Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 3
ความมุ่งหมายของพระผู้มาโปรด

1. ความมุ่งหมายของพระเจ้าในแผนการสำหรับการช่วยให้รอด
แต่ละบุคคลถูกสร้างขึ้นให้เป็นบุตรของพระเจ้าเมื่อบุคคลนั้นทำให้ตัวเองสมบูรณ์และกลายเป็นตัวตนแห่งความดี บุคคลนั้นจะมีชีวิตในอาณาจักรของพระเจ้าบนโลกและในโลกฝ่ายวิญญาณ ความมุ่งหมายการสร้างสรรค์ก็คือ เพื่อรู้สึกถึงความปีติในการมีประสบการณ์กับบุตรของพระองค์ผู้มีชีวิตในอาณาจักรสวรรค์ซึ่งเป็นโลกแห่งหัวใจและความรักของพระเจ้า สถานที่นั้นถูกสร้างขึ้นและมีพื้นฐานอยู่บนการบรรลุถึงพรสามประการ อย่างไรก็ตาม เพราะการตกสู่บาปของบรรพบุรุษเริ่มแรก มนุษย์จึงกลายเป็นตัวตนแห่งบาปและความชั่วร้าย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และแล้วความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ก็ไม่ได้ถูกบรรลุถึง เมื่อเป็นเช่นนั้น พระเจ้าจะทรงทอดทิ้งอุดมคติเริ่มแรกสำหรับการสร้างสรรค์และทรงปล่อยให้ไม่ถูกบรรลุถึงหรือไม่ ไม่ พระองค์จะไม่ทรงกระทำเช่นนั้น

ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ในอิสยาห์ 46:11 "...เราพูดแล้ว และเราจะให้เป็นไป เรามุ่งแล้ว และเราจะกระทำ" พระเจ้าจะทรงบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระองค์อย่างแน่นอน พระเจ้าแห่งความรักทรงไม่อาจละทิ้งมนุษย์ที่ตกสู่บาปในภาวะดังกล่าวได้ เพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้เป็นบุตรของพระองค์ ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงทำงานเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด

แล้วอะไรคือการช่วยให้รอด การช่วยให้รอดคือ การแก้ไข การช่วยคนที่กำลังตายและแก้ไขคนนั้นให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ การช่วยคนที่กำลังจมน้ำตายก็คือ การช่วยคนที่กำลังจมน้ำให้พ้นอันตรายและแก้ไขคนนั้นกลับคืนสู่ภาวะที่เคยเป็นอยู่ก่อนที่เริ่มจมน้ำ การช่วยมนุษย์ให้รอดของพระเจ้า หมายถึง การที่พระเจ้าทรงแก้ไขมนุษย์ที่ตกสู่บาปให้กลับคืนสู่ภาวะเริ่มแรกแห่งความดี นั่นคือกลับคืนสู่ตำแหน่งที่มนุษย์สามารถบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์

ดังนั้น ความมุ่งหมายของพระเจ้าสำหรับการช่วยให้รอดคือ การแก้ไขบุคคลหนึ่งกลับคืนสู่ภาวะที่ปราศจากบาปดังที่พระเจ้าทรงสร้างในเริ่มแรก เลี้ยงดูบุคคลนั้นให้กลายเป็นบุคคลอุดมคติ สร้างครอบครัว

อุดมคติโดยมีศูนย์กลางที่บุคคลนั้น และแล้วสร้างสังคม ชาติ และโลกอุดมคติบนพื้นฐานของครอบครัวอุดมคติ

2. การบรรลุถึงของแผนการสำหรับการช่วยให้รอดคือ
การบรรลุถึงของความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์

ถ้าบุคคลหนึ่งจะกลายเป็นบุคคลอุดมคติ กล่าวคือบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการแก้ไขและได้มาซึ่งพระประการที่หนึ่ง แล้วบุคคลนั้นจะมีลักษณะอย่างไร? บุคคลที่สมบูรณ์จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเหมือนความสัมพันธ์ที่ร่างกายของบุคคลหนึ่งมีต่อจิตใจ โดยจิตใจสถิตอยู่ในร่างกาย และร่างกายกระทำตามการชี้นำของจิตใจ ในทำนองเดียวกันบุคคลที่สมบูรณ์จะเป็นวิหารของพระเจ้าและพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในจิตใจพระองค์จะทรงเป็นศูนย์กลางความคิด การกระทำและชีวิต บุคคลแห่งบุคลิกลักษณะที่สมบูรณ์ดังกล่าวจะบรรลุถึงอุดมคติความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เช่นเดียวกับที่ร่างกายบรรลุถึงความกลมกลืนกับจิตใจสิ่งนี้ถูกแสดงออกใน 1 โครินธ์ 3:16 กล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย ไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน" และยอห์น 14:20 กล่าวว่า "ในวันนั้นท่านทั้งหลายจะรู้ว่าเราอยู่ในพระบิดาและท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน"

ถ้าอาดัมและเอวากลายเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ดังกล่าว ทั้งสองจำเป็นต้องมีการอธิษฐาน มีชีวิตแห่งศาสนาหรือพระผู้ช่วยให้รอดไหม ทำไมการอธิษฐานจึงจำเป็นสำหรับบุคคลเหล่านั้นผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่กับพระเจ้าโดยตรงตลอดเวลา ถ้าชีวิตแห่งศาสนาคือชีวิตแห่งศรัทธาสำหรับมนุษย์ที่ตกสู่บาปเพื่อคลำหาทางในความมืดอย่างสุดกำลังเพื่อแสวงหาพระเจ้าที่สูญเสีย ทำไมบุคคลที่สมบูรณ์ผู้ซึ่งดำเนินชีวิตประจำวันเป็นเสมือนวิหารของพระเจ้าจึงจำเป็นที่จะต้องมีพิธีการสักการะบูชาในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น ถ้ามนุษย์ไม่ได้ตกสู่บาปในสวนเอเดน ก็จะไม่มีโบสถ์ ไม่มีพระคัมภีร์ ไม่มีการเทศน์ ไม่มีการอธิษฐานตลอดคืน ไม่มีการประชุมฟื้นฟูหรือสิ่งอื่นๆ ที่คล้ายกัน สิ่งที่แต่ละบุคคลจะต้องทำก็คือ การดำเนินชีวิตเสมือนตัวตนแห่งความดี รับใช้พระเจ้าในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับที่บุคคลผู้ซึ่งไม่ได้จมน้ำก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยให้รอด บุคคลที่สมบูรณ์ผู้ซึ่งปราศจากบาปจึงไม่มีความจำเป็นต้องมีผู้ช่วยให้รอด

ถ้ามนุษย์ได้สร้างครอบครัวอุดมคติและบรรลุถึงพรประการที่สองของพระเจ้า ครอบครัวดังกล่าวจะเป็นเช่นไร ?

ถ้าอาดัมและเอวากลายเป็นสามีภรรยาที่เป็นตัวตนแห่งความดี ให้กำเนิดบุตรที่เป็นตัวตนแห่งความดี ครอบครัวนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเผ่า สังคม ชาติ และโลกที่ปราศจากบาป โดยครอบครัวนี้ อาณาจักรสวรรค์จะถูกสร้างขึ้น และจากครอบครัวนี้สังคมอุดมคติของโลกแห่งครอบครัวเดียวก็จะถูกพัฒนาขึ้นโดย พ่อแม่ที่แท้จริง *
(True Parents) คู่หนึ่ง (ชายและหญิงคู่แรก) และชั่วอายุคนของลูกหลานที่ปราศจากบาปนี้จะขยายขึ้นอย่างไม่มีสิ้นสุดในความมั่งคั่ง แผนการของพระเจ้าสำหรับการช่วยให้รอดก็เพื่อพัฒนาบุคคลแห่งสวรรค์ดังกล่าว ซึ่งก็คือประชาชนผู้ซึ่งบรรลุถึงพรสามประการของพระเจ้า ดังนั้น สร้างอาณาจักรสวรรค์

*พ่อแม่ที่แท้จริงมาจากคำแปลภาษาอังกฤษว่า True Parents และแปลมาจากภาษาเกาหลีว่า Cham Poo Mo Nim ซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวข้องกับอาดัมและเอวาซึ่งเป็นมนุษย์ชายหญิงคู่แรกของพระเจ้า ที่ควรจะเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงของมนุษยชาติทั้งปวง คำว่าพ่อแม่ที่แท้จริงต่างจากคำว่าพ่อแม่จริงๆ ซึ่งภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Real Parents และภาษาเกาหลีใช้คำว่า Poo Mo Nim ซึ่งหมายถึงพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดทางฝ่ายเนื้อหนัง

เพื่อความมุ่งหมายแห่งการช่วยให้รอด พระเจ้าทรงประทานพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดมาสู่โลกนี้ ดังนั้น พระผู้มาโปรด ( Messiah) ต้องยืนอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าเช่นเดียวกับจุดเริ่มต้นของบุคคลอุดมคติ พระองค์ทรงต้องสร้างครอบครัวอุดมคติอันเป็นครอบครัวที่บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ และเป็นสถานที่ที่ซึ่งความรักของพระเจ้าสามารถสถิตอยู่ได้ และแล้วพระองค์ทรงต้องสร้างชาติและโลกอุดมคติ และทรงทำให้อาณาจักรสวรรค์บนโลกที่มุ่งหมายไว้ในเริ่มแรกกลายเป็นจริง การบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์คือความมุ่งหมายสำหรับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด

3. แผนการแห่งการช่วยให้รอดโดยผ่านกางเขน
ก. การถูกตรึงที่กางเขนของพระเยซู

พระเจ้าทรงรักประชาชนที่ถูกเลือกของพระองค์ ชนชาติอิสราเอลผู้ซึ่งจะต้องเป็นพื้นฐานสำหรับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดอย่างแท้จริง พระองค์ทรงประทานคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดมากมายหลายครั้ง พระองค์แม้กระทั่งกล่าวเตือนประชาชนให้ตื่นตัวและรอคอยสำหรับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด พระเจ้าทรงเตรียมแม้กระทั่งผู้เป็นพยานที่ยิ่งใหญ่ ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเพื่อเป็นพยานให้กับพระผู้มาโปรด โดยแท้จริงแล้ว ชนชาติอิสราเอลเต็มไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อนสำหรับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด

อย่างไรก็ตาม เป็นโศกนาฏกรรมที่ว่าประชาชนที่ถูกเลือกซึ่งถูกเตรียมไว้อย่างมากล้มเหลวในการที่จะรู้จักพระผู้มาโปรด เมื่อพระองค์เสด็จมาพระบุตรของพระเจ้าทรงเรียกร้องว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าแต่พระวจนะของพระองค์เข้าไปในหูที่หนวก ไม่มีใครเลยเข้าใจพระองค์พระองค์ทรงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ดูหมิ่นศาสนา และท้ายสุดถูกตรึงที่กางเขน เป็นที่น่าเศร้าใจว่า ผู้ปกครองนอกศาสนาในยุคนั้นรู้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเยซู (ลูกา 23:14-16 ยอห์น 18:38 มัทธิว 27:19-23 มาระโก 15:10-14 ) ในขณะที่ผู้ซึ่งตัดสินพิพากษาพระองค์ว่ามีความผิดคือประชาชนของพระองค์ และบรรดาผู้นำของศาสนายูดาห์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงเลี้ยงดูและเตรียมเป็นเวลายาวนาน ทำไมบุคคลเหล่านั้นจึงกระตือรือร้นที่จะส่งพระเยซูไปบนกางเขน?

ชาวคริสเตียนมีความเชื่อดั้งเดิมว่าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูที่กางเขนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วเสมือนแผนการเริ่มแรกของพระเจ้า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น การถูกตรึงที่กางเขนของพระเยซูเป็นความผิดพลาดที่น่าเศร้าใจ การถูกตรึงที่กางเขนของพระเยซูเป็นผลของความเขลาของประชาชนชาวอิสราเอลเกี่ยวกับแผนการของพระเจ้า เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าเจตจำนงของพระเจ้าก็คือ เพื่อประชาชนที่ถูกเลือกยอมรับ เชื่อฟังพระเยซู (ยอห์น 6:29,10:37,38) และได้รับการช่วยให้รอด ประชาชนชาวอิสราเอลไม่เข้าใจว่าพระเยซูแห่งนาซาเร็ธคือใคร เพราะ แม้กระทั่งเมื่อพระองค์ถูกตรึงที่กางเขนและกำลังจะสิ้นพระชนม์ ชาวอิสราเอลก็ยังคงเยาะเย้ยพระองค์ โดยร้องตะโกนว่า พวกเขาจะเชื่อในตัวพระองค์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดก็ต่อเมื่อพระองค์เสด็จลงมาจากบนกางเขน พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นว่า "พระองค์ได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์" (ยอห์น 1:11) และนักบุญเปาโลเป็นพยานว่า "ไม่มีอำนาจครอบครองใดๆ ในยุคนี้ได้รู้จักพระปัญญานั้น เพราะว่าถ้ารู้แล้วจะมิได้เอาองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริตรึงไว้ที่กางเขน" (1โครินธ์ 2:8)

คริสเตียนทุกวันนี้ไม่ได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในเวลาของพระเยซู ถ้าเจตจำนงของพระเจ้าสำหรับการช่วยให้รอดของมนุษย์สามารถถูกบรรลุถึงโดยการตรึงที่กางเขนเท่านั้น ทำไมพระองค์จึงทรงใช้เวลามากมายในการเตรียมชนชาติที่ถูกเลือก นั่นไม่ใช่เพราะว่าพระองค์มิได้ทรงต้องการประทานพระบุตรของพระองค์ให้กับประชาชนที่ปราศจากศรัทธาหรอกหรือ

ในสวนเกทสมนี พระเยซูทรงกล่าวคำอธิษฐาน"..ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด ..โอพระบิดาของข้าพระองค์ถ้าเป็นไปได้ขอให้ถ้วยใบนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด..." (ัทธิว 26:38,39)พระเยซูทรงกล่าวคำอธิษฐานนี้ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ถึงสามครั้ง คริสเตียนมากมายผู้เชื่อว่าภารกิจของพระเยซูก็เพื่อนำมาซึ่งความรอดโดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขนอธิบายว่าพระเยซูทรงกล่าวคำอธิษฐานจากความอ่อนแอของมนุษย์ แต่พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของมนุษยชาติจะสามารถกล่าวคำอธิษฐานใดๆ จากความอ่อนแอหรือ

แม้กระทั่งผู้เสียสละชีวิตชาวคริสเตียนคนแรกสเทเฟนและผู้เสียสละชีวิตมากมายซึ่งติดตามไม่เคยมีใครอธิษฐานจากความอ่อนแอดังกล่าวพวกเขาเหล่านั้นเคยขอหรือไม่ว่า "ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์" ในขณะที่กำลังจะตาย แล้วเราจะพูดได้อย่างไรว่า พระเยซูทรงอ่อนแอกว่าบรรดาผู้เสียสละชีวิตเหล่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าความมุ่งหมายแห่งการเสด็จมาของพระองค์ก็คือเพื่อทรงช่วยมนุษยชาติให้รอดโดยการตายที่กางเขนมันจะสามารถมีเหตุผลใดที่พระองค์จะทรงกล่าวคำอธิษฐานเพื่อที่จะหนีไป

คำอธิษฐานของพระเยซูนี้ไม่ใช่เป็นการอธิษฐานที่เห็นแก่ตัวหรือขี้ขลาดที่กล่าวออกมาในความกลัวตาย เพราะถ้าการตรึงที่กางเขนเป็นหนทางที่พระเยซูจะช่วยมนุษยชาติให้รอดได้พระองค์จะทรงยอมสิ้นพระชนม์บนกางเขนด้วยความปีติเป็นพันครั้ง พระเยซูทรงเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อพระองค์ทรงคิดถึงภารกิจของพระองค์ในฐานะของพระผู้มาโปรด ซึ่งจะต้องบรรลุถึงความมุ่งหมายของพระเจ้าสำหรับการสร้างสรรค์บนโลก หัวใจของพระองค์เต็มไปด้วยความหนักใจเพราะว่าพระองค์ทรงทราบดีว่าพระเจ้าจะทรงเศร้าโศกเพียงใดถ้าการบรรลุถึงแผนการสำหรับการช่วยให้รอดต้องถูกทำให้ล่าช้าออกไป พระเยซูยังทรงทอดพระเนตรล่วงหน้าถึงความทุกข์ทรมานและการหลั่งเลือดของสาวกและผู้ติดตามพระองค์ ชาวคริสเตียนผู้ซึ่งจะต้องไปตามหนทางแห่งความทุกข์ทรมานของพระองค์ และไปสู่กางเขน พระองค์ยังรู้สึกเจ็บปวดสำหรับอนาคตที่จะมาสู่ประชาชนแห่งอิสราเอล ถ้าเขาเหล่านั้นปฏิเสธพระองค์ด้วยสิ่งเหล่านี้ในจิตใจ ในสวนเกทเสมนี พระเยซูจึงทรงกล่าวคำอธิษฐานอย่างสุดกำลังครั้งสุดท้ายต่อพระเจ้า วิงวอนครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อว่าพระเจ้าจะทรงอนุญาตให้พระองค์ทรงอยู่บนโลก แม้ว่าในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง เพื่อว่าพระองค์จะสามารถดำเนินภารกิจของพระองค์ต่อไปและเปลี่ยนหัวใจของประชาชนไปสู่จุดที่เขาเหล่านั้นจะยอมรับพระองค์ได้

ถ้าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนกางเขน ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า แล้วทำไมพระเยซูตรัสกับยูดาสอิสคาริโอท ผู้ทรยศพระองค์ว่า " …วิบัติแก่ผู้ที่จะอายัติบุตรมนุษย์ไว้ ถ้าคนนั้นไม่ได้บังเกิดมาก็จะดีกว่า" (มัทธิว 6:24) และเราจะสามารถอธิบายการร้องด้วยเสียงอันดังของพระเยซูบนกางเขนว่า "…พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย" อย่างไร (มัทธิว 27:46) ถ้าการถูกตรึงที่กางเขน เป็นเจตจำนงเริ่มแรกของพระเจ้าสำหรับพระเยซูอย่างแท้จริงแล้วละก็ พระเยซูควรจะทรงรู้สึกถึงความปีติอันยิ่งใหญ่บนกางเขน เพราะพระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นภารกิจของพระองค์ด้วยความสำเร็จ

ข. ขอบเขตของการช่วยให้รอด ที่ได้มาโดยผ่านกางเขน
และความมุ่งหมายแห่งการเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์

การสิ้นพระชนม์บนกางเขน ไม่ได้เป็นภารกิจที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยในเริ่มแรกสำหรับพระเยซู พระบุตรของพระองค์ แต่นั่นกลายเป็นแผนการรองลงมาที่เจ็บปวดของพระเจ้าซึ่งกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากความไม่เชื่อของประชาชนชาวอิสราเอล อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากประชาชนแห่งอิสราเอลทั้งหลายจะเชื่อในพระเยซู ต้อนรับ รัก และรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ แน่นอนที่สุดการช่วยให้รอดที่สมบูรณ์ก็จะเกิดขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระเยซูควรจะทรงได้สร้างอาณาจักรสวรรค์บนโลก ที่ซึ่งความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ได้ถูกทำให้บรรลุถึงอย่างสมบูรณ์ โลกของพระเจ้าก็จะถูกทำให้กลายเป็นความจริง โลกที่ซึ่งประชาชนทั้งมวลเชื่อและติดตามพระบุตรของพระเจ้า ประชาชนชาวอิสราเอลก็จะกลายเป็นแกนกลางที่รุ่งเรืองแห่งสวรรค์ โลกคริสเตียน และโลกแห่งชาวยิวจะไม่เคยถูกแบ่ง และชาวคริสเตียนในเริ่มแรกจะไม่ต้องอดทนต่อความทุกข์ทรมานที่เลวร้ายใด ๆ ยิ่งไปกว่านั้น เพราะว่าพระผู้มาโปรดควรจะบรรลุถึงภารกิจของพระองค์ ก็จะไม่มีเหตุผลใด ๆ สำหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง

โดยความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาของช่วยให้รอดเช่นนี้เราเห็นได้ว่าการถูกตรึงที่กางเขนของพระเยซู เป็นเส้นทางรองลงมาของการช่วยให้รอด และให้เพียงความรอดทางฝ่ายวิญญาณเท่านั้น เมื่อประชาชนมาถึงจุดแห่งการไม่เชื่อในพระเยซู และทอดทิ้งพระองค์พระเจ้าจึงต้องชดใช้ในคุณค่าสำหรับบาปในความไม่เชื่อของชาวอิสราเอล และมวลมนุษยชาติ โดยการประทานพระชนม์ของพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์กับซาตานเสมือนค่าไถ่ ผลก็คือซาตานทำลายร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพระเยซู โดยการตรึงพระองค์ที่กางเขนพระโลหิตของพระเยซูบนกางเขนกลายเป็นคุณค่าสำหรับการไถ่ถอน สำหรับมนุษยชาติ

โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูที่ถูกตรึงที่กางเขน พระเจ้าทรงเปิดหนทางแห่งการช่วยให้รอดทางฝ่ายวิญญาณ หนทางไปสู่อาณาจักรที่เป็นอิสระจากการรุกรานของซาตาน ชัยชนะของพระเจ้าไม่ใช่การตรึงที่กางเขนแต่เป็นการคืนพระชนม์ของพระเยซู โดยผลของการตรึงที่กางเขนตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของมนุษยชาติยังคงอยู่ภายใต้การรุกรานของซาตาน แม้ว่ามนุษย์ควรจะถูกช่วยให้รอดโดยการเชื่อในพระเยซู และโดยการเชื่อมต่อกับพระองค์ (โรม 11:17) วิญญาณของมนุษย์เท่านั้นที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยเงื่อนไขของการเข้าร่วมการคืนพระชนม์โดยผ่านความเชื่อของมนุษย์ในการรับชัยชนะของพระเยซู ดังนั้นร่างกายของเราจึงยังคงรอคอยการไถ่ถอนอยู่ (โรม 8:23)

ดังนั้น แม้กระทั่งหลังจากการปรากฏของพระเยซูบนโลก โลกนี้ก็ยังคงทนทุกข์ทรมานภายใต้อำนาจของซาตาน และบาปยังคงดำรงอยู่ในร่างกายของประชาชนทุกหนทุกแห่งอย่างปราศจากความปรานี นักบุญเปาโลคร่ำครวญ "…ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ ซึ่งเป็นของความตายได้…ทางด้านจิตใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเชื่อฟังกฎของพระเจ้าแต่ด้านฝ่ายเนื้อหนังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของกฎแห่งบาป" (โรม 7:24,25) ในฐานะของนักบุญเปาโลผู้เลื่อมใสศรัทธาและอยู่ในพระกรุณาอันเปี่ยมล้นของพระเจ้าแต่เนื้อหนังก็ยังคงถูกกดขี่โดยบาป การสารภาพนี้ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะกับนักบุญเปาโลคนเดียว แต่กับทุกคนที่มีชีวิตอยู่ นี่เป็นเหตุผลว่าพระคัมภีร์สอนให้เรา "อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ" ( 1 เธสะโลนิกา 5:17) เพื่อป้องกันเราจากการรุกรานของซาตาน นอกจากนี้ 1 ยอห์น 1:10 กล่าวว่า "ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็น ผู้ตรัสมุสา .." สิ่งนี้บอกเราว่ามนุษยชาติยังคงอยู่ภายใต้ พันธะแห่งบาปเริ่มแรก มันเป็นเพราะเหตุนี้ ที่พระผู้มาโปรดต้องปรากฎพระวรกายอีกครั้งบนโลกเพื่อทรงขจัดบาปในตัวเราให้หมดสิ้นและสร้างอาณาจักรสวรรค์บนโลก บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์

ค. การพยากรณ์สองชนิดเกี่ยวกับพระผู้มาโปรด
ถ้าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนกางเขนไม่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งพระผู้มาโปรดของพระองค์ แล้วทำไมอิสยาห์ 53 จึงทำนายเกี่ยวกับ ความทุกข์ทรมานและการสิ้นพระชนม์พระผู้มาโปรด ในที่นี้เราต้องเตือนตัวเราเองด้วยว่ามันมีข้อความอื่นในพระคัมภีร์ที่พยากรณ์ว่า พระผู้มาโปรดจะเสด็จมาเป็นพระบุตรของพะเจ้า กษัตริย์แห่งกษัตริย์และทรงนำมาซึ่งอาณาจักรสวรรค์บนโลก คำพยากรณ์นี้ปรากฏในอิสยาห์ 9,11 และ60 ข้อความอื่นในพันธสัญญาเดิมและในลูกา 1:13-33

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นในเริ่มแรกพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ให้เจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์โดยการบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบส่วนหนึ่งของมนุษย์เท่านั้น มนุษย์สามารถบรรลุถึงความรับผิดชอบ ตามที่พระเจ้าทรงปรารถนาหรือในทางตรงข้ามมนุษย์สามารถล้มเหลวดังนั้นจึงจำเป็นที่พระเจ้าต้องการประทานคำพยากรณ์ สองชนิดเกี่ยวกับการบรรลุถึงแห่งเจตจำนงของพระองค์

เป็นความรับผิดชอบของพระเจ้าที่จะทรงประทานพระผู้มาโปรดแต่ก็เป็นความรับผิดชอบของมนุษย์ในการที่จะเชื่อในพระองค์ โชคร้ายที่ว่าโดยการไม่ยอมรับพระเยซู ชาวอิสราเอลล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ ชาวอิสราเอลไม่ได้บรรลุถึงคำพยากรณ์หลักของพระเจ้าสำหรับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรดซึ่งอยู่ใน อิสยาห์ 9,11และ 60 และลูกา 1:31-33 แต่ในทางตรงกันข้าม กลับบรรลุถึงคำพยากรณ์อีกอันหนึ่งที่รองลงมาคือคำพยากรณ์เกี่ยวกับพระผู้มาโปรดที่ทนทุกข์ทรมานในอิสยาห์ 53

4. ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและการกลับมาของเอลียาห์
ก. พระผู้มาโปรดและเอลียาห์

ที่จุดนี้ มีเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับแผนการของพระเจ้าที่ทรงอนุญาตให้พระเยซูไปสู่หนทางแห่งกางเขน พระเจ้าทรงประทานคำพยากรณ์แก่ประชาชนที่ถูกเลือกครั้งแล้วครั้งเล่าเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระผู้มาโปรด และตัวประชาชนที่ถูกเลือกเองก็ปรารถนา รอคอย รักและทะนุถนอมคำมั่นสัญญาแห่งการเสด็จมาของพระองค์ พระเจ้าจะทรงประทานพระผู้มาโปรดมาในลักษณะที่ประชาชนที่ถูกเลือกไม่สามารถรู้จักพระองค์ได้อย่างไร มันเป็นเจตจำนงของพระองค์หรือไม่ที่ว่า เขาเหล่านั้นไม่รู้จักและไม่ได้ต้อนรับพระผู้มาโปรด หรือว่าเป็นประชาชนเองที่ล้มเหลวในการที่จะรู้จักพระองค์ ทั้งที่พระเจ้าได้ทรงแสดงอย่างชัดเจนว่าพระองค์จะเสด็จมาอย่างไร

ในการค้นหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ ขอให้เราพิจารณาการมาครั้งที่สองของเอลียาห์ก่อน ในมาลาคี หนังสือคำพยากรณ์เล่มสุดท้ายในพันธสัญญาเดิมกล่าวว่า "ดูเถิด เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันแห่งพระเจ้า คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัว…." (มาลาคี 4:5,6) หมายถึงเวลาพระผู้มาโปรดเสด็จมาและดังนั้นคำพยากรณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ก่อนที่พระผู้มาโปรดจะเสด็จมา เอลียาห์ต้องมาก่อน

เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่แห่งอิสราเอลผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่เก้าร้อยปีก่อนพระเยซู มีบันทึกของการขึ้นไปสู่สวรรค์ของเขาบนรถม้าเพลิง (2พงศ์กษัตริย์ 2:11) ความปรารถนาของชาวอิสราเอลสำหรับพระผู้มาโปรดโดยแท้จริงแล้วถูกพุ่งรวมไปที่การมาของผู้เผยพระวจนะแห่งประวัติศาสตร์คือ เอลียาห์ อย่างแรงกล้านี่เป็นเพราะพันธสัญญาเดิมไม่ได้บอกล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าพระผู้มาโปรดจะเสด็จมาเมื่อไร แต่บอกอย่างชัดเจนว่าเอลียาห์จะมาก่อนพระองค์

พระเยซูทรงปรากฏตัวขึ้นในท่ามกลางสภาพแวดล้อมดังกล่าว และทรงประกาศว่าตัวพระองค์เป็นพระผู้มาโปรด พระองค์ทรงบอกประชาชนชาวยิวว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงบอกประชาชนผู้ซึ่งคิดว่าพระองค์เป็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งจากนาซาเร็ธเท่านนั้น เขาเหล่านั้นไม่ได้ยินข่าวใดๆ เกี่ยวกับการมาของเอลียาห์ ดังนั้นเขาเหล่านั้นจึงถามพระองค์ว่า "พระเยซูแห่งนาซาเร็ธจะสามารถเป็นพระบุตรของพระเจ้าได้อย่างไร"

ดังนั้นเมื่อสาวกของพระเยซูออกไปในท่ามกลางประชาชนแห่งอิสราเอล เป็นพยานแก่พระเยซู ประชาชนสงสัยว่าพระเยซูเป็นพระผู้มาโปรดจริงหรือไม่ และแย้งกับบรรดาสาวกโดยการถามว่า เอลียาห์อยู่ที่ใด เพราะว่าเอลียาห์ต้องมาก่อนพระผู้มาโปรด ดังนั้น สาวกของพระเยซูจึงหันกลับมาถามพระเยซู "…เหตุไฉนพวกธรรมาจารย์จึงว่า เอลียาห์ต้องมาก่อน" (มัทธิว 17:10) พระเยซูตรัสตอบว่า "…เอลียาห์ต้องมาจริงและทำให้สิ่งทั้งปวงคืนสู่สภาพเดิม แต่เราบอกกับท่านทั้งหลายว่า เอลียาห์นั้นได้มาแล้วและเขาหารู้จักท่านไม่ แต่เขาใคร่ทำแก่ท่านอย่างไรเขาก็ได้กระทำแล้ว.." แล้วเหล่าสาวกจึงเข้าใจว่าพระองค์ได้ตรัสให้เขาเล็งเห็นถึงยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา(มัทธิว 17:10-13)

พระเยซูทรงเข้าพระทัยความหมายของคำถามที่สำคัญของธรรมาจารย์และทรงชี้ให้เห็นว่า ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาคือการมาครั้งที่สองของเอลียาห์ สาวกของพระเยซูสามารถเชื่อเกี่ยวกับสิ่งนี้อย่างง่ายดาย แต่ชาวอิสราเอลจะสามารถเชื่อได้อย่างไร ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาไม่ได้มาโดยตรงจากสวรรค์ และแม้กระทั่งตัวยอห์นก็ปฏิเสธเกี่ยวกับสิ่งนี้ (ยอห์น 1:21) ตัวพระเยซูเองทรงรู้ว่าประชาชนไม่สามารถยอมรับได้อย่างง่ายดายและตรัสว่า "ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมรับให้เป็น ก็ยอห์นนี่แหละเป็นเอลียาห์ซึ่งจะมานั้น" (มัทธิว 11:14)

พระเยซูตรัสว่า ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาคือ เอลียาห์ผู้ซึ่งประชาชนได้รอคอยมาเป็นเวลานาน แต่เพราะว่าตัวยอห์นปฏิเสธสิ่งนี้ แล้วประชาชนชาวอิสราเอลจะเชื่อใคร เป็นธรรมดาที่มันต้องขึ้นอยู่กับว่าประชาชนในเวลานั้นมองดูทั้งสองคนนี้อย่างไร

ประการแรก ในเวลานั้น พระเยซูทรงปรากฏตัวต่อชาวอิสราเอลอย่างไร? พระเยซูทรงเป็นชายหนุ่มที่ไม่มีชื่อเสียงถูกเลี้ยงมาในครอบครัวช่างไม้ที่ถ่อมตัว และไม่เคยเป็นที่รู้จักว่าทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการอบรมทางฝ่ายวิญญาณ แต่อย่างไรก็ตามพระเยซูทรงประกาศตัวพระองค์ว่า "เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโต"
(มัทธิว 12:8) พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักเสมือนผู้ซึ่งกำลังทำลายพระบัญญัติ (มัทธิว 5:17) ทรงเป็นสหายของคนเก็บภาษีและคนบาปทั้งหลาย ทรงเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นคนกินเติบและขี้เมา (มัทธิว 11:19) พระองค์ทรงวางตัวพระองค์ในตำแหน่งเท่าเทียมกับพระเจ้า (ยอห์น 14:9-11) และทรงบอกกับประชาชนว่าเขาเหล่านั้นต้องรักพระองค์มากกว่าคนอื่นๆ (มัทธิว 10:37) เพราะเหตุนี้ ผู้นำชาวยิวไปไกลขนาดที่ประกาศว่า พระเยซูทรงกำลังทำงานโดยอำนาจของเบเอลเซบูล เจ้าชายแห่งปีศาจ (มัทธิว 12:24)

ในอีกด้านหนึ่งชาวอิสราเอลในเวลานั้นมองดูยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาอย่างไร? ยอห์นเป็นบุตรชายของครอบครัวที่มีชื่อเสียงและอัศจรรย์เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการเกิดของยอห์นก็เป็นสิ่งที่รู้กันทั่วประเทศ (ลูกา 1:5-66) เมื่อยอห์นอายุมากขึ้น เขาอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารกินตั๊กแตนและน้ำผึ้ง ดังนั้นในสายตาชาวอิสราเอล ยอห์นได้ดำเนินชีวิตที่เป็นตัวอย่างเสมือนมนุษย์แห่งศรัทธาโดยแท้จริง ยอห์นได้รับการนับถืออย่างสูงถึงขนาดบรรดาปุโรหิตใหญ่ และประชาชนต่างถามยอห์นว่า ท่านเป็นพระผู้มาโปรดหรือไม่ ? (ลูกา 3:15,ยอห์น 1:20)

ภายใต้สภาพแวดล้อมเหล่านี้ ประชาชนชาวอิสราเอลมีแนวโน้มที่จะเชื่อในตัวยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ผู้ซึ่งยืนยันว่าตัวเขาเองไม่ได้เป็นเอลียาห์ มากกว่าที่จะเชื่อในพระเยซู ผู้ซึ่งตรัสกับเขาเหล่านั้นว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมาคือเอลียาห์ ประชาชนตัดสินว่าความเห็นของพระเยซูเกี่ยวกับว่ายอห์นเป็นเอลียาห์ไม่น่าเชื่อถือ โดยคิดว่าพระเยซูตรัสสิ่งนี้เพียงเพื่อทำให้การกล่าวอ้างของพระองค์เกี่ยวกับตัวพระองค์เองน่าเชื่อถือเท่านั้น

ข. ภารกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา
แล้วทำไมพระเยซูจึงตรัสว่า ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาคือเอลียาห์ ดังที่ ลูกา 1:17 ชี้ให้เห็นว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมามาพร้อมกับภารกิจของเอลียาห์ ประชาชนชาวอิสราเอลผู้ซึ่งเชื่อในพันธสัญญาเดิมตามตัวอักษรถือว่าเอลียาห์เริ่มแรกควรจะลงมาจากสวรรค์จริงๆแต่พระเจ้าทรงเลือกยอห์นและส่งยอห์นมาพร้อมกับภารกิจของเอลียาห์

ตัวยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาประกาศว่าเขาคือผู้ที "นำเสด็จ"พระผู้มาโปรด (ยอห์น 3:28) เพื่อ "..กระทำมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป" (ยอห์น 1:23) ในการเป็นบุคคลที่มีภารกิจที่สำคัญและเป็นหนึ่งเฉพาะตัวดังกล่าว ยอห์นควรจะรู้ว่าตัวเองคือเอลียาห์โดยปัญญาของตัวเอง

ปุโรหิตใหญ่มากมายและประชาชนชาวอิสราเอลมากมายผู้ซึ่งนับถือยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาคิดแม้กระทั่งว่ายอห์นอาจจะเป็นพระผู้มาโปรด เพราะฉะนั้นถ้ายอห์นได้ประกาศว่าตัวเองคือเอลียาห์และได้เป็นพยานว่าพระเยซูคือพระผู้มาโปรด ประชาชนชาวอิสราเอลในเวลานั้นก็จะสามารถยอมรับและต้อนรับพระเยซู และแล้วได้รับการช่วยให้รอดแล้วภูมิหลังครอบครัวของพระเยซูและการที่ดูเหมือนว่าทรงขาดประสบการณ์ในการอบรมทางฝ่ายวิญญาณของพระองค์ก็จะไม่เป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม เพราะความเขลาเกี่ยวกับแผนการของพระเจ้า ยอห์นยืนกรานว่าไม่ใช่เอลียาห์ สิ่งนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขัดขวางประชาชนชาวอิสราเอลไม่ให้มาสู่พระเยซู

ในมัทธิว 3:11 ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมากล่าวว่า เขาให้บัพติศมาด้วยน้ำแต่ผู้ซึ่งจะเสด็จมาภายหลัง (พระผู้มาโปรด) จะให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ ยอห์นกล่าวว่า เขาไม่คู่ควรแม้กระทั่งจะแก้เชือกรองพระบาทของพระองค์ (ยอห์น 1:27) ในยอห์น 1:33 ยอห์นกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเองไม่รู้จักพระองค์ แต่พระองค์ (พระเจ้า) ทรงใช้ให้ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "เมื่อเจ้าเห็นพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาสถิตอยู่บนผู้ใด ผู้นั้นแหละเป็นผู้ให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์" (พระคริสต์)" และข้าพเจ้าก็ได้เห็นแล้ว และได้เป็นพยานว่า "พระองค์นี้แหละเป็นพระบุตรของพระเจ้า" ดังนั้นพระเจ้าทรงให้การเปิดเผยความจริงโดยตรงแก่ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาว่าพระเยซูคือพระบุตรของพระองค์ ถึงแม้ว่ายอห์นได้บรรลุถึงภารกิจในเริ่มแรกในการเป็นพยานให้กับพระเยซู แต่เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจว่ายอห์นไม้ได้เป็นพยานให้กับพระเยซูตลอดชีวิตของยอห์น

หลังจากพบกับพระผู้มาโปรด ทุกคนควรจะเชื่อและรับใช้พระองค์ ตลอดชีวิตของเขา สิ่งนี้เป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้ซึ่งมาพร้อมกับภารกิจของเอลียาห์ ซึ่งก็คือเพื่อเตรียมหนทาง ของพระผู้มาโปรด (ลูกา 1:76) เพราะฉะนั้น ยอห์นควรจะรับใช้และติดตามพระเยซูเสมือนสาวกคนหนึ่งของพระองค์ และบิดาของยอห์นเองได้รับการบอกเกี่ยวกับภารกิจของบุตรชายของเขา เมื่อยอห์นเกิดและพยากรณ์ว่า "ท่านทารกเอ๋ย เขาจะเรียกท่านว่าเป็นพระผู้เผยพระวจนะของผู้สูงสุดเพราะว่าท่านจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า และจัดเตรียมมรรคาของพระองค์ไว้ เพื่อจะให้ชนชาติของพระองค์มีความรู้สึกถึงความรอด .." (ลูกา 1:76,77) อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถพบตัวอย่างใดๆในพระคัมภีร์ที่ซึ่งยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาได้รับใช้พระเยซูจริงๆ

ก่อนหน้าที่ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาจะเสียชีวิตในคุกโดยการมีชีวิตที่ปราศจากการบรรลุถึงภารกิจในการรับใช้พระเยซู ยอห์นก็เริ่มต้นสงสัยเกี่ยวกับชีวิตตัวเองและพระเยซู จึงส่งสาวกไปเพื่อถามพระเยซูว่า "..ท่านเป็นผู้ที่จะมานั้นหรือ หรือจะต้องคอยผู้อื่น" (มัทธิว 11:3) ข้อความนี้พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ยอห์นไม่ได้เชื่อในพระเยซูและล้มเหลวในการรับใช้พระองค์

พระเยซูทรงขุ่นเคืองในคำถามดังกล่าวแล้วตรัสตอบอย่างพิพากษาว่า "บุคคลผู้ใดไม่เห็นว่าเราเป็นอุปสรรค ผู้นั้นก็เป็นสุข" (มัทธิว 11:6) ชี้ให้เห็นว่ายอห์นได้ล้มเหลวในภารกิจ แม้ว่ายอห์นจะได้รับความนับถืออย่างมาก จากชาวอิสราเอลก็ตาม

พระเยซูยังตรัสอีกว่า " …ในบรรดาคนซึ่งเกิดจากผู้หญิงมานั้นไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่กว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมา แต่ว่าผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด ในแผ่นดินสวรรค์ก็ยังยิ่งใหญ่กว่ายอห์นเสียอีก" (มัทธิว 11:11) ถ้าบุคคลหนึ่งเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เกิดจากผู้หญิงแน่นอนที่สุดบุคคลนั้นควรจะยิ่งใหญ่เท่าเทียมกันในอาณาจักรสวรรค์แล้วยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้ซึ่งเกิดเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จะสามารถกลายเป็นบุคคลที่ต่ำต้อยกว่าคนที่ต่ำต้อยที่สุดในสวรรค์ได้อย่างไร

พระเจ้าทรงส่งยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะว่ายอห์นจะต้องรับใช้พระผู้มาโปรดและเป็นพยานให้แก่พระองค์ต่อหน้าประชาชนทั้งมวลแต่ยอห์นล้มเหลวอย่างน่าเศร้าใจในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ มัทธิว 11:12 อธิบายสิ่งนี้โดยกล่าวว่า "…ตั้งแต่สมัยยอห์นผู้ให้รับัพติศมาถึงทุกวันนี้ แผ่นดินสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่คนได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน และผู้ที่ใจร้อนรนก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้" ถ้ายอห์นผู้ให้รับบบัพติศมาได้รับใช้พระเยซูอย่างดีบรรลุถึงความรับผิดชอบยอห์นก็จะกลายเป็นอัครสาวกของพระเยซูแต่เพราะว่ายอห์นล้มเหลว เปโตร ผู้ซึ่งใช้ความพยายามมากที่สุดในบรรดาสาวกของพระเยซูได้กลายเป็นผู้นำของสาวก สิบสองคน

ในการเตรียมประชาชนแห่งอิสราเอลให้มีศรัทธาในพระเยซู พระเจ้าทรงให้การเป็นพยานมากมายแก่พ่อแม่ของยอห์น เศคาริยาห์และ เอลิซาเบธ ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของศาสนายูดาห์ในเวลานั้น พระเจ้าทรงทำอัศจรรย์อย่างต่อเนื่องเพื่อที่ว่าประชาชนจะยอมรับว่าพระองค์ทรงทำงานโดยตรงในการตั้งครรภ์ และการเกิดของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ยอห์นต้องได้รับการบอกเล่าจากพ่อแม่ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเยซูดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ยอห์นต้องได้รับการเปิดเผยความจริงมากมายโดยตรงจากพระเจ้า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีการเตรียมตัวทั้งมวลเหล่านี้ยอห์นผู้ให้รับัพติศมาก็ล้มเหลวเพราะความไม่เชื่อและความเขลา ซึ่งความไม่เชื่อส่วนตัวของยอห์นไม่เพียงจะนำไปสู่การสูญเสียเฉพาะตัวเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การไม่เชื่อของประชาชนส่วนใหญ่และในท้ายที่สุดไปสู่การถูกตรึงที่กางเขนของพระเยซู