Education Menu
คำสอน

 

 
 
 

  บทความพิเศษ  
 


ปรัชญาศาสนสัมพันธ์

ศ. กีรติ บุญเจือ
3 มกราคม 2523

ปรัชญา

ปรัชญาคืออะไร ยากที่จะตอบให้น่าพอใจได้ ได้มีผู้ให้นิยามไว้แล้วมากมาย ผิดเพี้ยนกันไปต่าง ๆ นานา แล้วแต่ลัทธิความเชื่อถือและขอบเขตที่แต่ละคนจะให้แก่ปรัชญา นิยามปรัชญาของแต่ละคนย่อมบอกลัทธิและแนวโน้มทางปรัชญาของผู้นิยามอยู่ในที ผู้เขียนไม่อาจจะให้นิยามกลาง ๆ ได้ หากจะนิยามก็คงจะเป็นนิยามของผู้เขียนเองโดยเฉพาะ ซึ่งหมายถึงว่าจะเป็นนิยามที่แสดงถึงแนวโน้มทางความคิดของผู้เขียนเองโดยเฉพาะ ไม่อาจจะเป็นนิยามสากลที่ใช้ได้กับปรัชญาทุกรูปแบบ ปรัชญาของผู้เขียนเป็นปรัชญาบริบท ซึ่งจะนิยามในหัวข้อต่อไป ท่านผู้อ่านท่านใดมีแนวโน้มทางปรัชญาเหมือนผู้เขียน ก็อาจจะนิยามปรัชญาเหมือนหรือคล้ายกับผู้เขียน หากท่านใดไม่เลื่อมใสในปรัชญาแบบนี้ ก็คงจะนิยามปรัชญาไปตามแบบของท่าน และก็คงไม่ยอมรับนิยามปรัชญาแบบของผู้เขียนเป็นแน่ เมื่อนิยามต่างกัน เป้าหมายของการศึกษาปรัชญาก็ดี ขอบเขตของวิชาปรัชญาก็ดี รวมทั้งวิธีสอนและวิธีแสดงเนื้อหาปรัชญาก็คงจะแตกต่างกันไปโดยอัตโนมัติ

ปรัชญาบริบท

บริบท
บริบท (context) หมายถึง สิ่งแวดล้อมภายนอกอันได้แก่ สังคมของผู้คิด และสิ่งแวดล้อมภายในอันได้แก่ กระบวนทัศน์ของผู้คิด

การเสวนา
การเสวนามิใช่การแบ่งรับแบ่งสู้ มิใช่การปรองดองออมชอม มิใช่การบวกกัน หารสอง
หรือการหาจำนวนกลางทางเลขคณิต มิใช่การผ่อนสั้นผ่อนยาวหรือแบ่งกันกินคนละครึ่ง วิธีการเหล่านี้เหมาะสมสำหรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เมื่อส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันผ่านพ้นไป การแตกแยกแยกแข่งขันชิงดีกันก็จะกลับมาดังเดิมหรือหนักกว่าเดิม การแก้ปัญหาระยะยาวต้องใช้การเสวนา นั่นคือ หาจุดสนใจร่วมกัน เพื่อใช้เป็นพื้นฐานแห่งความเข้าใจดีต่อกัน จุดสนใจร่วมกันนั้นไม่มีจุดใดเป็นพื้นฐานได้ลึกซึ้งเท่าปรัชญา
ปรัชญาได้แก่การมองเห็นปัญหาและการแสวงหาคำตอบที่ไม่อยู่ในขอบข่ายของกฏเกณฑ์และทฤษฎีของวิชาการต่าง ๆ ท่านเห็นปัญหาใดก็ตามที่ไม่อาจจะตอบได้ในขอบข่ายของกฏเกณฑ์และทฤษฎีของวิชาใดเลย (นอกจากปรัชญา) ก็นับว่าปัญหาของท่านเป็นปัญหาปรัชญาแล้ว และการแสวงหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะตอบอย่างไร ก็นับเป็นคำตอบปรัชญาทั้งสิ้น ขอแต่ให้คำตอบของท่านมีเหตุผลสนับสนุนพอสมควร หรือมิฉะนั้นท่านก็ต้องอธิบายชี้แจงตอบข้อข้องใจได้โดยไม่ขัดแย้งตัวเอง ให้สังเกตว่า การตอบลอย ๆ ยังไม่ใช่ปรัชญา เพราะเหมือนเอากำปั้นทุบดินจะตอบอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบ

ลักษณะเด่นของปรัชญาแห่งการประนีประนอม
1. ไม่สังกัดลัทธิ ไม่สังกัดศาสนา ไม่มีเนื้อหาตายตัว มีแต่ท่าทีร่วมกัน คือเคารพความคิดเห็นของกันและกัน โดยส่งเสริมให้แต่ละคนเป็นตัวของตัวเอง มีปรัชญาของตนเอง มีความคิดเห็นของตนเองโดยเฉพาะ แต่ทว่าในเวลาเดียวกันก็พยายามเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่ยึดถือเป็นอันขาดว่า "ใครคิดไม่เหมือนฉันใช้ไม่ได้"
2. ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางสายกลางปฏิบัติร่วมกันโดยทุกฝ่ายจะได้บ้างเสียบ้าง ไม่มีฝ่ายใดเลยมีแต่เสียไม่มีได้ และไม่มีฝ่ายใดเลยมีแต่ได้ไม่มีเสีย การรวมกลุ่มเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการ "สร้างเอกภาพในพหุภาพ" (unify in diversity) ซึ่งขัดแย้งกับหลัก divide and rule (สร้างความแตกแยกแล้วปกครอง) และ unity and rule (สร้างความเป็นหนึ่งเดียวแล้วปกครอง) สองวิธีหลังปกครองง่าย ตกลงเร็ว แต่ไม่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ วิธีหลังตกลงกันยาก แต่อุดมด้วยการสร้างสรรค์ เพราะแต่ละแนวคิดย่อมมีอะไรดีๆ
3. พยายามขจัดความขัดแย้งทุกอย่างและทุกระดับด้วยสันติวิธี ประสบการณ์ให้บทเรียนมามากพอแล้วว่าวิธีการรุนแรงรังแต่สร้างปัญหาให้ยุ่งยากมากขึ้นและสร้างความเดือดร้อนให้ทุกฝ่ายโดยไม่จำเป็น
วัตถุประสงค์ของการศึกษาปรัชญาเพื่อการประนีประนอม
1. เพื่อรู้จักมองเห็นปัญหาซึ่งตามปกติเรามองไม่เห็น
2. เพื่อรู้จักมองหาคำตอบทุกคำตอบที่เป็นไปได้
3. เพื่อรู้จักเก็บส่วนดีจากทุกคำตอบมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวของตน

ลัทธิที่ส่งเสริมปรัชญาแห่งการประนีประนอม
ทุกลัทธิมีส่วนส่งเสริมปรัชญาแห่งการประนีประนอมทั้งสิ้น ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่งหรือหลายแง่ที่นับว่าสำคัญก็คือ
1. ศาสนาทุกศาสนา สอนให้มีเมตตาจิตต่อกัน เมตตาจิตที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือเคารพความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นและพยายามเข้าใจผู้อื่นด้วยใจเป็นธรรม
2. ลัทธิอัตถิภาวนิยม สอนให้กล้าเผชิญปัญหาด้วยตัวเอง ให้รู้จักประเมินค่านิยมเสียใหม่ และให้รู้จักตัดสินใจทำการด้วยความรับผิดชอบ สรุปลงเป็นหลักการของผู้รักการประนีประนอม 3 ประการว่า See, Judge, Act (ดู ตัดสิน ลงมือ)
3. ลัทธิสัจนิยมใหม่ สอนให้แสวงหาคำตอบในปัญหาเดียวกันจากทุกทาง เพื่อดูว่าคำตอบแบบใดจะมีน้ำหนักมากที่สุด ให้ถือเป็นคำตอบเพื่อปฏิบัติไปพลาง ๆ ก่อน ระหว่างนั้นก็ให้หาหลักฐานเพิ่มเติมเรื่อยไปเพื่อได้คำตอบที่สมบูรณ์ขึ้นไปอีก การแสวงหาคำตอบจึงต้องกระทำเรื่อยไปอย่างไม่มีวันจบ

ลักษณะของปรัชญาแห่งการประนีประนอม
1. ไม่คิดว่าความคิดของตนแต่ผู้เดียวถูกต้องอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยความสนใจจริง ๆ เพื่อปรับปรุงความคิดของตนเองให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น
2. ไม่ประณามใครเลย หรือฝ่ายใดเลยว่างมงาย ไร้เหตุผล เพราะรู้ดีว่าทุกคนที่ใช้เหตุผลย่อมมีเหตุผลของตนเอง และทุกคนที่ใช้ความคิดย่อมมีความจริงไม่มากก็น้อย
3. ถือว่าความจริงเดียวกันอาจจะแสดงออกได้หลายรูปแบบและหลายแง่หลายมุม จึงพยายามมองและพิจารณาจากหลายทางเพื่อเข้าใจให้สมบูรณ์มากขึ้น
4. ไม่ถือว่าปรัชญาเป็นเกมส์ฝึกสมอง แต่เชื่อว่าปรัชญามีบทบาทสำคัญยิ่งยวดในการสร้างความเข้าใจดีต่อกันระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่ม ระหว่างชนชาติ ระหว่างลัทธิ และระหว่างศาสนา
5. เป็นตัวของตัวเอง มีจุดยืนของตนเองโดยตระหนักดีว่าจุดยืนของตนเป็นอย่างไร ในเวลาเดียวกันก็เคารพจุดยืนของผู้อื่น และส่งเสริมให้แต่ละคนมีจุดยืนของตนเอง

ความร่วมมือระหว่างศาสนา

ความจำเป็นสำหรับประเทศไทย
การสอนศาสนาในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา เป็นนโยบายหลักของทุกชาติที่มีศาสนาประจำชาติ และศาสนาที่กำหนดให้สอนก็คือศาสนาประจำชาติของแต่ละชาติ รัฐบาทใดที่แยกการเมืองออกจากการศาสนาอย่างเด็ดขาดจะไม่สนใจใยดีในเรื่องนี้ ปล่อยให้การสอนศาสนาเป็นธุระขององค์การศาสนาที่จะจัดการสอนนอกหลักสูตรตามอัธยาศัย แต่ถ้ารัฐบาลใดมีนโยบายที่จะทำลายศาสนาก็จะจัดให้มีการสอนศาสนา เพื่อประนามให้ร้ายจนนักเรียนและนักศึกษารู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนา และมองเห็นว่าศาสนาในทุกรูปทุกแบบเป็นเรื่องของความงมงาย ล้าสมัยและถ่วงความเจริญ
เดิมทีเดียว ชาติที่มีศาสนาประจำชาติจะมุ่งสอนและอบรมพลเมืองให้เลื่อมใสในศาสนาประจำชาติของตนเป็นประเด็นสำคัญ ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือไปจากศาสนาประจำชาติ ก็จำต้องเรียนศาสนาประจำชาติตามหลักสูตร เพื่อสอบให้ผ่านหลักสูตรไปได้เหมือนคนอื่น ส่วนศาสนาของตนเองก็หาโอกาสเรียนนอกหลักสูตรตามแต่องค์การศาสนาของชนกลุ่มน้อยนั้น ๆ จะจัดให้ ต่อมาหลักสูตรศาสนาในระดับอุดมศึกษาก็มีแนวโน้มที่จะให้ความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจากการสอนศาสนาเดียวมาเป็นการสอนหลายศาสนา ให้ชื่อหลักสูตรว่า "ศาสนาเปรียบเทียบ" โดยเทียบศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Compartive Religion
แต่การสอนก็มักจะลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด คือตัวผู้สอนจะต้องนับถือศาสนาของชนกลุ่มใหญ่และการสอนจะเน้นและถือเอาศาสนาของชนกลุ่มใหญ่เป็นหลัก ศาสนาอื่น ๆ เมื่อเอามาเปรียบเทียบแล้วจะต้องสรุปได้ว่าด้อยกว่าศาสนาของชนกลุ่มใหญ่ในทุกเรื่อง ถ้าบังเอิญมีเรื่องใดที่เด่นกว่าโดยไม่มีทางเลี่ยง เช่นในเรื่องจำนวนของผู้นับถือ ก็จะมีคำชี้แจงจนเห็นว่าไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องน้อยหน้าแต่ประการใด ต่างฝ่ายต่างก็ทำกันย่างเป็นล่ำเป็นสัน หนังสือตำราศาสนาเปรียบเทียบทั้งหลายก็เป็นไปในทำนองนี้ คือแล้วแต่ว่าผู้เขียนเลื่อมในในศาสนาใดก็จะให้ความเด่นแก่ศาสนาของตน การสอนศาสนาแบบนี้จึงยังผลให้เกิดการแตกแยกรหว่างศาสนายิ่งกว่าจะส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจดีต่อกันระหว่างศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ
ต่อมาได้มีนักวิชาการที่เห็นว่า วิชาการควรแยกตัวออกจากศรัทธา นักวิชาการในฐานะนักวิชาการควรค้นคว้าวิจัยเพื่อรู้ โดยเก็บความรู้สึกศรัทธาประจำตัวไว้เบื้องหลัง หรือกล่าวตามสำนวนของนักปรากฎการณ์วิทยาว่า "ใส่วงเล็บไว้" (bracketing) ผู้ริเริ่มเผยแพร่วิธีการนี้อย่างเป็นทางการได้แก่นักปรัชญาชาวเยอรมัน ชื่อ เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl 1859 - 1938) วิธีการนี้ได้รับการนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิชาการสำหรับการศึกษาปรัชญาและศาสนา มีหนังสือว่าด้วยศาสนาพิมพ์ออกผยแพร่แล้วจำนวนมากโดยดำเนินเรื่องตามวิธีทางของปรากฎการณ์วิทยาของศาสนา แต่ผลมักจะเป็นไปในทำนองว่าผู้เรียนลายเป็นคนไร้ศาสนา ไม่เชื่อและไม่นับถือศาสนาใดเลย เพราะฝึกวางตัวเป็นกลางอย่างเลยเถิดเสียจนเคยชิน
ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติตามรัฐธรรมนูญ แต่ทว่าในทางปฏิบัตินั้น ศาสนาทั้ง 3 คือ พระพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ล้วนแต่เป็นศาสนาประจำชาติอย่างเสมอหน้ากัน ส่วนศาสนาอื่นๆ นอกเหนือไปจาก 3 ศาสนานี้ก็มิได้ถูกเพิกเฉย แต่ทว่าได้รับความสนใจและให้ความสนับสนุนตามความสำคัญของจำนวนสมาชิก ทั้งนี้ก็เพราะว่าองค์พระประมุขของชาติทรงประกาศเป็นศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาที่มีคนนับถือในประเทศไทย แลรัฐบาลทุกชุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ตอบสนองพระราชประสงค์นี้ด้วยดีเสมอมา การสอนศาสนาในระดับอุดมศึกษาแต่เดิมมา จึงยังมิได้ตอบสนองพระราชประสงค์และนโยบายของรัฐบาลเท่าที่ควร
เป้าหมายของเราก็คือ ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้เรียนที่นับถือศาสนาต่าง ๆ เรียนเรื่องศาสนาร่วมกันได้ โดยที่ผู้นับถือแต่ละศาสนาสามารถเข้าใจและมีศรัทธาต่าศาสนาของตนเองอย่างลึกซึ้งมากขึ้น แต่ทว่าในเวลาเดียวกันก็สามารถเคารพศรัทธาของศาสนาอื่นได้อย่างจริงใจและอาจจะนำบางส่วนมาเสริมศรัทธาในศาสนาของตนเองย่างลึกซึ้งมากขึ้น

ความจำเป็นสำหรับมนุษยชาติ
ประวัติศาสตร์ได้สอนเราเพียงพอแล้วว่า สงครามระหว่างศาสนา (เช่นสงครามครูเสด) เป็นสงครามที่โหดเหี้ยมร้ายกาจยิ่งกว่าสงครามธรรมดา เพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งร้ายต่อกันด้วยศรัทธา สงครามระหว่างนิกายของศาสนาเดียวกัน (เช่นสงคราม 30 ปี) ร้ายกาจยิ่งกว่าสงครามระหว่างศาสนา เพราะคู่สงครามมุ่งร้ายต่อกันด้วยศรัทธาเดียวกัน คงไม่มีใครอยากให้สงครามเช่นเดียวกันนั้นเกิดขึ้นอีก และก็คงไม่มีใครชอบเห็นผู้อ้างศาสนาบังหน้าเพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างมนุษย์ไม่ว่าในรูปแบบใดทั้งสิ้น เนื่องจากศาสนามีศรัทธาอันละเอียดอ่อนเป็นพื้นฐาน และอาจจะมีผู้ฉลาดเหนือเมฆนำเอามาใช้บังหน้าเพื่อเรียกร้องความเสียสละอย่างสุดขีดจากผู้มีศรัทธาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง จึงควรที่ผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ จะตระหนักถึงภัยดังกล่าว อันทำให้ผู้มีศรัทธาต้องเสียสละอย่างไม่ควร เมื่อตระหนักแล้วก็ควรลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อสะกัดกั้นภัยเช่นนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ การกระทำที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ หันหน้าเข้าปรึกษากัน ทำความเข้าใจต่อกัน สร้างมิตรภาพต่อกันด้วยเมตตาธรรมและสุจริตธรรม จนสามารถร่วมมือกันได้อย่างแท้จริง ทั้งในด้านป้องกันและในด้านสร้างสรรค์

ข้อเท็จจริงและอุปสรรค
ขณะนี้มีขบวนการหลายขบวนการเกิดขึ้นที่พยายามจะสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างศาสนาและระหว่างลัทธิต่าง ๆ อย่างเช่นในจุลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็มีธรรมสถานซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่สำหรับให้ทุกศาสนามาบำเพ็ญศาสนกิจได้อย่างเสมอหน้ากันแล้ว ยังมีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ มีเป้าหมายที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างศาสนาต่างๆ ทางองค์การศาสนาคริสต์ก็มีคณะกรรมการกลางสำหรับหาทางสนับสนุนความร่วมมือระหว่างศาสนา ทางพุทธศาสนาก็มีองค์การ พ.ส.ล. (พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก) ซึ่งมีเป้าหมายสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนิกายต่างในพุทธศาสนาและติดต่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับศาสนาอื่นๆ ในนามของชาวพุทธทั้งมวล จึงอาจจะกล่าวได้ว่าในขณะนี้มีบรรยากาศที่ส่อให้เห็นว่าหลายฝ่ายปรารถนาและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศาสนา แต่ทว่าความร่วมมือก็ยังมิได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ใครอยากร่วมมือก็ร่วมมือกันไป โครอยากรังเกียจก็รังเกียจกันไป ใครสร้างความแตกแยกก็สร้างกันไป ชาวบ้านธรรมดาในทุกศาสนาก็ยังคงนับถือไสยศาสตร์ที่แอบแฝงอยู่ในศาสนาต่างๆ ต่อไป ซึ่งผู้รู้พากันประณามว่าเป็นเดรัจฉานวิชา แต่ก็ไม่มีใครสามารถขจัดให้หมดไปจากศาสนาของตน ความร่วมมือระหว่างศาสนาจึงดูเหมือนว่าทำกันอย่างผิวเผิน เพียงเพื่อแสดงมารยาทต่อกันเท่านั้น

ทางเป็นไปได้
แนวทางที่จะให้ศาสนาต่างๆ และนิกายต่างๆ ของศาสนาเดียวกันสามารถร่วมมือกันได้อย่างจริงจังและจริงใจนั้น ผู้เขียนคิดว่ามีสิ่งหนึ่งที่ขาดเสียมิได้ และจะต้องเป็นพื้นฐานของกิจกรรมอื่นๆ ทุกอย่าง สิ่งนั้นก็คือปรัชญาอันเหมาะสมที่จะทำให้ทุกฝ่ายเคารพศรัทธาของฝ่ายอื่นได้อย่างจริงใจและปรัชญานั้นจะต้องเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย ปรัชญาดังกล่าวจะต้องมีลักษณะไม่ขัดแย้งกับคำสอนหลักของศาสนาหรือลัทธิใดเลย ยิ่งกว่านั้นควรจะเสริมสร้างเสริมแต่งได้ทุกศาสนาและทุกลัทธิที่เกี่ยวข้อง ปรัชญาที่จะรับภาระดังกล่าวได้ก็เห็นจะมีแต่ปรัชญาแห่งการประนีประนอมนี่แหละ ซึ่งอาจจะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นไปอย่างไรก็ได้ แนวทางแห่งการประนีประนอมเป็นอย่างไรได้ชี้แจงไว้แล้วข้างต้น เรื่องที่จะต้องชี้แจงเจาะจงต่อไปก็คือว่า คำสอนเรื่องใดของปรัชญาแห่งการประนีประนอมจะเกี่ยวข้องและเป็นพื้นฐานแห่งการร่วมมือทางศาสนาโดยตรง ซึ่งผู้เขียนจะขอชี้แจงทันทีดังต่อไปนี้

พื้นฐานปรัชญาแห่งความร่วมมือระหว่างศาสนา
ผู้ที่ตั้งใจจะแสวงหาทางร่วมมือระหว่างศาสนาให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องยอมรับความจริงขั้นมูลบทว่า ภาษาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีความหมายหลายระดับ พุทธทาสภิกขุท่านแยกภาษาคนกับภาษาธรรม ส่วนนักปรัชญาภาษาก็แยกความหมายระดับผิวพื้น (surface meaning) กับความหมายระดับลึก (deep meaning) ปรัชญาแห่งการประนีประนอมของผู้เขียนขอรับเอาการแบ่ง 2 แบบนี้มาประนีประนอมกันได้ความหมายในการใช้ภาษาเป็น 4 ระดับ ภาษาคนมีได้ 2 ระดับ คือ ระดับผิวพื้นกันระดับลึก ส่วนภาษาธรรมมีได้ 4 ระดับคือนอกจาก 2 ระดับแรกยังมีระดับลึกที่สุด (deepest meaning) และระดับลึกกว่า (deeper meaning) จะขอชี้แจงแต่ละระดับดังต่อไปนี้
1) ระดับผิวพื้น ได้แก่ ความหมายที่เข้าใจกันในระดับชาวบ้าน มีอารมณ์และรสนิยม
ส่วนตัวเข้าแทรกมาก และมักจะมีปัญหามากจากอารมณ์และรสนิยมดังกล่าว ถึงกับมีการเข่นฆ่ากันตายและบาดเจ็บมามากต่อมากแล้ว โดยไม่ต้องนับกรณีที่เพียงแต่ผิดใจและขัดข้องหมองใจกันไปซึ่งมีจำนวนเหลือนับ ตัวอย่าง เช่น คำว่า "งู" ผู้ชอบกินงู ผู้เกลียดงู หมองู หมอรักษางู คนเลี้ยงงูประจำสวนสัตว์ ฯลฯ ย่อมมีความรู้สึกเกี่ยวกันงูต่าง ๆ กัน และผลประโยชน์ก็มักจะติดตามความรู้สึกอย่างใกล้ชิดด้วย
2) ระดับลึก ความหมายระดับนี้ได้แก่ความเข้าใจทางวิชาการ ซึ่งนักวิชาการมักจะเข้าใจตรงกัน แต่ครั้นมีผลประโยชน์เข้าเกี่ยวข้อง ความหมายระดับผิวพื้นก็มักจะแซกเข้ามาทำให้เสียงานเสียการมามากต่อมากแล้ว
3) ระดับลึกที่สุด เป็นความหมายในความเข้าใจของศาสนาในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาและศีลธรรม ศาสนาท่านเข้าถึงด้วยวิธีเฉพาะตัวของท่าน ท่านเข้าถึงแล้วก็ปรารถนาเผื่อแผ่แก่มวลมนุษย์ แต่ทว่าธรรมะที่ท่านเข้าถึงนั้นเป็นธรรมะในระดับปรมัตถสัจจะ มนุษย์เราไม่เคยประดิษฐ์ภาษาไว้อธิบายปรมัตถสัจจะ เรามีแต่ภาษาสำหรับใช้ในระดับสมมุติสัจจะทั้งสิ้น จึงเหมาะสมสำหรับชี้แจงเรื่องราวที่มีประสบการณ์ได้ด้วยประสบการณ์ทางผัสสะและติดต่อด้วยเหตุผล ซึ่งมีมูลบทเป็นพื้นฐานเท่านั้น ศาสดาท่านจำเป็นต้องใช้ภาษาสมมุติสัจจะเพื่อชี้แจงปรมัตถสัจจะที่ท่านเข้าถึง เพื่อให้เข้าใจง่ายจะขอเปรียบปรมัตถสัจจะเหมือนกับยอดเขาซึ่งศาสดา ท่านได้ไปเห็นมาด้วยตัวท่านเอง ท่านพบว่าเป็นสิ่งวิเศษสุดน่ารู้และมีประโยชน์เหลือเกิน ท่านจึงปรารถนาจะบอกกล่าวให้พวกเราได้รู้เรื่อง หากท่านจะตรัสสอนจากยอดเขาพวกเราก็คงจะไม่ได้ยินเสียงของท่าน ท่านจึงต้องเสียสละเดินลงมาจนถึงเชิงเขาจึงสอนพวกเราได้ ศาสดาองค์ใดลงมาเชิงเขาด้านใดก็ย่อมจะต้องสอนสั่งตามสภาพของเชิงเขาด้านนั้นๆ แหละนั่นคือ การใช้ภาษาสมมุติสัจจะอธิบายปรมัตถสัจจะของศาสนาทั้งหลาย พุทธทาสเรียกภาษาดังกล่าวว่าภาษาธรรม เราต้องมองให้ทะลุเปลือกนอกแห่งภาษาคนจึงจะเข้าถึงแก่นอันเป็นความหมายแท้ของภาษาธรรมได้บ้าง
4) ระดับลึกกว่า เราที่ฟังคำสั่งสอนของศาสดา หากเราเข้าใจตามความต้องการของ
อารมณ์และรสนิยมของเราเอง เราก็จะได้เพียงความหมายผิวพื้นของธรรมะ แหละนี่คือที่มาของเดรัจฉานวิชาซึ่งพบแทรกอยู่ในทุกศาสนา ผู้ใดเข้าใจธรรมะตามหลักตรรกวิทยาและตามหลักวิชาการต่างๆ ย่อมได้ความหมายระดับลึก เราพบคนที่ "มีความรู้ท่อมหัวเอาตัวไม่รอด" อยู่มากมาย เขารู้ธรรมะทุกข้อ อธิบายได้เป็นคุ้งเป็นแคว แต่ไม่ปฏิบัติ คนประเภทนี้ก็พบได้ชุกชุมในทุกศาสนาเช่นกันศาสนิกชนที่เข้าถึงความหมายลึกที่สุดของศาสนาคงจะมีจำนวนน้อยเหลือเกิน มีอีกจำนวนหนึ่งที่พยายามจะเข้าถึงธรรมะให้ลึกที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยหมั่นศึกษาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ พวกนี้กำลังมุ่งเข้าสู่ความหมายที่ลึกที่สุดแต่ยังไม่ถึง จึงได้ความหมายที่เรียกได้ว่าระดับลึกกว่า อนึ่ง ผู้ที่ศึกษาคำสอนของศาสดาหลายท่าน โดยเชื่อว่าศาสดาเหล่านั้นเข้าถึงปรมัตถสัจจะเดียวกัน แต่จำเป็นต้องอธิบายสั่งสอนด้วยภาษาสมมุติสัจจะของแต่ละท้องถิ่น จึงพยายามจะมองให้ทะลุเปลือกของแต่ละศาสนาเพื่อเข้าถึงแก่นร่วมของศาสนาต่างๆ โดยถือว่านั่นคือปรมัตถสัจจะร่วมของศาสดาทั้งหลาย ผู้เขียนเชื่อว่าส่วนที่เป็นแก่นที่ได้จากการศึกษาในทำนองนี้แหละ เรียกได้ว่าความหมายระดับลึกกว่าเช่นกัน แหละนี่คือสารัตถะแห่งปรัชญาแห่งการประนีประนอมที่ควรจะใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการร่วมมือระหว่างศาสนาให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงและจริงใจต่อกัน

แนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างศาสนาต่างๆ
แนวทางปฏิบัติที่ผู้เขียนเห็นว่าควรรีบปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น มีดังต่อไปนี้
1. แต่ละฝ่ายจะต้องเริ่มอบรมสมาชิกในศาสนาของตนให้ตระหนักในปรัชญาแห่งการ
ประนีประนอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่จะเป็นพื้นฐานแห่งความร่วมมือระหว่างศาสนาได้อย่างจริงใจต่อกัน
2. ควรมีสถาบันค้นคว้าวิจัยหาทั้งคำสอนและแนวปฏิบัติเพื่อความร่วมมืออย่างมีประ
สิทธิภาพ
3. ประมุขระดับชาติของทุกศาสนาควรสัมมนากันสักปีละครั้ง โดยมีการประชา
สัมพันธ์พอสมควร เพื่อเป็นตัวอย่างและกำลังใจแก่ศาสนิกชนทั้งหลาย
4. มีสัมมนาบ่อย ๆ ร่วมกันระหว่างบุคคลชั้นหัวหน้าและผู้รับผิดชอบหน่วยงานของ
ศาสนาต่างๆ เพื่อปฏิบัติร่วมกันในกิจกรรมต่างๆ
5. เลิกการโจมตีกัน เสียดสีกัน และแบ่งสมาชิกันอย่างเด็ดขาด ทุกฝ่ายจะสนับสนุนให้ทุกคนมีศาสนาและชื่นชมในการนับถือศาสนาของทุกคน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะสมัครใจนับถือศาสนาใด โดยส่งเสริมให้แต่ละคนเลือกการปฏิบัติศาสนกิจตามความสมัครใจของตนอย่างสมบูรณ์ และอาจจะตัดสินใจเปลี่ยนได้อย่างสะดวกใจ เมื่อตนเองรู้สึกตระหนักแน่ว่าควรเปลี่ยน
6. ส่งเสริมสนับสนุนการพบปะและกิจกรรมร่วมของเยาวชนระหว่างศาสนา เช่น ชมรม
ศาสนศึกษา ชมรมศาสนสัมพันธ์ ธรรมสถาน ฯลฯ การแข่งขันกีฬาระหว่างศาสนาไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง แต่ควรให้เยาวชนของศาสนาต่างๆ มารวมกลุ่มกัน แล้วแบ่งสีให้แต่ละสีมีสมาชิกของศาสนาต่างๆ คลุกเคล้ากัน แล้วจึงเล่นกีฬาระหว่างสี หรือเล่นเกมที่ส่งเสริมการรู้จักกันและความเข้าใจกัน

บรรณานุกรม

กีรติ บุญเจือ ปรัชญาอินเดียสำหรับนักปรัชญาคริสต์ รายงานผลการวิจัยทุนรัชดาภิเษกสมโภช 2521
กีรติ บุญเจือ ปรัชญาสำหรับผู้เริ่มเรียน กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2519
กีรติ บุญเจือ จริยศาสตร์สำหรับผู้เริ่มเรียน กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2519
กีรติ บุญเจือ ปรัชญาลัทธิอัตถิภาวนิยม กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2522
กีรติ บุญเจือ สารานุกรมปรัชญา กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2522
กีรติ บุญเจือ แก่นปรัชญาปัจจุบัน กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2522
กีรติ บุญเจือ และคณะ วิวัฒนาการศาสนา เอกสารประกอบการสอนในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย