Education Menu
คำสอน

 

 

 
 


  โอวาทผู้นำ  
 


การดูแลชีวิตแห่งศรัทธาของเรา
28 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1982

“เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณ ท่านได้ทำลายการของฝ่ายกายเสียท่านก็จะดำรงชีวิตได้”

โรม 8:13

เช้านี้ ผมอยากพูดเกี่ยวกับว่าเราจะดูแลชีวิตแห่งศรัทธาของเราได้อย่างไร แม้ว่าผมได้หาข้อความในพระคัมภีร์ที่สามารถเข้ากันได้ แต่ผมไม่สามารถหาข้อความที่เหมาะสมได้ แม้ว่าผมได้เลือก โรม 8:13 ตามข้อความนี้ เมื่อเราสามารถปกครองร่างกายของเราด้วยวิญญาณของเรา เราจึงจะมีชีวิต พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวตรงๆ ว่าวิญญาณสามารถปกครองร่างกายได้ แต่บอกว่าวิญญาณควรควบคุมการกระทำของร่างกาย อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าการปกครองร่างกายด้วยวิญญาณไม่ได้หมายถึงการฆ่าร่างกาย มันหมายถึงการรักษาร่างกายมีชีวิต เราควรรักษาร่างกายและวิญญาณของเราให้มีชีวิตอยู่เป็นเสมือนบุตรของพระเจ้า นี่คือความหมายที่แท้จริงของชีวิตแห่งศรัทธา

คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับการดูแลชีวิตแห่งศรัทธาของเรา? โดยผ่านการอบรม 7 วันเราได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างมากมายจากพระวจนะของพระเจ้าและสุนทรพจน์ของพ่อแม่ที่แท้จริง ดังนั้น คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งนี้? การดูแลชีวิตแห่งศรัทธาของเราก็เหมือนกับการดูแลสุขภาพของเรา มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีอยู่เสมอ

ในสมัยแรกๆ ของโบสถ์เราในเกาหลี มันมีปรากฏการณ์ฝ่ายวิญญาณมากมาย แน่นอนว่าหลายๆ ปรากฏการณ์เหล่านั้นอยู่ในฝ่ายของพระเจ้า แต่มันก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากฝ่ายซาตานด้วยเช่นกัน แล้วอะไรเป็นลักษณะพิเศษจำเพาะของปรากฏการณ์ฝ่ายวิญญาณของซาตาน ซาตานจะดูใหญ่มากกับบุคคลผู้ซึ่งมีหัวใจอ่อนแอ ถ้าใครคนหนึ่งเข้มแข็งและมีความเชื่อมั่นที่จะปกครองโลกฝ่ายวิญญาณ ซาตานก็จะดูเล็กสำหรับเขา การดูแลชีวิตแห่งศรัทธานั้นหมายถึงการเอาชนะเหนือซาตาน ซาตานพยายามอยู่เสมอที่จะเอาความศรัทธาของเราไป ในการที่จะดูแลความศรัทธาของเราได้นั้น เราต้องป้องกันการรุกรานของซาตาน และเราต้องมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะเอาชนะซาตานถ้าซาตานรุกรานเรา ถ้าเราสามารถเป็นผู้ที่มีศรัทธาอันแรงกล้า เราก็สามารถดูแลชีวิตแห่งศรัทธาของเราด้วยตัวเราเองได้ ประเด็นสำคัญก็คือจะเอาชนะซาตานได้อย่างไร และจะดูแลความศรัทธาของเราได้อย่างไร

ถ้าเชื้อโรคพยายามที่จะรุกรานร่างกายที่มีสุขภาพดีมันก็จะตายเพราะร่างกายที่มีสุขภาพที่ดี สำหรับวิญญาณของเราก็เช่นกัน ถ้าซาตานพยายามที่จะโจมตีเรา มันก็ไม่สามารถเอาชนะเราได้ถ้าสุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราดี ประเด็นสำคัญก็คือ ทำอย่างไรจึงจะรักษาร่างกายและวิญญาณของเราให้อยู่ในภาวะที่แข็งแรงได้ ที่ใดก็ตามในโลกนี้ที่เราไป มันมีแต่ความเจ็บป่วย อะไรจะเกิดขึ้นถ้าใครบางคนอยู่ในห้องที่ปลอดเชื้อโรคเพราะว่ากลัวเชื้อโรค? เขาก็จะสูญเสียอำนาจภูมิคุ้มกันของเขา เมื่อเขาออกมาจากห้องนั้นเขาก็จะป่วย ในชีวิตแห่งศรัทธาของเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าสมาชิกไม่เคยเผชิญหน้ากับปัญหาใดๆ ในศูนย์ และไม่มีการล่อลวงใดๆ เลยในศูนย์ เขาก็จะไม่สามารถต่อสู้ในโลกของซาตานได้ ปัญหาต่างๆ เปรียบเสมือนเชื้อโรค การดำรงอยู่ของเชื้อโรคทำให้ร่างกายของเราสามารถเพิ่มอำนาจของภูมิคุ้มกันได้ ปัญหาต่างๆ ทำให้เราสามารถต่อสู้ฝ่ายวิญญาณได้ เด็กส่วนมากจะออกหัดก่อนอายุหกขวบ ในหนทางที่คล้ายคลึงกัน มันเป็นเรื่องปกติที่พี่น้องในโบสถ์ของเราทุกคนจะต้องพบกับความยากลำบากหลังจากช่วงเวลาหนึ่งผ่านไป โดยผ่านสิ่งนี้ เขาก็สามารถเติบโตขึ้นด้วยอำนาจภูมิคุ้มกันที่มีได้

ในญี่ปุ่น มีคำที่ใช้กันคำที่ใช้กันคือ “ลูกสาวที่เหมือนสัตว์เลี้ยง” หรือ “ผู้ชายที่เติบโตขึ้นในเรือนกระจก(สำหรับปลูกต้นไม้)” คนประเภทนี้อ่อนแอเปราะบาง เมื่อเขาเผชิญปัญหา เขาก็จะยอมแพ้โดยทันที เราเป็นทหารแห่งสวรรค์ เราต้องต่อสู้กับโลกของซาตาน ทหารต้องการการฝึกฝนและการมีวินัย ที่ฝึกของเราอยู่ที่ไหน? มันไม่ใช่เพียงในโลกของซาตานเท่านั้น แต่ในศูนย์ที่เราอยู่ก็เป็นที่ฝึกด้วย พระเจ้าทรงอบรมและฝึกฝนเราในที่ทั้งสองดังกล่าว

โดยการสังเกตว่าร่างกายเรารับมือกับเชื้อโรคอย่างไร เราก็สามารถเข้าใจว่าทำอย่างไรจึงจะเอาชนะปัญหาต่างๆ ในชีวิตแห่งศรัทธาของเราได้ ถ้าเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจากทางเท้าของเรา มันไม่ใช่เป็นปัญหาของเท้าเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของทั้งร่างกาย ไม่ว่ามันสมอง อวัยวะภายใน และทุกส่วนของร่างกายก็จะร่วมกันทำการต่อสู้กับเชื้อโรคนั้นโดยการส่งเซลเม็ดเลือดขาวไปยังเท้าเพื่อขจัดและกำจัดเชื้อโรค

ในศูนย์ของเรา เราก็ต้องใช้วิธีเดียวกัน มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มีเชื้อโรคในความรู้สึกฝ่ายวิญญาณของเรา พี่น้องเราบางคนอาจเจ็บป่วย ปัญหาก็คือเราจะเยียวยาเขาได้อย่างไร ไม่ว่าคุณจะกลัวความเจ็บป่วยมากเพียงใด แต่ในเมื่อมันมีเชื้อโรคอยู่ทุกหนทุกแห่งคุณไม่ควรจะกลัวมัน ประเด็นก็คือเราจะแสดงออกตอบสนองต่อปัญหาของพี่น้องของเราอย่างไร เราควรรู้ว่าทุกส่วนของร่างกายควรรวมเป็นหนึ่งกันร่วมกันเยียวยารักษาและเอาชนะเหนือปัญหาต่างๆ แล้วทำอย่างไรที่ร่างกายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้? เราควรทำอย่างไรที่จะทำให้สมาชิกในศูนย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้?

ผมไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงของที่นี่ แต่ผมรู้สึกว่าปัญหาที่นี่และในยุโรปทั้งหมดเป็นปัญหาแบบคาอินอาแบล สมาชิกทั้งหลายกำลังต่อสู้กันเพราะต่างคิดว่า “ฉันเป็นอาแบล” หรือ “ฉันเป็นคาอิน” เมื่อมีใครบางคนในครอบครัวเจ็บป่วย ไม่มีใครบอกหรอกว่า “ฉันเป็นพ่อ” หรือ “ฉันเป็นแม่” หรือ “ฉันเป็นลูก” มันไม่มีความหมาย แต่ทุกคนจะพยายามทำดีที่สุดสำหรับคนป่วยและพยายามรับใช้เขา ทุกคนจะทำร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวคือการรักษาความเจ็บป่วยนั้นให้หาย โดยปกติ ลูกมักคำนึงถึงว่าตนเองเป็นลูก แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อพ่อหรือแม่เป็นผู้เจ็บป่วย ลูกจะไม่สามารถคิดแบบนั้นได้ ในทำนองเดียวกัน เราควรจำไว้ว่า ขณะนี้เป็นเวลาฉุกเฉินของพระเจ้า เรากำลังต่อสู้กับศัตรู เราจะไม่สามารถเอาชนะเขาได้เรามัวแต่เสียเวลาไปกับการต่อสู้กันระหว่างเราในศูนย์

ตำแหน่ง “พ่อ” “แม่” และ “พ่อแม่” เป็นตำแหน่งที่น่ากลัวจริงๆ เพราะว่าผู้ที่ถูกเรียกเช่นนั้นจะต้องบรรลุความรับผิดชอบที่มากับตำแหน่งนั้นด้วย มันไม่ใช่ตำแหน่งที่มีความสุขเสมอไป ถ้าพ่อแม่ไม่สามารถบรรลุความรับผิดชอบของเขา เขาก็กลายเป็นพ่อแม่ที่จอมปลอม และไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาไปได้ ก่อนอื่น เขาต้องบรรลุหน้าที่ของเขาทุกหน้าที่ที่มีต่อลูกของเขา แล้วพ่อแม่จึงสามารถได้รับการชื่นชมได้ แต่ถ้าเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เขาก็ตกที่นั่งลำบาก เราควรจำไว้เสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เรามักจะใช้คำว่า “อาแบล” หรือ “คาอิน” ความสัมพันธ์ระหว่างคาอินกับอาแบลก็เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ตำแหน่งว่า “อาแบล” นั้นดีสำหรับทุกคน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นตำแหน่งที่น่ากลัว อาแบลมีความรับผิดชอบในการดูแลเลี้ยงดูคาอิน ถ้าอาแบลไม่ได้บรรลุความรับผิดชอบนั้น เขาก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาไปได้ เพราะว่าเขาเป็นอาแบล ปัญหาก็คือ เราไม่เข้าใจความน่ากลัวของตำแหน่งอาแบล แต่เรามักจะแสวงหาอำนาจและหน้าที่หรือตำแหน่งของอาแบล เราควรเป็นกังวลเกี่ยวกับการบรรลุความรับผิดชอบของเราในศูนย์ให้มากกว่าที่จะเฝ้าปรารถนาอำนาจของมัน

เนื่องจากโบสถ์ของเรายังใหม่และแตกต่างจากโบสถ์พันธสัญญาใหม่ เราติดตามหนทางที่พิเศษไม่เหมือนใครที่ซึ่งคริสตชนทั้งหลายไม่เคยไปมาก่อน เราจึงมีปัญหาที่ซึ่งคริสตชนทั้งหลายไม่เคยประสบมาก่อนเป็นธรรมดา ทำไมเราต้องแบกรับภาระเช่นนี้? เบื้องหน้าเรายังเหลือเส้นทางที่ซึ่งไม่มีใครสามารถผ่านได้มาจนถึงเดี๋ยวนี้ นั่นก็คือขั้นบริบูรณ์ คนมากมายสามารถเติบโตไปได้เพียงแค่จุดสูงสุดของขั้นเติบโตซึ่งเป็นระดับขั้นที่อาดัมกับเอวาไปถึงก่อนการตกสู่บาป การบรรลุขั้นนี้นั้นมันไม่ยากเท่าไรนัก ซาตานยอมรับสิ่งนี้ ผลที่ตามมาก็คือ มันไม่มีปัญหาพิเศษที่เฉพาะเจาะจงใดๆ ในการมาถึงระดับนี้ แต่หนทางที่เรากำลังพยายามที่จะไปนั้นไม่เคยมีใครไปเลยก่อนหน้านี้ มันเป็นหนทางที่ยังไม่เคยมีใครสามารถก้าวเท้าลงไปได้มาก่อนและเป็นหนทางที่ซึ่งเราต้องทำให้มันกว้างขึ้น

คุณพ่อได้เปิดหนทางนี้ออกสำหรับเรา หน้าที่ของเราก็คือทำให้มันกว้างออกและปูทางสำหรับบรรดาผู้ที่ติดตามเรามาให้เขาสามารถผ่านได้ง่ายขึ้น ถ้าเราไม่บรรลุความรับผิดชอบของเรา บรรดาผู้ที่ติดตามเรามาก็จะต้องลำบาก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย มันยากที่เราต้องแบกภาระและความรับผิดชอบที่ซึ่งไม่มีใครแบกมาก่อน โบสถ์ของเรานั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากโบสถ์พันธสัญญาใหม่ มันเป็นเรื่องปกติที่เรามีปัญหาที่พิเศษไม่เหมือนใคร

มันมีอยู่ปัญหาหนึ่งในโบสถ์ของเราที่ซึ่งเหมือนกับโรคมะเร็ง โรคมะเร็งนั้นรักษาได้ยากใช่ไหม? การตรวจพบตั้งแต่นั่นเนิ่นเป็นเรื่องสำคัญ จากทัศนะของความศรัทธา มะเร็งที่พบในโบสถ์ของเราก็คือปัญหาเรื่องความสงสัยในพ่อแม่ที่แท้จริงหรือไม่สามารถเชื่อว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นพระผู้มาโปรดของเรา มันเหมือนกับมะเร็ง เราต้องดูแลปัญหานี้ตั้งแต่เริ่มเป็นระยะแรกๆ มิฉะนั้นบุคคลนั้นก็จะตายฝ่ายวิญญาณ

โรคความดันโลหิตสูงก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตฝ่ายวิญญาณสูง? มันก็คือความหยิ่งยโส ผมเคยได้ยินมาว่าโรคความดันโลหิตสูงอาจเป็นสาเหตุของการตายได้มากที่สุด ทำนองเดียวกัน ในโบสถ์ของเรา บรรดาผู้ที่หยิ่งยโสก็ไม่รอด เขาจะติดกับดักอย่างแน่นอน หากไม่ละทิ้งความหยิ่งยโส เขาก็จะไม่สามารถก้าวหน้าได้ พระเจ้าทรงโปรดประทานเป้าหมายในชีวิตแห่งศรัทธาให้กับเราเพื่อว่าเราจะสามารถกลายเป็นบุตรของพระองค์ บรรดาผู้ที่หยิ่งยโสจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ เพราะถ้าเขาบรรลุความสมบูรณ์ มันก็จะขัดกับหลักการ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาใช่ไหมที่ว่าบรรดาผู้ที่หยิ่งยโสทั้งหลายจะไม่สามารถบรรลุความสมบูรณ์ ถ้าผู้ที่หยิ่งยโสสามารถบรรลุเป้าหมายแล้ว คนที่สมบูรณ์ก็จะเป็นผู้ที่หยิ่งยโส นี่ไม่ใช่อุดมคติ

หลังจากเข้าโบสถ์ อาการเจ็บป่วยของเราทั้งหมดก็ปรากฏออกมา เราแต่ละคนต่างนำความเจ็บป่วยของตนเข้ามาในศูนย์ คนอื่นก็จะติดกันไปติดกันมาเป็นปกติ เพื่อที่จะรักษาผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง คนอื่นๆ ต้องให้ความช่วยเหลือด้วยการผ่านไปในความยากลำบากที่เท่าเทียมกับเขา เขาไม่สามารถรักษาตัวของเขาเองได้ เขาต้องการหมอผู้ซึ่งสามารถพยาบาลรักษาปัญหาฝ่ายวิญญาณของเขาได้ ปัญหามากมายหลายชนิดจะเข้ามาในศูนย์ของเราเหมือนกับปัญหาครอบครัวที่ซึ่งเกิดขึ้นเพราะชีวิตครอบครัวที่ผิดพลาด ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า การอยู่ในศูนย์นั้นเป็นเรื่องยาก แม้กระทั่งยากกว่าการดำเนินชีวิตภายนอกโบสถ์ของเรา ถ้าเราอยู่เงียบๆ และไม่ทำอะไรเพื่อประเมินวิญญาณของเรา เราก็จะไม่ยากลำบากและก็ไม่เหน็ดเหนื่อย อย่างไรก็ตาม เมื่อเราทำงานสำหรับแผนงานของพระเจ้าเราจะรู้สึกเจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อย มันเป็นเรื่องปกติมากเลย เราต้องพัฒนาบุคลิกภาพเริ่มแรกของเราขึ้นเพื่อบรรลุตำแหน่งบุตรของพระเจ้า ดังนั้น เราต้องอดทนต่อหนทางที่ยากลำบากและเจ็บปวดจนกว่าเราจะบรรลุเป้าหมายนี้

ถ้าคุณไม่เข้าใจจุดนี้ คุณอาจรู้สึกหนักมากเกินไป คุณจะรู้สึกว่าหนักขึ้นไปอีกถ้าคุณคิดว่ามันหนัก ประเด็นก็คือ คุณควรมีหัวใจแบบไหนเมื่อคุณเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก? การที่เราจะสามารถผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างง่ายดาย หรือการที่เรารู้สึกยากลำบากแม้ว่าเมื่อผ่านสถานการณ์ที่ง่ายๆ นั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับแรงผลักดันและทัศนะคติของเรา เราควรมีหัวใจแบบไหน? ถ้าเราคิดว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง เราจะโกรธมากขึ้นและมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งนั้น แต่ถ้าเรายอมรับมันว่าเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งจำเป็น เราก็จะไม่รู้สึกหนัก เมื่อเราเผชิญหน้ากับสถานการณ์เดียวกัน เราแต่ละคนต่างมีทัศนะคติและแรงผลักดันที่แตกต่างกันออกไป เราได้รับอิทธิพลจากบรรพบุรุษของเรา แต่มันสำคัญน้อยกว่าความคิดของเราเอง ถ้าเราคิดว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นง่ายมันก็จะง่าย ถ้าเราคิดว่ามันยากมันก็จะยากขึ้นไปอีก หนทางที่สั้นที่สุดและรวดเร็วที่สุดก็คือทำต่อไปด้วยหัวใจที่ผ่อนคลาย เมื่อเรายอมรับสถานการณ์ว่าเป็นเรื่องปกติและก้าวต่อไปด้วยความสำนึกในหน้าที่อย่างเข้มแข็ง โดยคิดว่าเราต้องบรรลุถึง ไม่มีใครมาช่วย เราก็จะสามารถเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างและไปในหนทางที่สั้นที่สุดเพื่อมุ่งสู่ชัยชนะ คนที่คิดแบบนี้เป็นคนที่ฉลาด

ผมได้ยินมาว่าโบสถ์อเมริกันก็มีปัญหาคาอินอาแบลเหมือนกับโบสถ์ยุโรป ดังนั้น ผมจึงคิดหาหนทางที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ผมคิดว่า คำว่าคาอินอาแบลในตัวมันเองไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก เรารู้สึกอย่างไรเมื่อเราได้ยินสิ่งนี้ ทันทีที่คุณได้ยินมัน คุณก็คิดถึงเรื่องไม่ดีในครอบครัวอาดัมใช่ไหม? ทำไมมันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้คำที่ไม่ดีที่นำความเศร้ามาสู่จิตใจของเราด้วย? นั่นเป็นเพราะว่า เราใช้คำเหล่านี้เพื่อเตือนความรับผิดชอบของเรา และเพื่อสอนเกี่ยวกับเนื้อหาของครับครัวอาดัม อาทิเช่น อาแบลล้มเหลวในความรับรับผิดชอบของเขา มันคงจะดีกว่าถ้าไม่ใช้คำว่าคาอินอาแบลบ่อยครั้งเกินไปนักเพราะว่ามันจะทำให้วิญญาณของเขาทั้งสองถูกโจมตี แล้วเขาทั้งสองก็จะมาถามเราว่า “คุณต้องการมีประสบการณ์แบบเดียวกับเรานักหรือถึงได้เรียกเราบ่อยครั้งนัก?” ถ้าคุณคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้แล้วละก็ มันจะเป็นการดีถ้าเราไม่ใช้ชื่อของเขาใช่ไหม?

ถ้าเช่นนั้นแล้วเราควรใช้คำไหนแทน? การเปลี่ยนวิธีคิด นำมาซึ่งการเปลี่ยนคำศัพท์ เราควรใช้คำศัพท์ใหม่กับวิธีคิดและแนวคิดแบบใหม่ คำศัพท์แบบเก่าทำให้เรายึดติดกับวิธีคิดแบบเก่าๆ เราควรหยุดพูดคำว่าคาอินอาแบลเพื่อพรรณนาความขัดแย้งในแนวราบ โดยการเลิกใช้คำเหล่านี้ บางทีการต่อสู้อาจจะสิ้นสุดลงได้บ้าง ดังนั้น กรุณาเลิกใช้คำเหล่านี้จะดีกว่า แล้วเราควรใช้คำไหนแทน? คุณรู้คำที่ดีเหล่านี้แล้ว คำว่า “พี่ชาย” และ “พี่สาว” มันฟังดูดีกว่าใช่ไหม? ในเกาหลี พี่น้องสาวสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้อย่างรวดเร็ว คนที่อ่อนกว่าก็ถูกเรียกว่า “น้องสาว” และคนที่อ่อนกว่าก็เรียกพี่สาวง่ายๆ ว่า “ออนนี” ไม่จำเป็นต้องเรียกชื่อยาวๆ โดยการเรียกกันวิธีนี้ ในไม่ช้าทุกคนก็รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

คำพูดเปรียบเสมือนเวทมนต์คาถา เมื่อเราใช้คำว่า “พี่ชาย” หรือ “พี่สาว” เราก็รู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น ในเมื่อเรามีคำที่สวยงามเช่นนี้อยู่ ทำไมเราจึงไม่ใช้มัน? ในยุโรป เราสามารถใช้คำว่า “ออนนี” (พี่สาว) และ “ฮยองนิม” (พี่ชาย) เช่นนี้เราก็สามารถรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน และรู้สึกเป็นพี่น้องกันอย่างแท้จริง เมื่อเราได้ยินคำเรียกเหล่านี้ เราก็รู้สึกความรับผิดชอบได้โดยอัตโนมัติ เมื่อบางคนเรียกคุณว่า “พี่ชาย” คุณก็รู้สึกความรับผิดชอบในฐานะพี่ชาย มันถูกไหม? อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเรียกกันว่าคาอินหรืออาแบล ความรู้สึกดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น

ด้วยคำเหล่านี้ เราสามารถพยายามสร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดในชีวิตประจำวันของเราได้ นี่เป็นวิธีดูแลชีวิตแห่งศรัทธาของเราถ้าเราไม่มีความสัมพันธ์กับซึ่งกันและกันแบบครอบครัวแล้วละก็ เราก็ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่เหมาะสมเอาไว้ได้ วิธีง่ายๆ ที่จะอยู่ร่วมกันก็คืออยู่เป็นแบบครอบครัว ไม่ใช่แค่ในนาม แต่ในความเป็นจริง เป้าหมายก็คือ เพื่อสร้างครอบครัวใหญ่ที่เป็นหนึ่งเดียวกันขึ้นในโลกที่ซึ่งมวลมนุษยชาติล้วนเป็นพี่น้องกัน นี่คืออุดมคติของพระเจ้า ดังนั้น เราต้องฝึกฝนอุดมคติของพระเจ้าในศูนย์ของเรา

ถ้าเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ในศูนย์ของเราแล้วอุดมคติของการสร้างสรรค์ของพระเจ้าคงจบลงที่ความล้มเหลว มันเป็นความจริงใช่ไหม? คุณคิดว่าเราจะสามารถนำมวลมนุษยชาติให้มาเป็นหนึ่งครอบครัวเดียวได้ไหมถ้าเราเองก็ยังไม่สามารถอยู่เป็นครอบครัวในศูนย์ของเราเองได้? มันเป็นไปไม่ได้ พระเจ้าทรงทำการทดลองเพื่อศึกษาโดยผ่านเรา ทรงรวมคนทั้งหลายที่มาจากประเทศที่แตกต่างและเชื้อชาติที่แตกต่างให้มาอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัวเดียวกัน เราก็กำลังพยายามพัฒนาความสัมพันธ์แบบครอบครัวให้ดีมากขึ้น ถ้าเราประสบความสำเร็จ พระเจ้าก็จะทรงกล่าวต่อเบื้องหน้าซาตานอย่างภาคภูมิใจได้ว่า “ดูลูกฉันสิ! ลูกหลานของเจ้าไม่สามารถอยู่ด้วยกันแบบนี้ได้ แม้ว่าเป็นครอบครัวเล็กๆ ก็ตาม ดูลูกสุดที่รักทั้งหลายของฉัน แม้ว่าเขาจะมาจากประเทศที่แตกต่างและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเกือบสิ้นเชิงก็ตาม เขาก็ยังอยู่ร่วมกันเสมือนครอบครัวเดียวได้” พระเจ้าจะทรงภาคภูมิใจกับสิ่งนี้

หากปราศจากสิ่งนี้ พระเจ้าจะทรงสามารถอยู่เบื้องหน้าซาตานได้อย่างไร? ซาตานจะสามารถพูดได้ว่า “บุตรของพระองค์ก็เหมือนกับข้าพระองค์” และพระเจ้าก็จะทรงไม่สามารถปฏิเสธสิ่งนี้ได้ เมื่อเราให้สิทธิกับพระเจ้าที่จะทรงอวดเราเบื้องหน้าซาตานได้แล้ว พระเจ้าจึงจะทรงสามารถใช้สิทธิอำนาจเริ่มแรกของพระองค์ได้ เราต้องได้รับชัยชนะในชีวิตแห่งศรัทธาของเราถ้าเราต้องการที่จะแก้ไขตำแหน่งของพระเจ้าจากที่ต้องทรงเสื่อมเสียให้กลับกลายเป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจ ลูกทั้งหลายสามารถปลดปล่อยพ่อแม่ของเขาได้ถ้าเขาเข้มแข็งเพียงพอและดำเนินชีวิตตามประเพณีที่แท้จริงของพ่อแม่ของเขา พ่อแม่ก็สามารถภาคภูมิใจและพักผ่อนได้อย่างสงบสุข แม้ว่าพระเจ้าจะทรงต้องการพักผ่อนแม้กระทั่งสักวันหนึ่งก็ตาม แต่พระองค์ยังทรงไม่สามารถพักผ่อนได้เลยนับตั้งแต่ที่ทรงเริ่มการสร้างสรรค์เป็นต้นมา ความรับผิดชอบในการอนุญาตให้พระเจ้าทรงได้พักผ่อนนั้นอยู่ที่เรา การนำมาซึ่งชัยชนะของพระเจ้าในชีวิตของเรานั้นหมายถึงการนำชัยชนะอันยิ่งใหญ่มาสู่ฝ่ายของพระเจ้า ดังนั้น แม้ว่ามันดูเล็กน้อยก็ตาม จริงๆ แล้วมันใหญ่ที่สุด มีนัยสำคัญที่สุด และคุ้มค่าที่จะบรรลุถึง

เราเคยได้ยินคำพูดมากมายที่บอกว่า ในชีวิตแห่งศรัทธาของเรานั้นเราต้องทำให้เกิดผลออกมา ถ้าชีวิตของเราไม่มีการเชื่อมต่อกับพระวจนะของพระเจ้า มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเรียนรู้พระวจนะ เมื่อเรารู้และปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า ชีวิตของเราก็จะเป็นชีวิตที่คุ้มค่า เนื่องจากพระเจ้าทรงดำรงอยู่เสมอ พระวจนะก็ดำรงอยู่เสมอด้วย แล้วทำไมพระเจ้าจึงยังไม่สามารถสำแดงคุณค่าที่แท้จริงของพระวจนะของพระองค์ได้? เพราะว่ามันไม่มีเลยสักคนที่ดำเนินชีวิตอยู่ตามพระวจนะ พระวจนะของพระเจ้าจึงไม่สามารถสำแดงคุณค่าออกมาได้ ภารกิจของเราก็คือการสำแดงคุณค่าของพระวจนะของพระเจ้าให้ปรากฎเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถ้าเราบรรลุถึงสิ่งนี้ เราก็จะกลายเป็นผู้ที่สามารถเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้โดยอัตโนมัติ กฎของหัวใจนั้นทำงานโดยวิธีเช่นนี้ เมื่อเราทำบางสิ่งบางอย่างสำหรับพระเจ้า พระองค์ก็สามารถทำสิ่งใดก็ได้สำหรับเรา วิธีเดียวกันนี้สามารถประยุกต์ใช้กับความสัมพันธ์ของเราระหว่างกันและกันได้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าการอธิษฐานนั้นสำคัญ แต่การปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้านั้นทำให้หระองค์พึงพอพระทัยมากกว่า

เพื่อที่ปฏิกิริยาการให้การรับจะเกิดขึ้นได้นั้น คุณต้องให้ก่อน ถ้าคุณต้องการที่จะได้รับก่อนแล้วละก็ ปฏิกิริยาก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ทุกๆ คนในโลกที่ตกสู่บาปล้วนต้องการที่จะได้รับก่อน แต่ทัศนะคติและแรงผลักดันเช่นนี้จะไม่สามารถก่อให้เกิดการให้การรับขึ้นได้เลย ถ้าคุณให้บางสิ่งบางอย่างแล้วละก็ คุณก็จะได้รับบางสิ่งบางอย่างอย่างแน่นอน นี่คือหลักการ แม้ว่ามนุษย์จะเป็นมนุษย์ที่ตกสู่บาป เขาก็ยังคงมีหัวใจแห่งความขอบคุณเมื่อเขาได้รับบางสิ่งบางอย่าง เรามีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะกระตุ้นหัวใจของเราได้ วิธีนั้นก็คือ การให้ก่อน แล้วคนที่ได้รับก็จะตอบแทนบางสิ่งบางอย่างกลับคืนมา การประยุกต์ใช้หลักการง่ายๆ นี้ในชีวิตประจำวันของเรานั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะดูแลชีวิตแห่งศรัทธาของเราให้เรารู้ซึ่งในพระวจนะของพระเจ้าและให้เราบรรลุเป้าหมายที่เราปรารถนา

ตามหลักการของพระเจ้า มนุษย์จะได้รับสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตตามพื้นฐานของการงานที่เขาทำ เราสามารถเรียนรู้จากธรรมชาติ จากความสัมพันธ์ระหว่างผึ้งกับดอกไม้ ผึ้งจะผมเกสรให้กับดอกไม้ซึ่งเป็นสาระสำคัญของดอกไม้ และผึ้งก็ได้รับน้ำหวานจากดอกไม้เป็นการแลกเปลี่ยน นี่คือกฎ ผึ้งทำงานสำหรับดอกไม้ทำให้ได้รับอาหารสำหรับตัวผึ้งเอง มันเป็นธรรมชาติ สิ่งนี้เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกับค่าแรง มันมีปฏิกิริยาการให้การรับเสมอ ก่อนอื่น เราให้ แล้วเราจึงได้รับ

หลักการเดียวกันนี้ประยุกต์ใช้ได้กับการเป็นพยาน ถ้าคุณนำคนมาสู่พระเจ้า คุณก็สามารถอยู่รอดได้โดยเขาคนนั้น คุณให้ชีวิตแก่เขา ดังนั้น เขาต้องการรับใช้คุณเป็นการตอบแทน ผู้สอนศาสนาอาจอยู่รอดได้โดยวิธีนี้ ในขณะนี้เราได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมมากมายเพื่อสร้างเงิน แต่โดยเริ่มแรกแล้ว เราควรสามารถได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากการเป็นพยาน นี่คือหลักการของพระเจ้า นี่คือปฏิกิริยาการให้การรับ

วันนี้ ผมกล่าวว่าปัญหาในศูนย์ของเราเป็นเรื่องปกติ เพื่อที่จะแก้ไขมัน เราต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยความพยายามของเรา เราจำเป็นต้องรู้สึกความรับผิดชอบร่วมกันเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และมีปฏิกิริยาการให้การรับที่ดีต่อกัน แล้วเราจึงจะสามารถแก้ปัญหาทั้งหลายได้ นี่คือวิธีดูแลความศรัทธาของเราให้มีสุขภาพดีเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายท้ายสุดของเรา เราควรเข้าใจสิ่งนี้ให้ดี และมีชีวิตเช่นนี้ทุกๆ วัน

คุณมีเวลาในการอบรมสั้นมาก ขอให้พยายามย่อยและดูดซับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้รับ และต้องไม่ให้มีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ยังไม่ได้ย่อย นี่คือความหวังของเราที่จะสร้างโลกใหม่บนพื้นฐานของประเพณีของพระเจ้า ขอให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความพยายามที่จะรวมเป็นหนึ่งกัน