Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

s

บทที่ 2
การตกสู่บาป

ทุกคนมีจิตใจเริ่มแรกซึ่งมีธรรมชาติในการเสาะแสวงหาความดีและต่อต้านความชั่ว แต่มนุษย์ที่ตกสู่บาปถูกผลักดันโดยอำนาจชั่วร้ายให้กระทำชั่วโดยไม่รู้สึกตัว ซึ่งตรงข้ามกับความปรารถนาของจิตใจเริ่มแรก ศาสนาคริสต์เรียกผู้ควบคุมอํานาจที่ชั่วร้ายว่าซาตาน ในบทนี้เรื่อง "การตกสู่บาป" จะทําให้เราเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะตัวของซาตาน และจุดกำเนิดของความชั่วร้าย

1. รากเหง้าแห่งบาป
ก. ต้นไม้แห่งชีวิตและต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว

บนพื้นฐานของหนังสือปฐมกาลในพระคัมภีร์ ชาวคริสเตียนมีความเชื่อดั้งเดิมที่ค่อนข้างคลุมเครือว่าบาปเริ่มแรก รากเหง้าแห่งบาปและความชั่วร้ายคือ การที่บรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์กินผลไม้ผลหนึ่งคือผลไม้ของต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว (เพื่อให้สั้นลงต่อไปจะเรียกว่า "ผลไม้แห่งความดีและความชั่ว" ) อย่างไรก็ตาม ผลไม้แห่งความดีและความชั่วเป็นผลไม้จริงตามตัวอักษร หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์ เช่นเดียวกับข้อความอื่นๆ ในพระคัมภีร์ ตาม "หลักการ" ผลไม้เป็นสัญลักษณ์

พระเจ้าแห่งความรัก พ่อแม่ของมนุษยชาติจะทรงสร้างผลไม้ที่ดึงดูดใจดังกล่าว แล้วทิ้งมันไว้ในสถานที่ที่ซึ่งมันจะสามารถถูกกินโดยบุตรของพระองค์และทําให้เขาตกสู่บาปได้อย่างไร (ปฐมกาล 3:6) พระเยซูตรัสในมัทธิว 15:11 ว่า "...มิใช่สิ่งซึ่งเข้าไปในปากจะทําให้มนุษย์เป็นมลทิน..." แล้วสิ่งที่กินได้จะทําให้มนุษย์ตกสู่บาปได้อย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าพระเจ้าแห่งความรักทรงสร้างผลไม้แห่งความดีและความชั่วเพื่อทรงทดสอบมนุษย์อย่างปราศจากพระกรุณาถึงขนาดว่าเป็นมันจะเหตุแห่งความตายในท้ายที่สุด เพียงเพื่อจะทรงดูว่ามนุษย์จะเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ว่า มนุษย์กินผลไม้ทั้งที่ได้รับการบอกแล้วว่าจะตาย ชี้ให้เห็นว่าผลไม้ต้องเป็นสัญลักษณ์แทนอะไรบางอย่างที่ให้การกระตุ้นอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ว่าความปรารถนาของมนุษย์สําหรับผลไม้มีอํานาจเหนือกว่าความปรารถนาสําหรับชีวิต

ก่อนที่เราจะบอกได้ว่าผลไม้แห่งความดีและความชั่วเป็นสัญลักษณ์แทนอะไร เราต้องรู้ว่าต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่วคืออะไร อย่างไรก็ตาม ต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่วถูกกล่าวเพียงไม่กี่ครั้งในพระคัมภีร์ ดังนั้น การที่จะกําหนดได้ว่าต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่วเป็นสัญลักษณ์แทนอะไร เราต้องศึกษาต้นไม้แห่งชีวิตก่อน ตามพระคัมภีร์ ต้นไม้แห่งชีวิตยืนอยู่ข้างต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่วในสวนเอเดน (ปฐมกาล 2:9, 2:17, 3:3) และถูกกล่าวถึงอยู่หลายแห่งในพระคัมภีร์

1. ต้นไม้แห่งชีวิต
สุภาษิต 13:12 กล่าวว่า "ความหวังที่ถูกหน่วงไว้ทําให้ใจเจ็บชํ้า แต่ความปรารถนาที่สำเร็จเเล้วเป็นต้นไม้แห่งชีวิต" ต้นไม้แห่งชีวิตเป็นความหวังพื้นฐานของมนุษย์ ดังที่วิวรณ์ 22:14 กล่าวไว้ว่า "คนทั้งหลายที่ชําระเสื้อผ้า (แห่งบาปและความชั่วร้าย) ของตนก็เป็นสุข เพื่อว่าเขาจะได้มีสิทธิ์ในต้นไม้แห่งชีวิต และเพื่อเขาจะได้เข้าไปในนครนั้นโดยทางประตู" ข้อความนี้แสดงว่า สำหรับมนุษย์ที่ตกสู่บาป การได้มาซึ่งต้นไม้แห่งชีวิตจะนํามาซึ่งความสุข แล้วอะไรคือต้นไม้แห่งชีวิตที่เป็นความหวังของชาวอิสราเอลแห่งยุคพันธสัญญาเดิม และเป็นความหวังของชาวคริสเตียนแห่งยุคพันธสัญญาใหม่

ถ้ามนุษย์ที่ตกสู่บาปถูกถามว่า อะไรคือสาระสำคัญของความสุขและความหวัง แต่ละคนจะให้คําตอบที่แตกต่างกัน คนหนึ่งอาจจะตอบว่าอํานาจ อีกคนหนึ่งอาจจะตอบว่าความมั่งคั่งหรือความรู้ แล้วอะไรคือความหวังที่มีร่วมกันของประชาชนแห่งความเชื่อในตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ ถ้าความหวังส่วนลึกที่สุดของมนุษย์ที่ตกสู่บาปคือต้นไม้แห่งชีวิตแล้ว ความหวังของอาดัมก่อนการตกสู่บาปก็ต้องเป็นต้นไม้แห่งชีวิตด้วยเช่นกัน เหตุผลก็คือ แต่ละบุคคลยังคงมีธรรมชาติเริ่มแรกอยู่ลึกๆ ภายในตัว ดังนั้น มนุษยที่ตกสู่บาปจึงใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ปรารถนาในเริ่มแรกก่อนการตกสู่บาป แต่ได้สูญเสียไป ปฐมกาล 3:22-24 แสดงให้เห็นว่าอาดัมปรารถนาที่จะไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิต แต่เพราะบาป อาดัมไม่ได้รับอนุญาตให้ไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิต ดังนั้น ต้นไม้แห่งชีวิตจึงยังคงเป็นความหวังเพียงอย่างเดียวของมนุษย์ที่ตกสู่บาป

แล้วอะไรคือต้นไม้แห่งชีวิตต้นนี้ ที่เป็นความหวังของอาดัมที่กําลังเจริญเติบโตขึ้นและยังไม่บรรลุถึงความสมบูรณ์ ความหวังพื้นฐานของอาดัมในสวนเอเดนจะเป็นการครอบครองทางวัตถุได้หรือไม่ จะเป็นอํานาจหรือความสนใจภายนอกอื่นๆ หรือไม่ เพราะว่าอาดัมต้องเป็นเจ้าแห่งเอกภพทั้งหลายและปกครองสิ่งทั้งปวง ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดสําหรับอาดัมที่ต้องหวังการครอบครองทางวัตถุหรืออํานาจมากกว่านั้น ถ้าอาดัม มีความปรารถนาที่ลึกซึ้งในขณะที่ยังคงไม่สมบูรณ์ ก็ควรจะเป็นการบรรลุถึงความสมบูรณ์ของตนเอง กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความปรารถนาของอาดัมควรจะเป็นการกลายเป็นมนุษย์แห่งบุคลิกลักษณะที่สมบูรณ์ บุคคลผู้จะบรรลุถึงอุดมคติสําหรับการสร้างสรรค์

เพราะฉะนั้น ต้นไม้แห่งชีวิตจึงเป็นสัญลักษณ์แทนมนุษย์ผู้บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ ถ้าอาดัมไม่ตกสู่บาปและบรรลุถึงอุดมคติสําหรับการสร้างสรรค์ อาดัมจะกลายเป็นต้นไม้แห่งชีวิตและสร้างอาณาจักรสวรรค์บนโลก ซึ่งก็คือสวนต้นไม้แห่งชีวิตขึ้น อย่างไรก็ตาม เพราะอาดัมตกสู่บาปและพระเจ้าจึงทรงกั้นทางไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตด้วยกระบี่เพลิง (ปฐมกาล 3:24)

เพราะว่าอาดัมละทิ้งความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ อาดัมจึงกลายเป็นต้นไม้แห่งชีวิตที่จอมปลอมและทําให้ลูกหลานผู้ซึ่งเป็นต้นไม้แห่งชีวิตที่จอมปลอม สร้างสวนต้นไม้แห่งชีวิตที่จอมปลอมขึ้น แทนสวนต้นไม้แห่งชีวิต เพราะฉะนั้น เพื่อสร้างอาณาจักรสวรรค์บนโลกซึ่งเป็นสวนต้นไม้แห่งชีวิต ต้นไม้แห่งชีวิตจะต้องปรากฏขึ้นในโลกที่ตกสู่บาปและเชื่อม มวลมนุษยชาติเข้ากับต้นไม้แห่งชีวิต โดยที่รู้ว่าต้นไม้แห่งชีวิตเป็นสัญลักษณ์แทนอาดัม เราจึงเข้าใจได้ว่าต้นไม้แห่งชีวิตในพันธสัญญาเดิม (สุภาษิต 13:12) เป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซู (1 โครินธ์ 15:45) และต้นไม้แห่งชีวิตในพันธสัญญาใหม่ในหนังสือวิวรณ์ (วิวรณ์ 22:14) เป็นสัญลักษณ์แทนพระผู้มาโปรดที่จะเสด็จมา ยิ่งไปกว่านั้น เราเข้าใจได้ว่าทําไมความมุ่งหมายของแผนการแห่งการช่วยให้รอดก็คือ เพื่อแก้ไขต้นไม้แห่งชีวิตที่สูญเสียไปในสวนเอเดน (ปฐมกาล 2:9) กลับไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตที่ถูกกล่าวในหนังสือวิวรณ์ (วิวรณ์ 22:14)

2. ต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว
ในสวนเอเดน พระเจ้าทรงสร้างอาดัมและทรงสร้างเอวาให้เป็นคู่ชีวิต ถ้าในกลางสวนนั้นมีต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แทนผู้ชายแล้ว จะเป็นไปไม่ได้หรือที่ว่าควรจะมีต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แทนผู้หญิงด้วย ใช่ ต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว ที่ยืนต้นอยู่ข้างต้นไม้แห่งชีวิต (ปฐมกาล 2:9, 2:17, 3:3) คือต้นไม้ต้นนี้

ในพระคัมภีร์ บ่อยครั้งพระเยซูถูกแทนเป็นสัญลักษณ์ด้วยเถาองุ่น (ยอห์น 15:5) หรือต้นมะกอกเทศ (โรม 11:17) ในทํานองเดียวกัน อาดัมและเอวาถูกแทนโดยต้นไม้สองต้น และสิ่งนี้ก็เป็นร่องรอยที่จะนําไปสู่ความลับเกี่ยวกับการตกสู่บาปของมนุษย์ การกล่าวว่ามีต้นไม้แห่งชีวิต และต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่วในกลางสวนเอเดน ไม่ได้หมายความว่ามีต้นไม้จริงสองต้นที่กึ่งกลางสวนจริงๆ แต่หมายความว่าบุคคลสองคน คือ อาดัมและเอวา เป็นศูนย์กลางและแกนกลางของอุดมคติของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์ อุดมคติทั้งปวงของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์ต้องถูกบรรลุถึงโดยผ่านมนุษย์ เมื่อเรามองดูสิ่งต่างๆ ในแง่นี้ เราสามารถเห็นได้ว่าต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่วเป็นสัญลักษณ์แทนผู้หญิง คือ เอวา เราต้องสรุปว่า ผลไม้ของต้นไม้นี้ต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวข้องกับเอวา อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะเข้าใจอย่างชัดเจนว่าผลไม้นี้เป็นสัญลักษณ์แทนอะไร เราต้องรู้ถึงเอกลักษณ์ของงูก่อน

ข. เอกลักษณ์ของงู
ในปฐมกาลบทที่ 3 พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่า งูล่อลวงเอวาให้กระทําบาป อย่างไรก็ตาม งูที่กล่าวถึงนั้นไม่สามารถเป็นงูจริงๆ ตามตัวอักษร มันต้องเป็นสัญลักษณ์

ในปฐมกาลบทที่ 3 เรายังเห็นว่า "งู"* สนทนากับเอวาได้และรู้ว่าพระเจ้าตรัสบอกอาดัมและเอวาไม่ให้กินผลไม้ของต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว การที่ "งู" สนทนากับมนุษย์และรู้ว่าพระเจ้าทรงบัญชาสิ่งใดไว้ งูต้องเป็นสิ่งดํารงอยู่ฝ่ายวิญญาณ วิวรณ์ 12:9 กล่าวว่า "พญานาคใหญ่" ซึ่งเป็นงูดึกดําบรรพ์ที่เขาเรียกว่า มารและซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลกก็ถูกผลักทิ้งลงไปพญานาคและทูตสวรรค์ของมันถูกผลักทิ้งลงไปในแผ่นดินโลก ชี้ให้เห็นว่า "งูดึกดําบรรพ์" คือมาร "งูดึกดําบรรพ์นี้" เป็นงูที่ล่อลวงเอวา เพราะว่า วิวรณ์ 12:9 กล่าวว่า "งู" ถูกทิ้งลงมาจากสวรรค์ เรารู้ว่า "งู" อยู่บนสวรรค์ก่อนที่จะถูกทิ้งลงมา ดังนั้นงูจึงต้องเป็นสิ่งที่ดํารงอยู่ฝ่ายวิญญาณ

เพราะเรารู้ว่า "งู" คือ ซาตาน (วิวรณ์ 12:9) เราจะรู้ว่า "งู" คือใครได้โดยการค้นหาว่าซาตานคือใคร เพื่อจะรู้ว่าซาตานคือใคร เราต้องค้นหาว่าอะไรคือสิ่งดํารงอยู่ฝ่ายวิญญาณซึ่งอยู่ในสวรรค์ก่อนกระทําบาป กล่าวได้ว่า เนื่องจากในเริ่มแรก "งู" อยู่ในสวนเอเดนก่อนจะถูกทิ้งลงมาจากสวรรค์ "งู" ต้องเป็นสิ่งดํารงอยู่เริ่มแรกที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาให้มีธรรมชาติแห่งความดีในเริ่มแรก และเป็นสิ่งดํารงอยู่ที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะว่า (1) ไม่มีสิ่งดํารงอยู่ใดๆ ในสวนเอเดนที่ไม่ถูกทรงสร้างขึ้นโดยพระเจ้า (2) พระเจ้าทรงสร้างเฉพาะสิ่งที่ดีเท่านั้น และ

(3) ไม่มีสิ่งดํารงอยู่ที่ดีใดๆ ที่กระทําบาปได้หลังจากการบรรลุถึงความสมบูรณ์
บางคนจินตนาการว่า สิ่งดํารงอยู่ฝ่ายวิญญาณที่ถูกแทนเป็นสัญลักษณ์ด้วยงูนี้คือ สิ่งดํารงอยู่ที่ดํารงอยู่ก่อนการสร้างสรรค์สรรพสิ่งและเป็นสิ่งดํารงอยู่ที่มีความตั้งใจที่ชั่วร้ายตรงข้ามกับความตั้งใจของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ยกเว้นมนุษย์ที่ตกสู่บาป ทุกสิ่งในเอกภพดํารงอยู่ตามระเบียบที่สมบูรณ์ประการหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าจะมีแหล่งความชั่วร้ายซึ่งตรงข้ามกับพระเจ้าตั้งแต่เริ่มแรก ถ้ามีอํานาจที่ต่อต้านกันสองอํานาจตั้งแต่เริ่มแรกในเอกภพ ความมุ่งหมายที่ขัดแย้งกันของอำนาจทั้งสองจะเป็นสาเหตุให้เอกภพถูกทําลายลง สรุปได้ว่าสิ่งดํารงอยู่ฝ่ายวิญญาณถูกสร้างขึ้นโดยเริ่มแรกเพื่อความมุ่งหมายแห่งความดี แต่ได้ตกสู่บาปในขณะที่กำลังอยู่ในกระบวนการเจริญเติบโตและกลายเป็นซาตาน สิ่งดํารงอยู่นี้สามารถสนทนากับมนุษย์และรู้เจตจํานงของพระเจ้า อาศัยอยู่บนสวรรค์ในเริ่มแรก สามารถล่อลวงมนุษย์ และสิ่งดํารงอยู่นี้ หลังจากการตกสู่บาปและเป็นซาตานแล้ว ก็ยังคงสามารถมีอิทธิพลต่อจิตใจและวิญญาณของมนุษย์เหนือขอบเขตของเวลาและสถานที่ เป็นเหตุให้มนุษย์ดําเนินชีวิตที่ชั่วร้าย อะไรคือสิ่งดํารงอยู่ที่มีความสามารถดังกล่าว ไม่มีสิ่งดํารงอยู่อื่นใดนอกจากทูตสวรรค์เท่านั้นที่มีความสามารถดังกล่าว บางคนอาจจะสงสัยว่าทูตสวรรค์สามารถกระทําบาปได้หรือ? แต่หลักฐานในพระคัมภีร์สําหรับสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ชัดเจน เมื่อเราอ่านใน 2 เปโตร 2:4 ซึ่งกล่าวว่า "...พระเจ้าไม่ได้ทรงยกเว้นพวกทูตสวรรค์ที่ได้ทําบาปนั้น แต่ได้ทรงผลักเขาลงไปสู่ทุคติและได้ขังเขาไว้ในขุมนรกมืด..." เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทูตสวรรค์สามารถกระทําบาปได้ และได้กระทําบาป การที่วิวรณ์ 12:7-9 กล่าวว่า "บริวารของมัน" ชี้ให้เห็นว่า "งู" นี้เป็นหัวหน้าทูตสวรรค์ ดังนั้นเราสามารถเข้าใจได้ว่า "งู" คือทูตสวรรค์

ค. บาปของทูตสวรรค์และบาปของชายและหญิงคู่แรก
แล้วอะไรคือบาปของทูตสวรรค์ ยูดา 1:6-7 กล่าวว่า "และเหล่าทูตสวรรค์ที่ไม่พอใจอธิปไตยที่ทรงประทานให้ แต่ละทิ้งถิ่นฐานอันเหมาะสมของตนนั้น พระองค์ได้ทรงจองจําไว้ด้วยเครื่องพันธนาการอันไม่รู้จักสลาย ขังไว้ในที่มืดจนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาในวันสําคัญยิ่งนั้น เช่นเดียวกับเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์และเมืองที่อยู่รอบ ๆ นั้น ที่ได้ประพฤติชั่วและมัวเมาในกามวิตถาร (เหมือนกับทูตสวรรค์) ก็ได้ทรงบัญญัติไว้เป็นตัวอย่างของการที่จะต้องได้รับอาชญาในไฟนิรันดร์" บาปของทูตสวรรค์ (ในสวนเอเดน) เป็นบาปของการล่วงประเวณี เพราะว่าการล่วงประเวณีไม่สามารถกระทําโดยลําพัง มันต้องมีผู้ที่ร่วมกระทําด้วย แต่มันจะเป็นใครได้ พระคัมภีร์บอกเราเกี่ยวกับสิ่งดํารงอยู่เพียงสามสิ่งที่ได้กระทําบาปในสวนเอเดนคือ งู อาดัมและเอวา ขอให้เราพิจารณาดูว่าบาปที่ชายและหญิงคู่แรกกระทําควรจะเป็นอะไร

ในปฐมกาล 3:7 เราอ่านพบว่า หลังจากถูกล่อลวงโดยงูและกระทําบาป บรรพบุรุษเริ่มแรกรู้สึกอับอายในความเปลือยเปล่าและปกปิดร่างกายส่วนล่าง อย่างไรก็ตาม ก่อนการตกสู่บาปอาดัมและเอวาเปลือยเปล่าแต่ ไม่รู้สึกอับอาย (ปฐมกาล 2:25) แล้วเมื่อเราอ่านพบว่าทั้งสองได้ปกปิดร่างกายส่วนล่างหรือส่วนที่เกี่ยวกับเพศด้วยใบมะเดื่อหลังจากกระทําบาป เราต้องถามตัวเองว่ามนุษย์ได้กระทําบาปแห่งการล่วงประเวณีด้วยหรือไม่

มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ตกสู่บาปในการพยายามปกปิดความผิดหรือสิ่งผิด ดังนั้นถ้าผลไม้แห่งความดีและความชั่วเป็นผลไม้จริงๆ ตามตัวอักษร อาดัมและเอวาควรจะปกปิดมือหรือปากถ้าทั้งสองได้หยิบผลไม้ด้วยมือ หรือได้กินด้วยปาก อย่างไรก็ตาม เราพบว่าทั้งสองปกปิดส่วนที่เกี่ยวกับเพศ ไม่ใช่มือหรือปาก สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการล่วงละเมิดของอาดัมและเอวาต้องเกี่ยวข้องกับส่วนที่เกี่ยวข้องกับเพศของทั้งสอง โยบ 31:33 กล่าวว่า "...ถ้าข้าปิดบังการทรยศของข้าอย่างอาดัมด้วยซ่อนความบาปผิดของข้าไว้ในอกของข้า" คําพูดของโยบชี้ให้เห็นว่า อาดัม ปกปิดการล่วงละเมิด เพราะว่าเรารู้ว่าอาดัมและเอวาปกปิดส่วนที่เกี่ยวกับเพศ เราสามารถสรุปได้ว่า บาปของทั้งสองต้องเกี่ยวข้องกับส่วนที่เกี่ยวกับเพศ

ในสวนเอเดน บาปเพียงอย่างเดียวที่มนุษย์อาจจะกระทําได้โดยการเสี่ยงชีวิตก็คือ บาปเกี่ยวกับความรัก อาดัมและเอวาต้องเจริญเติบโตเป็นเสมือนพี่ชายและน้องสาว และหลังจากบรรลุถึงความสมบูรณ์ก็สร้างอาณาจักรสวรรค์ขึ้นโดยการกลายเป็นสามีภรรยาคู่แรก และสร้างครอบครัวของพระเจ้าที่บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามเมื่อพระเยซูตรัสใน ยอห์น 8:44 "ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมาร..." พระองค์ทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามนุษย์ที่ตกสู่บาปเป็นลูกหลานของมาร อาดัมและเอวาละทิ้งพระเจ้า พระบิดาที่แท้จริงและกลายเป็นหนึ่งกับพ่อที่จอมปลอม ซาตาน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทําไม โรม 8:23 จึงกล่าวว่า "...เราทั้งหลายเองด้วย ผู้ได้รับพระวิญญาณเป็นผลแรก ตัวเราเองก็ยังครํ่าครวญคอยการที่พระเจ้าทรงให้เป็นบุตร คือที่จะทรงให้กายของเราทั้งหลายรอดตาย" ข้อเท็จจริงที่ว่า เรากําลังรอคอยสําหรับการได้รับเข้าในสายเลือดของพระเจ้า บอกเราว่าเราไม่ได้อยู่ในสายเลือดของพระเจ้า ในมัทธิว 3:7 และ มัทธิว 23:33 ตามลําดับ ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและพระเยซูเรียกประชาชนว่า "พันธุ์งูร้าย" พูดอีกอย่างหนึ่งคือลูกหลานของงู ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ที่ตกสู่บาปเป็นลูกหลานของซาตาน ดังนั้นเราสามารถเข้าใจได้ชัดเจนว่า มนุษย์ที่ตกสู่บาปเป็นสายเลือดของซาตานไม่ใช่ของพระเจ้า นี่เป็นผลของการที่เอวากระทําบาปแห่งการล่วงประเวณีกับทูตสวรรค์ โดยผลของอาชญากรรมนี้ มนุษยชาติทั้งมวลเกิดขึ้นมาเป็นเสมือน "ลูกหลาน" ของซาตาน*

ง. ผลไม้ของความดีและความชั่วและรากเหง้าแห่งบาป
เพราะว่าต้นไม้ทวีคูณตัวเองโดยผล (ซึ่งให้เมล็ด) และมนุษย์ทวีคูณโดยความสัมพันธ์ทางเพศ ดังนั้น ผลไม้ของต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่วเป็นสัญลักษณ์ของความรักทางเพศของเอวา ข้อเท็จจริงที่ว่าเอวากินผลไม้ที่ซาตานชักจูงให้เธอกิน หมายความว่าเธอได้กระทําการล่วงประเวณีกับซาตาน เพราะการกินบางสิ่งหมายความถึงการทําให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเลือดเนื้อ การที่เอวาให้ผลไม้แห่งความดีและความชั่วกับอาดัมและการที่อาดัมกิน มันหมายความว่าเอวาเป็นเหตุให้อาดัมตกสู่บาปโดยการกระทําแห่งความรักที่ผิดศีลธรรมอย่างเดียวกัน

เพราะฉะนั้น รากเหง้าแห่งบาปจึงไม่ใช่การที่บรรพบุรุษเริ่มแรกกินผลไม้จริงๆ แต่โดยการสร้างความสัมพันธ์แห่งสายเลือดกับหัวหน้าทูตสวรรค์ผู้ซึ่งถูกแทนเป็นสัญลักษณ์ด้วยงู โดยการล่วงประเวณี ความสัมพันธ์ทางสายเลือดนี้เป็นเหตุสําหรับการที่บาปเริ่มแรกถูกส่งผ่านจากชั่วอายุคนหนึ่งไปสู่อีกชั่วอายุคนหนึ่ง ศาสนาทั้งมวลที่พยายามขจัดบาปได้กําหนด และถือว่าการล่วงประเวณีเป็นหนึ่งในบรรดาบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จากทัศนะของบาปเริ่มแรก เราสามารถเข้าใจได้ว่าทําไมชาวอิสราเอลจึงต้องถูกทําพิธีสุหนัตเพื่อที่จะถือได้ว่าเป็นประชาชนที่ถูกเลือกของพระเจ้ามันจําเป็นเพื่อชดใช้สําหรับการใช้ส่วนทางเพศในทางที่ไม่ถูกต้องที่ทําให้มนุษย์กลายเป็นลูกหลานของซาตาน เราอาจจะสามารถหยุดบาปอื่นๆ ทั้งหมดได้โดยการพัฒนาทางสังคม การศึกษาหรือเศรษฐกิจ แต่ถึงแม้ว่าอารยธรรมจะพัฒนาขึ้น สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจจะพัฒนาขึ้นถึงจุดที่ซึ่งเราสามารถมีความปีติกับชีวิตที่มั่นคงมากขึ้นก็ตาม แต่การเพิ่มขึ้นของความสําส่อนทางเพศและแนวโน้มของมนุษย์ไปสู่ความเสื่อมศีลธรรมยังคงไม่สามารถถูกหยุดยั้งได้โดยใครเลย

เหตุผลที่ว่าซาตานสามารถทําลายระเบียบแห่งความรักที่ถูกต้องของมนุษย์ลงในขณะที่ยุคสุดท้ายใกล้เข้ามาเพราะว่าบรรพบุรุษเริ่มแรกกลายเป็นสามีภรรยาโดยปราศจากการได้รับอนุญาตหรือการให้พรของพระเจ้า แต่รวมเป็นหนึ่งกับซาตานเสมือนพ่อที่จอมปลอม ลูกหลานของทั้งสองจึงเกิดขึ้นมาเสมือนลูกหลานแห่งบาป ไม่ใช่ลูกหลานของพระเจ้า และทั้งสองได้สร้างโลกแห่งของความไม่เชื่อ ความชั่วร้ายและสงคราม ดังนั้น ซาตานจึงครอบงํามนุษย์ตามความพอใจ (ยอห์น 8:44)

ทั้งที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์และเอกภพทั้งมวลขึ้น แต่พระองค์ไม่เคยสามารถมีบทบาทศูนย์กลางในเรื่องราวใดๆ ในโลกเพื่อที่จะปกครองตามเจตจํานงของพระเจ้าเพียงตามลําพัง มนุษย์ได้ให้ซาตานอยู่ในบทของดารานําและซาตานได้แสดงบทบาทที่จอมปลอมของผู้เป็นเจ้า มันเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่ซาตานถูกกล่าวถึงเป็นเสมือน "เจ้าโลกนี้" (ยอห์น 12:31) และ "พระของโลกนี้" (2 โครินธ์ 4:4)

2. แรงผลักดันและกระบวนการแห่งการตกสู่บาป
ก. การสร้างสรรค์ทูตสวรรค์

แล้วโดยแรงผลักดันอะไรและโดยกระบวนการอะไรที่อาดัมและเอวาและทูตสวรรค์ตกสู่บาปในสวนเอเดน

เริ่มแรกพระเจ้าทรงสร้างทูตสวรรค์เป็นผู้รับใช้เพื่อช่วยในการสร้างสรรค์และการปกครองโลก (ฮีบรู 1:14) อย่างไรก็ตาม เพราะว่ามนุษย์ถูกสร้างเป็นเสมือนบุตรของพระเจ้าและต้องปกครองเหนือสรรพสิ่ง มนุษย์ก็ต้องมีอํานาจปกครองเหนือทูตสวรรค์ด้วย เหตุที่ว่าทุกวันนี้ ทูตสวรรค์โดยปกติมักจะถูกถือว่าสูงกว่ามนุษย์ก็เพราะการตกสู่บาปของมนุษย์ มนุษย์เสื่อมทรามลง (เยเรมีย์ 17:9) กระทั่งยืนอยู่ในตําแหน่งที่ตํ่ากว่าสิ่งต่างๆ ในสรรพสิ่ง รวมทั้งทูตสวรรค์

1 โครินธ์ 6:3 บอกเราอย่างชัดเจนว่ามนุษย์จะมีอํานาจพิพากษา ทูตสวรรค์ และผู้ที่มีความสามารถทางฝ่ายวิญญาณมากมายก็เห็นทูตสวรรค์ล้อมรอบและป้องกันผู้ที่มีศรัทธาในพาราไดซ์ มนุษย์ต้องพิพากษาทูตสวรรค์และทูตสวรรค์ปกป้องมนุษย์ เพราะมนุษย์โดยเริ่มแรกแล้วมีคุณค่ามากกว่าบรรดาทูตสวรรค์

ข. การตกสู่บาปฝ่ายวิญญาณและการตกสู่บาปฝ่ายเนื้อหนัง
1. การตกสู่บาปฝ่ายวิญญาณ

ลูซิเฟอร์ (อิสยาห์ 14:12) อยู่ในตําแหน่งของหัวหน้าทูตสวรรค์ และดังนั้นจึงเป็นช่องทางสําหรับความรักของพระเจ้าไปสู่โลกแห่งทูตสวรรค์มันดูเหมือนว่าเขาเท่านั้นที่อยู่ในตําแหน่งที่ได้รับความรักของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เพราะว่าอาดัมและเอวาถูกสร้างเป็นเสมือนบุตรของพระเจ้า พระเจ้าทรงรักมนุษย์มากกว่าที่พระองค์ทรงรักลูซิเฟอร์ผู้ซึ่งถูกสร้างให้เป็นผู้รับใช้ อย่างไรก็ตาม โดยแท้จริงแล้วหลังจากการสร้างอาดัมและเอวา ลูซิเฟอร์ไม่เคยได้รับความรักน้อยลงกว่าที่เคยได้รับจากพระเจ้าก่อนการสร้างมนุษย์ แต่โดยการที่พระเจ้าทรงประทานความรักอย่างมากมายของพระองค์ต่ออาดัมและเอวา ลูซิเฟอร์รู้สึกเหมือนว่าได้รับความรักในปริมาณที่น้อยลง เพราะความรู้สึกนี้ ลูซิเฟอร์จึงพยายามเพิ่มเติมความรักที่ได้รับโดยการเข้าใกล้อาดัมและเอวามากขึ้น

เพราะความรักของพระเจ้าเป็นแหล่งแห่งชีวิตและความงาม เอวา ซึ่งได้รับความรักอย่างมากจากพระเจ้าจึงสวยงามมากในสายตาของ ลูซิเฟอร์ ลูซิเฟอร์บ่อยครั้งอยู่ใกล้กับเอวามากและถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงโดยแรงกระตุ้นแห่งความรักที่มีต่อเธอ เอวาซึ่งอยู่ในภาวะที่ยังไม่สมบูรณ์ หวั่นไหวง่ายต่อการล่อลวงของลูซิเฟอร์ และทั้งสองก็ได้กระทําบาปแห่งการล่วงประเวณี นี่คือ การตกสู่บาปฝ่ายวิญญาณ

บางคนอาจจะถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไรที่ความสัมพันธ์ทางเพศจะเกิดขึ้นได้ระหว่างทูตสวรรค์และมนุษย์ คําถามนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะการรับรู้ทางฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ตกไปสู่ระดับที่ตํ่ามาก เนื่องจากการตกสู่บาป อย่างไรก็ตาม ปฐมกาล 32:25 พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าการติดต่อโดยตรงระหว่างมนุษย์และทูตสวรรค์เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เมื่อมันบันทึกไว้ว่าทูตสวรรค์ปลํ้ากับยาโคบและทําให้ข้อที่ตะโพกเคลื่อน

2. การตกสู่บาปฝ่ายเนื้อหนัง
เมื่อเอวารวมเป็นหนึ่งกับหัวหน้าทูตสวรรค์ (โดยตัวตนทางฝ่ายวิญญาณ) เอวารู้สึกถึงความกลัวซึ่งมาจากมโนธรรมที่รู้สึกผิด และเอวารับความรู้ว่าคู่ที่ถูกต้องของเธอคือ อาดัม ไม่ใช่ทูตสวรรค์

เอวาต้องการแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเจ้าและเธอก็ต้องการขจัดความกลัวที่เกิดขึ้นจากการตกสู่บาป อาดัมเป็นความหวังเพียงอย่างเดียวสำหรับการกลับไปสู่พระเจ้า และเอวาคิดว่าเธอสามารถบรรลุถึงสิ่งนี้ได้โดยการกลายเป็นหนึ่งกับอาดัม ผู้ซึ่งจะต้องกลายเป็นคู่ของเธอ ดังนั้นเอวาจึงล่อลวงอาดัม นี่เป็นแรงผลักดันแห่งการตกสู่บาปฝ่ายเนื้อหนัง

ดังที่ได้อธิบายใน "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" อาดัมและเอวาจะต้องบรรลุถึงพรสามประการ ในการทำสิ่งนี้ ทั้งสองต้องกลายเป็นสามีภรรยาในท้ายที่สุด พูดอีกอย่างหนึ่งคือ อุดมคติสำหรับการสร้างสรรค์ก็คือ เพื่อที่อาดัมเอวาบรรลุถึงความสมบูรณ์เฉพาะตัว และแล้วกลายเป็นสามีภรรยาแห่งความรักนิรันดร์โดยมีศูนย์กลางที่พระเจ้า แต่เพราะว่าทั้งสองกลายเป็นสามีภรรยาก่อนเวลาที่ถูกต้องและมีศูนย์กลางที่ซาตาน ความสัมพันธ์ของทั้งสองทำให้เกิดการตกสู่บาปและไม่ทำให้อุดมคติของพระเจ้ากลายเป็นความจริง อาดัมสืบทอดสารที่ชั่วร้ายซึ่งเอวาได้รับจาก ลูซิเฟอร์โดยการรวมเป็นหนึ่งกับเธอ สารที่ชั่วร้ายเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานจากชั่วอายุคนหนึ่งไปสู่อีกชั่วอายุคนหนึ่ง

ถ้าบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ไม่ได้ "กินผลไม้แห่งความดีและความชั่ว" ทั้งสองก็ควรจะได้บรรลุถึงความสมบูรณ์เสมือนบุตรชายและบุตรสาวของพระเจ้า และแล้วโดยการได้รับพรจากพระเจ้า ทั้งสองก็กลายเป็นสามีภรรยาโดยมีศูนย์กลางที่ความรักของพระเจ้า และให้กำเนิดลูกที่มีธรรมชาติแห่งความดีบรรลุถึงอุดมคติสำหรับการสร้างสรรค์ ความรักของเอวาก็จะกลายเป็นผลไม้แห่งความดี และเธอก็จะเป็นเหมือนต้นไม้แห่งความดี

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เอวาจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ เอวากระทำบาปแห่งการล่วงประเวณีกับหัวหน้าทูตสวรรค์ และกลายเป็นบุคคลที่ตกสู่บาป ยิ่งไปกว่านั้น เอวายังเป็นเหตุให้อาดัมตกสู่บาปด้วย จึงทำให้เกิดครอบครัวแรกของบรรดาครอบครัวที่ตกสู่บาปซึ่งพระเจ้าไม่สามารถทำงานผ่านได้ เพราะฉะนั้น เอวาที่ตกสู่บาปจึงถูกเปรียบเป็นเสมือนต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว และความรักของเธอเสมือนกับผลไม้ของต้นไม้

เมื่อเรามองย้อนกลับไป เราสามารถเห็นได้ว่าก่อนการตกสู่บาป เอวาอยู่ในฐานะที่จะกลายเป็นได้ทั้งต้นไม้แห่งความดี โดยการบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ หรือต้นไม้แห่งความชั่วร้าย โดยการตกสู่บาป เธอถูกแทนเป็นสัญลักษณ์โดยต้นไม้แห่งความดีและความชั่ว เพราะว่าก่อนการตกสู่บาป ความรักของเอวาสามารถทําให้เกิดผลไม้แห่งความดี บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์หรือผลไม้แห่งความชั่วร้ายที่เป็นเหตุแห่งการตกสู่บาป ความรักของเธอจึงถูกแทนเป็นสัญลักษณ์โดยผลไม้แห่งความดีและความชั่ว

"ตามหลักการแห่งการสร้างสรรค์" พระเจ้าจะทรงต้องบรรลุถึงความมุ่งหมายของการสร้างสรรค์มนุษย์โดยความรัก เพราะฉะนั้น ความรักจึงเป็นแหล่งของชีวิต ความสุขและความปีติของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เพราะบรรพบุรุษเริ่มแรกไม่เชื่อฟังกฏแห่งสวรรค์และตกสู่บาป ความรักเองก็ถูกนําไปในทางชั่วร้าย และซาตานก็ได้ครอบงําและทําให้มนุษย์ทนทุกข์ทรมาน ดังนั้น ซาตานผู้ซึ่งได้นําความรักของมนุษย์ไปในทางที่ชั่วร้าย จึงเป็นตัวการสําคัญเบื้องหลังการทําลายของครอบครัวอุดมคติ

3. มันเป็นไปได้อย่างไรสําหรับมนุษย์ที่จะตกสู่บาป
ก. อํานาจแห่งความรักและอํานาจแห่งหลักการ

มนุษย์ถูกสร้างเพื่อให้เจริญเติบโตจากช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต หรือช่วงระยะเวลาของการปกครองโดยอ้อมไปสู่ความสมบูรณ์โดย อํานาจ แห่งหลักการเพื่อให้ดําเนินชีวิตตามหลักการ เพราะฉะนั้น อํานาจแห่งหลักการโดยตัวมันเองไม่สามารถทําให้มนุษย์ตกจากรางแห่งหลักการ และไม่สามารถทําให้เขาตกสู่บาปได้ แต่ก่อนความสมบูรณ์มนุษย์ยังคงสามารถถูกทําให้ตกรางได้ถ้าถูกกระแทกโดยอํานาจที่เข้มแข็งกว่าอํานาจ แห่ง หลักการ ซึ่งชี้นําการเจริญเติบโตของมนุษย์ อํานาจเพียงอย่างเดียวที่เข้มแข็งกว่าอํานาจแห่งหลักการคืออํานาจแห่งความรัก แล้วในขณะที่มนุษย์ยังไม่สมบูรณ์ก่อนที่เขาจะมีประสบการณ์ความรักที่สมบูรณ์แห่งการปกครองโดยตรงของพระเจ้า มันเป็นไปได้สําหรับเขาที่จะตกสู่บาปเพราะ "ความรัก" ที่ผิดหลักการความรักที่ชี้นําไปสู่ความมุ่งหมายที่แตกต่างจากของพระเจ้า

แล้วทําไมพระเจ้าจึงทรงทําให้อํานาจแห่งความรัก มีอํานาจมากกว่า อํานาจแห่งหลักการ ความรักเป็นแรงผลักดันและความมุ่งหมายสําหรับการสร้างสรรค์สรรพสิ่งของพระเจ้า และเพราะฉะนั้นความรักจึงเป็นส่วนที่มีคุณค่ามากที่สุดของสิ่งทั้งมวล มันเป็นแหล่งแห่งชีวิต ความสุขและความปีติ ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงสร้างสรรค์สิ่งทั้งมวลตามหลักการ หรือกฎต่างๆ แต่เพราะว่าพระองค์ต้องการการปกครองแห่งความรักในท้ายที่สุด พระองค์จึงทําให้ความรักเป็นอํานาจที่เข้มแข็งที่สุด

ข. ความมุ่งหมายของธรรมบัญญัติและ
ช่วงระยะเวลาที่จําเป็นสําหรับธรรมบัญญัติ
เพราะว่าอํานาจแห่งความรักเข้มแข็งกว่าอํานาจแห่งหลักการ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้เสมอระหว่างช่วงการเจริญเติบโตที่บุคคลหนึ่งอาจตกสู่บาปได้เนื่องจาก "ความรัก" ที่ผิดหลักการ อะไรสามารถป้องกันสิ่งนี้ได้ เมื่อไรก็ตามที่อํานาจแห่ง "ความรัก" ที่ผิดหลักการเข้ามามีบทบาทในระหว่างช่วงระยะเวลาที่บุคคลนั้นยังไม่สมบูรณ์ และไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองแห่งความรักของพระเจ้าโดยตรง บุคคลนั้นอาจตกสู่บาปได้ เพื่อป้องกันสิ่งนี้ พระเจ้าทรงให้ธรรมบัญญัติกับมนุษย์ "อย่ากินผลไม้แห่งความดีและความชั่ว" ตราบใดก็ตามที่บรรพบุรุษรักษาธรรมบัญญัติด้วยความศรัทธา ทั้งสองก็จะไม่สร้างฐานความสัมพันธ์ร่วมกับหัวหน้าทูตสวรรค์ ดังนั้นอํานาจแห่ง "ความรัก" ที่ผิดหลักการก็จะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เพราะว่าทั้งสองไม่ได้รักษาความเชื่อและไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ แต่สร้างฐานความสัมพันธ์ร่วมและมีการให้และการรับกับหัวหน้าทูตสวรรค์ อํานาจแห่ง "ความรัก" ที่ผิดศีลธรรมจึงเป็นเหตุให้ทั้งสองหันเหไปจากรางแห่งหลักการ

แล้วพระเจ้าทรงต้องการให้บรรพบุรุษเริ่มแรกรักษาธรรมบัญญัติ "อย่ากินผลไม้" ซึ่งเป็นเงื่อนไขแห่งศรัทธาที่พระเจ้าทรงให้กับทั้งสองเป็นเวลานานเท่าใด เมื่ออาดัมเอวาบรรลุถึงความสมบูรณ์และสร้างความรักในแนวราบ เป็นสามีภรรยาโดยมีศูนย์กลางที่พระเจ้า ก็จะไม่มีอํานาจใดสามารถทําลายความรักนั้นได้ เพราะว่าความรักที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างทั้งสองจะเป็นความรักที่สัมบูรณ์ ดังนั้น หลังจากบรรลุถึงความสมบูรณ์แล้วทั้งสองจะไม่สามารถตกสู่บาปได้เลย อํานาจแห่งความรักระดับตํ่าของหัวหน้าทูตสวรรค์ไม่สามารถล่วงละเมิดความรักระหว่างสามีที่สมบูรณ์และภรรยาที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้น ธรรมบัญญัติของพระเจ้า "อย่ากิน" จึงจําเป็นเพียงตราบเท่าที่อาดัมและเอวายังคงอยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนความสมบูรณ์ของทั้งสองเท่านั้น

4. ผลของการตกสู่บาป
ก. ซาตานและมนุษย์ที่ตกสู่บาป

อะไรคือผลที่เกิดขึ้นในสรรพสิ่งโดยการตกสู่บาปทางฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณของอาดัม เอวาและหัวหน้าทูตสวรรค์ ขอให้เราพิจารณาสิ่งนี้โดยการเปรียบเทียบผลต่างๆ ของการตกสู่บาปกับสิ่งที่ควรจะได้เกิดขึ้นถ้าอาดัมและเอวาไม่ได้ตกสู่บาป แต่บรรลุถึงพรสามประการ

ถ้าอาดัมเอวาไม่ได้ตกสู่บาป แต่บรรลุถึงความสมบูรณ์แห่งบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวโดยการกลายเป็นตัวตนแห่งความรักในแนวดิ่งของพระเจ้า ทั้งสองจะกลายเป็นสามีภรรยา สร้างความรักในแนวราบของพระเจ้าขึ้น และทั้งสองควรจะให้กําเนิดลูกที่มีธรรมชาติแห่งความดี และแล้วฐานสี่ตําแหน่งซึ่งทั้งสองสามารถมีประสบการณ์ของการปครองโดยตรงแห่งความรักของพระเจ้าก็จะถูกสร้างขึ้น แต่เพราะอาดัมเอวาตกสู่บาปและกลายเป็นตัวตนแห่งบาปเนื่องจากความรักที่ผิดหลักการที่เริ่มต้นโดยหัวหน้าทูตสวรรค์ และพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นเจ้าแห่งหลักการ ถูกแยกออกไป และดังนั้น ฐานสี่ตําแหน่งเทียม ถูกสร้างโดยมีศูนย์กลางที่ "ความรัก" ที่จอมปลอมของซาตานและซาตานผู้ซึ่งได้แสดงบทบาทที่จอมปลอมของผู้เป็นเจ้า นี่เป็นเหตุผลว่า พระคัมภีร์กล่าวว่ามนุษย์ที่ตกสู่บาปเป็นลูกหลานของซาตาน (ยอห์น 8:44) และกล่าวว่าซาตานเป็น "พระของโลกนี้" (2 โครินธ์ 4:4) และ "เจ้าโลกนี้" (ยอห์น 12:31)

ในเริ่มแรกแล้วมนุษย์ต้องมีอํานาจปกครองเหนือเหล่าทูตสวรรค์ รวมทั้งเหนือสรรพสิ่งอื่นๆ ที่เหลือ อย่างไรก็ตาม ซาตานกลับสิ่งนี้และเข้ามาปกครองมนุษย์และเอกภพ เพราะฉะนั้น เช่นดังที่โรม 8:19 กล่าวว่า "...สรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว มีความเพียรคอยท่าปรารถนาให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฏ..." เพราะว่าการตกสู่บาปของมนุษย์ สรรพสิ่งทั้งมวลกําลังครํ่าครวญเพื่อที่จะเป็นอิสระจากการปกครองของซาตาน และเพื่อที่จะมีประสบการณ์การปกครองของบุคคลที่แท้จริง

ข. การทํางานของซาตานในโลกที่ตกสู่บาป
ซาตานควบคุมโลกที่ตกสู่บาปอย่างไร แม้กระทั่งซาตานผู้ซึ่งเป็น "เจ้าโลกนี้" จะสามารถกระทําสิ่งที่ชั่วร้ายได้ก็ต่อเมื่อมีกรรมผู้ซึ่งมีฐานความสัมพันธ์ร่วมด้วยได้ กรรมของซาตานคือวิญญาณที่ชั่วร้าย (บรรดาผู้ซึ่งอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ) กรรมของวิญญาณที่ชั่วร้ายในโลกฝ่ายวิญญาณคือตัวตนฝ่ายวิญญาณของบุคคลที่อยู่บนโลก และแน่นอน กรรมที่ตอบสนองต่อตัวตนฝ่ายวิญญาณของบุคคลเหล่านั้นก็คือตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของตัวเอง ดังนั้น อํานาจของซาตานถูกแสดงออกในบุคคลบนโลกโดยผ่านอิทธิพลของวิญญาณที่ชั่วร้ายในโลกฝ่ายวิญญาณ ยิ่งไปกว่านั้น เพราะซาตานเป็นสิ่งดํารงอยู่ทางฝ่ายวิญญาณ ซาตานจึงสามารถแสดงตัวเองออกมาได้เหนือขอบเขตของเวลาและมิติ (สถานที่) ตราบใดก็ตามที่มีฐานความสัมพันธ์ร่วมอยู่ เมื่อลูกา 22:3 กล่าวว่าซาตานเข้าดลใจยูดาสอิสคาริโอท นั่นหมายความว่าโดยการสร้างฐานความสัมพันธ์ร่วมและมีความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับกับซาตาน ยูดาส กลายเป็นเครื่องมือของซาตาน การแก้ไขอาณาจักรสวรรค์บนโลกหมายถึงการสร้างโลกที่ซึ่งซาตานไม่สามารถทํางานได้เลย ในการทําสิ่งนี้ทุกคนต้องทําลายความสัมพันธ์กับซาตานโดยสิ้นเชิงและแก้ไขความสัมพันธ์กับสวรรค์กลับคืนมา และมีความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับกับพระเจ้าเท่านั้น

ค. ความดีและความชั่วมองดูจากจุดยืนแห่งความมุ่งหมาย
ถ้าอาดัมเอวาได้กลายเป็นตัวตนแห่งความดีและสร้างฐานสี่ตำแหน่งขึ้นด้วยความรักที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้า ทั้งสองจะได้สร้างโลกแห่งความดี อย่างไรก็ตาม เพราะทั้งสองมีความสัมพันธ์กันโดยความรักที่ถูกชี้นําไปสู่ความมุ่งหมายอื่นนอกเหนือจากความมุ่งหมายของพระเจ้า ทั้งสองจึงกลายเป็นตัวตนแห่งความชั่วร้าย สร้างฐานสี่ตําแหน่งเทียม (โดยมีศูนย์กลางที่ซาตาน) และได้สร้างโลกที่ชั่วร้ายขึ้น

ถึงแม้ว่าในขั้นเริ่มแรกของการพัฒนาการ การกระทําที่ดีและชั่วร้ายปรากฏดูเหมือนคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อมันเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ขัดแย้งกัน มันก็จะแยกออกจากกันและดูแตกต่างกัน ความดีและความชั่วไม่ได้ถูกตัดสินในตัวเองโดยการกระทําที่เฉพาะหรือโดยประเภทของการกระทําและตัวผลของมันเอง แต่ถูกตัดสินโดยแรงผลักดัน ทิศทางและความมุ่งหมายว่ามันไปสู่ทิศทางแห่งเจตจํานงของพระเจ้าหรือไปสู่ทิศทางแห่งเจตจํานงของซาตาน

ง. บาป
บาป คือ การกระทําหรือความคิดล่วงละเมิดต่อ "กฎแห่งสวรรค์""* ทําให้เกิดเงื่อนไขที่ซึ่งบุคคลหนึ่งสร้างฐานความสัมพันธ์ร่วมกับซาตานและเข้าสู่ความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับกับซาตานทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม โลกอุดมคติที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายไว้ในเริ่มแรก บาปไม่สามารถดํารงอยู่ ไม่สามารถมีการกระทําที่เป็นบาปในอาณาจักรแห่งความรักของพระเจ้า เป็นที่ที่ซึ่งซาตานไม่สามารถดํารงอยู่ โดยผลของการที่อาดัมและเอวาสร้างฐานความสัมพันธ์ร่วมกับซาตานและกระทําบาป มนุษย์จึงมีชีวิตอยู่ในโลกที่ผิดหลักการและกระทําบาปโดยการกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมกับซาตานทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม

บาปสามารถถูกแบ่งออกได้เป็นบาปเริ่มแรก บาปกรรมพันธุ์ บาปร่วม และบาปส่วนตัว บาปเริ่มแรกมาจากการตกสู่บาปทางฝ่ายวิญญาณและฝ่ายเนื้อหนังของชายและหญิงคู่แรก มันเป็นรากเหง้าแห่งบาปทั้งมวล บาปกรรมพันธุ์เป็นบาปซึ่งถูกถ่ายทอดลงมาจากบรรพบุรุษของบุคคลหนึ่งโดยทางสายเลือด (ดังที่กล่าวไว้ในบัญญัติสิบประการ (อพยพ 20:5)) บาปนี้เปรียบเทียบได้กับลําต้นของต้นไม้ บาปร่วมไม่ใช่ทั้งบาปของบุคคลหนึ่ง หรือบาปกรรมพันธุ์ แต่เป็นบาปซึ่งทุกคนมีส่วนรับผิดชอบในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมนุษยชาติ ความไม่เชื่อของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา บรรดาปุโรหิตใหญ่และธรรมาจารย์ทั้งหลายต่อพระเยซูเป็นสิ่งที่รับผิดชอบสําหรับการถูกตรึงที่กางเขนของพระองค์ ถึงแม้ว่าโดยเปรียบเทียบแล้วประชาชนกลุ่มเล็กจะมีความรับผิดชอบโดยตรงสําหรับการตรึงที่กางเขนก็ตาม แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสนาคริสต์ และมนุษยชาติทั้งหมดต้องแบกความรับผิดชอบสําหรับบาปนั้นและผลก็คือมนุษยชาติทนทุกข์อย่างมาก บาปร่วมเป็นเหมือนกิ่งก้านของต้นไม้ บาปส่วนตัวเป็นบาปที่ถูกกระทําโดยแต่ละบุคคล บาปดังกล่าวอาจจะเปรียบเทียบได้กับใบไม้ของต้นไม้ บาปทั้งมวลเริ่มต้นขึ้นโดยบาปเริ่มแรกซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งบาปทั้งมวล ดังนั้น มนุษย์ไม่สามารถชําระบาปใดๆ ได้ในที่สุดโดยปราศจากการชําระบาปเริ่มแรกก่อน

จ. ธรรมชาติที่ตกสู่บาป
ทูตสวรรค์และชายหญิงคู่แรกถูกสร้างขึ้นด้วยความมุ่งหมายแห่งความดีและเพื่อให้มีธรรมชาติเริ่มแรกที่ได้รับมาเมื่อพวกเขาถูกสร้างขึ้นก่อนการตกสู่บาปตําแหน่งของทูตสวรรค์ภายในระเบียบทั้งมวลแห่งสรรพสิ่งยังไม่เป็นที่ชัดเจนโดยสิ้นเชิง ชายหญิงคู่แรกยังคงอยู่ในช่วงระยะการเจริญเติบโต พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ทั้งสองยังไม่ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์อย่างเต็มที่ตามธรรมชาติเริ่มแรกของทั้งสอง หัวหน้าทูตสวรรค์กับเอวา แล้วเอวาที่ตกสู่บาปกับอาดัมได้มีความสัมพันธ์แห่งความรักที่ผิดศีลธรรมในขณะที่พวกเขายังคงไม่ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์ ในเวลาแห่งการตกสู่บาป ธรรมชาติเริ่มแรกถูกหันไปสู่ทิศทางที่ผิด และ "ธรรมชาติเริ่มแรก" ที่ถูกชี้นําไปในทิศทางที่ผิดได้กลายเป็นธรรมชาติที่ตกสู่บาปของมนุษย์ ธรรมชาติที่ตกสู่บาปนี้ถูกส่งผ่านจากหัวหน้าทูตสวรรค์สู่เอวา จากเอวาที่ตกสู่บาปสู่อาดัม และจากอาดัมเอวาไปสู่ลูกหลานทั้งมวล จุดเริ่มต้นของธรรมชาติที่ตกสู่บาปคือ "ธรรมชาติเริ่มแรก" ที่ถูกชี้นําไปในทิศทางที่ผิดนี้เอง ท้ายสุด "ธรรมชาติเริ่มแรก" ที่ถูกชี้นําไปในทางที่ผิดนี้เป็นธรรมชาติพื้นฐานที่ทําให้เกิดธรรมชาติที่ตกสู่บาปทั้งมวลของมนุษย์ที่ตกสู่บาป ใน "หลักการ" มันจึงถูกเรียกว่าธรรมชาติที่ตกสู่บาปเริ่มแรก

แรงผลักดันพื้นฐานที่เป็นสาเหตุของธรรมชาติที่ตกสู่บาปเริ่มแรก เกิดจากความรู้สึกของการได้รับความรักจากพระเจ้าน้อยลงของหัวหน้าทูตสวรรค์ ดังนั้นความรู้สึกของการที่ถูกรักน้อยลงหลังจากการสร้างสรรค์มนุษย์ของพระเจ้าจึงเป็นผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สําหรับหัวหน้าทูตสวรรค์ เพราะว่าหัวหน้าทูตสวรรค์มีความปรารถนาและปัญญาในธรรมชาติเริ่มแรก อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ว่าหัวหน้าทูตสวรรค์ต้องตกสู่บาป เพราะความปรารถนาที่เขาได้รับมาเมื่อมนุษย์บรรลุถึงความสมบูรณ์ของตัวเขาเองและรักหัวหน้าทูตสวรรค์ในฐานะผู้เป็นเจ้า (แห่งหัวหน้าทูตสวรรค์) ความรู้สึกของการได้รับความรักน้อยลงก็จะหายไป ในช่วงที่มนุษย์ยังไม่บรรลุถึงความสมบูรณ์ แม้หัวหน้าทูตสวรรค์จะรู้สึกถึงการได้รับความรักของพระเจ้าน้อยลงก็ตาม แต่ถ้าหัวหน้าทูตสวรรค์รักษาทิศทางเริ่มแรกในความปรารถนาสำหรับความรักของพระเจ้าและมีศูนย์กลางที่ตัวพระองค์เท่านั้น หัวหน้าทูตสวรรค์ก็จะไม่สามารถตกสู่บาปได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อความรู้สึกของการถูกปฏิเสธของหัวหน้าทูตสวรรค์เป็นเหตุให้เปลี่ยนทิศทางและมีศูนย์กลางที่ตัวเอง หัวหน้าทูตสวรรค็จึงพัฒนาความรู้สึกอิจฉาอาดัมอย่างรุนแรง เมื่อเอวาเห็นอกเห็นใจต่อความรู้สึกและจุดยืนของหัวหน้าทูตสวรรค์ เธอก็สร้างฐานความสัมพันธ์ร่วมขึ้นกับหัวหน้าทูตสวรรค์ซึ่งนําไปสู่ความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรม และการตกสู่บาป

เราสามารถแยกธรรมชาติที่ตกสู่บาปเริ่มแรกออกเป็นสี่ลักษณะใหญ่ๆ ประการแรกแรงผลักดันแห่งการตกสู่บาปของหัวหน้าทูตสวรรค์อยู่ในความล้มเหลวในการมองดูอาดัมจากทัศนะของพระเจ้า ความล้มเหลวในการรักอาดัมอย่างที่พระเจ้ารัก หัวหน้าทูตสวรรค์กลับใช้ทิศทางของตัวเองและอิจฉาอาดัม เราเห็นบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งนี้ได้ เมื่อนักเรียนอิจฉานักเรียนคนโปรดของครูแทนที่จะรักอย่างที่ครูรัก ปฏิกิริยาเช่นนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากธรรมชาติที่ตกสู่บาปเริ่มแรก

ลักษณะที่สําคัญประการที่สองของธรรมชาติที่ตกสู่บาปคือ ธรรมชาติของการละทิ้งตําแหน่งที่ได้รับมา ความปรารถนาที่เกินขอบเขตของหัวหน้าทูตสวรรค์ในการที่จะได้รับความรักมากขึ้นจากพระเจ้า และเพื่อที่จะมีความปีติในตําแหน่งแห่งความรักเดียวกันในสังคมมนุษย์เหมือนกับที่ได้รับในอาณาจักรแห่งทูตสวรรค์ สิ่งนี้ได้นําไปสู่การละทิ้งตําแหน่ง และการตกสู่บาป การกระทําใดที่มนุษย์ที่ตกสู่บาปกระทํานอกเหนือขอบเขตแห่งตําแหน่ง และอํานาจหน้าที่เพื่อที่จะบรรลุความปรารถนาที่ไม่ชอบธรรมล้วนเป็นการแสดงออกของธรรมชาติที่ตกสู่บาปเริ่มแรกนี้

ลักษณะที่สําคัญประการที่สามของธรรมชาติที่ตกสู่บาปก็คือธรรมชาติแห่งการกลับระเบียบการปกครอง ทูตสวรรค์ในท้ายที่สุดจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตามเขาได้ครอบงําเอวาและกลับระเบียบที่ถูกต้อง เอวาควรจะอยู่ภายใต้การปกครองของอาดัม แต่เธอกลับครอบงำอาดัม การกลับระเบียบการปกครองเกิดที่ขึ้นในการตกสู่บาป ความไม่มีระเบียบมากมายทั้งหลายในโลกที่ตกสู่บาปมีจุดเริ่มต้นของมันจากลักษณะอันนี้ของธรรมชาติที่ตกสู่บาปเริ่มแรก

ลักษณะที่สําคัญประการที่สี่ คือธรรมชาติแห่งการทวีคูณ (หรือถ่ายทอด) ความปรารถนาที่ไม่ชอบธรรมและการกระทําบาป ถ้าเอวาไม่ได้ทวีคูณอาชญากรรมของเธอโดยการล่อลวงอาดัมหลังจากที่เธอตกสู่บาปอาดัมก็จะไม่ตกสู่บาป และการแก้ไขเอวาเพียงลําพังโดยเปรียบเทียบแล้วจะเป็นสิ่งที่ง่าย เอวารับเอาความปรารถนาที่ไม่ชอบธรรมของหัวหน้าทูตสวรรค์ในการ "กินผลไม้แห่งความดีและความชั่ว" และการกระทําบาปแห่งการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของเขาและทําให้มันกลายเป็นเจตจํานงและทิศทางของเธอ ดังนั้น จึงเป็นการขยายเจตจํานงและการกระทําของหัวหน้าทูตสวรรค์ เจตจํานงที่ไม่ชอบธรรม และความไม่เชื่อฟังนั้นก็ถูกทวีคูณในตัวอาดัม ดังนั้นการตกสู่บาปเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงที่ว่าความชั่วร้ายในโลกที่ตกสู่บาปถูกถ่ายทอดและทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าความดี เป็นการแสดงออกของธรรมชาติที่ตกสู่บาปเริ่มแรกนี้