Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 1
หลักการแห่งการสร้างสรรค์

ในที่สุดแล้วปัญหาพื้นฐานต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตและเอกภพไม่สามารถถูกแก้ไขได้โดยปราศจากความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของพระเจ้าผู้สร้าง ทั้งนี้ เพราะว่าการที่จะเข้าใจและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิ่งดํารงอยู่ที่เป็นผล เราจะต้องเข้าใจสิ่งดํารงอยู่ที่เป็นเหตุก่อน ดังนั้น ในการตอบปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งดํารงอยู่ที่เป็นผลทั้งปวง ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพระเจ้าผู้สร้าง ตลอดจนหลักการต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้ในการสร้างโลก "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" (The Principles of the Creation) จะอธิบายธรรมชาติของพระเจ้า และหลักการต่างๆ เหล่านี้ ตลอดจนตอบปัญหาพื้นฐานต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตและเอกภพ

1. ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้าและสรรพสิ่ง
ก. ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้า

เราสามารถรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของพระเจ้าที่มองไม่เห็นได้อย่างไร เราสามารถรู้ได้โดยการพิจารณาสรรพสิ่งทั้งปวง เช่นเดียวกับที่ผลงานของศิลปินเป็นการแสดงออกที่มองเห็นได้ของธรรมชาติที่มองไม่เห็นของผู้สร้าง สิ่งดํารงอยู่ทั้งปวงในสรรพสิ่งสร้างสรรค์เป็นการแสดงออกอย่างเป็นแก่นสารของธรรมชาติที่มองไม่เห็นของพระเจ้าผู้สร้างเช่นเดียวกับที่ เราสามารถรู้เกี่ยวกับลักษณะของนักประพันธ์ได้โดยผ่านผลงาน ดังนั้น เราจึงสามารถรู้ถึงธรรมชาติของพระเจ้าได้โดยผ่านสรรพสิ่งสร้างสรรค์ของพระองค์

ด้วยเหตุผลนี้ เปาโลจึงกล่าวว่า
"ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย"
(โรม 1:20)

เราจะรู้ว่าธรรมชาติของพระเจ้ามีลักษณะอย่างไรได้โดยการค้นหาลักษณะพิเศษที่เป็นลักษณะร่วมของสิ่งปวงในสรรพสิ่งสร้างสรรค์ของพระองค์

1. ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของซองซัง (ลักษณะภายใน) และฮยองซัง (รูปแบบภายนอก)

เราพบว่า สิ่งดํารงอยู่ทั้งปวงมีลักษณะภายในที่มองไม่เห็นและรูปแบบภายนอกที่มองเห็นได้ ซองซัง (Sung Sang) เป็นลักษณะหรือธรรมชาติภายในของสิ่งดํารงอยู่ใดๆ ในขณะที่ ฮยองซัง (Hyung Sang) คือส่วนที่เป็นสสาร โครงสร้างและรูปร่างของสิ่งดํารงอยู่นั้น ซองซังและฮยองซังเป็นคําเกาหลีซึ่งแปลคร่าวๆ ได้ว่า "ลักษณะภายใน" (Internal Character) และ "รูปแบบภายนอก" (External Form) ตามลำดับ เช่น ในมนุษย์ซองซังคือ จิตใจที่มองไม่เห็นและฮยองซังคือร่างกายที่มองเห็นได้ ในสัตว์ สัญชาติญาณที่มองไม่เห็นเป็นซองซัง ในขณะที่เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ที่ประกอบเป็นร่างกายของสัตว์เป็นฮยองซัง ในพืช ชีวิตและลักษณะภายในหลากหลายที่มองไม่เห็นเป็นซองซัง ในขณะที่ส่วนที่เป็นสสารซึ่งประกอบขึ้นเป็นเซลเนื้อเยื่อเป็นฮยองซัง หลักการเดียวกันนี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้กับธาตุต่างๆ ได้ กล่าวคือ ลักษณะทางเคมีฟิสิกส์ของโมเลกุล อะตอม และอนุภาคเป็นซองซัง ในขณะที่สสารและโครงสร้างที่มองเห็นได้เป็นฮยองซัง ในมนุษย์ จิตใจเป็นประธาน (Subject) และเป็นตัวกระตุ้นที่ให้แรงผลักดันต่อร่างกาย ดังนั้น ร่างกายจึงเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของจิตใจ ในทํานองเดียวกัน ซองซังของสัตว์ พืช โมเลกุล อะตอมและอนุภาคก็ชี้นําและควบคุมฮยองซังของมัน

ร่างกายคือ ฮยองซัง ซึ่งคล้ายคลึงและสะท้อนถึงจิตใจที่เป็นซองซัง แม้ว่าจิตใจจะมองไม่เห็น แต่จิตใจมี "รูปแบบ" ของตัวเอง และร่างกายที่คล้ายคลึงและสะท้อนถึงจิตใจก็มีรูปแบบที่สอดคล้องคล้ายคลึงกันด้วย จิตใจและร่างกายเป็นลักษณะภายในและลักษณะภายนอกของบุคคลเดียวกัน โดยที่จิตใจเป็นเหตุและอยู่ในตําแหน่งประธานต่อร่างกาย นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับจิตใจ ตลอดจนโชคชะตาของมนุษย์ได้โดยการพิจารณารูปร่างลักษณะที่ปรากฏภายนอก ดังนั้น เราจึงเข้าใจได้ว่า ซองซังและฮยองซัง เป็นลักษณะภายในและรูปแบบภายนอกของสิ่งดํารงอยู่แต่ละสิ่ง ซองซัง คือส่วนที่เป็นเหตุและ อยู่ในตําแหน่งประธานต่อฮยองซัง ฮยองซังเป็นผลและอยู่ในตําแหน่ง กรรม (Object) ต่อซองซัง ดังนั้น ฮยองซังจึงถูกเรียกว่าเป็น "ซองซังที่สอง" เราเรียกทั้งซองซังและฮยองซังรวมกันว่า "ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่" (Dual Characteristics)

เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นเหตุเริ่มแรกของสิ่งดํารงอยู่ทั้งปวง และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นแต่ละสิ่งต่างมีลักษณะพิเศษที่เป็นคู่คือซองซังและฮยองซังทั้งสิ้น ดังนั้นพระเจ้าต้องทรงมีซองซังและฮยองซังด้วย (โรม 1:20) ซองซังและฮยองซังของพระเจ้าอยู่ในตําแหน่งประธานของซองซังและฮยองซังของสิ่งดํารงอยู่ทั้งปวงที่ถูกสร้าง ซองซังของพระเจ้าซึ่งอยู่ในตำแหน่งประธานของซองซังของสิ่งดำรงอยู่ทั้งปวงเรียกว่า "ซองซังเริ่มแรก" (Original Sung Sang) และฮยองซังของพระองค์ซึ่งเป็นประธานของฮยองซังของสิ่งดํารงอยู่ทั้งปวง เรียกว่า "ฮยองซังเริ่มแรก" (Original Hyung Sang) ซองซังเริ่มแรกและฮยองซังเริ่มแรกของพระเจ้าไม่ได้ดํารงอยู่อย่างแยกจากกัน แต่ดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันที่กลมกลืน พระเจ้าทรงเป็นสิ่งดํารงอยู่ที่เป็นประธาน ทรงมีซองซังเริ่มแรกและฮยองซังเริ่มแรกที่กลมกลืน และพระองค์ทรงเป็นเหตุเริ่มแรกของโลกที่เป็นผล

2. ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของลักษณะบวกและลักษณะลบ
เรายังพบว่ามีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่าง "ลักษณะบวก"* (Positivity) และ "ลักษณะลบ"* (Negativity) ในสรรพสิ่งทั้งปวง ตัวอย่างเช่น อะตอมเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างส่วนที่เป็นบวกกับส่วนที่เป็นลบ ตัวอะตอมเองก็มีลักษณะพิเศษที่เป็นบวกและลบ บนพื้นฐานของลักษณะพิเศษดังกล่าว อะตอมสองอะตอมหรือมากกว่าเข้าสู่ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทําให้เกิดโมเลกุล พืชมีส่วนที่เป็นตัวผู้และตัวเมีย ในทํานองเดียวกัน สัตว์ส่วนใหญ่ทวีจำนวนโดยความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ตัวผู้กับสัตว์ตัวเมีย พืชและสัตว์ทั้งปวงดํารงอยู่ และทวีจำนวนขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์มากมายนับไม่ถ้วน ทั้งฝ่ายภายในและฝ่ายภายนอกของส่วนที่เป็นบวกและส่วนที่เป็นลบ พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าทรงไม่พอพระทัยผู้ชายเพียงลําพังเท่านั้น (ปฐมกาล 2:18) ดังนั้น พระองค์จึงทรงสร้างผู้หญิงคือเอวาให้เป็นกรรมของอาดัม นับเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าทรงเห็นว่าสรรพสิ่งของพระองค์นั้น "...ดีนัก" มนุษยชาติประกอบด้วยชายและหญิง สังคมมนุษย์ดํารงอยู่และพัฒนาขึ้นโดยความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างชายกับหญิง

ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบวกกับลักษณะลบ คล้ายคลึงกับความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะภายในกับรูปแบบภายนอก ลักษณะบวกกับลักษณะลบมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันแบบประธานกับกรรม เหตุกับผล ภายในกับภายนอก ดังนั้น ลักษณะบวกและลักษณะลบรวมกันถูกเรียกว่า "ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่" สรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นให้ดํารงอยู่โดยความสัมพันธ์ของลักษณะบวกกับลักษณะลบ

แล้วอะไรคือแหล่งที่มาของลักษณะบวกและลักษณะลบที่เราพบในสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะสิ่งดํารงอยู่ทั้งปวงเป็นสิ่งดํารงอยู่ที่เป็นผล ดังนั้นส่วนต่างๆ ที่มีร่วมกันจึงต้องกำเนิดจากแหล่งสูงสุดเดียวกัน นั่นคือ พระเจ้า "ผู้ทรงสร้าง" ข้อเท็จจริงที่ว่า สรรพสิ่งประกอบด้วยลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของลักษณะบวกและลักษณะลบ หมายความว่า พระเจ้าผู้ทรงเป็นเหตุเริ่มแรกของสิ่งทั้งปวง ทรงเป็นจุดเริ่มต้นของลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของลักษณะบวกและลักษณะลบ ข้อเท็จจริงนี้ สามารถเข้าใจได้จากปฐมกาล 1: 27 "พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์... และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง"

ลักษณะบวกและลักษณะลบของพระเจ้าอยู่ในตําแหน่งที่เป็นประธานต่อลักษณะบวกและลักษณะลบของสิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างทั้งปวง เราเรียกลักษณะบวกและลักษณะลบของพระเจ้าที่เป็นประธานนี้ว่า ลักษณะบวกเริ่มแรกและลักษณะลบเริ่มแรก ลักษณะบวกเริ่มแรกและลักษณะลบเริ่มแรกของพระเจ้ากลมกลืนในพระองค์ ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเป็นเหตุเริ่มแรกของโลกที่เป็นผล และทรงเป็นสิ่งดํารงอยู่แห่งลักษณะบวกและลักษณะลบที่กลมกลืน

3. ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้า
อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของซองซังและฮยองซัง กับลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของลักษณะบวกและลักษณะลบในสิ่งดำรงอยู่ทั้งปวง ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของลักษณะบวกและลักษณะลบ หรือลักษณะที่เป็นชายและหญิงเป็นคุณสมบัติของซองซังและฮยองซัง สิ่งนี้หมายความว่า จิตใจและร่างกายคือส่วนพื้นฐานที่สุดของมนุษย์แต่ละคน และลักษณะชายและหญิงคือส่วนที่รองลงมา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ซองซังมีคุณสมบัติของลักษณะบวกและลักษณะลบ ฮยองซังก็มีคุณสมบัติของลักษณะบวกและลบด้วย

ขอให้เราพิจารณาลักษณะที่เป็นคู่เหล่านี้ในมนุษย์ ประการแรก จิตใจ หรือซองซัง มีอารมณ์ที่เป็นบวกซึ่งแจ่มใส มีชีวิตชีวา มีอารมณ์ที่เป็นลบซึ่งอ่อนไหว สงบเงียบ มีปัญญาที่เป็นบวก ซึ่งเฉียบไวและมีปัญญาที่เป็นลบซึ่งเฉื่อยชา เจตจํานงที่เป็นบวกซึ่งริเริ่ม รับผิดชอบ เจตจํานงที่เป็นลบซึ่งตอบสนอง คล้อยตาม ส่วนที่เป็นบวกและลบในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังหรือฮยองซังด้วย ส่วนที่ยื่นหรือนูนออกมาคือส่วนที่เป็นบวก ในขณะที่ส่วนที่บุ๋มหรือเว้าเข้าไปคือส่วนที่เป็นลบ ดังนั้นเราจึงเข้าใจได้ว่า ลักษณะบวกและลักษณะลบเป็นคุณสมบัติของซองซังและฮยองซัง

ในลักษณะเดียวกัน ลักษณะบวกเริ่มแรกและลักษณะลบเริ่มแรกเป็นคุณสมบัติของซองซังเริ่มแรกและฮยองซังเริ่มแรกของพระเจ้า โดยย่อแล้ว พระเจ้าทรงเป็นเหตุเริ่มแรกและทรงเป็นประธานซึ่งมีลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของซองซังเริ่มแรกและฮยองซังเริ่มแรกที่กลมกลืนกับลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของลักษณะบวกเริ่มแรกและลักษณะลบเริ่มแรก

แล้วอะไรคือธรรมชาติที่เป็นสาระสําคัญของซองซังเริ่มแรกและฮยองซังเริ่มแรกของพระเจ้า ซองซังเริ่มแรกของพระเจ้าเป็นธรรมชาติภายในของพระเจ้า เป็นจุดเริ่มต้นของลักษณะภายในที่มองไม่เห็นของสิ่งดํารงอยู่ทั้งปวงที่ถูกสร้างขึ้น เช่น จิตใจของมนุษย์ สัญชาตญาณของสัตว์ ชีวิตของพืช และลักษณะทางเคมีฟิสิกส์ของเกลือแร่และธาตุต่างๆ ซองซังเริ่มแรกคือจิตใจของพระเจ้าซึ่งประกอบด้วยอารมณ์ ปัญญา เจตจํานง รวมทั้งความคิด (Concepts) และกฎเกณฑ์ (Law) อย่างไรก็ตาม สารัตถะสำคัญที่สุดของลักษณะพิเศษภายในของพระเจ้าคือ "หัวใจ"*

ฮยองซังเริ่มแรก เป็นคุณสมบัติภายนอกของพระเจ้า และต้นกำเนิดของแก่นสารและรูปแบบของสิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งปวง เช่น ร่างกายของมนุษย์ ร่างกายของสัตว์และพืช แก่นสารและรูปแบบของอนินทรีย์สารต่างๆ "พลังงานปฐมภูมิสากล" (Universal Prime Energy) (ดูตอนต่อไป) และสสารเป็นคุณสมบัติของฮยองซังเริ่มแรก

ข. ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและสรรพสิ่ง
สิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นแต่ละสิ่ง เป็นกรรมที่เป็นแก่นสารของพระเจ้า นั่นคือ สิ่งดํารงอยู่แต่ละสิ่งเป็นรูปแบบ และการแสดงออกที่เป็นแก่นสารและมองเห็นได้ของลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นประธานที่มองไม่เห็น เมื่อสิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นสิ่งหนึ่ง กลายเป็นกรรมที่สมบูรณ์ของพระเจ้าผู้ทรงเป็นประธาน เจตจํานงของพระเจ้าก็ถูกบรรลุถึงอย่างเต็มที่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ โลกที่สมบูรณ์เป็นเสมือนร่างกายที่เป็นระบบที่สมบูรณ์ ซึ่งเคลื่อนไหวหรือสงบนิ่งตามความมุ่งหมายของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์

ถึงแม้ว่า สิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างทั้งปวงจะสะท้อนลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้าคล้ายๆ กันก็ตาม แต่สิ่งดำรงอยู่ทั้งปวงนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ (1) มนุษย์ และ (2) สิ่งอื่นใดทั้งหมด มนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า ดังนั้น มนุษย์จึงถูกเรียกว่าเป็น กรรมที่เป็นแก่นสารแบบฉายาของพระเจ้า สิ่งอื่นทั้งหมดเหมือนกับพระเจ้าอย่างเป็นสัญลักษณ์ ดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่าเป็น กรรมที่เป็นแก่นสารแบบสัญลักษณ์ของพระเจ้า

กรรมที่เป็นแก่นสารที่มีลักษณะพิเศษที่เป็นคู่เหมือนกับลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้าถูกเรียกว่า "ตัวตนแห่งความจริงเฉพาะตัว" (Individual Truth Body) ดังที่เราเข้าใจแล้วว่า ตัวตนแห่งความจริงเฉพาะตัวทั้งหลายมีซองซังและฮยองซัง ลักษณะบวกและลักษณะลบ ในตัวเองซึ่งรับมาจากและเหมือนกับซองซังเริ่มแรก ฮยองซังเริ่มแรก ลักษณะบวกเริ่มแรก และลักษณะลบเริ่มแรกในพระเจ้า

ขอให้เราสรุปความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและสรรพสิ่งจากทัศนะของลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นกรรมที่เป็นแก่นสารของพระเจ้า ซึ่งประกอบด้วยตัวตนแห่งความจริงเฉพาะตัวที่เป็นการแสดงออกของลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้า ในรูปแบบที่เป็นฉายา (มนุษย์) และในรูปแบบที่เป็นสัญลักษณ์ (สิ่งอื่นๆ ทั้งปวง)

เมื่อเรามองดูพระเจ้าและสรรพสิ่งให้เป็นเสมือนหนึ่งเดียวทั้งหมด ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและสรรพสิ่ง เปรียบได้กับความสัมพันธ์ระหว่างซองซังและฮยองซัง พระเจ้าทรงเป็นเหตุภายในที่มองไม่เห็น ทรงเป็นประธานที่เป็นชาย และทรงเป็นซองซังต่อสรรพสิ่ง สรรพสิ่งเป็นผลภายนอกที่มองเห็นได้ เป็นกรรมที่เป็นหญิง และฮยองซังของพระเจ้า

2. พลังงานปฐมภูมิสากล ปฏิกิริยาการให้และการรับ และฐานสี่ตําแหน่ง
ก. พลังงานปฐมภูมิสากล

ดังที่พระเจ้าตรัสกับโมเสส ในอพยพ 3:14 ว่า "เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น" พระเจ้าทรงดํารงอยู่ก่อนเวลาและมิติ (Time and Space) และทรงอยู่เหนือขอบเขตของเวลาและมิติ พระเจ้าทรงเป็นสิ่งดํารงอยู่ที่สัมบูรณ์ (Absolute Being) ดํารงอยู่ด้วยตัวเองและนิรันดร์ เพราะฉะนั้น พลังงานพื้นฐานสําหรับการดํารงอยู่ของพระองค์ก็ควรจะสัมบูรณ์ ดํารงอยู่ด้วยตัวเองและนิรันดร์เช่นกัน พลังงานเริ่มแรกนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น แต่ดํารงอยู่ภายในพระเจ้าตั้งแต่เริ่มแรก นอกเหนือขอบเขตของเวลาและมิติ พลังงานนี้เรียกว่า พลังงานปฐมภูมิสากล พลังงานนี้ยังเป็นพลังงานพื้นฐานของพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้สร้าง เป็นพลังงานพื้นฐานของการสร้างสรรค์ เป็นพลังงานซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้กับสิ่งดํารงอยู่ทุกสิ่ง หรือตัวตนแห่งความจริงเฉพาะตัว เมื่อถูกสร้างขึ้นเป็นกรรมที่เป็นแก่นสารของพระเจ้า

ข. ปฏิกิริยาการให้และการรับ
1. ความหมายของปฏิกิริยาการให้และการรับ

สิ่งดํารงอยู่แต่ละสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า มีลักษณะที่เป็นสาระ คือ ซองซังและฮยองซัง กับ ลักษณะบวกและลักษณะลบ แล้วสิ่งเหล่านี้ดํารงอยู่เฉพาะตัวโดยแยกจากกัน และไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันโดยสิ้นเชิงหรือไม่ หรือว่ามีความสัมพันธ์ร่วมกันบางอย่างอยู่ ถึงแม้ว่าสิ่งดํารงอยู่แต่ละสิ่งดูเหมือนดํารงอยู่โดยไม่ขึ้นกับสิ่งอื่น แต่สรรพสิ่งทั้งปวงกำเนิดขึ้นจากอุดมคติของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นสิ่งดํารงอยู่แห่งลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ที่กลมกลืน เพราะฉะนั้น สิ่งดํารงอยู่แต่ละสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจึงมิได้ดํารงอยู่อย่างอิสระต่อกัน แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ดํารงอยู่โดยมีความสัมพันธ์ร่วมต่อกัน

ความสัมพันธ์ร่วมที่เป็นอุดมคติถูกสร้างขึ้นเมื่อประธานและกรรมมีความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับที่ดี การให้และการรับที่ดีระหว่างประธานและกรรมเริ่มต้นขึ้นโดยพลังงานปฐมภูมิสากล และเรียกว่า "ปฏิกิริยาการให้และการรับ" (Give and Take Action) เมื่อส่วนที่เป็นประธานและกรรมในสิ่งดํารงอยู่หนึ่งๆ หรือระหว่างสิ่งดํารงอยู่เข้าสู่ปฏิกิริยาการให้และการรับ พลังงานทั้งปวงที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ การทวีจำนวน และการเคลื่อนไหว ก็ถูกสร้างขึ้น

ขอให้เราพิจารณาตัวอย่างดังต่อไปนี้ ร่างกายดํารงชีวิตอยู่ได้ด้วยปฏิกิริยาการให้และการรับของเส้นเลือดแดงกับเส้นเลือดดํา และของการหายใจเข้ากับการหายใจออก แต่ละบุคคลสามารถบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการดํารงอยู่ได้ด้วยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่างจิตใจกับ ร่างกาย ครอบครัวหรือสังคมดํารงอยู่ได้ ด้วยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ วัตถุต่างๆ เกิดขึ้น และดํารงอยู่ได้ เมื่อส่วนที่เป็นประธานและกรรมภายในตัวเองสร้างการเคลื่อนไหวและปฏิกิริยาทางเคมีฟิสิกส์ที่กลมกลืน โดยปฏิกิริยาการให้และการรับ ทั้งพืชและสัตว์สามารถรักษาการทำงานของมันได้ด้วยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่างอวัยวะหรือระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย และเราพบว่า แม้กระทั่งระบบสุริยจักรวาลก็ดำรงอยู่ได้ด้วยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่างดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในการเคลื่อนที่เป็นวงโคจร

2. ความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานปฐมภูมิสากลและพลังงานของปฏิกิริยาการให้และการรับ
พลังงานของปฏิกิริยาการให้และการรับ (The Force of Give and Take Action) เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อประธานและกรรมมีปฏิกิริยาการให้และการรับที่ดีต่อกัน ปฏิกิริยานี้เริ่มต้นขึ้นโดยพลังงานปฐมภูมิสากลดังนั้น พลังงานปฐมภูมิสากลจึงเป็นเหตุ เป็น แนวดิ่ง (Vertical) และอยู่ในตําแหน่งประธานของพลังงานของปฏิกิริยาการให้และการรับ ซึ่งเป็นผล เป็น แนวราบ (Horizontal) อยู่ในตําแหน่งกรรม พลังงานปฐมภูมิสากลมาจากพระเจ้า และเป็นพลังงานซึ่งพระเจ้าทรงถ่ายทอดลงในสิ่งดํารงอยู่แต่ละสิ่งในเวลาแห่งการสร้างสรรค์สรรพสิ่ง พลังงานของปฏิกิริยาการให้และการรับเป็นพลังงานที่ถูกแสดงออกในความสัมพันธ์ภายในสิ่งดํารงอยู่และระหว่างสิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งปวง และเป็นพลังงานที่ทําให้สิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งปวง ดํารงอยู่ ทวีจำนวนและเคลื่อนไหว แม้ว่า พลังงานปฐมภูมิสากลเป็นพลังงานพื้นฐานที่มีอยู่ในสิ่งทั้งปวงก็ตาม แต่เป็นพลังงานที่เกิดมาจากแหล่งเดียวกันคือ พระเจ้า ผลก็คือสรรพสิ่งทั้งปวงกลมกลืนกันในรูปแบบที่มากมายและหลากหลาย ไม่ว่าจะมีปฏิกิริยาการให้การรับชนิดต่าง ๆ ที่เกิดจากพลังงานปฐมภูมิสากลนั้นมากมายนับไม่ถ้วนก็ตาม

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ โดยพลังงานปฐมภูมิสากล ปฏิกิริยาการให้และการรับถูกชี้นำโดยความมุ่งหมายของการรวมเป็นหนึ่ง และโดยความสัมพันธ์ร่วมที่รวมเข้าเป็นระบบเดียว จึงทำให้เกิดพลังงานที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ การทวีจำนวนและการเคลื่อนไหวของสิ่งทั้งปวง ตั้งแต่เล็กที่สุดจนถึงใหญ่ที่สุด

ทิศทางและเป้าหมายของปฏิกิริยาการให้และการรับทั้งหลายถูกควบคุมโดยพลังงานปฐมภูมิสากล ปฏิกิริยาการให้และการรับไม่ได้ดํารงอยู่เพียงเพื่อให้ประธานและกรรมสามารถบรรลุถึงความมุ่งหมายเฉพาะตัวของประธานหรือกรรมเองเท่านั้น แต่เพื่อความมุ่งหมายที่สูงกว่าในการรวมสิ่งทั้งปวงให้เป็นหนึ่ง เป้าหมายสูงสุดของปฏิกิริยาการให้และการรับก็คือ เพื่อให้ประธานและกรรมรวมเป็นหนึ่ง และพัฒนาไปสู่ระดับที่สูงกว่าและยิ่งใหญ่กว่า สิ่งดํารงอยู่เฉพาะตัวเกิดขึ้นเมื่อประธานและกรรมรวมเป็นหนึ่งจะพยายามมีปฏิกิริยาการให้และการรับกับคู่ที่คล้ายคลึงกันในระดับที่สูงกว่า และโดยการรวมเป็นหนึ่ง ทั้งประธานและกรรมจะพัฒนาไปสู่สิ่งดํารงอยู่ที่สูงขึ้น ดังนั้น สิ่งทั้งปวงจึงมีทั้งความมุ่งหมายเพื่อการดำรงอยู่เฉพาะตัว และความมุ่งหมายเพื่อการดํารงอยู่เพื่อทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราสามารถกล่าวได้ว่า เอกภพ คือร่างกายที่เป็นระบบขนาดใหญ่ของความมุ่งหมายที่เป็นคู่ที่กลมกลืนกัน (สิ่งนี้จะอธิบายต่อไปในตอนที่เกี่ยวกับ "ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์")

3. ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ในแง่ของปฏิกิริยาการให้และการรับ
ต่อไปขอให้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ในแง่ของปฏิกิริยาการให้และการรับ ข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงประทานธรรมบัญญัติของพระองค์ให้กับบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ (ปฐมกาล 2:17) หมายความว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนองตอบพระเจ้าโดยการรักษาธรรมบัญญัติ ในเริ่มแรกมนุษย์ควรรักษาปฏิกิริยาการให้และการรับที่สมบูรณ์กับพระเจ้า บุคคลหนึ่งจะเป็นกรรมที่สมบูรณ์ของพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นเป็นเสมือนความสมบูรณ์และเป็นตัวตนแห่งบุคลิกลักษณะของพระเจ้า (มัทธิว 5:48) และแล้วก็จะมีความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับอย่างดีกับพระเจ้าโดยอัตโนมัติ กลายเป็นหนึ่งเดียวกับเจตจํานงของพระเจ้า และแล้วพระเจ้าจะทรงเป็นศูนย์กลางของความคิด พฤติกรรมและชีวิต (ยอห์น 14:20) ถ้ามนุษย์เริ่มแรกได้สร้างความสัมพันธ์ในแนวดิ่งกับพระเจ้าโดยปฏิกิริยาการให้และการรับที่สมบูรณ์ ลูกหลานก็จะมีปฏิกิริยาการให้และการรับที่สมบูรณ์กับพระองค์ ด้วยความสัมพันธ์ในแนวดิ่งที่สมบูรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นนี้กับพระเจ้า ทุกคนจะสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่กลมกลืนซึ่งกันและกัน และมีชีวิตอยู่เพื่อกันและกัน ดังนั้น อาณาจักรสวรรค์บนโลกจะกลายเป็นจริง เพราะการตกสู่บาปของมนุษย์เริ่มแรก ทำให้ความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับกับพระเจ้าถูกตัดขาด และเพราะฉะนั้น แต่ละบุคคลจึงไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับที่กลมกลืนกับพระเจ้า และกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้

พระผู้มาโปรด (Messiah) ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์โดยความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับที่ดี มนุษย์ที่ตกสู่บาปควรดําเนินชีวิตแห่งความเชื่อและติดตามรับใช้พระผู้มาโปรดเสมือนว่าพระองค์ทรงเป็นประธานศูนย์กลาง มนุษย์ที่ตกสู่บาปควรเป็นกรรมและผู้รับใช้พระผู้มาโปรดอย่างเต็มที่ เพราะโดยปฏิกิริยาการให้และการรับกับพระผู้มาโปรด มนุษย์ที่ตกสู่บาปจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้มาโปรด ผู้ทรงเป็นสื่อกลางกับพระเจ้า ดังนั้นแล้ว มนุษย์จะสามารถแก้ไขความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับพระเจ้ากลับคืนมา ดังนั้น พระเยซูจึงทรงถูกเรียกว่าเป็น "คนกลาง" (1 ทิโมธี 2:5) และ "เราเป็นทางนี้ เป็นความจริง และเป็นชีวิต..." (ยอห์น 14:6) สําหรับมนุษย์ที่ตกสู่บาป

ดังคําว่า ปฏิกิริยาการให้และการรับที่แสดงให้เห็นถึงการกระทํา คือ การให้ก่อนการรับ มิใช่รับก่อนแล้วจึงให้ ข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงสร้างสรรค์สรรพสิ่ง หมายความว่า พระเจ้าทรงอุทิศพระองค์เอง กล่าวอีกอย่างคือ พระองค์ทรงสละพระองค์เองสําหรับสรรพสิ่งของพระองค์ ดังนั้น จึงเป็นกฎสวรรค์ที่ว่า การให้มาก่อนการรับ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่ตกสู่บาปล้มเหลวในการให้กลับคืน แม้กระทั่งหลังจากที่ได้รับแล้ว และหนทางชีวิตเช่นนี้ที่ทําให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น

พระเยซูเสด็จมาเพื่อรับใช้มนุษยชาติด้วยความรัก และความเสียสละ "...บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติ..." (มัทธิว 20:28) พระเยซูทรงสอนโดยตรงเกี่ยวกับหลักการของปฏิกิริยาแห่งการให้และการรับ เมื่อพระองค์ตรัสว่า "อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น..." (มัทธิว 7:1-2) และ "จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปราถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน..." (มัทธิว 7:12)

ค. ปฏิกิริยาจุดเริ่มต้น-การแบ่ง-การรวม ความมุ่งหมายกรรมสามตําแหน่ง และฐานสี่ตําแหน่ง
1. ปฏิกิริยาจุดเริ่มต้น-การแบ่ง-การรวม (Origin-Division-Union Action)
ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นสิ่งดํารงอยู่ที่เป็นประธานที่มองไม่เห็นทําให้เกิดสิ่งดํารงอยู่ซึ่งเป็นประธานและกรรมที่เป็นแก่นสาร โดยปฏิกิริยาของพลังงานปฐมภูมิสากลนี้ สิ่งดํารงอยู่ที่เป็นประธานกับสิ่งดำรงอยู่ที่เป็นกรรมก็สร้างฐานความสัมพันธ์ร่วม และเข้าสู่ปฏิกิริยาการให้และการรับ ขั้นก่อนการมีปฏิกิริยาการให้และการรับคือ การสร้างฐานความสัมพันธ์ร่วม สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อประธานและกรรมให้ความสําคัญแก่ ความมุ่งหมายเพื่อทั้งหมด มากกว่า ความมุ่งหมายเฉพาะตัว เมื่อสิ่งดำรงอยู่ที่เป็นประธานและสิ่งดำรงอยู่ที่เป็นกรรมมีปฏิกิริยาการให้และการรับ ทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียวและทําให้เกิดการรวม (Union) ซึ่งเป็นกรรมใหม่ของพระเจ้า

การรวมคือ การบรรลุถึงความมุ่งหมายเพื่อทั้งหมดอย่างเป็นแก่นสาร ซึ่งประธานและกรรมมีอยู่ร่วมกัน การรวมเป็นหนึ่งเป็นผลที่เกิดจากการทํางานของส่วนความมุ่งหมายในพลังงานปฐมภูมิสากลที่มีต่อประธานและกรรม โดยสรุป ปฏิกิริยาจุดเริ่มต้น-การแบ่ง-การรวม เป็นเส้นทางแห่งพัฒนาการของพลังงานที่เริ่มต้นขึ้นในพระเจ้า (จุดเริ่มต้น) แยกออก แล้วรวมเป็นหนึ่งอีกครั้งหนึ่ง

2. ความมุ่งหมายกรรมสามตําแหน่ง (Three Objects Purpose)
เมื่อสิ่งดํารงอยู่ทั้งสี่แต่ละสิ่งคือ จุดเริ่มต้น ประธาน กรรมและผลที่เกิดจากการรวม ต่างอยู่ในตําแหน่งประธานของสิ่งดำรงอยู่อื่นอีกสามตำแหน่ง มาตรฐานกรรมสามตําแหน่ง ก็ถูกสร้างขึ้น ด้วยพลังงานปฐมภูมิสากลจึงทำให้ประธานแต่ละประธานมีปฏิกิริยาการให้และการรับกับกรรมทั้งสาม และรวมเป็นหนึ่งกับกรรมแต่ละกรรม ดังนั้น ความมุ่งหมายกรรมสามตําแหน่ง ก็ถูกบรรลุถึง

ดังที่ได้อธิบายแล้วว่า พื้นฐานสําหรับการดํารงอยู่ของสิ่งดํารงอยู่เฉพาะตัวแต่ละสิ่งไม่สามารถถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งดํารงอยู่นั้นเพียงลําพัง พื้นฐานสําหรับการดํารงอยู่ ถูกสร้างได้ก็ต่อเมื่อสิ่งดํารงอยู่นั้นๆ มีกรรมหรือหรือประธานอุดมคติที่มีปฏิกิริยาการให้และการรับด้วยได้ เมื่อสิ่งนั้น ในตําแหน่งของประธานมีกรรมที่เป็นอุดมคติสามกรรมสําหรับความมุ่งหมายแห่งปฏิกิริยาการให้และการรับ สิ่งดำรงอยู่นั้นก็จะมีฐานที่บริบูรณ์สําหรับการดํารงอยู่ ดังนั้น โดยการบรรลุถึงความมุ่งหมายกรรมสามตำแหน่งเท่านั้น ที่สิ่งดํารงอยู่จะสามารถบรรลุถึงความมุ่งหมายของการดำรงอยู่ของตน

ถ้าอาดัมเอวาเป็นตัวตนเฉพาะตัวแห่งธรรมชาติของพระเจ้า เป็นสามีภรรยาและให้กําเนิดบุตรที่เป็นตัวตนแห่งความดี ครอบครัวอุดมคติก็จะถูกสร้างขึ้นในครอบครัวนั้น อาดัม เอวาและลูกของเขาทั้งสอง แต่ละคนจะบรรลุถึงซึ่งความมุ่งหมายกรรมสามตําแหน่ง แต่ละคนจะถือว่าพระเจ้าทรงเป็นพระองค์แรกในกรรมทั้งสามที่ทั้งสองจะมีความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับด้วย นั่นคือ ประธานและกรรมที่ถูกแบ่งออกมา ตลอดจนการรวม แต่ละตําแหน่งจะตั้งพระเจ้าให้ทรงอยู่ใน ตําแหน่งกรรมอันดับแรก ในบรรดากรรมทั้งสาม โดยการกระทําเช่นนี้ สิ่งดํารงอยู่ทั้งปวงก็ถูกรวมเป็นหนึ่งอย่างกลมกลืนกับความมุ่งหมายของเอกภพและความมุ่งหมายของทั้งหมด

3. ฐานสี่ตําแหน่ง (The Four Position Foundation)
เมื่อประธาน กรรมและการรวม เป็นสิ่งดํารงอยู่ที่เกิดจากปฏิกิริยา จุดเริ่มต้น-การแบ่ง-การรวมซึ่งบรรลุถึงความมุ่งหมายกรรมสามตำแหน่ง พื้นฐานนิรันดร์แห่งอํานาจก็เกิดขึ้น พื้นฐานนี้เรียกว่า ฐานสี่ตําแหน่ง ฐานสี่ตําแหน่งถูกสร้างขึ้นเมื่อสิ่งดํารงอยู่ทั้งสี่คือ พระเจ้า ประธาน กรรม และการรวม แต่ละสิ่งบรรลุถึงความมุ่งหมายกรรมสามตําแหน่ง ดังนั้นเราสามารถกล่าวได้ว่า ฐานสี่ตําแหน่ง คือพื้นฐานแห่งอํานาจซึ่งรวมความสัมพันธ๎แห่งการให้และการรับที่แตกต่างกันหกอย่างเข้าด้วยกัน

ฐานสี่ตําแหน่งอุดมคติถูกสร้างขึ้นเมื่อประธานและกรรมรวมเป็นหนึ่งโดยปฏิกิริยาการให้และการรับอุดมคติซึ่งมีศูนย์กลางที่พระเจ้า ฐานสี่ตําแหน่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นซึ่งพระเจ้าทรงสามารถทํางานได้ ฐานสี่ตำแหน่งยังเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของความดี่ที่ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้าจะถูกบรรลุถึง ดังจะอธิบายต่อไป ความมุ่งหมายของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์จะถูกบรรลุถึงโดยพรสามประการซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้กับมนุษย์และสิ่งนี้ถูกกระทําโดยการสร้างฐานสี่ตำแหน่งขึ้น

เมื่อจิตใจ (ประธาน) และร่างกาย (กรรม) ของบุคคลหนึ่งมีปฏิกิริยาการให้และการรับอุดมคติ (โดยมีศูนย์กลางที่พระเจ้า (จุดเริ่มต้น)) ย่อมทําให้เกิดบุคคลอุดมคติผู้มีจิตใจและร่างกายรวมเป็นหนึ่ง (การรวม) และฐานสี่ตําแหน่งในระดับบุคคลก็ถูกสร้างขึ้น เมื่อสามีภรรยามีปฏิกิริยาการให้และการรับอุดมคติ ทั้งสองก็ได้สร้างครอบครัวที่เป็นกรรมที่สมบูรณ์ของพระเจ้า และฐานสี่ตําแหน่งในระดับครอบครัวก็ถูกสร้างขึ้น เมื่อมนุษย์กับสรรพสิ่งอื่นๆ เข้าสู่ปฏิกิริยาการให้และการรับอุดมคติ สรรพสิ่งทั้งปวงจะกลายเป็นกรรมที่สมบูรณ์ของพระเจ้า และฐานสี่ตำแหน่งสําหรับการปกครองก็ถูกสร้างขึ้น ในทุกกรณี พระเจ้าทรงเป็นจุดเริ่มต้น และทรงเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ฐานสี่ตําแหน่งจึงเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของความดี ที่ทําให้ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้าถูกบรรลุถึง

ฐานสี่ตำแหน่งยังเป็นพื้นฐานของหมายเลขสาม สี่ เจ็ดและสิบสอง ที่ถูกใช้บ่อยๆ ในพระคัมภีร์และในแผนการสำหรับการแก้ไข (ดูบทที่ 8-16) ฐานสี่ตำแหน่งถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการสามขั้นของปฏิกิริยาจุดเริ่มต้น-การแบ่ง-การรวม เพราะว่าฐานสี่ตำแหน่งถูกบรรลุถึงโดยผ่านกระบวนการสามขั้น ดังนั้น จึงมีสามขั้นในช่วงระยะเวลาที่แทนความบริบูรณ์ ในแง่โครงสร้างฐานสี่ตำแหน่งประกอบด้วยสี่ส่วน สี่ส่วนนี้เป็นพื้นฐานสำหรับหมายเลข "สี่" ซึ่งแทนโครงสร้างที่จำเป็นในการบรรลุถึงอุดมคติของพระเจ้า

เพราะ ฐานสี่ตำแหน่งประกอบด้วยส่วนที่แตกต่างกันสี่ส่วน และ ถูกบรรลุถึงโดยผ่านกระบวนการสามขั้น ดังนั้น จึงเป็นพื้นฐานสำหรับหมายเลขที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์บ่อยๆ คือหมายเลข "เจ็ด" และ "สิบสอง" หมายเลข "สิบสอง" ยังเป็นจำนวนทิศทางของการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันในความสัมพันธ์ของการให้และการรับระหว่างตำแหน่งทั้งสี่ในฐานสี่ตำแหน่ง หมายเลข "เจ็ด" และ "สิบสอง" แทนความสมบูรณ์ หรือความบริบูรณ์ของฐานสี่ตำแหน่ง

3. ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์
ก. ความมุ่งหมายของพระเจ้าสำหรับการสร้างสรรค์
สิ่งดำรงอยู่แต่ละสิ่งมีความมุ่งหมายของการดำรงอยู่ของตน ถ้าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นสูญเสียความมุ่งหมายสำหรับการดำรงอยู่ของตนแล้ว ก็ควรถูกทิ้งไป ถ้าความมุ่งหมายสำหรับการดำรงอยู่เป็นสิ่งสำคัญ แล้วอะไรคือความมุ่งหมายแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์

ความมุ่งหมายสำหรับการดำรงอยู่มิได้ถูกกำหนดโดยสิ่งดำรงอยู่ที่ถูกสร้าง แต่ความมุ่งหมายที่แท้จริงของสิ่งนั้นถูกกำหนดโดยผู้สร้าง เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ความมุ่งหมายของพระเจ้าสำหรับการสร้างสรรค์เพื่อที่จะเข้าใจความมุ่งหมายที่แท้จริงสำหรับมนุษย์และเอกภพ ทำไมพระเจ้าผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่และทรงสัมบูรณ์จึงทรงสร้างสรรค์สรรพสิ่งขึ้น

สารัตถะสำคัญของพระเจ้าคือ หัวใจ หัวใจเป็นแรงกระตุ้นที่จะรักกรรม หัวใจเป็นพื้นฐานและแรงผลักดันของความรัก ธรรมชาติของหัวใจคือการแสวงหากรรมที่จะรัก ธรรมชาติของหัวใจเช่นนี้คือ แรงผลักดันของพระเจ้าสำหรับการสร้างสรรค์ นั่นคือ พระเจ้าผู้ทรงมีหัวใจเป็นสารัตถะสำคัญทรงรู้สึกปีติเมื่อพระองค์ทรงรักกรรมที่พระองค์ทรงสร้าง หากปราศจากกรรม พระเจ้ามิทรงอาจพึงพอใจในแรงกระตุ้นของพระองค์ที่หลั่งมาอย่างไม่สิ้นสุดเพื่อแสดงความรักความห่วงใยได้ พระเจ้าทรงสร้างสรรค์สรรพสิ่งขึ้นให้เป็นกรรมที่พระองค์ทรงรักได้

เราเห็นในปฐมกาลบทที่ 1 ที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงสร้างสรรค์สรรพสิ่งเพิ่ม พระองค์ทรงเห็นว่าดี พระเจ้าทรงปรารถนาให้สรรพสิ่งของพระองค์เป็นกรรมแห่งความดีและมีความสุข เหตุผลที่พระองค์ทรงต้องการให้สรรพสิ่งเป็นกรรมแห่งหัวใจของพระองค์ก็เพื่อว่า พระองค์จะทรงรักสรรพสิ่ง และทรงรู้สึกถึงความปีติยินดีแห่งความรัก

ข. ความปีติถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร
ขอให้เราพิจารณาว่า เรารู้สึกปีติได้อย่างไร ความปีติไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยบุคคลหนึ่งเพียงลำพัง แต่โดยการที่เรามีกรรมซึ่งสะท้อนธรรมชาติของตัวเราเท่านั้น ความปีติถูกรู้สึกได้โดยการกระตุ้นที่ประธานรู้สึกเมื่อธรรมชาติของประธานถูกสะท้อนออกมาในกรรม ไม่ว่ากรรมนั้นจะมองเห็นได้หรือมองไม่เห็นก็ตาม ตัวอย่างเช่น จิตรกรคนหนึ่งรู้สึกถึงความปีติเมื่อเขามีภาพหรือความคิดที่ให้การกระตุ้นเป็นกรรม และเมื่อภาพหรือความคิดกลายเป็นภาพวาดที่เป็นแก่นสารเบื้องหน้าบุคคลนั้น ความปีติย่อมเกิดขึ้น เป็นผลจากการกระตุ้นที่ได้รับจากที่กรรมสะท้อนซองซังและฮยองซังของจิตรกรออกมา เมื่อความคิดเป็นกรรม การกระตุ้นที่ได้มาไม่เป็นแก่นสาร เพราะฉะนั้น ความปีติที่ได้มาจึงไม่เป็นแก่นสาร ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าจิตรกรจะรู้สึกถึงความปีติจากแรงบันดาลใจ หรือจากความคิดที่มี แต่ความปีตินั้นก็ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนกับความปีติที่รู้สึกเมื่องานที่เสร็จสมบูรณ์ซึ่งเป็นตัวตนแห่งแรงบันดาลใจตั้งอยู่เบื้องหน้า เราได้รับแรงกระตุ้นที่รุนแรงจากความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เรามีกับกรรมที่เป็นแก่นสารหรือมีตัวตน ดังนั้น เราจึงรู้สึกถึงความปีติที่สุดจากกรรมที่เป็นแก่นสาร คุณสมบัติเช่นนี้ในมนุษย์มาจากพระเจ้า ดังนั้น เราจึงเข้าใจได้ว่า ทำไมพระเจ้าทรงรู้สึกปีติเมื่อพระองค์ทรงรู้สึกถึงซองซังเริ่มแรกของพระองค์ที่ถูกสะท้อนออกมาโดยสรรพสิ่งสร้างสรรค์ของพระองค์

ค. มนุษย์-กรรมแห่งหัวใจสำหรับความปีติของพระเจ้า
พรสามประการ
สรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของซองซังเริ่มแรกและฮยองซังเริ่มแรกของพระเจ้า มนุษย์เป็นกรรมที่เป็นแก่นสารแบบฉายาของ พระเจ้า ในขณะที่สิ่งอื่นทั้งปวงเป็นกรรมที่เป็นแก่นสารแบบสัญลักษณ์ของพระองค์ เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงเป็นกรรม (สิ่งดำรงอยู่ที่สนองตอบ) ที่อยู่ใกล้ชิดกับหัวใจของพระเจ้ามากที่สุด

พระเจ้าทรงให้ธรรมบัญญัติกับบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์คือ อาดัม และเอวา โดยตรัสว่า "เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่" (ปฐมกาล 2:17) สิ่งนี้แสดงว่า พระเจ้าทรงถ่ายทอดเจตจำนงและหัวใจแห่งความรักของพระองค์ต่อมนุษย์โดยตรง ไม่มีเหตุผลที่พระเจ้าจะทรงถ่ายทอดหัวใจของพระองค์สู่มนุษย์ ถ้าพระองค์ไม่ทรงสร้างมนุษย์ให้รู้สึกถึงหัวใจของพระองค์ ดังนั้น เราสามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมมนุษย์จึงถูกสร้างขึ้นให้เป็นกรรมที่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อเจตจำนงและหัวใจของพระเจ้า ดังนั้น มนุษย์จึงเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่ใกล้ชิดกับหัวใจของพระเจ้ามากที่สุด และมนุษย์ยังถูกสร้างขึ้นให้เป็นกรรมซึ่งจะรับหัวใจของพระเจ้า และนำความปีติมาสู่พระองค์โดยตรง มนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้เป็นบุตรของพระเจ้า

ดังที่ได้อธิบายแล้วว่า ฐานสี่ตำแหน่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่พระเจ้าทรงทำงานด้วยได้ เมื่อมนุษย์สร้างฐานสี่ตำแหน่งขึ้นโดยการบรรลุถึงพรสามประการซึ่งมีศูนย์กลางที่อุดมคติแห่งความรักของพระเจ้า ทั้งสอง ก็กลายเป็นกรรมแห่งหัวใจซึ่งตอบแทนความปีติที่สมบูรณ์ไปสู่พระเจ้า แล้วความมุ่งหมายของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ก็ถูกบรรลุถึง ปฐมกาล 1:28 สรุปความมุ่งหมายสำหรับการสร้างสรรค์ของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ ซึ่งเรียกว่าพรสามประการ (Three Blessings)

1. พรประการที่หนึ่ง
พรประการที่หนึ่งของพระเจ้าคือ ความสามารถของมนุษย์ในการบรรลุถึงความสมบูรณ์แห่งบุคลิกลักษณะ เพราะการมีปฏิกิริยาการให้และการรับที่ถูกต้องระหว่างจิตใจกับร่างกายที่รวมเป็นหนึ่งที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้า บุคคลนั้นสร้างฐานสี่ตำแหน่งในระดับบุคคลขึ้นและกลายเป็นวิหารของพระเจ้า (1 โครินธ์ 3:16) เมื่อบุคคลที่สมบูรณ์เฉพาะตัวดังกล่าว เป็นหนึ่งเดียวกับหัวใจของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ (ยอห์น 14:20) ทั้งสองจะมีลักษณะของพระเจ้า และมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางความคิดและการกระทำเสมอ

เมื่อบุคคลใด บรรลุถึงพรประการที่หนึ่งของพระเจ้าแล้ว ทั้งสองจะมีส่วนร่วมในความรู้สึกของพระเจ้าเสมือนเป็นความรู้สึกของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลดังกล่าวจะกระทำอาชญากรรม เพราะโดยการกระทำเช่นนั้น พระเจ้าจะรู้สึกถึงความเศร้าโศก เช่นเดียวกับที่ก่อให้เกิดขึ้นกับพระเจ้า บุคคลดังกล่าวปรารถนาที่จะเป็นกรรมที่สมบูรณ์ของพระเจ้าเพียงเท่านั้น เมื่อบุคคลนั้น บรรลุถึงความสมบูรณ์เฉพาะตัว บุคคลนั้นจะกลายเป็นกรรมที่สมบูรณ์แห่งหัวใจของพระเจ้า และทำให้แรงกระตุ้นของพระเจ้าที่จะรัก รู้สึกยินดี พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ามนุษย์บรรลุถึงพรประการที่หนึ่ง เขาจะกลายเป็นกรรมแห่งหัวใจ ซึ่งพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะรัก แล้วเขาก็จะกลายเป็นผลแห่งความรักในแนวดิ่งของพระเจ้า

2. พรประการที่สอง
พรประการที่สองของพระเจ้าคือความสามารถของมนุษย์ที่จะมีครอบครัวอุดมคติ อาดัมเอวาควรจะบรรลุถึงความสมบูรณ์เฉพาะตัว กลายเป็นสามีภรรยา ให้กำเนิดบุตรที่มีธรรมชาติแห่งความดี ตลอดจนสร้างครอบครัวที่ปราศจากบาป ฐานสี่ตำแหน่งในระดับครอบครัวที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้าจะทำให้พรประการที่สองของพระเจ้าบรรลุถึง

ในการเป็นสามีภรรยาบนพื้นฐานของการบรรลุถึงความสมบูรณ์ของตัวเองโดยความรักในแนวดิ่งของพระเจ้าอาดัมเอวาควรทำให้ความรักแนวราบ ของพระเจ้ากลายเป็นความจริงอย่างบริบูรณ์ ในแง่ของหัวใจ ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงยอมให้มนุษย์มีบุตรโดยการบรรลุถึงความรักแนวราบนั้นเป็นพรอันยิ่งใหญ่ เพราะว่า โดยการมีบุตร มนุษย์สามารถรู้สึกถึงความรักแนวดิ่งที่พระเจ้าทรงรู้สึกต่อมนุษย์ได้

ถ้าอาดัมและเอวาต่างบรรลุถึงความสมบูรณ์ สร้างครอบครัวแรก และให้กําเนิดบุตรที่มีธรรมชาติแห่งความดี ทั้งสองจะกลายเป็นพ่อที่แท้จริงและแม่ที่แท้จริง (มีศูนย์กลางที่พระเจ้า) ของมวลมนุษยชาติ นั่นคือ ทั้งสองจะกลายเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง และบรรพบุรุษที่แท้จริงชั่วนิรันดร์ของมวลมนุษยชาติและสร้างอาณาจักรสวรรค์ขึ้น หน่วยพื้นฐานของอาณาจักรสวรรค์คือ ครอบครัวที่แท้จริงซึ่งเป็นฐานสี่ตําแหน่งเบื้องต้น

ครอบครัวที่แท้จริงเป็นพื้นฐานเบื้องต้นสําหรับความรักแนวดิ่ง และความรักแนวราบของพระเจ้า และเป็นกรรมที่สมบูรณ์แห่งหัวใจของพระเจ้า โดยมีพื้นฐานบนครอบครัวที่แท้จริงนี้ ที่สังคมที่แท้จริง ชาติที่แท้จริงและโลกที่แท้จริงจะถูกสร้างขึ้น นี่คือเจตจํานงของพระเจ้า ถ้าอาดัม และเอวาสร้างครอบครัวและโลกเช่นนั้นขึ้น ทั้งหมดก็จะกลายเป็นอาณาจักรสวรรค์บนโลก

3. พรประการที่สาม
พรประการที่สามที่พระเจ้าทรงประทานกับมนุษย็คือ สิทธิของการปกครองเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง การที่พระเจ้าจะทรงรู้สึกปีติ มนุษย์ผู้เป็นกรรมแห่งหัวใจของพระองค์ควรประสบความปีติเสมอในชีวิต ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงสร้างสิ่งทั้งปวงให้เป็นกรรมสําหรับความปีติของมนุษย์ เพื่อมนุษย์จะรู้สึกถึงความปีติเสมอ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพราะว่า สรรพสิ่งทั้งมวลสะท้อนซองซังและฮยองซังของมนุษย์อย่างเป็นแก่นสาร มันจึงเป็นกรรมที่เป็นแก่นสารของมนุษย์ และมนุษย์สามารถรู้สึกถึงความปีติที่เป็นแก่นสารได้ โดยการกระตุ้นที่มาจากสรรพสิ่ง

ก่อนการสร้างมนุษย์ พระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งทั้งปวงตามฉายา (หรือตามแบบอย่าง) ของมนุษย์ เพราะฉะนั้น โครงสร้าง หน้าที่การทํางานและลักษณะพิเศษของสัตว์จึงมีอยู่ในตัวมนุษย์ นอกจากนี้ มนุษย์ยังมีโครงสร้างและลักษณะพิเศษของพืชและแร่ธาตุต่างๆ ด้วย เพราะว่า สิ่งทั้งปวงคล้ายคลึงกับซองซังและฮยองซังของมนุษย์ มนุษย์จึงรักสิ่งทั้งปวงและรู้สึกถึงความปีติได้โดยการกระตุ้นที่มาจากสิ่งเหล่านั้น การปกครองแห่งความรักของมนุษย์เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง และการรู้สึกถึงความปีติจากสิ่งเหล่านั้นคือ การบรรลุถึงพรประการที่สาม ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์

โลกที่พรสามประการถูกบรรลุถึงคือ โลกอุดมคติที่พระเจ้ากับมนุษย์ และมนุษย์กับเอกภพอยู่ในความกลมกลืนอย่างบริบูรณ์ โลกดังกล่าว คืออาณาจักรสวรรค์บนโลก ดังที่จะอธิบายให้ชัดเจนมากขึ้นในเวลาต่อไปว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีชีวิตอยู่ในอาณาจักรสวรรค์บนโลก ในชีวิตแห่งความเป็นหนึ่งกับพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งของชีวิตและความดี เมื่อร่างกายฝ่ายเนื้อหนังตายหลังจากชีวิตดังกล่าวบนโลก วิญญาณจะละทิ้งร่างกายฝ่ายเนื้อหนังและผ่านไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ ณ ที่นั้น มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ในอาณาจักรสวรรค์ที่อยู่ภายใต้การปกครองแห่งความรักที่สมบูรณ์ของพระเจ้า

อาณาจักรสวรรค์เหมือนกับบุคคลที่บรรลุถึงความสมบูรณ์ ในมนุษย์ คําสั่งของจิตใจถูกถ่ายทอดไปสู่ร่างกายทั้งหมดโดยผ่านระบบประสาทส่วนกลาง และทําให้ร่างกายเคลื่อนไหวเพื่อการดํารงอยู่ของร่างกาย ในทํานองเดียวกัน ในอาณาจักรสวรรค์ เจตจํานงของพระเจ้าถูกถ่ายทอดไปสู่บุตรหลานของพระองค์โดยผ่านพ่อแม่ที่แท้จริง บรรพบุรุษที่แท้จริงของมนุษยชาติทําให้ทั้งหมดเคลื่อนไหวและกลมกลืนกันตามอุดมคติของพระเจ้า เช่นเดียวกับที่ไม่มีส่วนใดของร่างกายจะขัดคําสั่งของระบบประสาทส่วนกลาง มนุษย์ที่สมบูรณ์จะไม่รู้สึกขัดขืนต่อการปกครองแห่งความรักของพระเจ้า โลกดังกล่าวก็จะไม่มีความขัดแย้งหรืออาชญากรรม

ง. สรรพสิ่งสร้างสรรค์เป็นร่างที่เชื่อมต่อกันเข้าเป็นหนึ่งของสิ่งดํารงอยู่ซึ่งมีความมุ่งหมายที่เป็นคู่
สิ่งดํารงอยู่ทุกสิ่งประกอบด้วยสองส่วนคือ ซองซังและฮยองซังในทํานองเดียวกัน สิ่งดํารงอยู่ทุกสิ่งมีความมุ่งหมายที่เป็นคู่คือ ความมุ่งหมายแห่งซองซังและความมุ่งหมายแห่งฮยองซัง ความมุ่งหมายแห่งซองซังคือ ความมุ่งหมายเพื่อส่วนรวม และความมุ่งหมายแห่งฮยองซังคือ ความมุ่งหมายเฉพาะตัว ความมุ่งหมายเพื่อส่วนรวมเป็นความมุ่งหมายที่มุ่งไปสู่การรักษาและพัฒนาการของส่วนรวม ความมุ่งหมายเฉพาะตัวเป็นความมุ่งหมายที่มุ่งไปสู่การรักษา การทําให้เข้มแข็งและพัฒนาการของตนเอง ความมุ่งหมายเฉพาะตัวของมนุษย์คือ เพื่อรักษาและดำรงไว้ซึ่งการดํารงอยู่ของมนุษย์ ในอีกด้านหนึ่ง บุคคลก็มีความมุ่งหมายของชีวิตเพื่อส่วนรวมด้วยคือ เพื่อให้บางสิ่งบางอย่างแก่ครอบครัว สังคมและประเทศชาติของเขาในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของหน่วยต่างๆ เหล่านั้น

ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เอกภพไปจนถึงอนุภาคที่เล็กที่สุด ต่างมีความมุ่งหมายที่เป็นคู่คือความมุ่งหมายเฉพาะตัว และความมุ่งหมายเพื่อส่วนรวมทั้งหมดไม่แยกจากกัน แต่สัมพันธ์และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ความมุ่งหมายเพื่อส่วนรวมจะรวมเอาความมุ่งหมายสําหรับการ ปรับปรุงแต่ละบุคคลให้ดีขึ้นด้วย เพราะความมุ่งหมายเฉพาะตัวไม่ได้ถูกแยกออกจากความมุ่งหมายเพื่อส่วนรวมและความมุ่งหมายเพื่อส่วนรวมไม่สามารถดํารงอยู่ต่อไปได้ โดยปราศจากการประกันซึ่งความมุ่งหมายเฉพาะตัว สรรพสิ่งสร้างสรรค์เป็นร่างที่ถูกประสานเข้าเป็นระบบที่เป็นหนึ่ง โดยความมุ่งหมายที่เป็นคู่ เพราะฉะนั้นเราจึงเรียกว่าเป็น "ร่างที่ถูกเชื่อมต่อกันเข้าโดยความมุ่งหมายที่เป็นคู่"

ความมุ่งหมายสูงสุดของบรรดาความมุ่งหมายทั้งหลายที่มุ่งไปเกินกว่าความมุ่งหมายเฉพาะตัวของสรรพสิ่งเองคือ เพื่อรับใช้ความต้องการของมนุษย์ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เพื่อให้ความปีติกับมนุษย์และความมุ่งหมายสูงสุดของมนุษย์คือ เพื่อนําความปีติไปสู่พระเจ้า เพราะฉะนั้น มนุษย์และสิ่งทั้งปวงมีความมุ่งหมายเพื่อรับใช้พระเจ้าและให้ความปีติกับพระองค์

4. ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตสําหรับสิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้น
ลําดับของการสร้างสรรค์สิ่งทั้งปวงถูกบันทึกไว้ในปฐมกาลบทที่ 1 การสร้างสรรค์ของพระเจ้าเริ่มต้นจากการทรงสร้างแสงสว่างขึ้นจากความสับสน ความว่างเปล่าและความมืดมนและใช้ช่วงระยะเวลาที่กล่าวไว้ว่าเป็นหก "วัน" ก่อนจะบรรลุถึงจุดสุดยอดในการสร้างมนุษย์ แต่เพราะ 2 เปโตร 3:8 กล่าวว่า "...วันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เหมือนกับวันเดียว" เราสามารถเข้าใจได้ว่า วันเหล่านี้ไม่ใช่วันที่เป็นยี่สิบสี่ชั่วโมง สิ่งที่ปฐมกาลบทที่ 1 บอกกับเราคือว่า เอกภพไม่ได้เกิดขึ้นเป็นสิ่งดํารงอยู่ในทันที แต่ว่าถูกสร้างขึ้นโดยผ่านหกช่วงระยะเวลาตามลําดับ

ก. ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตสําหรับสิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้น
ข้อเท็จจริงที่ว่า มันใช้เวลาในการสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงขึ้น หมายความว่า ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตเป็นสิ่งจำเป็นสําหรับสิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างแต่ละอย่างที่จะบรรลุถึงความบริบูรณ์ ถ้าเวลาไม่จําเป็นสําหรับการบรรลุถึงความสมบูรณ์ของสิ่งดํารงอยู่หนึ่งๆ แล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลที่ว่าทําไมเวลาจึงต้องเป็นสิ่งจําเป็นในการสร้างเอกภพ ขอให้เราพิจารณาเหตุผลเพิ่มเติมบางอย่างว่า ทําไมเราจึงสามารถกล่าวได้ว่า ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตคือสิ่งที่จําเป็นในการบรรลุความสมบูรณ์ของที่สิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้น

ถ้าคําว่า "วัน" ในบทที่หนึ่งของปฐมกาลไม่ได้หมายถึงวันที่มียี่สิบสี่ชั่วโมง แล้วคําว่า "เวลาเย็น" และ "เวลาเช้า" ก็ไม่สามารถถูกตีความในความหมายทั่วไปได้ ขอให้เราพิจารณาข้อความนี้ ในปฐมกาลบทที่ 1 "มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันแรก" (ปฐมกาล 1:5) หลังจากขั้นหนึ่งของการทํางานแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า ผ่านช่วงเวลาเย็นและเวลากลางคืน เวลาเช้าที่มาถึงถูกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวันแรกโดยพระเจ้า ปฐมกาลบทที่หนึ่ง ข้อความต่อๆ มา พระเจ้าตรัสว่า "มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สอง...วันที่สาม...วันที่สี่...วันที่ห้า...วันที่หก"

"เวลาเช้า" หมายถึง ช่วงระยะเวลาเมื่ออุดมคติสําหรับการสร้างสรรค์ถูกบรรลุถึงเป็นครั้งแรก "เวลาเย็น" หมายถึง ช่วงระยะเวลาเมื่อพระเจ้าทรงเสร็จสิ้นการสร้างสรรค์ของพระองค์ เวลาเย็น เวลากลางคืนและรวมทั้งเวลาเช้า ทั้งหมดนี้ พระเจ้าทรงนับรวมเป็นหนึ่งวัน พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า เวลาเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการบรรลุถึงอุดมคติของพระองค์สําหรับการสร้างสรรค์ ช่วงระยะเวลาจากจุดซึ่งพระเจ้าทรงเริ่มต้นสร้างสรรค์จนถึงจุดที่อุดมคติสําหรับการสร้างสรรค์ถูกบรรลุถึง เป็นช่วงระยะเวลาของการเจริญเติบโตสําหรับสิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้น และถูกแทนให้เป็นเวลากลางคืน ซึ่งได้แก่ ช่วงระยะเวลาระหว่างเวลาเย็นถึงเวลาเช้า

การตกสู่บาปของมนุษย์ยังแสดงให้เห็นว่ามีช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตอยู่ เพราะว่า ถ้ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้สมบูรณ์ทันทีทันใดแล้ว การตกสู่บาปของทั้งสองจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ถ้าสิ่งดํารงอยู่ที่สมบูรณ์ในความดีเหมือนกับพระเจ้าตกสู่บาปได้ เราคงต้องสรุปว่าความดีโดยตัวเองก็ไม่สมบูรณ์ และดังนั้น เราจะมีปัญหาว่า พระเจ้าทรงสมบูรณ์จริงๆ หรือไม่

ก่อนการตกสู่บาป มนุษย์ยังไม่ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์ แต่กําลังเจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์ และสามารถเลือกเอาหนทางแห่งชีวิต หรือหนทางแห่งความตายก็ได้ (ปฐมกาล 2:17) อุดมคติของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์คือ ความสมบูรณ์ ดังนั้น พระองค์จะมิทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อไม่ให้สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ตกสู่บาป ดังนั้นจึงไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่า เมื่อการตกสู่บาปเกิดขึ้น มนุษย์ยังอยู่ในขั้นที่ไม่บริบูรณ์ และยังคงอยู่ในช่วงระยะเวลาที่กําลังเจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์

ข. ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตสามขั้น
งานแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้าเกิดขึ้นในสามขั้นตอนคือ เวลาเย็น เวลากลางคืนและเวลาเช้า ฐานสี่ตําแหน่งถูกสร้างขึ้นโดยผ่านสามขั้นของจุดเริ่มต้น การแบ่งและการรวม ในทํานองเดียวกัน ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตก็ประกอบด้วยสามขั้น คือ ขั้นเกิด ขั้นเติบโต และขั้นบริบูรณ์ ดังนั้น สิ่งทั้งปวงบรรลุถึงความสมบูรณ์โดยการผ่านขั้นเกิด ขั้นเติบโตและขั้นบริบูรณ์ ทั้งหมดนี้คือ ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต

ตัวอย่างของหมายเลข "สาม" ที่เกิดขึ้นในโลกธรรมชาติคือ อาณาจักรทั้งสามได้แก่ สัตว์ พืชและแร่ธาตุ สภาวะทั้งสามของสสารคือ ของแข็ง ของเหลวและก๊าซ สัตว์ส่วนมากมีสามส่วน คือ หัว ลําตัวและแขนขา พืชส่วนใหญ่มีสามส่วนคือ ราก ลําต้นและใบและชั้นของโลกสามชั้นคือ ชั้นดิน ชั้นหินและแกนกลาง

ในการตกสู่บาป มนุษย์ล้มเหลวที่จะผ่านระยะเวลาการเจริญเติบโตสามขั้น เพราะว่า พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขมนุษย์ที่ตกสู่บาป พระคัมภีร์จึงรวมตัวอย่างของหมายเลข "สาม" ไว้มากเช่น ตรีเอกานุภาพคือ พระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สวรรค์สามขั้น หัวหน้าทูตสวรรค์สามองค์คือ ลูซิเฟอร์ กาเบรียลและมีคาเอล บุตรชายสามคนของอาดัมคือ คาอิน อาแบลและเสท บุตรชายสามคนของโนอาห์คือ เชม ฮามและยาเฟท นาวาสามชั้นของโนอาห์ เครื่องบูชาสามชนิดของอับราฮัม วันแห่งความมืดสามวันในอียิปต์ในเวลาของโมเสส การแยกออกจากซาตานสามวันในเวลาของการอพยพ เส้นทางสี่สิบปีสามครั้งของการแก้ไขคานาอัน ชีวิตส่วนตัวสามสิบปีของพระเยซู และการประกาศต่อประชาชนสามปี โหราจารย์สามคนและของขวัญสามชนิด แด่พระเยซู อัครทูตสําคัญสามคนของพระเยซู การล่อลวงสามครั้งการอธิษฐานสามครั้งที่สวนเกทเสมนี และเวลาสามวันของพระเยซูในอุโมงค์ศพ

ค. การปกครองโดยตรงของพระเจ้า
หลังจากผ่านช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตแล้ว บุคคลนั้นจะบรรลุถึงความสมบูรณ์แล้วสถิตอยู่ในอาณาจักรแห่ง การปกครองโดยตรง ของพระเจ้า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น กรรมแห่งหัวใจของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งการปกครองโดยตรงของพระเจ้า มนุษย์กลายเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจกับพระเจ้า (กลายเป็นกรรมแห่งหัวใจของพระเจ้า) และพระเจ้าทรงปกครองมนุษย์โดยความรัก อาณาจักรแห่งการปกครองโดยตรงของพระเจ้าเป็นอาณาจักรแห่งความสมบูรณ์ อาณาจักรที่ซึ่งบุคคลจะไปถึงได้เมื่อบรรลุถึงความสมบูรณ์ นั่นเป็นสถานที่ที่ซึ่งมนุษย์อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของพระเจ้า

มนุษย์เข้าสู่การปกครองโดยตรงของพระเจ้าเมื่อฐานสี่ตําแหน่งระดับบุคคลถูกสร้างขึ้นโดยการรวมเป็นหนึ่งระหว่างจิตใจกับร่างกายที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้า ภายในอาณาจักรแห่งการปกครองโดยตรงของพระเจ้านี้เองที่สามีภรรยาจะสร้างฐานสี่ตําแหน่งระดับครอบครัวขึ้นที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้า ดังนั้นอาณาจักรแห่งการปกครองโดยตรงของพระเจ้าเป็นอาณาจักรที่ความมุ่งหมายสําหรับการสร้างสรรค์มนุษย์ถูกบรรลุถึง

พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงสําหรับมนุษย์เพื่อให้ถูกปกครองโดยมนุษย์ บุคคลที่สมบูรณ์ ผู้มีศูนย์กลางที่พระเจ้าจะปกครองเหนือสิ่งทั้งปวงเมื่อสมบูรณ์แล้ว นี่คือการปกครองโดยตรงของมนุษย์เหนือสิ่งทั้งปวง และพระเจ้าทรงปกครองสิ่งทั้งปวงโดยอ้อมโดยผ่านมนุษย์

ง. การปกครองโดยอ้อมของพระเจ้า
พระเจ้าทรงปกครองประชาชนและสิ่งทั้งปวง ในขณะที่มันอยู่ในช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตและในภาวะที่ยังไม่บริบูรณ์ได้อย่างไร พระเจ้าผู้ทรงเป็นสิ่งดํารงอยู่ที่สมบูรณ์ทรงปกครองแต่กรรมที่สมบูรณ์เท่านั้น ผู้ที่ยังอยู่ในภาวะที่ไม่สมบูรณ์ไม่สามารถเป็นกรรมของพระเจ้า พระเจ้าทรงปกครองเขาทั้งหลายแต่เพียงโดยอ้อมเท่านั้น โดยผ่านหลักการ* ดังนั้น จากทัศนะของการปกครอง ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตเป็นอาณาจักรแห่ง การปกครองโดยอ้อม ของพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งที่มาของ หลักการ ทรงมีความสัมพันธ์โดยอ้อมกับมนุษย์ และสิ่งต่างๆ ในขณะที่สิ่งเหล่านั้นยังไม่บริบูรณ์** พระเจ้าทรงเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลของการเจริญเติบโตตาม หลักการ หรือตามการปกครองโดยอ้อมของพระเจ้าเท่านั้น

สิ่งดํารงอยู่ทั้งปวงนอกจากมนุษย์ ผ่านช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต ภายใต้การควบคุมอย่างอัตโนมัติของหลักการ อย่างไรก็ตาม มนุษย์จะบรรลุถึงความสมบูรณ์ได้ ไม่เพียงแต่เฉพาะการทํางานโดยอัตโนมัติของ หลักการ เท่านั้น แต่โดยการบรรลุถึงความรับผิดชอบในการรักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า ในปฐมกาล 2:17 พระเจ้าตรัสว่า "...เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้อย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่" สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า ขึ้นอยู่กับมนุษย์ที่จะไม่กินผลไม้และบรรลุถึงความสมบูรณ์ การไม่เชื่อฟังในพระวจนะของพระเจ้า และการตกสู่บาปของมนุษย์ถูกกําหนดโดยมนุษย์เองโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่โดยพระเจ้า

เพราะฉะนั้น ความสมบูรณ์ของมนุษย์ไม่สามารถถูกบรรลุถึงได้โดย ลําพังความรับผิดชอบของพระเจ้าคือ โดยอํานาจอัตโนมัติแห่งหลักการ (หรือการควบคุมของพระเจ้าระหว่างช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต) เท่านั้น มนุษย์ไม่อาจคิดว่าพระเจ้าจะทรงรับผิดชอบสําหรับความสมบูรณ์ของมนุษย์ มนุษย์จะกระทำให้ความสมบูรณ์ของตัวเองเป็นเป็นจริงได้ต่อเมื่อมนุษย์บรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของตัวเองเท่านั้น แม้ว่า ส่วนความรับผิดชอบนั้นจะน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับความรับผิดชอบของพระเจ้าก็ตาม มนุษย์ตกสู่บาปเพราะการล้มเหลวในการเชื่อฟังธรรมบัญญัติของพระเจ้า

หลังจากที่ได้เห็นผลจากความล้มเหลวของมนุษย์ในการบรรลุถึงความรับผิดชอบนั่นคือการตกสู่บาป เราอาจถามว่าแล้วทําไมพระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์สืบทอดความเป็นผู้สร้างของพระองค์ มนุษย์สามารถกระทําสิ่งนี้ได้โดยการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ตัวเองโดยสมัครใจ กล่าวสั้นๆ คือ บุคคลจะไม่สามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์โดย หลักการ และโดย อํานาจของพระเจ้าเพียงลําพังเท่านั้น แต่ส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์เป็นสิ่งที่จําเป็น แม้ว่าจะน้อยเมื่อปรียบเทียบกับความรับผิดชอบของพระเจ้าก็ตาม

พระเจ้าทรงให้ส่วนความรับผิดชอบนี้แก่มนุษย์เพื่อเป็นหนทาง สําหรับมนุษย์ในการบรรลุถึงความสมบูรณ์ ดังนั้น พระเจ้าทรงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์ พระเจ้าทรงให้มนุษย์มีส่วนร่วม และร่วมมือกับพระองค์ในการทํางานแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์ เพราะโดยการที่มนุษย์ทําเช่นนั้น มนุษย์ก็กลายเป็นทายาทของพระเจ้า ดังนั้น ความรับผิดชอบของมนุษย์เป็นพระกรุณาอันลํ้าค่าของพระเจ้าที่ทรงประทานให้กับมนุษย์ อย่างไรก็ตาม โดยการล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ บรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ตกสู่บาป ดังนั้นส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์จึงเป็นส่วนที่จําเป็นอย่างยิ่ง ในแผนการ สําหรับการช่วยให้รอดซึ่งพระเจ้าทรงใช้แก้ไขมนุษย์ที่ตกสู่บาปกลับไปสู่สภาวะเริ่มแรก

แผนการของพระเจ้าสําหรับการช่วยให้รอดได้ถูกยืดออกมาเป็นเวลายาวนาน เพราะบุคคลศูนย์กลางในแผนการของพระองค์สําหรับการแก้ไขล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ ซึ่งแม้กระทั่งพระเจ้าก็ทรงไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้ ดังที่แสดงไว้ในยอห์น 3:18 ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงประทานพรและความรักมากเพียงใดก็ตาม แต่ความรอดไม่มาสู่เขาทั้งหลายผู้ไม่มีความเชื่อ มัทธิว 7:21 กล่าวว่า "มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้" สิ่งนี้บอกกับเราว่า การที่บุคคลหนึ่งกระทําสิ่งที่พระบิดาบนสวรรค์ทรงปรารถนาเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิง ทําไมพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาจึงไม่ทรงประทานแก่เขาทั้งหลายผู้ไม่ได้ขอ ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงให้เขาทั้งหลายผู้ไม่ได้แสวงหาได้พบ และให้เขาทั้งหลายผู้ไม่เคาะได้เข้ามา ทั้งนี้เป็นเพราะว่าสิ่งนั้นเป็นส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์ในการแสวงหาและเคาะ พระเจ้าจะไม่ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน

5. โลกที่เป็นแก่นสารที่มองไม่เห็นและโลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้ซึ่งมีศูนย์กลางที่มนุษย์
ก. โลกที่เป็นแก่นสารที่มองไม่เห็นและ โลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้

สิ่งที่สําคัญอย่างยิ่งสําหรับชีวิตแห่งศรัทธาของเรา คือ การได้เข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายและ ตัวตนฝ่ายวิญญาณ ของมนุษย์ ขอให้เราพิจารณาปัญหาต่อไปนี้ มนุษย์มีตัวตนฝ่ายวิญญาณหรือไม่ ถ้ามี แล้ววิญญาณมีรูปร่างอย่างไร โลกฝ่ายวิญญาณ เป็นอย่างไร อะไรคือความสัมพันธ์ของโลกฝ่ายวิญญาณกับ โลกฝ่ายเนื้อหนัง อะไรคือหลักการที่ปกครองโลกฝ่ายวิญญาณ

ทุกวันนี้ มีข้อมูลหลายอย่างที่ถูกรวบรวมจากการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าทั้งหมดนั้นยังคงไม่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นระบบ หรือทําให้เข้าใจปรากฏการณ์ที่ดูซับซ้อนเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ผลก็คือ ปัญหาสําคัญที่กล่าวไว้ข้างต้นทําให้คนมากมายสับสนและแม้กระทั่งทําให้หลายคนกลัวและสิ้นหวัง และสิ่งนี้ส่งผลต่อชีวิตศาสนา การอธิบายที่มีเหตุผล เป็นสิ่งจําเป็นสําหรับข้อความมากมายเกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ เช่นโลกฝ่ายวิญญาณสามขั้นที่ถูกกล่าวไว้ใน 2 โครินธ์ 12:2 การปรากฏตัวของโมเสสและเอลียาห์ต่อพระเยซูบนภูเขาแห่งการจำแลงพระกาย และตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับสวรรค์ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือวิวรณ์

สรรพสิ่งสร้างสรรค์มิได้ประกอบด้วยโลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับร่างกายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยโลกที่เป็นแก่นสารที่มองไม่เห็นด้วยซึ่งเปรียบเทียบได้กับจิตใจของมนุษย์ โลกที่เป็นแก่นสารที่มองไม่เห็นคือ ส่วนที่เป็นซองซังของเอกภพทั้งปวง เรียกว่าโลกฝ่ายวิญญาณ โลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้คือ ส่วนที่เป็นฮยองซังของเอกภพทั้งปวง เรียกว่า โลกฝ่ายเนื้อหนัง เราสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างโลกทั้งสองได้โดยการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับร่างกาย ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังถูกจํากัดโดยเวลา ไม่สามารถอยู่เหนือขอบเขตของเวลาปัจจุบันได้ ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังเป็นสิ่งดํารงอยู่ชั่วขณะและค่อยๆ แก่ตัวลงและกลับคืนสู่พื้นดิน จิตใจไม่ถูกจํากัดโดยเวลา ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ แห่งเวลาสามารถหยุดจิตใจได้ จิตใจสามารถนึกย้อนกลับไปในอดีต หรือใฝ่ฝันถึงอนาคตได้อย่างเสรีถ้าจิตใจปรารถนาที่จะทํา จิตใจเป็นสิ่งที่นิรันดร์

ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังถูกจํากัดโดยมิติ มันอยู่ ณ ที่หนึ่งในเวลาหนึ่ง แต่ไม่สามารถอยู่ ณ อีกที่หนึ่งในเวลาเดียวกันได้ อย่างไรก็ตาม จิตใจไม่ถูกจํากัดโดยมิติ จิตใจไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ที่มองเห็นได้ในโลกแห่งมิติ และสามารถดํารงอยู่ ณ ที่ใดก็ได้ตามปรารถนา จิตใจไม่มีขอบเขตจํากัด จิตใจสามารถสวมกอดเอกภพได้ถ้าขยายขอบเขตออกไป

ดังนั้น มนุษย์จึงประกอบด้วยร่างกาย ซึ่งมีขอบเขตจํากัดและดำรงอยู่ชั่วคราว และจิตใจซึ่งไม่มีขอบเขตและนิรันดร์ ห้วงการทํางานและการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ถูกจํากัด และดำรงอยู่ชั่วคราวคือ โลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้ และห้วงการทํางานของจิตใจที่ไม่ถูกจํากัดและนิรันดร์คือ โลกที่เป็นแก่นสารที่มองไม่เห็น เช่นเดียวกับที่จิตใจเป็นประธาน และเป็นตัวกระตุ้นผลักดันร่างกาย โลกที่เป็นแก่นสารที่มองไม่เห็นก็เป็นประธาน และเป็นตัวที่กระตุ้นผลักดันโลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้ (ฮีบรู 8:5)

ข. ตําแหน่งของมนุษย์ในเอกภพทั้งปวง (Cosmos)
แล้วอะไรคือความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกทั้งสองนี้ ในปฐมกาล 2:7 กล่าวว่า "พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน..." ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าทรงสร้าง ตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง (physical self) ของมนุษย์ขึ้นด้วยธาตุพื้นฐานของโลกที่มองเห็นได้ และพระเจ้าทรง "...ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต" (ปฐมกาล 2:7) หมายความว่าพระองค์ทรงสร้างวิญญาณของมนุษย์จากธาตุพื้นฐานของโลกฝ่ายวิญญาณเพื่อสร้างสิ่งที่เราเรียกใน "หลักการ" ว่าเป็น ตัวตนฝ่ายวิญญาณ (spirit self)

ตําแหน่งของมนุษย์ในเอกภพทั้งปวง เป็นดังต่อไปนี้ ประการแรก พระเจ้าทรงวางแผนให้มนุษย์เป็นเอกภพขนาดเล็กของเอกภพทั้งปวง พระเจ้าทรงสร้างเอกภพทั้งปวงขึ้นก่อน แต่พระองค์ทรงสร้างขึ้นตามแบบแผนของซองซังและฮยองซังของมนุษย์อุดมคติซึ่งพระองค์ทรงวางแผนจะสร้างขึ้นในเวลาต่อมา ตัวตนฝ่ายวิญญาณของมนุษย์เป็นรูปแบบขนาดย่อของโลกที่เป็นแก่นสารที่มองไม่เห็น และร่างกายฝ่ายเนื้อหนังเป็นรูปแบบขนาดย่อของโลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นเอกภพขนาดเล็กของทั้งโลกที่เป็นแก่นสารที่มองเห็นได้และที่มองไม่เห็น ดังนั้นมนุษย์จึงถูกเรียกว่าเอกภพขนาดเล็ก

ประการที่สอง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรทั้งสองของเอกภพทั้งปวง (ปฐมกาล 1:28 1 โครินธ์ 6:3) กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระเจ้าทรงสร้างตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์ จากธาตุต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นโลกฝ่ายวัตถุ และให้มนุษย์ปกครองเหนือโลกฝ่ายวัตถุ โดยผ่านประสาทสัมผัสฝ่ายเนื้อหนังทั้งห้า ในทํานองเดียวกัน พระเจ้าทรงสร้างตัวตนฝ่ายวิญญาณจากธาตุต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นโลกฝ่ายวิญญาณ และให้มนุษย์ปกครองเหนือโลกฝ่ายวิญญาณโดยผ่านประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณทั้งห้า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นเริ่มแรกให้มีประสาทสัมผัสทั้งห้าสองชุด ชุดหนึ่งสําหรับตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง และอีกชุดหนึ่งสําหรับตัวตนฝ่ายวิญญาณ แต่โดยผลของการตกสู่บาป ประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณทั้งห้าของมนุษย์มืดปิดลง และมนุษย์ไม่สามารถรับรู้เกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณที่รับรู้ได้โดยจิตใจฝ่ายวิญญาณ และร่างกายฝ่ายวิญญาณเท่านั้น บุคคลทั้งหลายผู้ประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณได้รับการแก้ไขแล้ว โดยพระกรุณาของพระเจ้าและโดยชีวิตแห่งศาสนา สามารถมีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณได้บางส่วน หรือถึงครบถ้วนบริบูรณ์ (หนังสือวิวรณ์ 2 โครินธ์ 12:2 การจําแลงพระกาย (มัทธิว 17:2) )

ประการที่สาม พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นสื่อกลางของปฏิกิริยาการให้และการรับ และเป็นศูนย์กลางสําหรับความกลมกลืนของสรรพสิ่ง โลกฝ่ายวิญญาณและโลกฝ่ายเนื้อหนัง ไม่อาจติดต่อซึ่งกันและกันได้โดยตรง เมื่อตัวตนฝ่ายวิญญาณและตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์กลายเป็นหนึ่งโดยปฏิกิริยาการให้และการรับ โลกฝ่ายวิญญาณและโลกฝ่ายเนื้อหนังจะติดต่อซึ่งกันและกันได้โดยผ่านมนุษย์

จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราสามารถสรุปตําแหน่งของมนุษย์ในสรรพสิ่งสร้างสรรค์ได้ ดังนี้ มนุษย์เป็นเอกภพขนาดเล็กของโลกฝ่ายวิญญาณและโลกฝ่ายเนื้อหนัง มนุษย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นผู้ปกครองของโลกทั้งสองและศูนย์กลางสําหรับความกลมกลืนของโลกทั้งสอง อย่างไรก็ตาม เพราะการตกสู่บาปของมนุษย์ สรรพสิ่งสูญเสียผู้ปกครองและศูนย์กลางแห่งความกลมกลืนไป ดังนั้น

"...สรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว มีความเพียรคอยท่า ปรารถนาให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฏ ...ด้วยมีความหวังใจว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอํานาจแห่งความเสื่อมสลายและจะเข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า เรารู้อยู่ว่าบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นกําลังครํ่าครวญ และผจญความทุกข์ยากด้วยกันมาจนทุกวันนี้" (โรม 8:19-23)

ค. ความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนฝ่ายวิญญาณกับตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง
1. โครงสร้างและการทํางานของมนุษย์
ก) ตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง
ตัวตนฝ่ายเนื้อหนังประกอบด้วย จิตใจฝ่ายเนื้อหนัง และ ร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง จิตใจฝ่ายเนื้อหนังเป็นส่วนที่เป็นประธานของตัวตนฝ่ายเนื้อหนังควบคุมการทํางานทางสรีรวิทยาเพื่อการดํารงอยู่ การทวีจำนวนและการเคลื่อนไหว ดังนั้นจิตใจฝ่ายเนื้อหนังจึงคล้ายคลึงกับสัญชาตญาณของสัตว์ที่แสดงออกซึ่งความต้องการ เช่นความต้องการสำหรับการกินอาหารและความต้องการสําหรับการสืบพันธุ์ ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังประกอบด้วยอวัยวะ กล้ามเนื้อและกระดูกมากมาย การที่ตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์จะเจริญเติบโตในสุขภาพได้จำต้องรับเอาอากาศและแสงแดดซึ่งเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงที่มีธรรมชาติเป็นบวก (Yang) และยังรับเอาอาหารและนํ้า ซึ่งเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงที่มีธรรมชาติเป็นลบ (Um) ตัวตนฝ่ายเนื้อหนังจะตอบแทน สารชีวปัจจัย* (Vitality Element) กลับไปสู่ตัวตนฝ่ายวิญญาณ

ข) ตัวตนฝ่ายวิญญาณ
ตัวตนฝ่ายวิญญาณถูกสร้างขึ้นให้เป็นประธานของตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งรับรู้ได้โดยผ่านประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณ ถึงแม้ว่าบุคคลหนึ่งอาจจะเชื่อในการดํารงอยู่ของตัวตนฝ่ายวิญญาณ เนื่องจากผลของชีวิตแห่งศรัทธาก็ตาม แต่เพราะว่ามนุษย์ที่ตกสู่บาปพัฒนาประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณได้น้อยมาก มนุาย์จึงยังคงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวตนฝ่ายวิญญาณหลังจากการแยกออกจากตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของตนไปแล้วในเวลาแห่งความตาย เมื่อตัวตนฝ่ายวิญญาณถูกแยกออกจากตัวตนฝ่ายเนื้อหนังมันจะสลายไปเหมือนกับควันหรือไม่ วิญญาณเท่านั้นใช่ไหมที่ละทิ้งร่างกายฝ่ายเนื้อหนังไป มันไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณโดยมีรูปแบบที่เป็นแก่นสารหรือไม่ ถ้ามันไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณแล้วจะรวมเข้ากับพระเจ้า หรืออยู่ในสถานที่ซึ่งแยกออกไปต่างหากในโลกฝ่ายวิญญาณ ถ้าเป็นเช่นนั้นวิญญาณมีลักษณะอย่างไร

ตามหลักการ เช่นเดียวกับที่แต่ละบุคคลมีตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง มนุษย์ก็มีวิญญาณของตัวเองที่ดํารงอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้น วิญญาณที่ดํารงอยู่นี้เรียกว่า ตัวตนฝ่ายวิญญาณ ตัวตนฝ่ายวิญญาณมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง และสามารถติดต่อโดยตรงกับพระเจ้าหลังจากที่สมบูรณ์แล้ว หลังจากละทิ้งร่างกายฝ่ายเนื้อหนังในเวลาแห่งความตาย ตัวตนฝ่ายวิญญาณจะมีชีวิตนิรันดร์ในโลกฝ่ายวิญญาณ มนุษย์ปรารถนาที่จะมีชีวิตตลอดไปเพราะว่าเขามีตัวตนฝ่ายวิญญาณซึ่งมีธรรมชาตินิรันดร์ ตัวตนฝ่ายวิญญาณประกอบด้วย จิตใจฝ่ายวิญญาณ และ ร่างกายฝ่ายวิญญาณ จิตใจฝ่ายวิญญาณเป็นแก่นของตัวตนฝ่ายวิญญาณ ควบคุมชีวิตนิรันดร์ ความรักและอุดมคติต่างๆ ของมนุษย์ จิตใจฝ่ายวิญญาณทํางานเพื่อให้มนุษย์ดําเนินชีวิตแห่งคุณค่า ความจริง ความงามและความรัก จิตใจฝ่ายวิญญาณเป็นสารัตถะของตัวตนฝ่ายวิญญาณ เป็นประธานของร่างกายฝ่ายวิญญาณ และเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงสถิตอยู่ได้ ร่างกายฝ่ายวิญญาณเป็นร่างกายของตัวตนฝ่ายวิญญาณ เช่นเดียวกับที่ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังเป็นร่างกายของตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง

ตัวตนฝ่ายวิญญาณต้องการสิ่งหล่อเลี้ยงสําหรับการเจริญเติบโต และความสมบูรณ์ของตน สิ่งหล่อเลี้ยงที่เป็นบวก (Yang) สําหรับตัวตนฝ่ายวิญญาณคือ สารแห่งชีวิต (Life Element) จากพระเจ้า สารแห่งชีวิตเป็นสารพื้นฐานที่พัฒนาหัวใจภายในบุคคล และพัฒนาชีวิตให้เป็นสิ่งดํารงอยู่แห่งความจริง ในอีกด้านหนึ่งสิ่งหล่อเลี้ยงที่เป็นลบ (Um) สําหรับการเจริญเติบโตของตัวตนฝ่ายวิญญาณคือ สารชีวปัจจัย (Vitality Element) ซึ่งมาจากตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง เมื่อตัวตนฝ่ายเนื้อหนังกระทําตามพระวจนะของพระเจ้า ตัวตนนั้นจะถ่ายทอดสารชีวปัจจัย สําหรับการเจริญเติบโตของตัวตนฝ่ายวิญญาณ ตัวตนฝ่ายวิญญาณไม่เพียงแต่รับสารชีวปัจจัยจากตัวตนฝ่ายเนื้อหนังเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดสารอย่างหนึ่งตอบแทนกลับไป ซึ่งเรียกว่า สารแห่งวิญญาณ (Spirit Element) สารแห่งวิญญาณนี้เป็นสารที่ให้ความปีติและความเข้มแข็งแก่ตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง

ค) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนฝ่ายวิญญาณกับตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง
ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนฝ่ายวิญญาณกับตัวตนฝ่ายเนื้อหนังเป็นความสัมพันธ์ของประธานและกรรม โดยที่ตัวตนฝ่ายวิญญาณเจริญเติบโตและบรรลุถึงความสมบูรณ์ของตนบนพื้นฐานของความสัมพันธ์กับตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง คุณภาพของชีวิตฝ่ายเนื้อหนังของบุคคลหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นสารชีวปัจจัยแล้วถ่ายทอดไปสู่ตัวตนฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นคุณภาพของตัวตนฝ่ายวิญญาณจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง ดังนั้นตัวตนฝ่ายวิญญาณที่ได้รับสารชีวปัจจัยที่ดีจากตัวตนฝ่ายเนื้อหนังก็กลายเป็นสิ่งดํารงอยู่แห่งความดี ในขณะที่ตัวตนฝ่ายวิญญาณที่ได้รับสารชีวปัจจัยที่เลวจากตัวตนฝ่ายเนื้อหนังก็กลายเป็นตัวตนแห่งความชั่วร้าย การที่ตัวตนฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายจะกลายเป็นตัวตนฝ่ายวิญญาณที่ดี บุคคลนั้นต้องสํานึกเสียใจในขณะที่ตัวตนฝ่ายวิญญาณของเขายังคงอยู่ในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง เพราะว่าตัวตนฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายของบุคคลหนึ่งจะได้รับการรักษาโดยการได้รับสารชีวปัจจัยที่ดีโดยการสํานึกเสียใจและเชื่อในพระวจนะของพระเจ้า

ส่วนประกอบที่สําคัญที่สุดของตัวตนฝ่ายวิญญาณ ซึ่งต้องถูกทําให้สมบูรณ์โดยผ่านตัวตนฝ่ายเนื้อหนังคือความอ่อนไหวของบุคคลหนึ่งต่อความรักของพระเจ้า ดังที่ได้อธิบายมาก่อนหน้านี้ว่าความมุ่งหมายของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์ถูกบรรลุถึงโดยฐานสี่ตําแหน่งในระดับครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นซึ่งอุดมคติแห่งความรักของพระองค์สามารถสถิตอยู่ได้ เพราะฉะนั้นวิญญาณของบุคคลผู้ซึ่งขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกและบรรลุถึงความสมบูรณ์ในความอ่อนไหวของการได้รักในฐานะลูก สามี หรือภรรยาและในฐานะพ่อแม่โดยมีศูนย์กลางที่พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถไปสู่อาณาจักรสวรรค์ในโลกฝ่ายวิญญาณได้ อาณาจักรสวรรค์ถูกปกครองและทําให้กลมกลืนโดยความรักของพระเจ้า อาณาจักรสรรค์เป็นสถานที่ซึ่งทุกบุคคลจะรู้สึกยินดีโดยความรักของพระเจ้า

สิ่งดํารงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งปวง บรรลุถึงความสมบูรณ์โดยผ่านการเจริญเติบโตสามขั้น บนพื้นฐานของตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง ตัวตนฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ ได้ผ่านการเจริญเติบโตสามขั้น เช่นกัน ตัวตนฝ่ายวิญญาณในขั้นเกิด เรียกว่า ปฐมวิญญาณ ในขั้นเติบโต เรียกว่า วิญญาณแห่งชีวิต และในขั้นบริบูรณ์ เรียกว่า วิญญาณศักดิ์สิทธิ์

ความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนฝ่ายเนื้อหนังกับตัวตนฝ่ายวิญญาณ เหมือนกับความสัมพันธ์ของต้นไม้กับผล ผลสุกถูกเก็บเกี่ยว ในขณะที่กิ่งก้านกลับคืนสู่พื้นดิน ในทํานองเดียวกัน เพราะตัวตนฝ่ายวิญญาณถูกสร้างขึ้นให้มีชีวิตชั่วนิรันดร์ หลังจากการแยกออกจากร่างกายฝ่ายเนื้อหนังแล้ว ตัวตนฝ่ายวิญญาณจะคงอยู่และมีชีวิตชั่วนิรันดร์ในโลกฝ่ายวิญญาณในขณะที่ร่างกายกลับคืนสู่พื้นดิน หลายคนเชื่อว่าร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์ตายเพราะว่าการตกสู่บาป แต่สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง พระเจ้าทรงกล่าวเตือนไว้ในปฐมกาล 2:17 ว่า "...ในวันใดที่เจ้าขืนกินเจ้าจะต้องตายแน่" อาดัมและเอวา "ตาย" เพราะการกิน ผลไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว อย่างไรก็ตาม หลังจากอาดัมเอวาตกสู่บาป ทั้งสองยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปเป็นเวลาหลายร้อยปีบนโลกและให้กําเนิดลูกหลาน หมายความว่า ความตายที่เกิดขึ้นโดยการตกสู่บาปไม่ใช่ความตายที่ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังกลับคืนสู่พื้นดิน ทันทีที่บรรพบุรุษเริ่มแรกตกสู่บาปโดยการไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า วิญญาณนิรันดร์ของเขาก็ "ตาย" ผลที่เกิดตามมาก็คือ ตัวตนฝ่ายวิญญาณที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้หยุดทำงานลง ปัญญาจารย์ 12:7 กล่าวว่า "...ผงคลีดินกลับไปเป็นดินอย่างเดิม และวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานให้มานั้น" ชี้ให้เห็นว่า การที่ตัวตนฝ่ายเนื้อหนังกลับคืนสู่พื้นดินเป็นไปตามกฎธรรมชาติของสรรพสิ่ง การอธิบายที่ละเอียดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมีอีกครั้งหนึ่งในบทที่เกี่ยวกับ "การฟื้นคืนชีพ"

เมื่อบุคคลหนึ่งมีชีวิตในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง ตามอุดมคติของพระเจ้าสำหรับการสร้างสรรค์ บุคคลนั้นจะอยู่ในอาณาจักรสวรรค์บนโลก และโลกที่ซึ่งตัวตนฝ่ายวิญญาณที่สมบูรณ์จะไปอยู่ภายหลังชีวิตบนโลกนี้ก็คือ อาณาจักรสวรรค์ในโลกฝ่ายวิญญาณ

อย่างไรก็ตาม เพราะว่าความมุ่งหมายของพระเจ้าสำหรับการสร้างสรรค์จะต้องถูกบรรลุถึงบนโลก ดังนั้น เป้าหมายแรกของพระองค์ในการทรงงานสำหรับการช่วยให้รอดย่อมต้องเป็นมนุษย์บนโลกด้วย ดังนั้น พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะของพระองค์มาสู่โลกที่ปราศจากความเชื่อครั้งแล้วครั้งเล่า และแม้กระทั่งทรงส่งพระผู้มาโปรดมาสู่โลก เพราะบทบาทอันสำคัญของชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง (และตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง) นี้เองที่ทำให้พระคัมภีร์สอนว่า "...สิ่งสารพัดซึ่งท่านจะกล่าวห้ามในโลก ก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งซึ่งท่านจะกล่าวอนุญาตในโลก ก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์เหมือนกัน" (มัทธิว 18:18) และยังสอนให้อธิษฐานว่า อุดมคติของพระเจ้าสำหรับการสร้างสรรค์ จะถูกทำให้เป็นจริงบนโลก (มัทธิว 6:10)

ไม่ใช่เป็นพระเจ้าที่ทรงกำหนดว่า วิญญาณของบุคคลหนึ่งจะไปสู่อาณาจักรสวรรค์ หรือไปสู่นรก แต่ผู้กำหนดก็คือบุคคลแต่ละคน ทั้งนี้ โดยผ่านชีวิตประจำวันในขณะที่อยู่ในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังบนโลก บุคคลแต่ละคนจะไปสู่ภูมิต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณตามระดับพัฒนาการที่ตัวตนฝ่ายวิญญาณได้รับในขณะที่อยู่บนโลก พระเจ้า พระผู้มาโปรด และศาสนาทำได้เพียงสอนประชาชนว่าจะหลีกเลี่ยงนรกได้อย่างไร และแสดงมรรควิธีเพื่อไปสู่อาณาจักรสวรรค์ให้เท่านั้น การที่บุคคลนั้นจะรับพระวจนะของพระเจ้าและโบสถ์ได้หรือไม่นั้น เป็นความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลเอง

ในโลกที่ความมุ่งหมายสําหรับการสร้างสรรค์ถูกบรรลุถึง ซาตาน บาปและนรกไม่อาจดํารงอยู่ได้อีกต่อไปในอุดมคติของพระเจ้าสําหรับการสร้างสรรค์ มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่ดํารงอยู่ แต่เพราะบาป มนุษยจึงสูญเสียคุณค่าเริ่มแรก และกลายเป็นเสมือนสิ่งปฏิกูล สถานที่เก็บสิ่งปฏิกูลไว้ก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่านรกนั่นเอง

2. จิตใจของมนุษย์ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจฝ่ายวิญญาณและจิตใจฝ่ายเนื้อหนัง
ความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจฝ่ายวิญญาณ และจิตใจฝ่ายเนื้อหนังคือความสัมพันธ์ระหว่างซองซัง (ลักษณะภายใน) และฮยองซัง (รูปแบบภายนอก) เมื่อจิตใจฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นประธาน และจิตใจฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งเป็นกรรม กลายเป็นหนึ่งโดยปฏิกิริยาการให้และการรับ จิตใจมนุษย์ก็ถูกสร้างขึ้น ในบุคคลที่สมบูรณ์ จิตใจฝ่ายวิญญาณและจิตใจฝ่ายเนื้อหนังมีปฏิกิริยาการให้และการรับที่สมบูรณ์โดยมีศูนย์กลางที่พระเจ้า และรวมเป็นหนึ่ง ทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า จิตใจเริ่มแรก ขึ้น จิตใจเริ่มแรกของมนุษย์ชี้นําเขาไปสู่ทิศทางแห่งเจตจํานง และความมุ่งหมายของพระเจ้าเสมอ เมื่อร่างกายฝ่ายเนื้อหนังกลับคืนสู่พื้นดิน การดำรงอยู่ของจิตใจฝ่ายเนื้อหนังก็สิ้นสุดลง แต่จิตใจเริ่มแรกที่เกิดขึ้นโดยปฏิกิริยาการให้และการรับของจิตใจฝ่ายวิญญาณ และจิตใจฝ่ายเนื้อหนัง ยังคงดํารงอยู่ในตัวตนฝ่ายวิญญาณ

จิตใจฝ่ายวิญญาณ และจิตใจฝ่ายเนื้อหนังเข้าสู่ปฏิกิริยาการให้และการรับ และรวมเป็นหนึ่งโดยมีศูนย์กลางที่สิ่งที่มนุษย์คิดว่าจริง เราเรียกการรวมเป็นหนึ่งนี้ว่า มโนธรรม (Concious) ของมนุษย์ มนุษย์ที่สมบูรณ์จะตั้งมั่นอยู่บนความจริงที่สมบูรณ์เสมอ เพราะฉะนั้น จิตใจเริ่มแรกและมโนธรรมจะไม่แยกออกจากกันเป็นสองทิศทาง แต่รวมเป็นหนึ่ง นั่นคือ จิตใจเริ่มแรก และมโนธรรมควรจะสัมพันธ์กันเสมือนส่วนที่เป็นภายในและภายนอก ชี้นํามนุษย์ไปสู่ความมุ่งหมายและเจตจํานงแห่งความดีของพระเจ้า มนุษย์ที่ตกสู่บาปยังคงมีจิตใจเริ่มแรกอยู่ภายในตัว และชี้นํามนุษย์ให้ไปสู่ความดี อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่ตกสู่บาปสูญเสียมาตรฐานแห่งความดีที่สัมบูรณ์ไป และเพราะฉะนั้น มาตรฐานแห่งมโนธรรมของเขาจึงแตกต่างกันตามความเห็นของแต่ละบุคคลว่า อะไรคือความจริง ที่ใดก็ตามที่มีทัศนะหรือความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน ก็จะมีทิศทางของมโนธรรมที่แตกต่างกันเกิดขึ้น

นอกจากนั้น เพราะว่ามนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตาน เนื่องจากผลของการตกสู่บาป จิตใจฝ่ายวิญญาณจึงไม่สามารถรับสารแห่งชีวิตจากพระเจ้าอย่างถูกต้อง และยังคงอยู่ในความไม่บริบูรณ์ จิตใจฝ่ายวิญญาณดังกล่าว ไม่สามารถอยู่ในตําแหน่งประธานต่อจิตใจ ฝ่ายเนื้อหนังได้ และกลับถูกครอบงําโดยจิตใจฝ่ายเนื้อหนัง และเมื่อจิตใจฝ่ายวิญญาณที่ไม่บริบูรณ์นี้ มีปฏิกิริยาการให้และการรับกับจิตใจฝ่ายเนื้อหนังที่อยู่ภายใต้อํานาจการปกครองของซาตาน เราเรียกจิตใจนี้ว่า จิตใจที่ชั่วร้าย จิตใจเริ่มแรกและมโนธรรมของมนุษย์นำมนุษย์ไปสู่ความดี และต่อสู้กับจิตใจที่ชั่วร้ายที่ต่อต้านเจตจํานงและทิศทางของพระเจ้า