสําหรับความกลมกลืน และความรักของมนุษย์จะถูกบรรลุถึงก็ต่อเมื่อพระเจ้าและพระผู้มาโปรดทรงสามารถประทับอยู่ในตําแหน่งของพ่อแม่ของมนุษยชาติ

พรประการที่สามของพระเจ้าที่ทรงประทานกับมนุษย์ก็คือสิทธิและความสามารถของมนุษย์ที่สมบูรณ์ในการปกครองเหนือสรรพสิ่งทางฝ่ายเนื้อหนังและทางฝ่ายวิญญาณ นั่นก็คือทั้งการปกครองฝ่ายภายนอกและภายใน การปกครองฝ่ายภายในเหนือสรรพสิ่งหมายถึงการปกครองโดยผ่านความรัก การปกครองฝ่ายภายนอกก็คือการที่มนุษย์ใช้และพัฒนาสรรพสิ่งสําหรับชีวิตของเขาโดยผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักฐานที่ว่าเวลาปัจจุบันเป็นยุคสุดท้ายและเป็นขั้นก่อนที่จะบรรลุถึงการแก้ไขพรประการที่สามสามารถเห็นได้ในการพัฒนาขึ้นของความห่วงใยและความรักสําหรับธรรมชาติ และยังสามารถเห็นได้ในพัฒนาการอย่างมากมายของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โดยเริ่มแรก ความชื่นชมและความรักของมนุษย์ต่อสรรพสิ่งเป็นอัตราส่วนกับการเจริญเติบโตทางฝ่ายวิญญาณของเขา หลักฐานของการแก้ไขแห่งความรักของมนุษย์สําหรับสรรพสิ่งสามารถเห็นได้ในการเคลื่อนไหวทางนิเวศน์วิทยา และการอนุรักษ์ธรรมชาติในสมาคมต่างๆสําหรับการป้องกันความโหดร้ายทารุณต่อสัตว์ต่างๆ ในการรณรงค์เพื่อแก้ไขบริเวณมลภาวะ องค์การและสโมสรต่างๆ ที่ถูกก่อตั้งเพื่อการชื่นชมคุณค่าทางธรรมชาติ

โดยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษย์กําลังแก้ไขอํานาจการปกครองทางฝ่ายภายนอกเหนือสรรพสิ่งกลับคืนมา ความก้าวหน้าอย่างมากมายทางวิทยาศาสตร์ได้เกิดขึ้นในศตวรรษนี้ โดยสิ่งนี้มนุษย์ได้มาซึ่งการควบคุมเหนือโลกและเหนือทะเล พื้นแผ่นดิน อากาศและแม้กระทั่งอวกาศภายนอก มนุษย์ก็จวนจะสามารถสร้างมาตรฐานการดำรงชีพที่เป็นอุดมคติขึ้นสําหรับประชาชนทั้งมวล โดยการผลิตแบบอุตสาหกรรม การเพาะปลูกที่ให้พืชผลมาก การเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นที่ดินเกษตรกรรมและการควบคุมสภาพแวดล้อม การใช้พื้นที่ก้นมหาสมุทรและแม้กระทั่งบริเวณขั้วโลกทั้งสองก็เป็นตัวอย่างของความสามารถของมนุษย์ในการเปลี่ยนสรรพสิ่งให้เป็นบ้านอุดมคติ

เราสามารถเห็นได้ว่า พรสามประการกําลังอยู่ในกระบวนการของการถูกแก้ไขกลับมาสู่มนุษยชาติ ดังนั้นเราสามารถเห็นได้ว่าการสร้างโลกอุดมคติของพระเจ้านั้นขึ้นอยู่กับเราและเรากำลังอยู่ในยุคสุดท้าย