Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

  คำนำ

เรากําลังเข้าสู่ยุคใหม่ เรากําลังมีชีวิตอยู่ในเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สําหรับการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่กําลังเกิดขึ้นในบุคคล ครอบครัว สังคม ชาติและโลก ผู้คนมากมายกังวลเกี่ยวกับทิศทางของการเปลี่ยนแปลงที่กําลังมุ่งไปเหล่านี้ และรู้สึกว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานบางอย่างที่จําเป็นอยู่

หลักการ* ที่เป็นโครงร่างในหนังสือเล่มนี้ คือ วิสัยทัศน์และแนวทางที่ให้ความหวังแก่ผู้ปรารถนาจะค้นหาสาระแห่งชีวิต ตลอดจนปรารถนาจะมีชีวิตที่ดีงาม ในบางครั้งเราเองเคยถามถึงปัญหาพื้นฐานต่างๆ เกี่ยวกับพระเจ้า ตัวเราเองและโลก บ่อยครั้งที่เราสงสัยว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร คําถามดังกล่าวเป็นคําถามที่สําคัญสําหรับเราทุกคน อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้ง คําตอบที่ให้มาก็คงยังไม่เพียงพอในการตอบปัญหาเหล่านี้ เราจําเป็นต้องคิดพิจารณาปัญหาเหล่านี้จากแง่มุมใหม่ ซึ่งจะให้คําตอบที่เราทุกคนสามารถพึงพอใจได้ หนังสือ "โครงร่างแห่งหลักการ" มุ่งไปสู่ความมุ่งหมายนี้

หลักการ เป็นคําสอนที่พระเจ้าทรงเปิดเผยให้แก่ สาธุคุณซัน เมียง มูน สาธุคุณมูนไม่เคยศึกษาเทววิทยา ปรัชญาในโรงเรียน หรืออาจารย์ท่านใด พระเจ้าทรงเลือกท่านเพื่อแสดงออกซึ่งเจตจํานงของพระองค์ อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยจากพระเจ้ามิได้หลั่งไหลลงมาอย่างง่ายดายเช่นนํ้าตกและมิได้รับมาทั้งหมดในทันที แต่มีขั้นตอนที่แน่นอนในการเปิดเผย และการตอบสนองอย่างถูกต้องของมนุษยคือสิ่งที่จําเป็นสําหรับการเปิดเผยความจริงที่จะดําเนินต่อไป
ซัน เมียง มูน ถูกเรียกโดยพระเจ้าครั้งแรกเมื่อท่านอายุสิบหกปี ท่านได้ท่องไปในโลกที่มองไม่เห็น(โลกฝ่ายวิญญาณ) ซึ่งเป็นโลกของเหตุ เพื่อแสวงหาคําตอบสําหรับปัญหาพื้นฐานทั้งหลายเกี่ยวกับชีวิตและเอกภพ ท่านต้องฟันฝ่าอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ในโลกฝ่ายวิญญาณสำหรับการแสวงหาความจริง ท่านต้องเดินไปในหนทางแห่งความทุกข์ทรมานและต่อสู้ในสงครามเลือดเพื่อต่อต้านอํานาจของซาตาน พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้อย่างแท้จริงถึงหนทางที่ท่านได้ผ่านไป ท่านติดต่อกับพระเยซูและบรรดานักบุญในพาราไดซ์อย่างเสรี ในการติดต่อทางฝ่ายวิญญาณกับพระเจ้า ซัน เมียง มูน ได้รับการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเจตจํานง พื้นฐานของพระองค ์สําหรับชีวิตมนุษย์
เพื่อจะรวบรวมและสอนความรู้เหล่านี้ ท่านได้ทุ่มเทเวลาอย่างมากสำหรับการอธิษฐานและการศึกษาพระคัมภีร์ ในปี ค.ศ. 1950 ท่านเริ่มสอนส่วนสําคัญที่สุดของ หลักการ แก่สาวกของท่านอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม หลักการ ซึ่งได้รับมาโดยสาธุคุณ ซัน เมียง มูน ยังคงมีอีกมากที่ยังไม่ได้ถูกตีพิมพ์ หลักการ จะถูกเปิดเผยมากขึ้นอีกตามความก้าวหน้าของแผนการของพระเจ้า และพัฒนาการของพื้นฐานบนโลก
หนังสือสองเล่ม ชื่อ วอลรีแฮซอล (Wol-li Hae-sul) [คําอธิบายแห่งหลักการ](โซล เกาหลี Segye Kidokyo Tongil Shillyong Hyophwe 1957 ยังไม่ได้แปล) และ วอลรีคังรน (Wol-li Kang-ron) [ปาฐกถาแห่งหลักการ] (โซล เกาหลี Segye Kidokyo Tongil Shillyong Hyophwe 1966 พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษชื่อ "Divine Principle" วอชิงตัน ดีซี : HSA-UWC 1973) ถูกใช้เป็นคําสอนทางการของโบสถ์แห่งความสามัคคี (The Unification Church) ทั้ง 2 เล่มถูกเขียนโดย ฮโย วอน ยู (Hyo Won Eu) ประธานคนแรกของโบสถ์แห่งความสามัคคีในประเทศเกาหลี ผู้มีโอกาสติดตามสาธุคุณมูนในช่วงปีแรกๆ ของการประกาศคําสอน และได้รับการสอนโดยตรงจากท่าน

โดยการร้องขอของสาธุคุณมูน ชุด "โครงร่างแห่งหลักการ" ถูกเขียนขึ้นบนพื้นฐานของ "Wol-li Kang-ron" เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจหลักการ และเพื่อใช้เป็นโครงร่างการบรรยาย ข้าพเจ้า* ได้ศึกษาและบรรยายหลักการมานานกว่ายี่สิบปีภายใต้การชี้นําของสาธุคุณมูน อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงขาดความเข้าใจที่สมบูรณ์เกี่ยวกับหลักการ และไม่สามารถถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ข้าพเจ้าเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นด้วยการอธิษฐาน เพราะไม่ต้องการทําให้คุณค่าของ หลักการ เองลดลง ถ้ามีความสับสนใดๆ ในข้อความของหลักการ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว
ตาม หลักการ พระเจ้าทรงเป็นจุดเริ่มต้นของความรักและหัวใจ แรงผลักดันของพระเจ้าในการสร้างสรรค์คือเพื่อบรรลุถึงอุดมคติแห่งความรักของพระองค์ การบรรลุถึงอุดมคติแห่งความรักของพระองค์คือความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ ในโลกที่อุดมคติของพระเจ้าถูกบรรลุถึง มนุษย์และสรรพสิ่งทั้งปวงจะมีชีวิตอยู่ในความสุขและความกลมกลืนโดยมีความรักของพระเจ้าเป็นเสมือนแหล่งของชีวิตและความสุข โลกที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความรักอุดมคติของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์คืออาณาจักรสวรรค์ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์บนโลก ไม่ใช่ในสวรรค์ อุดมคติของพระเจ้าที่ถูกบรรลุถึงบนโลกจึงถูกเรียกว่าอาณาจักรสวรรค์บนโลก มนุษย์ควรมีชีวิตอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าบนโลก แล้วตัวตนฝ่ายวิญญาณของเขาจะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณ ณ ที่นั้นเขาจะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างโลกทั้งสองคล้ายคลึงกับความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับร่างกายของมนุษย์) อาณาจักรสวรรค์เป็นสถานที่ซึ่งบุคคลผู้มีประสบการณ์กับความรักของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์ ในความสัมพันธ์อุดมคติแห่งความรักกับพระเจ้าและคนอื่นๆ

ในโลกอุดมคติแห่งความรักของพระเจ้า ไม่อาจมีบาป ความไม่ชอบธรรม ความอยุติธรรม หรือการกักกันได้ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ชายหญิงคู่แรกไม่ได้บรรลุถึงความรับผิดชอบของเขา เพราะเหตุนี้ เขาไม่บรรลุถึงความสมบูรณ์และละทิ้งอาณาจักรแห่งความรักของพระเจ้า นี่คือการตกสู่บาป ผลก็คือบาปและความชั่วร้ายได้เข้ามาสู่โลกและนรกซึ่งเป็นอาณาจักรนอกความรักของพระเจ้าก็เกิดขึ้น
พระเจ้าจะทรงละทิ้งโลกที่เต็มไปด้วยบาป ความไม่ชอบธรรม และความทุกข์ทรมานนี้ได้หรือไม่ พระองค์ไม่ทรงทําเช่นนั้น ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในอิสยาห์ 46:11 ว่า "เราพูดแล้วและเราจะให้เป็นไป เรามุ่งแล้วและเราจะกระทํา" พระเจ้าจะทรงแก้ไขมนุษย์ให้เป็นดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว ้ในพรที่พระองค์ทรงประทานให้หลังจากสร้างมนุษย์ (ปฐมกาล 1:28) ดังนั้น แผนการแห่งการช่วยให้รอดจึงเป็นแผนการแห่งการแก้ไข ซึ่งพระองค์จะทรงสร้างอาณาจักรอุดมคติแห่งความรัก ซึ่งเป็นความมุ่งหมายสําหรับการสร้างสรรค์เริ่มแรกของพระองค์
พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่ และทรงเป็นพระเจ้าที่กระตือรือร้น แผนการของพระเจ้าได้ทิ้งร่องรอยไว้ทั้งในตลอดประวัติศาสตร์ และในจิตใจของมนุษย์ แล้วมนุษย์ซึ่งเป็นกรรมของแผนการของพระเจ้าซึ่งมีชีวิตอยู่นี้เล่า มนุษย์เป็นอย่างไรในตลอดประวัติศาสตร์ ในประวัติศาสตร์ทีละขั้น พระเจ้าทรงเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตามสภาวะทางฝ่ายวิญญาณและระดับปัญญาของมนุษย์ มนุษย์คงเหมือนเดิมเสมอทางฝ่ายภายในหรือไม่ หรือว่าเขาก้าวหน้าและพัฒนาขึ้นอยู่เสมอ ถ้ามนุษย์ไม่ตกสู่บาป เขาจะสะท้อนลักษณะ (ยอห์น 14:20) และความสมบูรณ์ของพระเจ้า (มัทธิว 5:48) และพระเจ้าจะทรงมีความสัมพันธ์กับเขาได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม อาดัมเอวาตกสู่บาปและกลายเป็นตัวตนแห่งบาปและความชั่วร้าย แทนที่จะกลายเป็นบุคคลซึ่งพระเจ้าทรงมุ่งหวังไว้ในเริ่มแรก ถ้าเราจะกล่าวว่าระดับทางฝ่ายวิญญาณและปัญญาของมนุษย์ รับผลกระทบอย่างไร โดยสภาวะของการแยกตัวออกไปและการตกสู่บาป เรากล่าวได้ว่ามันตกไปสู่ระดับที่ตํ่ามาก
โดยแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไข สภาวะทางฝ่ายวิญญาณและปัญญาของมนุษย์ที่ตกสู่บาปได้ค่อยๆ ถูกพัฒนาขึ้น เมื่อสภาวะทางฝ่ายวิญญาณและปัญญาของมนุษย์ถูกพัฒนาขึ้นในแต่ละยุคสมัย พระเจ้าทรงปรับวิธีการอบรมประชาชน และความสัมพันธ์กับเขาทั้งหลายตามลําดับ ตัวอย่างเช่น ในเวลาของอับราฮัม เมื่อสภาวะทางฝ่ายวิญญาณและปัญญาของมนุษย์ตํ่ามาก พระเจ้าทรงให้ประชาชนเข้าใกล้พระองค์โดยการถวายเครื่องบูชา ประชาชนในเวลานั้นยังไม่เติบโตเพียงพอที่จะตอบสนองต่อกฎและธรรมบัญญัติ หลายร้อยปีต่อมา ในเวลาของโมเสส พระเจ้าทรง ดําเนินแผนการของพระองค์โดยผ่านกฎในเวลาของพระเยซูแทนที่พระองค์จะใช้แผนการเดิมซํ้าอีกโดยผ่านกฎและธรรมบัญญัติ พระเจ้าทํางานในหนทางใหม่เพื่อที่จะนําประชาชนเข้าใกล้พระองค์โดยการให้คําสอนของพระเยซูในระดับที่เหมาะสมกับระดับทางฝ่ายวิญญาณของประชาชน ในสมัยนั้น

ข้อเท็จจริงที่ว่าประชาชนชาวยิว ผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้ยอมรับพระบุตรของพระองค์ พระเยซูทรงเป็นเสมือนพระผู้ช่วยให้รอด เป็นจุดที่สําคัญมาก ในแผนการสําหรับการแก้ไข ทําไมเขาทั้งหลายจึง ไม่สามารถยอมรับพระองค์ ในสมัยนั้นประชาชนชาวอิสราเอลปฏิบัติตามพระเจ้า โดยการเชื่อฟังต่อกฎต่างๆ แต่แล้วเมื่อพระเจ้าทรงเริ่มต้นเข้าหาประชาชนโดยผ่านตัวพระเยซูเองโดยหนทางใหม่แห่งคำสอนของพระเยซู โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ เราสามารถเห็นได้ว่าเมื่อระดับทางฝ่ายวิญญาณและปัญญาของมนุษย์พัฒนาขึ้น พระเจ้าก็ทรงนําวิธีการที่พัฒนาขึ้นตามลําดับที่สอดคล้องกันมาใช้เสมอ เพื่อเข้าถึงมนุษย์กรรมของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และแผนการของพระองค์ไม่ได้เป็นเหมือนซากหินแข็งที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นบุคคลผู้ซึ่งมีชีวิตชีวา และกระตือรือร้น อย่างยิ่ง
แล้วใครเป็นศูนย์กลางของแผนการของพระเจ้าในปัจจุบัน มันไม่ใช่ประชาชนในเวลาของพระเยซู ไม่ใช่ประชาชนในสมัยของโมเสสและก็ไม่ใช่มนุษย์ดึกดําบรรพ์ที่ย้อนหลังกลับไปอีก แต่เป็นมนุษย์ในสมัยปัจจุบันซึ่งมีชีวิตอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในปัจจุบันคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ไม่สนใจในโบสถ์ และประชาชนโดยทั่วไปก็กําลังหันหลังไปจากโบสถ์ การเน้นในเหตุผลและหลักวิทยาศาสตร์ของประชาชนปัจจุบัน ทําให้เขาต้องการความเข้าใจในความจริงที่ชัดเจนและลึกซึ้งมากขึ้น และคําอธิบายสําหรับสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกันในคําสอนและการปฏิบัติทางศาสนา ก่อนที่เขาจะยอมรับหนทางชีวิตแห่งศาสนา ดังที่เราได้เห็นในกระบวนการของการแก้ไขของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ว่า พระเจ้าทรง ดํารงอยู่และทรงกําลังทํางานอยู่ ดังนั้นเราสามารถรู้ได้ว่าพระเจ้าจะทรงแสดงออกซึ่งความจริงอันใหม่แก่มนุษย์อย่างแน่นอน ความจริงซึ่งจะสามารถนําประชาชนแห่งยุคนี้ไปสู่ความรอดและยุคใหม่
ทุกวันนี้ ปัญหาที่ยากลําบากมากมายถูกยกขึ้นมาเกี่ยวกับการศึกษาพระคัมภีร์ ยกตัวอย่างเช่น อะไรคือความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างพระเจ้า พระเยซูและมนุษย์ อะไรคือความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพ และยุคสุดท้าย ทําไมพระเยซูจึงต้องเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง และพระองค์จะเสด็จมาเมื่อไรและอย่างไร คําตอบสําหรับปัญหาทั้งหมดเหล่านี้ถูกให้ในลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์และอุปมาอุปไมย แต่มันยังไม่เคยถูกอธิบายอย่างชัดเจน

เราอ่านในยอห์น 16:25 ว่า พระเยซูตรัสว่า "เราพูดเรื่องนี้กับท่านเป็นคําอรรถ วันหนึ่งเราจะไม่พูดกับท่านเป็นคําอรรถอีก แต่จะบอกท่านถึงเรื่องพระบิดาอย่างแจ่มแจ้ง" ในยอห์น 16:12,13 เราอ่านพบว่า พระเยซูก็ยังตรัสอีกว่า "เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกแก่ท่านทั้งหลาย แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้ เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนําท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น" และใน วิวรณ์ 10:11 เราอ่านพบว่า "เจ้าต้องพยากรณ์อีกเกี่ยวกับชนชาติทั้งหลาย บรรดาประชาชาติ ภาษาและกษัตริย์" แต่ละข้อความเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการแสดงออกอันใหม่แห่งความจริงจะต้องถูกให้มาในยุคสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม เพราะว่ามันจะเป็นการเปิดเผยความจริงอันใหม่ มันจะมีหลายด้านที่ซึ่งจะไม่สามารถเข้าใจได้โดยความเข้าใจในคําสอนและประเพณีดั้งเดิม ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าคําสอนของพระเยซูจะมีพื้นฐานอยู่บนพันธสัญญาเดิม ประชาชนในเวลาของพระองค์ถูกผูกติดกับการตีความตามตัวอักษรของพันธสัญญาเดิม ทําให้เขาไม่สามารถเข้าใจพระเยซูได้ มันเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่ พระเยซูตรัสว่า "...นํ้าองุ่นหมักใหม่ต้องใส่ในถุงหนังใหม่" (ลูกา 5:38) พระองค์กําลังสอนเขาเหล่านั้นว่า เขาต้องทําตัวของเขาให้ใหม่เพื่อที่เขาจะรับพระวจนะใหม่ได้

เรารู้ว่าพระเจ้าทรงทํางานผ่านโนอาห์และอับราฮัม และเรารู้ว่าพระเจ้าตรัสผ่านโมเสสและพระเยซู แล้วพระเจ้าองค์เดียวกันผู้ยังทรงดํารงอยู่ในปัจจุบันจะทรงไม่สามารถให้การเปิดเผยอันใหม่หรือ โบสถ์ไม่ต้องการการตีความหมายของมนุษย์เกี่ยวกับพระคัมภีร์อีกอันหนึ่ง สิ่งที่สําคัญก็คือ พระเจ้าทรงตีความหมายมันอย่างไรและที่ซึ่งเราบรรลุถึงเจตจํานงของพระองค์ได้โดยการดําเนินชีวิตตาม
มันมีเหตุผลอันหนึ่งที่มนุษย์ต้องการการแสดงออกแห่งความจริง อันใหม่ที่ลึกซึ้งมากกว่า เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงการ พังทลายลงอย่างรวดเร็วของอารยธรรมสมัยใหม่และของระเบียบในสังคม โดยที่ยังมองไม่เห็นสิ่งที่จะมาแทนที่ที่น่าพึงพอใจได้เลย ความรู้สึกที่ว่างเปล่า ความเปล่าเปลี่ยวและความไม่พึงพอใจได้นําไปสู่ความสิ้นหวัง ความสับสน การทําลายตัวเอง แอลกอฮอล์และยาเสพติด ความสับสนในสังคมเกี่ยวกับมาตรฐานแห่งคุณค่าและความประพฤติ ได้เป็นเหตุของแนวโน้มที่รุนแรงไปสู่การมีศูนย์กลางที่ตัวเอง และตามมาด้วยการแตกสลายของครอบครัวและการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรม ปัญหาวัยรุ่นและความเสื่อมศีลธรรมทุกชนิดซึ่งกําลังสั่นคลอนพื้นฐานของสังคม และเป็นเหตุผลแห่งความสิ้นหวังสําหรับอนาคต ความรุนแรงและสงครามซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปและการแบ่งชั้นวรรณะ การกระจายที่ไม่เท่าเทียมกันของทรัพย์สิน ความไม่มีสมรรถภาพของศาสนาต่างๆ ในโลกในการชี้นํายุคสมัยปัจจุบัน และการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธพระเจ้า ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเพิ่มพูนความสงสัยเกี่ยวกับความหวังในภายหน้าสําหรับอารยธรรมยุคใหม่ ไม่มีวิกฤตกาลอันใดที่สามารถถูกแก้ไขอย่างบริบูรณ์ หรือแม้กระทั่งบางส่วนในทันทีได้ คําตอบที่เป็นพื้นฐานและนิรันดร์เป็นสิ่งที่จําเป็น เพราะว่าพระเจ้ายังทรงดํารงอยู่ พระองค์จะทรงช่วยมนุษยชาติให้รอดอย่างแน่นอนจากวิกฤตกาลต่างๆเหล่านี้โดยวิธีการที่ปฏิวัติใหม่
กุญแจในการแก้ไขหรือขจัดปัญหาใดๆ เหล่านี้อย่างแท้จริงก็คือการรู้และเข้าใจถึงเหตุของมัน มันเป็นเพราะว่าเหตุไม่เคยถูกเข้าใจอย่างแท้จริงที่ทําให้ปัญหาเหล่านี้ไม่เคยถูกขจัดออกไป หลักการอธิบายถึงเหตุเหล่านี้และให้คําตอบในทางปฏิบัติที่ชัดเจนที่ว่า โดยการให้การศึกษาอบรม มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สําหรับบุคคลและครอบครัว (ซึ่งเป็นแกนกลางของสังคมมนุษย์) ที่จะเปลี่ยนแปลงแบบแผนชีวิตของเขาเหล่านั้นอย่างเสรีและอย่างมีความสุขได้
สําหรับมนุษย์ที่ตกสู่บาป ความรู้เป็นการฟื้นฟูใหม่ทางฝ่ายวิญญาณและปัญญา ความเขลาก็คือความตายและความพินาศ ความรู้สึกที่สวยงามไม่สามารถมาจากความเขลา และเจตจํานงหรือความหวังไม่สามารถเติบโตขึ้นมาในความเขลาได้เช่นกัน ความเขลาและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า เป็นเหตุให้มนุษย์หันไปจากพระเจ้าและไปสู่ความสิ้นหวัง หลักการไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าดํารงอยู่เท่านั้น แต่ยังอธิบายถึงหัวใจเริ่มแรกของพระเจ้า และรายละเอียดของแผนการแห่งการทํางานของพระองค์ที่ถูกเปิดเผยออกมาในประวัติศาสตร์
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแห่งบุคลิกลักษณะสําหรับผู้ซึ่งต้องการค้นหาพระเจ้าอย่างจริงใจ โดยประสบการณ์ทางฝ่ายวิญญาณกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยิ่งเรามีประสบการณ์ความรักที่แท้จริงของพระเจ้าโดยผ่านหลักการมากเพียงไร เราก็ยิ่งมีประสบการณ์แห่งการสร้างสรรค์ตัวเราเองมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถพัฒนามนุษยสัมพันธ์ที่แท้จริงและจริงใจกับคนอื่นได้
โดยการพัฒนาการต่างๆ ในการติดต่อคมนาคมและโดยการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้าขาย โลกได้ถูกนําเข้ามาสู่กันและกันทางฝ่ายภายนอกอย่างใกล้ชิดมากจนกระทั่งว่า แต่ละชาติในปัจจุบันมีอิทธิพลไม่โดยตรงก็โดยอ้อมกับชาติอื่นๆ อย่างไรก็ตามเนื้อหาพื้นฐานแห่งมนุษยสัมพันธ์นั้นก็ยังคงเป็นความไม่ไว้วางใจและความเกลียดชัง บนพื้นฐานของความมีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเองและการขาดความสนใจร่วมกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งที่แนวโน้มภายนอกจะมุ่งไปสู่ชุมชนแห่งโลกที่เป็นหนึ่งเดียวก็ตาม แต่ความเป็นหนึ่งและความกลมกลืนในความหมายที่แท้จริงที่สุดนั้นก็ยังคงไม่เกิดขึ้น ความรักของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถทําให้มันกลายเป็นความจริงได้
หลักการสอนว่า ครอบครัวเป็นหน่วยพื้นฐานที่จําเป็นในการทำให้ความรักของพระเจ้ากลายเป็นความจริง หลักการยังยืนยันว่า โดยการสร้างระเบียบในครอบครัวเท่านั้น ที่ความรักจะสามารถปลูกฝังลงในหัวใจที่แห้งแล้งของมนุษย์ในปัจจุบัน และโดยหนทางนี้เท่านั้นที่ความสัมพันธ์ที่แท้จริงจะสามารถถูกสร้างขึ้นได้ระหว่างสามีและภรรยา ระหว่างพ่อแม่และลูก ระหว่างพี่น้องและระหว่างเพื่อนบ้าน ความรักระหว่างสามีภรรยาอุดมคตเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสําหรับความสุขของมนุษย์ ต่อเมื่อมีความรักดังกล่าวระหว่างพ่อแม่เท่านั้นที่ลูกจะสามารถเข้าใจและมีประสบการณ์ความรักอุดมคติจากพ่อแม่ได้
อุดมคติเริ่มแรกของพระเจ้าก็คือ เพื่อให้มนุษย์รักพระเจ้าเป็นเสมือนพ่อแม่และมีชีวิตอยู่ในความเป็นพี่น้องเป็นเสมือนครอบครัวที่ขยายออกไป หลักการคือการชี้นําไปสู่การตื่นตัวของความรักเริ่มแรกของมนุษย์และไปสู่การแก้ไขมนุษยสัมพันธ์เริ่มแรก ซึ่งจะก่อให้เกิดสังคมโลกที่เป็นครอบครัวเดียวกัน
หลักการ ยังนําไปสู่การรวมเป็นหนึ่งของความจริงฝ่ายภายในที่ศาสนาแสวงหาและความจริงฝ่ายภายนอกที่วิทยาศาสตร์แสวงหา เหตุผลที่ว่าหลักการสามารถบรรลุถึงการรวมเป็นหนึ่งนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่ามนุษย์จะสนใจเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายภายในของมนุษย์หรือเอกภพก็ตาม ความพยายามของมนุษย์ในการค้นคว้าหาความจริงในสรรพสิ่งสร้างสรรค์ของพระเจ้า ล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพระเจ้าไม่ว่าด้วยวิธีหรือหนทางใดก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น หลักการจะเอาชนะเหนืออุดมการณ์ความคิดและลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งปฏิเสธพระเจ้า และมันจะสิ้นสุดการต่อสู้ทางอุดมการณ์ความคิดครั้งสุดท้ายแห่งประวัติศาสตร์ โดยชัยชนะสําหรับฝ่ายของพระเจ้า ความบริบูรณ์ของแผนการสําหรับการช่วยให้รอดจะรวมถึงการแก้ไขประชาชนภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์ด้วย บุคคลเหล่านั้นก็จะต้องกลายเป็นบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะที่สมบูรณ์บนหนทางแห่งความรักของพระเจ้าและพระคําอันใหม่ด้วยเช่นกัน
ตามหลักการ ศาสนาทั้งมวลตลอดประวัติศาสตร์ซึ่งได้เสาะแสวงหาและสนับสนุนหนทางชีวิตที่ชอบธรรมล้วนเกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม โดยคุณธรรมแห่งเจตจํานงของพระเจ้า มันเป็นความจริงว่าศาสนาคริสต์ทุกวันนี้มีบทบาทศูนย์กลางในการบรรลุถึงความมุ่งหมายทั้งมวลของแผนการของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงนําประชาชนของชาติอื่นๆ โดยการสร้างศาสนาที่เหมาะสมกับเขาและสภาพแวดล้อมที่เฉพาะของเขาเหล่านั้น เพื่อที่จะเตรียมเขาเหล่านั้นในการรับพระผู้มาโปรดในอนาคตดังที่ ยอห์น 3:16 กล่าวว่า "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" พระเจ้าทรงส่งพระผู้มาโปรดมาไม่ใช่เพียงเพื่อคนคริสเตียนเท่านั้น แต่สําหรับมนุษยชาติทั้งมวล
การเปิดเผยความจริงที่พระเจ้าได้ให้กับ ซัน เมียง มูน ถูกประทานให้อย่างเงียบๆ ในทางตะวันออก แต่มันได้ให้ความสุขอันใหม่และความหวังอันใหม่สําหรับชายหญิงทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาว และหลักการยังให้ชีวิตกับส่วนลึกแห่งหัวใจของเขาทั้งหลายด้วย คนหนุ่มสาวจากมากกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบประเทศซึ่งมีสีผิว พื้นภูมิวัฒนธรรมและการ ดําเนินชีวิตที่แตกต่างกันล้วนได้รับเอาชีวิตใหม่นี้ ค้นพบความหมายใหม่ และติดตามเจตจํานงของพระเจ้าด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งอันใหม่ ในที่นี้ เราได้แนะนําโครงร่างแห่งหลักการซึ่งมีอํานาจในการให้แรงบันดาลใจแก่จิตวิญญาณของมนุษย์ และให้อำนาจในการเปลี่ยนบุคคลที่กําลังเสาะแสวงหาให้กลายเป็นบุคคลแห่งบุคลิกลักษณะใหม่ที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้า