Education Menu
คำสอน

 

 
 

สาธุคุณ วอน พิล คิม

  โอวาทผู้นำ  
 


การบรรยายต่อไปนี้เป็นการบรรยายของสาวกคนแรกของคุณพ่อ
ซึ่งบรรยายไว้ในการอบรมผู้นำ 21 วัน
ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ.2522)

ตอนที่ 1
ในปี ค.ศ.1946 (พ.ศ. 2489) เมื่อคุณพ่ออายุได้ 26 ปี พระเจ้าทรงเรียกคุณพ่อ คุณพ่อเดินทางไปประเทศเกาหลีเหนือเพื่อสอนพระวจนะของพระเจ้า ท่านเองก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณพ่อสมัยนั้น ข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านฟังว่าคุณพ่อสอนเราอย่างไร ข้าพเจ้าคิดว่าท่านทั้งหลายได้ฟังคำสอนจากคุณพ่อมากกว่าพวกเราสมัยก่อน หมายความว่า ปัจจุบันนี้คุณพ่อพูดถึงเรื่องต่างๆ ที่คุณพ่อไม่พูดในสมัยนั้น ช่วยไม่ได้ที่ข้าพเจ้าจะรู้สึกว่าท่านทั้งหลายโชคดีอย่างยิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้และเข้าใจพระวจนะของพระเจ้ามากๆ
โบสถ์ที่คุณพ่อเทศน์สมัยนั้นถ้าจะเปรียบก็เปรียบได้กับโบสถ์ประจำบ้านหลังเล็กๆ ที่เรากำลังแสดงพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในวันนี้ ผู้คนที่มาโบสถ์ส่วนใหญ่เป็นคนที่พระเจ้าทรงเรียกมานานแล้วและพวกเขาก็เป็นศาสนิกชนที่ดี อีกนัยหนึ่ง พวกเขาแตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง สมัยนั้นการที่คุณพ่อจะไปยืนเป็นพยานตามท้องถนนก็มิใช่เรื่องที่ยากลำบากแต่อย่างใด สมาชิกหลายคนมาจากคนที่ได้รู้จักมักคุ้นกับคุณพ่อมาก่อน ต่อเมื่อพวกเขาได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็เริ่มอธิษฐาน เข้าเป็นสมาชิกโบสถ์ และติดตามการทรงเรียกของพระเจ้า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกเขาถูกเตรียมมาก่อนเป็นเวลานาน พวกเขาจึงตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์ได้เร็ว
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็พบกับปัญหา เพราะพวกเขายังมีครอบครัว พวกเขายังเป็นผู้นำคริสตจักร ถึงแม้พระเจ้าจะทรงเรียกพวกเขา ถึงแม้พวกเขาจะรู้และเข้าใจสัจธรรมความจริงและเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์แล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงประสบการณ์ที่ต้องอยู่ตรงข้ามกับครอบครัวและคริสตจักรของพวกเขาได้ ถ้าหากพวกเขามิได้เป็นคนสำคัญ สถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญก็จะง่ายกว่า แต่ทว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นบุคคลสำคัญ เป็นบุคคลที่วงศ์ตระกูลของพวกเขาให้ความเคารพนับถือ ยิ่งกว่านั้น พวกเขาก็ยังเป็นผู้ให้การอบรมฝ่ายวิญญาณแก่ผู้คนในคริสตจักรด้วย สมาชิกบางคนถึงกับมีคริสตจักรของเขาเอง ทีละเล็กทีละน้อย พวกเขาก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกกดขี่ข่มเหงมากมายได้ ถึงแม้พวกเขาจะตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์ของเราแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็กังวลว่าพวกเขาควรจะตัดความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องและคริสตจักรดีหรือจะหาทางประนีประนอมกับคนเหล่านั้นดี ทั้งนี้เพราะพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหงรุนแรงเหลือเกิน
ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าหากท่านมองย้อนกลับไปถึงวันที่ท่านได้ฟังหลักการของพระเจ้าเป็นครั้งแรกและตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์แล้ว ท่านคงเข้าใจสถานการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ท่านแตกต่างจากพวกเขาเหล่านั้น เพราะท่านยังเป็นสมาชิกของครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ของท่านยังคงอุดหนุนคํ้าจุนท่านอยู่ และท่านก็ยังมิได้เป็นผู้นำครอบครัว อย่างไรก็ตาม ท่านยังต้องทิ้งมิตรสหายที่ท่านมีสายสัมพันธ์อยู่ในหัวใจ ท่านต้องละทิ้งโรงเรียนที่ท่านมีความผูกพันลึกซึ้ง และท่านยังต้องละทิ้งหน้าที่การงานของท่าน ในแง่นี้ ท่านก็มีบางส่วนที่เหมือนกับพวกเขาเหล่านั้นแทนที่จะแตกต่างไปเสียทุกอย่าง ท่านคงเคยสงสัยว่าท่านควรจะละทิ้งคุณพ่อคุณแม่และมิตรสหายของท่านไปดีหรือไม่ ท่านควรจะอยู่ที่โรงเรียนต่อไปหรือไม่ ท่านจะควรจะละทิ้งหน้าที่การงานของท่านไปดีหรือไม่ เมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรดี พวกเขาก็พากันไปถามคุณพ่อ ถึงแม้พวกเขาจะรู้สึกดีใจที่ได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า แต่เมื่อเขามองเห็นการตอบสนองของครอบครัวและคริสตจักรแล้ว พวกเขาก็รู้สึกเศร้าหมอง พวกเขากลับมาหาคุณพ่อด้วยใบหน้าหมองคลํ้า ดังนั้น คุณพ่อจึงต้องคอยดูแลเอาใจใส่คนเหล่านี้ ต่อมาความกังวลใจของพวกเขาก็รุนแรงขึ้นจนกลายเป็นปัญหารุนแรง พระเจ้ามิทรงสามารถให้คำแนะนำโดยตรงแก่พวกเขาได้ตลอดเวลา: ถ้าพระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นได้ การตกสู่บาปของมนุษย์จะไม่เกิดขึ้น และถ้าหากคุณพ่อไม่ดูแลพวกเขา พวกเขาก็จะไร้เรี่ยวแรงที่จะมาโบสถ์อีก เมื่อท่านมาโบสถ์ในเริ่มแรก ถ้าพี่น้องไม่สามารถดูแลท่านได้ ท่านก็ไม่สามารถมาโบสถ์ได้ต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถึงแม้การเทศน์พระวจนะของพระเจ้าจะมีความสำคัญ แต่เราต้องรู้ว่าสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการให้คำชี้นำภายในที่เหมาะสมแก่พี่น้องที่กำลังกังวลใจเกี่ยวกับการประยุกต์หลักการไปใช้ ท่านต้องใช้เวลาในการให้คำชี้นำภายในมากกว่าเวลาที่ท่านใช้ในการเทศน์พระวจนะของพระเจ้า
เมื่อสมาชิกมาพูดคุยปัญหาของเขากับผู้นำ ปัญหาของเขาก็ถ่ายโอนไปสู่ผู้นำ ท่านเข้าใจที่ข้าพเจ้าพูดไหม? เมื่อสมาชิกรู้สึกหวาดกลัว ผู้นำที่รับฟังปัญหาของสมาชิกก็จะรู้สึกหวาดกลัวด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้นำต้องมีจิตใจที่มั่นคงกว่าสมาชิก มั่นคงพอที่จะเอาชนะความหวาดกลัว ทั้งนี้เพื่อจะแก้ไขปัญหาของสมาชิกได้ ถ้าหากผู้นำไม่มีจิตใจที่มั่นคงเช่นนั้นเขาจะถูกความหวาดกลัวครอบงำ จริงหรือไม่? สมมติว่าคำถามต่างๆ เกี่ยวกับหลักการของพระเจ้าทำให้ท่านทุกข์ใจ ยกตัวอย่างเช่น หลังจากที่ท่านได้ฟังหลักการแล้วท่านก็ไปเล่าให้คนอื่นฟัง; แล้วถ้าบางคนมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องหลักการของพระเจ้า แล้วถ้าท่านไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน ท่านก็ทุกข์ใจ กรณีนี้หมายความว่าท่านเห็นด้วยกับคนที่โต้แย้งท่าน นี่คือเหตุผลที่ทำไมคำถามต่างๆ ทำให้ท่านมีปัญหา เมื่อใดที่ความเห็นของเขาดูจะเป็นความเห็นที่ดี ก็เป็นเรื่องยากที่ท่านจะไปถามผู้นำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น แล้วท่านก็กังวลมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่ท่านมั่นใจว่าหลักการของพระเจ้าเป็นความจริงที่สัมบูรณ์ ท่านก็จะสามารถพูดกับผู้นำเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของท่านได้ มิฉะนั้น ท่านจะไม่สามารถเปิดใจกับผู้นำของท่านได้ แล้วท่านก็จะมีปัญหา ท่านจะเริ่มสงสัยว่าคำสอนของโบสถ์แห่งความสามัคคีถูกหรือคำพูดของคนภายนอกถูกกันแน่ ท่านทุกข์ใจอย่างนี้โดยที่ท่านไม่บอกปัญหาของท่านกับผู้อื่น เมื่อผู้นำรับฟังเรื่องทุกข์ใจของสมาชิกแล้ว ถ้าหากเขาไม่สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องเหมาะสมได้ ผู้นำเองก็จะทรุดฝ่ายวิญญาณ จริงหรือไม่? ในฐานะผู้นำ ท่านรู้สึกตื่นตระหนกเมื่อสมาชิกเข้ามาถามคำถาม! ในฐานะผู้นำ ท่านกังวลใจเมื่อสมาชิกมาหาท่านพร้อมกับคำถามที่ท่านไม่สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องเหมาะสมได้ เมื่อท่านต้องตอบคำถาม บางทีท่านก็โกรธหรือบ้า หรือไม่ก็ช่วยได้แต่หนุนใจให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นคง โดยที่ไม่พยายามทำให้เขาเข้าใจสาระสำคัญของปัญหาในรายละเอียด หรือบางครั้งท่านก็เอาแต่บอกว่าคนภายนอกผิด ท่านไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้; เพราะสมาชิกจะยอมรับได้ยาก และเขาจะทุกข์ใจ ถึงแม้เขาจะพยายามเชื่อสิ่งที่ผู้นำบอก และพยายามครํ่าเคร่งอยู่กับงานของเขาก็ตาม แต่ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ในก้นบึ้งจิตใจของเขา
ถึงแม้ต่อมาไม่นานปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับหลักการของพระเจ้าจะได้รับการแก้ไขแล้วก็ตาม แต่ปัญหาหัวใจก็ยังคงยากที่จะแก้ไข ถ้าเป็นไปได้สมาชิกใหม่ควรเป็นสมาชิกเต็มเวลา การดูแลสมาชิกที่กำลังสับสนให้พบกับทางออกสำหรับปัญหาครอบครัวของพวกเขานั้นเป็นเรื่องยาก คุณพ่อจะให้คำชี้นำภายในที่ถูกต้องเหมาะสมกับพวกเขาด้วยใจกรุณาตั้งแต่เช้าจนค่ำอยู่เสมอ และพวกเขาก็สามารถเอาชนะการกดขี่ข่มเหงที่รุนแรงได้ เมื่อใดที่พี่น้องมาหาคุณพ่อพร้อมด้วยปัญหาดังกล่าวในหัวใจ เมื่อนั้นคุณพ่อก็รู้สึกเจ็บปวดด้วย ข้อเท็จจริงที่คุณพ่อสามารถดูแลสมาชิกที่ประสบปัญหาร้ายแรงได้นั้นหมายความว่าคุณพ่อได้วางตัวเองในตำแหน่งเดียวกับสมาชิกที่กำลังทุกข์ใจเหล่านั้น ขั้นแรกของการดูแลคน คือการวางตัวท่านเองในตำแหน่งเดียวกับคนที่กำลังทุกข์ทรมาน ท่านควรวางตัวเองในสภาพแวดล้อมอย่างเดียวกัน ในสภาพจิตใจอย่างเดียวกัน ท่านจะดูแลคนที่อยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างจากท่านได้อย่างไรเล่า? ดังนั้น ถ้าท่านจะดูแลนักศึกษา ท่านก็ต้องวางตัวเองในตำแหน่งของนักศึกษา; เมื่อผู้ชายดูแลผู้หญิง เขาก็ต้องวางตนเองในตำแหน่งผู้หญิง; เมื่อท่านดูแลผู้สูงอายุ ท่านก็ต้องวางตนเองในตำแหน่งผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้ชายไม่สามารถเป็นผู้หญิง คนหนุ่มสาวก็ไม่สามารถเป็นผู้สูงอายุ คนที่ไม่ได้เป็นนักศึกษาก็ไม่สามารถเป็นนักศึกษา แล้วเราจะทำอย่างไร? สมมุติว่ามีชายชราที่กำลังต้องคำชี้นำภายในที่ถูกต้องเหมาะสมอยู่คนหนึ่ง ในกรณีเช่นนี้ ท่านไม่ควรพยายามใช้ความรู้ของท่านเอง เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าการที่ท่านจะพยายามดูแลเขาด้วยตัวท่านเองนั้นเป็นเรื่องยาก เป็นที่ยอมรับกันว่ามาตรฐาน และใจความสำคัญของคำชี้นำภายในกับการดูแลคนนั้นมีอยู่ในหลักการของพระเจ้า ใจความสำคัญอันดับแรกอยู่ในหลักการของพระเจ้า อย่างไรก็ตามถึงแม้ท่านจะรู้หลักการ แต่ถ้าหากท่านมิได้เข้าใจตำแหน่งและสภาพแวดล้อมของเขา ท่านก็ไม่สามารถประสบผลสำเร็จในการให้คำชี้นำภายในที่ถูกต้องเหมาะสมได้ ดังนั้น หลักการจึงมีอยู่ว่า จงวางตัวท่านเองในตำแหน่งเดียวกับบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน
เราควรทำอย่างไรเพื่อวางตัวเราเองในตำแหน่งเดียวกันนั้น? ท่านต้องเริ่มต้นด้วยการฟังทุกสิ่งทุกอย่างที่ชายชราต้องการพูด การรับฟังเช่นนั้นจะทำให้ท่านสามารถอยู่ในตำแหน่งเดียวกับชายชรา หลังจากที่ท่านฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเขาแล้ว ท่านก็สามารถบอกเขาว่าจะนำหลักการของพระเจ้าไปแก้ปัญหาของเขาได้อย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลคนก็คือการรับฟังสิ่งต่างๆ ที่เขาต้องการพูดเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อวางตัวท่านเองในตำแหน่งเดียวกับเขา แต่เราก็มักจะไม่ค่อยทำอย่างนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจสถานการณ์ของพวกเขาแล้วเราจะให้คำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมแก่เขาได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรก็ดี ก็ยังมีอีกทางหนึ่ง นั่นคือการรับรู้ปัญหาและความยากลำบากของพวกเขาด้วยประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณของท่าน ซึ่งเรียกว่าการหยั่งรู้ ประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณบอกท่านล่วงหน้าว่าสมาชิกมีปัญหาประเภทใด แล้วท่านก็สามารถให้คำชี้นำที่ถูกต้องเหมาะสมได้ เมื่อใดที่ท่านอธิษฐาน ท่านจะรู้ว่าเขาเป็นคนแบบใดโดยผ่านประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณของท่าน; ท่านสามารถเข้าใจสถานการณ์ของเขาได้โดยผ่านการอธิษฐาน แต่กระนั้น ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น คุณพ่อจึงทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อดูแลสมาชิกที่ยากลำบากเพราะปัญหาร้ายแรงต่างๆ.

ตอนที่สอง
เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าบอกท่านแล้วว่าการดูแลคนและการให้คำชี้นำเชิงปฏิบัตินั้นยากเพียงใด วันนี้ข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านฟังว่าคุณพ่อรับใช้อย่างไร ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ท่านเข้าใจทัศนคติของคุณพ่อในเรื่องการดูแลสมาชิก เมื่อข้าพเจ้านึกย้อนไปถึงเวลาที่คุณพ่อปรนนิบัติ และรับใช้สมาชิกแล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณพ่อทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อฟื้นฟูชีวิตฝ่ายวิญญาณของคนที่กำลังแสวงหาชีวิตใหม่จากการรับใช้ของคุณพ่อ บทบาทเช่นนี้สามารถเปรียบได้กับแพทย์ที่กำลังพยายามอย่างดีที่สุดในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่กำลังจะตาย ท่านรู้หรือไม่ว่าแพทย์นั้นยากลำบากเพียงใด ดังนั้น คุณพ่ออธิษฐานอย่างหนักทั้งคืนให้กับคนที่จะมาร่วมพิธีนมัสการ
สมัยนั้น มีห้องเล็กๆ อยู่ห้องหนึ่งสำหรับคุณพ่อ ในหน้าหนาวห้องนั้นจะเย็นมาก คุณพ่อจะอธิษฐานในห้องนั้นจนถึง 10 โมงเช้าซึ่งเป็นเวลาเริ่มพิธีนมัสการ เมื่อถึงเวลา 10 นาฬิกาตรง คุณพ่อจะออกจากห้องและเริ่มพิธีนมัสการ คุณพ่อจะเป็น เอ็ม.ซี. (พิธีกร) ในพิธีนมัสการด้วย ระหว่างห้องของคุณพ่อกับห้องนมัสการจะมีก็แต่เพียงประตูเลื่อนกั้นอยู่บานหนึ่งเท่านั้น ตำแหน่งของคุณพ่อนั้นจริงจังเหมือนกับแพทย์ที่กำลังผ่าตัดผู้ป่วย ดังนั้น พิธีนมัสการของคุณพ่อจึงจริงจังและเปี่ยมด้วยพลัง
อันดับแรก ทุกคนจะร้องเพลงสรรเสริญ คุณพ่อจะหลั่งน้ำตามากในขณะที่มีการร้องเพลงสรรเสริญ อธิษฐาน และการเทศน์ เมื่อคุณพ่อร้องไห้ พี่น้องที่อยู่กัน ณ ที่นั้นก็จะพาร้องไห้ด้วยเช่นกัน ภายในบรรยากาศเช่นนั้น การเปิดเผยมากมายก็มาสู่พวกเขา ขณะที่พวกเขาร้องเพลงสรรเสริญและอธิษฐานปรากฏการณ์ฝ่ายวิญญาณก็จะเกิดขึ้นกับคนหนึ่งแล้วก็ไปสู่อีกคนหนึ่ง ก็มีหลายคนที่ได้รับความสามารถฝ่ายวิญญาณ; แต่ถึงแม้บางคนจะไม่ได้รับความสามารถฝ่ายวิญญาณก็ตาม แต่เขาก็มีประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณใหม่ๆ ในบรรยากาศเช่นนั้น
เมื่อข้าพเจ้าพลิกดูพระคริสตธรรมคัมภีร์ของคุณพ่อ ข้าพเจ้าก็พบเส้นสายและข้อความต่างๆ มากมาย มีทั้งสีดำ สีแดง หลายแห่งก็เป็นรอยด่างดวงเพราะหยดน้ำตาของคุณพ่อ คนที่มาโบสถ์ก็มีมากมายหลายประเภท มีคนหนึ่งที่มาเพราะความอยากรู้อยากเห็น อยากตรวจสอบว่าโบสถ์นี้เป็นโบสถ์แบบไหน เขาไม่ช่วยสร้างบรรยากาศฝ่ายวิญญาณที่ดี; เพราะเขาไม่ได้เตรียมใจมา แต่ทันใดนั้นเอง คนที่เปิดฝ่ายวิญญาณคนหนึ่งที่กำลังอธิษฐานอยู่ก็ลุกขึ้น แล้วเดินไปหาคนที่ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนคนนั้น ทั้งๆ ที่หลับตาอยู่ แล้วตีเข้าที่ไหล่ของเขา แล้วคนที่ถูกตีก็หลั่งน้ำตาสำนึกเสียใจสำหรับแรงผลักดันที่ไม่ถูกต้อง โดยที่ไม่กล่าวหาคนที่เปิดฝ่ายวิญญาณที่ทำกับเขาอย่างนั้นเลย
ในเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง คนที่เปิดฝ่ายวิญญาณคนหนึ่งมาโบสถ์ตั้งแต่เช้ามืด ราวๆ ตีสี่ เพื่อเข้าร่วมพิธีนมัสการวันอาทิตย์ ก็มีบางคนที่มานอนค้างที่โบสถ์ของเราเพื่อเข้าร่วมพิธีนมัสการวันอาทิตย์ บางคนก็อธิษฐานตลอดทั้งคืน ถึงแม้ยังเป็นเวลาตีสี่ แต่เขาก็ยังมาโบสถ์เพราะเขาได้รับคำแนะนำจากโลกฝ่ายวิญญาณ เขาเข้าไปในห้องที่มีพี่น้องบางคนนอนหลับอยู่ซึ่งเป็นห้องที่มืด เขาปลุกพี่น้องให้ตื่นแล้วพูดว่าพี่น้องมานอนตื่นสายได้อย่างไรในขณะที่เป็นเวลาฉุกเฉินของสวรรค์ ดังนั้น ทุกคนจึงตื่นและร่วมอธิษฐานกับเขา พิธีนมัสการเริ่มเวลาสิบโมงเช้า แต่ทุกคนจะมาก่อนหนึ่งวันหรืออย่างช้าที่สุดก็สองชั่วโมงก่อนเริ่มพิธี ดังนั้น พวกเขาจึงมีเวลาอธิษฐานเพื่อเตรียมใจของเขา พวกเขาต้องเตรียมภายในเพื่อรับพระพรและพระวจนะของพระเจ้า ถ้าพวกเขาไม่ทำอย่างนั้น คนที่เปิดฝ่ายวิญญาณจะติเตียนพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงรีบมาโบสถ์ก่อน ถึงแม้จะไม่มีใครบอกให้พวกเขามาก็ตาม
คุณพ่อจะอธิษฐานก่อนหนึ่งวันแล้วจึงออกมาจากห้องของคุณพ่อเพื่อพบกับพวกเขาในเวลาสิบโมงตรง เนื่องจากพวกเขาเตรียมภายในมาอย่างดีเพื่อฟังคำพูดคุณพ่อ และพร้อมจะเริ่มให้และรับกับคุณพ่อ ดังนั้น พิธีนมัสการจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น
คุณพ่อพูดดังและจริงจัง คุณพ่อตื่นเต้นและกระตือรือร้น คุณพ่อจะรู้สึกยากลำบากในการพูดถ้ามีใครบางคนที่มิได้เตรียมภายในมาอย่างดีก่อนที่จะมาฟังคุณพ่อ กรณีเช่นนั้น คุณพ่อจะหาคนที่เตรียมใจมาดีที่สุดเพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า แล้วคุณพ่อจะพูดกับคนนั้นเป็นหลักและจะสร้างความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับกับเขา แล้วปฏิกริยาการให้และการรับนั้นจะทวีจำนวนและกระจายไปสู่ทุกๆ คน จนกระทั่งทำให้คนสุดท้ายมีแรงบันดาลใจในการฟังคำพูดคุณพ่อ ดังนั้น ยามใดที่คุณพ่อไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับกับใครได้เลย คุณพ่อจะรู้สึกกระหายนํ้าและพูดด้วยความยากลำบาก
เป็นที่ประจักษ์แจ้งจริงๆ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะทวีขึ้นได้ด้วยปฏิกริยาการให้และการรับ ดังนั้น คุณพ่อจึงหากรรมที่คุณพ่อสามารถสร้างความสัมพันธ์เช่นนั้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ในการแข่งขันกรีฑา เมื่อผู้ชมคนหนึ่งเริ่มร้องตะโกนก่อนอย่างดุเดือด ด้วยอำนาจของปฏิกริยาการให้และการรับ คนอื่นที่ไม่ตะโกนก็จะเริ่มร้องตะโกนบ้าง เมื่อคนหนึ่งเริ่มปรบมือเพื่อสร้างบรรยากาศ คนที่ไม่ปรบมือก็จะพากันเริ่มปรบมือต่อๆ ไป ดังนั้น การหาบุคคลหนึ่งที่ท่านสามารถสร้างความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับกับเขาได้ง่ายนั้นมีความสำคัญมาก สมมติว่ามีคนกลุ่มหนึ่งต้องการน้ำดื่ม: ท่านควรจะให้น้ำดื่มแก่คนที่ต้องการมากที่สุดก่อน ขอให้ท่านจำไว้ว่า พระเจ้าจะทรงประทานพระพรแก่คนที่ต้องการพระพรนั้นมากที่สุดก่อน เมื่อคุณพ่อให้พระพรแห่งพระวจนะของพระเจ้า พระพรนั้นก็จะได้แก่สมาชิกที่เตรียมใจมาฟังคำพูดคุณพ่อมากกว่าคนอื่นก่อนเป็นคนแรก
วันก่อน เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่นิวยอร์ก คุณพ่อบอกในการเทศน์ว่ามีสมาชิกวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเข้ามาในห้องอธิษฐานก่อนพิธีนมัสการหนึ่งวัน ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถนั่งแถวแรกเพื่อฟังคุณพ่อได้ ถ้าพวกเขาไม่มาก่อนมากๆ ที่นั่งเหล่านั้นก็จะตกเป็นของคนอื่น คุณพ่อดีใจมาก คุณพ่อบอกข้าพเจ้าว่ามีบางคนที่มาก่อนนานมากเพื่ออธิษฐานเตรียมใจรับพิธีนมัสการวันอาทิตย์ โดยไม่สนใจว่าจะร้อนหรือหนาว คุณพ่อยังบอกด้วยว่าคุณพ่อก็มีทัศนคติต่อพระเจ้าเช่นเดียวกับที่คนเหล่านั้นมี
เมื่อพวกเราอธิษฐานในพิธีนมัสการหรืออธิษฐานเพื่อเตรียมใจ ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านคิดถึงผู้อื่นด้วย การอธิษฐานจะเปิดช่องทางให้ท่านสามารถทูลพระเจ้าได้โดยตรง แต่ถ้ามีเสียงตึงตังดังขึ้นระหว่างการอธิษฐาน ทันใดนั้นเองการอธิษฐานจะถูกรบกวน ท่านจะไม่มีสมาธิในการอธิษฐานอีกต่อไป ดังนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าการไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่เขาอธิษฐานอยู่เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นมารยาทที่แสดงว่าท่านรักพระเจ้าและคนทั้งหลาย ในขณะที่ข้าพเจ้าเข้ามาในห้องนี้แล้วเริ่มอธิษฐาน สมาชิกบางคนเข้ามาแล้วส่งเสียงดัง เราต้องสอนพวกเขาอย่างชัดเจนว่าเขาควรมีความเกรงใจและไม่ควรรบกวนเวลาอันมีค่าคือเวลาที่คนอื่นกำลังติดต่อกับพระเจ้า การมีความเกรงใจเช่นนั้นคือการรักพระเจ้าและรักผู้อื่น
เมื่อท่านเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านไปหาหมอ ถ้าหมอใจดี คอยปลอบโยนท่าน และพยายามรักษาโรคภัยของท่านด้วยความจริงใจ ท่านจะรู้สึกวางใจและเชื่อใจเขา แล้วท่านจะวางทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของท่านไว้กับหมอ หมอต้องมีความปรารถนาแรงกล้าในการช่วยผู้ป่วยยิ่งกว่าตัวผู้ป่วยเอง และต้องหนุนใจให้ผู้ป่วยยอมรับการรักษา แล้วผู้ป่วยจะเชื่อใจหมอและวางชีวิตของตนไว้กับมือของหมอ
ปฏิกริยาการให้และการรับที่เกิดขึ้นระหว่างหัวใจที่จะรับการรักษากับหัวใจที่จะรักษาสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้ แล้วชีวิตของผู้ป่วยจะปลอดภัย แล้วเราจะช่วยผู้ป่วยที่ยังไม่รู้สึกตัวว่าตัวเขาเองกำลังอยู่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินเป็นตายเท่ากันแล้วได้อย่างไร? เขาไม่มีความปรารถนาที่จะหายจากโรคเพราะเขาไม่รู้สึกถึงภาวะฉุกเฉินแต่อย่างใด หมอต้องมีหัวใจเช่นใด? ก่อนอื่น ต้องทำให้ผู้ป่วยรู้และเข้าใจว่าเขาจะตายถ้าเขายังคงเป็นโรคนั้นอยู่ ถึงแม้อาการจะยังดูไม่ค่อยรุนแรงนักก็ตาม จนกว่าผู้ป่วยจะรู้ว่าการรักษาโรคนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือการทำให้ผู้ป่วยที่ยังไม่รู้เรื่องโรคภัยของตนได้ตระหนักรู้ว่าเขาต้องเข้ารับการรักษา
หมอต้องมีความปรารถนาที่จะรักษาโรค เมื่อคนที่ร่วมพิธีนมัสการไม่มีความปรารถนาแรงกล้าในพระพรของพระเจ้า คุณพ่อต้องทำให้เขาเข้าใจความจำเป็นของพระพร แล้วคุณพ่อจะถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าบนพื้นฐานนั้น นี่คือเหตุผลที่คุณพ่อทุ่มเทอย่างมากในการเริ่มต้นการเทศน์ของคุณพ่อ โลกฝ่ายวิญญาณรู้สึกเสียใจที่เห็นคุณพ่อพบความยากลำบากเช่นนั้น ดังนั้น พวกเขาจึงลงมาทำงานกับผู้เข้าร่วมพิธีเพื่อทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาควรสำนึกเสียใจ และเตรียมภายในก่อนพิธีนมัสการ แล้วพวกเขาจึงจะรับพระพรจากพระเจ้าได้ นี่คือเหตุผลที่คนทั้งหลายมาอธิษฐานเพื่อเตรียมภายในก่อนเริ่มพิธี
เป็นเรื่องยากสำหรับคุณพ่ออย่างยิ่งในการให้พระพรกับคนที่มิได้อธิษฐานเตรียมใจก่อนพิธีนมัสการ และคุณพ่อก็มิได้บอกให้เขามาก่อนแต่อย่างใด
เมื่อคุณพ่อพยายามบรรลุความรับผิดชอบแทนสมาชิก โลกฝ่ายวิญญาณจะช่วยคุณพ่อ ดังนั้น ไม่ว่ากรรมจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าผู้ฟังหรือสมาชิกจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ แต่ผู้นำสำคัญ เมื่อผู้นำอุทิศตนเพื่อนำสมาชิก ด้วยการพยายามบรรลุส่วนความรับผิดชอบที่มากกว่าส่วนความรับผิดชอบของเขาเอง หัวใจที่สัตย์ซื่อของผู้นำจะทำให้โลกฝ่ายวิญญาณรู้สึกเลื่อมใสและทำงานให้สมาชิกติดตามเขา สิ่งที่สำคัญก็คือ ผู้นำสามารถอุทิศตัวเขาเองแก่สมาชิกได้มากเพียงใด
สมัยก่อน ยังไม่มีระบบการรับบริจาค เราไม่มีการส่งกล่องรับบริจาคไปยังผู้เข้าร่วมพิธีนมัสการวันอาทิตย์ ในเริ่มแรก การบริจาคเพื่อถวายแด่พระเจ้านั้นเกิดจากหัวใจที่สัตย์ซื่อที่มีต่อพระองค์ พระเจ้าทรงรู้สึกสุขพระทัยเมื่อเรากระตือรือร้นที่จะถวายแด่พระองค์ด้วยหัวใจที่สัตย์ซื่อ ในพิธีนมัสการที่มีการส่งกล่องรับบริจาคไปยังผู้เข้าร่วมพิธี บางครั้งข้าพเจ้าเห็นบางคนที่มิได้เตรียมเงินบริจาคมาให้เรียบร้อยควักเงินออกมาจากระเป๋ากางเกงแล้วใส่ลงในกล่อง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ล้วงกลับลงไปในกล่องอีกแล้วก็หยิบเงินทอนขึ้นมา!
ถ้าท่านจะบริจาคเงินห้าปอนด์ด้วยธนบัตรใบละปอนด์ ท่านต้องจัดธนบัตรให้พระเศียรของพระราชินีตั้งขึ้น ท่านควรระวังมิให้มีธนบัตรฉบับใดกลับหัว ข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านฟังอย่างละเอียดว่าจะบริจาคเงินอย่างไร
ท่านไม่ควรถวายเงินแด่พระเจ้าอย่างนี้ (มร.คิม แสดงให้ดู) ท่านควรถวายอย่างนี้ ถ้ามีธนบัตรฉบับหนึ่งพับอยู่ ก็ให้คลี่ออก เมื่อธนบัตรฉบับนั้นเหมือนกับธนบัตรฉบับอื่นๆ แล้วจึงจะถวาย จิตใจเริ่มแรกของท่านก็ต้องการทำอย่างนั้นด้วยมิใช่หรือ? เมื่อท่านต้องการถวายเงิน ท่านต้องการถวายเงินเก่าหรือเงินใหม่? ถ้าท่านมีเงินใหม่และต้องการบริจาคจริงๆ ท่านก็ควรถวายเงินใหม่ ถ้าท่านต้องการทำสิ่งใด (ตามหลักการ) ท่านก็ควรทำสิ่งนั้น ท่านควรฝึกฝนสิ่งที่ท่านต้องการทำ สิ่งต่างๆ ล้วนเป็นการแสดงออกของหัวใจมนุษย์ และการถวายนั้นก็คือการถวายหัวใจของเรา
เช่นกัน มีเหตุผลที่ดีที่สนับสนุนให้เราพึงชำระล้างร่างกายของเราให้สะอาดและแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนที่เราจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เราควรมีชุดพิเศษสำหรับพิธีนมัสการ; เราควรแยกว่าเสื้อผ้าชุดไหนเป็นชุดสวมใส่ธรรมดา ชุดไหนเป็นชุดสวมใส่เข้าร่วมพิธีนมัสการ อย่างที่ท่านรู้ เวลาที่พระประกอบพิธีกรรม พระท่านก็ยังสวมใส่เครื่องแต่งกายพิเศษ แล้วถ้าเรามีเสื้อผ้าอยู่ชุดเดียว เราจะทำอย่างไร? ท่านสามารถอธิษฐานถึงพระเจ้าได้ว่าท่านจะใช้เสื้อผ้าชุดนั้นเสมือนว่าเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ เหนืออื่นใด สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหัวใจกับทัศนคติที่เรามีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า รูปแบบภายนอกเป็นการแสดงออกของลักษณะภายใน; รูปแบบภายนอกเปลี่ยนแปลงไปตามจิตใจของเรา
ในสมัยก่อน ถึงแม้โบสถ์ของเราจะยากจน แต่คุณพ่อก็ยังให้ข้าวของต่างๆ กับคนที่มาโบสถ์อยู่เสมอและคุณพ่อก็ยังเลี้ยงอาหารแก่พวกเขาด้วย เมื่อใดที่คุณพ่อไม่มีของจะให้พวกเขาแล้ว โลกฝ่ายวิญญาณจะทำงานกับคนที่มีเงิน แล้วเขาก็จะนำเงินมามอบให้กับคุณพ่อ ตัวอย่างเช่น เคยมีชายอยู่คนหนึ่ง เขามีเงินอยู่ จะไปว่าแล้วก็ประมาณ 300 ปอนด์เห็นจะได้ นั่นคือเงินทั้งหมดที่เขามีอยู่ โลกฝ่ายวิญญาณบอกให้เขานำเงินทั้งหมดไปให้คุณพ่อ แต่เขาคิดว่าจะบริจาคแค่ 250 ปอนด์แล้วที่เหลืออีก 50 ปอนด์เขาจะเก็บไว้เอง เมื่อเขามาร่วมพิธีนมัสการวันอาทิตย์และกำลังจะบริจาคเงิน 250 ปอนด์อยู่นั้น คนที่เปิดฝ่ายวิญญาณอีกคนหนึ่งก็บอกกับเขาว่า แท้จริง เขามีเงินทั้งหมด 300 ปอนด์ ทันใดนั้นเอง ผู้ชายคนนั้นก็รู้สึกสำนึกเสียใจแล้วบริจาคเงินทั้งหมดตามที่พระเจ้าตรัสให้เขากระทำ
มีอยู่วันหนึ่ง โบสถ์ของเราต้องการเงินอย่างเร่งด่วน พระเจ้าตรัสกับหญิงชราคนหนึ่งซึ่งเก็บออมเงินไว้ในตู้ของเธอเป็นจำนวนมาก; โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีเงินมากอย่างนั้น พระองค์ตรัสให้เธอบริจาคเงินทั้งหมดให้โบสถ์ของเรา อย่างไรก็ตาม เธอก็ลังเลใจอยู่สองสามวันว่าจะบริจาคดีหรือไม่ แต่ก็ไม่ทันจะได้ตัดสิน ระหว่างนั้นเอง ขโมยก็งัดบ้านเข้ามาแล้วเอาเงินที่เธอซ่อนไว้ไปทั้งหมด
เมื่อใดที่คุณพ่อต้องการใช้เงินเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โลกฝ่ายวิญญาณจะทำงานกับสมาชิกเพื่อให้เขาบริจาคเงินแก่โบสถ์ โดยที่คุณพ่อไม่ต้องพูดอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินของคุณพ่อเลย โบสถ์แห่งความสามัคคีได้รับอุปถัมภ์ด้วยหนทางนี้ สมาชิกบางคนมีแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งในการหารายได้สำหรับโบสถ์และการบริจาคเงิน ข้าพเจ้าขอให้ท่านมีความมั่นใจว่าในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำของเขตต่างๆ ทั้ง 360 เขต ถ้าหากท่านต้องการให้บางสิ่งบางอย่างกับผู้คนในเขตของท่านจริงๆ โลกฝ่ายวิญญาณจะไม่ละเลยที่จะช่วยเหลือท่าน ถึงแม้ท่านจะไม่มีสิ่งใดเลยก็ตาม "งที่สำคัญก็คือท่านต้องมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะ"ให้" ความปรารถนาต้องมาก่อนทุกสิ่ง ด้วยหัวใจเช่นนี้ ท่านก็สามารถทำให้โลกฝ่ายวิญญาณช่วยท่านได้ ถ้าท่านให้อาหารของท่านไปแล้ว จนท่านไม่มีอะไรเหลืออีก แต่ท่านก็ยังคงต้องการที่จะให้อีก ดูสิ! หัวใจของท่านเป็นอย่างไร
โบสถ์แห่งความสามัคคีได้รับอุปถัมภ์ทางการเงินจากการช่วยเหลือของสวรรค์ที่ทำงานบนพื้นฐานแห่งหัวใจเช่นนี้ - นี่คือหัวใจของคุณพ่อ ข้าพเจ้าคิดว่าท่านเองก็คงเคยมีประสบการณ์อย่างนี้ด้วยเช่นกัน ข้าพเจ้าขอจบการบรรยายในวันนี้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ.