Education Menu
คำสอน

 

True Mother photo
 
 

คุณแม่ ฮัก จา ฮัน มูน
 

  โอวาทคุณแม่  
ภาษาอังกฤษ
 

พระเจ้าทรงเป็นกำเนิดของสันติภาพ
ดร. ฮัก จา ฮัน มูน
American Speaking Tour
กันยายน, 2002
วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน 2002
กรุงวอชิงตัน ดี ซี

สวัสดี แขกผู้มีเกียรติ สุภาพบุรุษ และสุภาพสตรีผู้รักสันติภาพที่เคารพ ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบพระคุณทุกท่านที่มาที่นี่ในเย็นวันนี้ ท่านทั้งหลายกำลังเข้าร่วมกับผู้คนกว่า 70 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งประชาชน 7 ล้านคนในเกาหลีและบรรดาคู่ที่รับพร 700 ล้านคู่ในโลกฝ่ายวิญญาณแห่งสวรรค์ ซึ่งได้เข้าร่วมในการชุมนุมเพื่อสันติภาพนี้

เรากำลังมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์แห่งแผนการของพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือเวลาของโชคลาภแห่งสวรรค์อันยิ่งใหญ่ เวลาที่เราจะสร้างโลกแห่งสันติภาพอุดมคติที่สวรรค์และโลกได้ปรารถนาจะได้เห็นมาถึง 6000 ปี คือเวลาที่จะสร้างอาณาจักรของพระเจ้าในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก

ในตลอดประวัติศาสตร์แห่งแผนการของพระเจ้านั้น พระองค์ได้ทรงยกศาสนาต่างๆ มากมายขึ้นมาตามช่วงเวลาในประวัติศาสตร์และเขตวัฒนธรรมที่แตกต่าง บรรดาชายหญิงแห่งศรัทธาได้ทุ่มเทความพากเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง ต่างกำลังทำงานในท่ามกลางประเพณีต่างๆ นานาเหล่านี้เพื่อสร้างโลกแห่งสันติภาพขึ้นมาให้สำเร็จ

แต่จนถึงปัจจุบัน มนุษย์ก็ยังคงคร่ำครวญอยู่ในความเจ็บปวด เพราะว่าพวกเรายังคงไม่สามารถปลดปล่อยตัวเราเองออกจากการปฏิบัติและพฤติกรรมที่ไร้ศีลธรรมจรรยา ผู้คนทุกหนแห่งต่างหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า การล้มเหลวในการตัดสายธารแห่งความเสื่อมศีลธรรมให้ขาดสิ้นนั้น ได้ทำให้ความเสื่อมศีลธรรมดังกล่าวกำลังถั่งโถมเข้ามาพร้อมด้วยลมพายุพัดกระหน่ำ และกำลังเงื้อง่าที่จะกวาดเราทุกคนไปกับกระแสคลื่นอันบ้าคลั่งของมัน นี่คือภาพเหมือนอันน่าสังเวชของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

นี่หมายความว่าไม่มีความหวังสำหรับเราอีกต่อไปแล้วอย่างนั้นหรือ? สามีของข้าพเจ้า คือ สาธุคุณ ซัน เมียง มูน และตัวข้าพเจ้าเองได้อุทิศชีวิตของเราในการแสดงพระวจนะของพระเจ้า ข่าวสารพยากรณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นพยานที่แท้จริงซึ่งอยู่เหนือข้อจำกัดทางโลกของยุคสมัยนี้และสภาพแวดล้อมของเรา

ขอย้ำอีกครั้งว่า วันนี้ข้าพเจ้ามาอยู่เบื้องหน้าท่านทั้งหลายพร้อมด้วยข่าวสารจากสวรรค์ ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวท่านเอง แต่ข้าพเจ้าจะยืนอยู่ที่นี่อย่างมั่นคง โดยตั้งใจปฏิบัติตนในฐานะผู้แทนของพระเจ้า เพื่อถ่ายทอดข่าวสารของพระองค์สู่ชาวโลกในยุคแห่งวาระสุดท้าย หัวข้อของข่าวสารนี้คือ “พระเจ้าทรงเป็นต้นกำเนิดของสันติภาพ”

ข้าพเจ้าหวังอย่างจริงใจว่าท่านจะเปิดประตูหัวใจของท่าน ข้าพเจ้าขอสนับสนุนให้ท่านรับการเตือนจากสวรรค์ที่มาสู่พวกเราทุกคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ในวาระสุดท้ายนี้ด้วยใจถ่อม ในยุคแห่งความไม่รู้และความสับสนนี้เราต้องแสดงภูมิปัญญาออกมา

ในเริ่มแรกนั้น มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีชีวิตในสวนเอเดนโดยมีพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลาง และเพื่อจะมีชีวิตภายใต้อิสระและสันติภาพตราบนิรันดร์ อย่างไรก็ตาม เพราะผลของการตกสู่บาปของบรรพบุรุษคู่แรกของเราคืออาดัมและเอวา ประวัติศาสตร์ที่ทุกข์ทรมานและเศร้าโศกจึงเกิดขึ้นบนโลกนี้

พระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยความรักที่แท้จริงและอุดมคติที่แท้จริงของพระองค์ แต่เราไม่อาจจะเข้าใจอุดมคติเหล่านั้นได้ และแม้กระทั่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร พระองค์ทรงปรารถนาให้เราได้ขับร้องบทเพลงแห่งเสรีภาพและสันติภาพ และให้เราได้ครอบครองความสุขที่สมบูรณ์ของการกลายเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจต่อเบื้องพระพักตร์พระผู้สร้าง และถวายความรุ่งเรืองกลับคืนแด่พระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาให้เรามีชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เปี่ยมสุขสมบูรณ์ แต่เราได้สูญเสียสวนแห่งความสุขนั้นไป

ช่างน่าน่าสลดใจอย่างยิ่ง ที่เราไม่สามารถกลายเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ซาตานได้รุกรานครอบครัวมนุษย์ และทำให้ความสัมพันธ์ของบรรดาพ่อแม่ที่แท้จริง ครอบครัวที่แท้จริง และพี่น้องที่แท้จริงไม่บริสุทธิ์ ซาตานนำเผ่าที่แท้จริง สังคมที่แท้จริง ชาติที่แท้จริง และโลกที่แท้จริงของเราไปในทางที่ชั่วร้าย

มิใช่เพียงเท่านั้น ซาตานคือผู้ที่ขับไล่องค์พระเจ้าไป ให้พระองค์ทรงใช้เวลา 6000 ปีที่ผ่านมาในสภาพที่ทุกข์ทรมานและยากลำบาก การตกสู่บาปเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์แห่งความตาย จากวันนั้นเป็นต้นมา โลกก็กลายเป็นโลกแห่งความทุกข์ทรมานแทนที่จะเป็นโลกแห่งสันติภาพ

ภายในตัวบุคคล มีความขัดแย้งระหว่างจิตใจและร่างกายอย่างต่อเนื่อง มีความขัดแย้งภายในครอบครัว และขยายไปสู่ความขัดแย้งภายในชาติและทั่วโลก ในทุกวันนี้เราจะพบว่าไม่มีที่ใดเลยบนโลกนี้ที่ไม่มีความขัดแย้ง เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่าเรากำลังรับผิดของประวัติศาสตร์แห่งบาป ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า ความขัดแย้งทั้งหลายทั้งมวล คือผลของการตกสู่บาปของมนุษย์

หากโลกนี้ มีจุดเริ่มต้นการเติบโตมาจากเมล็ดที่ดีของต้นไม้ที่ดีในสภาพแวดล้อมที่ดีแล้วล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โลกในปัจจุบันนี้จะต้องเป็นโลกแห่งสันติภาพ โลกแห่งความหวัง และโลกที่มีอนาคตมั่นคง อย่างแน่นอน แต่รูปการกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เรามีชีวิตอยู่ในโลกที่ซึ่งความดีและความชั่วปนเปกันจนยุ่งเหยิง แม้กระทั่งเมล็ดที่ดีก็ไม่อาจจะให้ผลที่ดีได้เมื่อล้อมรอบไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ชั่วร้าย เรื่องนี้เป็นจริงเช่นเดียวกันกับมนุษย์ ในการที่มนุษยชาติทั้งมวลจะประพฤติดี ก่อนอื่นบุคคลแต่ละคนจะต้องประพฤติดีก่อน แต่ในการที่พวกเขาจะเกิดผล เราจะต้องรังสรรค์สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นในชาติ และในโลก

เช่นเดียวกับที่สรรพสิ่งต้องผ่านพ้นฤดูกาลทั้งสี่ ประวัติศาสตร์มนุษย์ก็ควรดำเนินเรื่อยไปตราบนิจนิรันดร์ โดยหมุนเวียนเป็นรอบๆ เหมือนกับ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว แต่เนื่องจากการตกสู่บาป โลกของเราไม่เคยมีช่วงเวลาแห่งความหวังครั้งแรกที่ซึ่งมวลมนุษยชาติจะมีความปีติยินดี หรือฤดูใบไม้ผลิที่มีความสุขที่เราสามารถทักทายวันแห่งความรุ่งเรือง

คาอินและอาแบลซึ่งเป็นบุตรของบรรพบุรุษของเราคืออาดัม เอวา ไม่ได้ถือกำเนิดมาจากความรักของพระเจ้า อาดัมกับเอวาจักต้องรังสรรค์สายเลือดที่แท้จริงของพระเจ้าขึ้นมา แต่พวกเขากลับสร้างสายเลือดของซาตานขึ้นมาแทน โดยผ่านการตกสู่บาป ดังนั้นบุตรที่พวกเขาให้กำเนิดจึงไม่ใช่บุตรของพระเจ้าแต่เป็นได้เพียงบุตรของซาตานที่ชั่วร้าย

อาดัมเอวากลายเป็นบรรพบุรุษที่บาปหนาของมนุษยชาติ และพระคัมภีร์ไบเบิลได้บันทึกไว้ว่า พวกเขาถูกขับออกจากสวนเอเดน นั่นคือเหตุผลที่ ยอห์น 8:44 พระเยซูทรงตำหนิคนทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมารและท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน”

หากไม่มีการตกสู่บาป อาดัมและเอวาจะได้รับพรจากพระเจ้า พระองค์ทรงเฝ้าคอยที่จะตรัสกับพวกเขาว่า “อาดัม เอวา ที่รักของเรา เราสร้างเจ้าขึ้นมาเพื่อทำให้โลกนี้บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ และเพื่อให้มีชีวิตในอุทยานแห่งความรัก เจ้าคือบุตร -ธิดาของเรา และจะเป็นเจ้านาย เป็นพ่อแม่ และเป็นราชา-ราชินีแห่งสันติภาพและความสุข” บรรพบุรุษของเรา อาดัมและเอวา ถูกลิขิตมาให้ยืนอยู่ในตำแหน่งเจ้าของที่แท้จริง พ่อแม่ที่แท้จริง และราชาราชินีที่แท้จริงแห่งสวรรค์และโลก ตราบจนนิรันดร์

แล้วอะไรกันที่ผลักดันมนุษย์ให้อยู่ในหนทางของการตกสู่บาปที่น่าเศร้า? การตกสู่บาปเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ใช้ทัศนะที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ทุกวันนี้ ผลของการตกสู่บาปเห็นได้ชัดเจนบนกระแสของความเห็นแก่ตัว ความคิดและพฤติกรรมไม่บริสุทธิ์ที่โหมกระหน่ำอยู่รอบตัวเรา

ข้าพเจ้าพูดถึงพฤติกรรมเลวทรามของคนที่เฝ้าแต่วนเวียนแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน และเอาแต่ได้โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ของผู้อื่น ข้าพเจ้าหมายถึงทัศนะไร้ยางอายของคนที่พยายามจะปกป้องตนเอง โดยไม่คำนึงถึงว่าคนอื่นจะเป็นหรือตาย พฤติกรรมเหล่านี้คือตัวอย่างของพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดจากการตกสู่บาป

นี่ไม่ใช่พฤติกรรมในแบบที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ในตอนสร้างสรรค์อาดัม เอวาอย่างแน่นอน พระเจ้ามิทรงปรารถนาจะทำให้โลกเช่นนั้นเกิดขึ้น และเราไม่ปรารถนาจะเกิดมาในโลกแบบนั้น

ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงตั้งความมุ่งหมายของพระองค์เพื่อชำระโศกนาฏกรรมนี้และประวัติศาสตร์ที่น่าโทมนัสและเจ็บปวดและทำให้โลกกลับคืนสู่โลกแห่งสันติภาพ ความสุข และความดีที่พระองค์ทรงปรารถนาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกอีกครั้ง พระองค์กำลังทรงงานเพื่อทำให้โลกที่ตกสู่บาปนี้ถูกต้อง นี่คือหนทางแห่งการแก้ไขและหนทางแห่งแผนการช่วยให้รอด

ในฐานะที่เป็นลูกหลานของอาดัมกับเอวา มวลมนุษยชาติจึงตกสู่บาป แต่ภายในตัวเราแต่ละคนยังคงมีจิตใจเริ่มแรกหรือมโนธรรมที่ยังคงมุ่งหน้ากลับสู่โลกในเริ่มแรก ด้วยเหตุนี้เองบรรดาผู้คนตลอดประวัติศาสตร์จึงปรารถนาและเฝ้าคอยโลกเริ่มแรกที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะสร้างขึ้นเสมอมา ความปรารถนาที่ฝังแน่นอยู่ในใจมานานยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้เสมือนเป็นอุดมคติที่ไม่อาจสาบสูญไปหรือไม่อาจถูกละเลย

พระเจ้าทรงดำเนินแผนการของพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ เพื่อที่ว่าพระองค์จะทรงสามารถดลใจมนุษย์ที่ตกสู่บาปให้กลับคืนสู่โลกอุดมคติของพระองค์ด้วยหัวใจใหม่ ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องการพระผู้ช่วย เพราะหากไม่มีบุคคลศูนย์กลางที่สามารถเคลื่อนสวรรค์และโลกด้วยอุดมคติเหล่านี้ปรากฏขึ้น เสรีภาพที่แท้จริง สันติภาพที่แท้จริง และอุดมคติอื่นๆ จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ จะถูกลิขิตให้ต้องอดทนกับหนทางแห่งความโทมนัสและการชดใช้ซึ่งแบ่งปันส่วนจากสวรรค์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พระเจ้าไม่อาจจะปรากฏพระองค์ต่อเราในความรุ่งเรือง สันติภาพ หรือเสรีภาพได้ และหนทางแห่งการแก้ไขก็ไม่อาจเป็นหนทางที่ง่ายๆ ได้ พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ในท่ามกลางความยากลำบาก และในการที่จะพบพระองค์ ก่อนอื่นเราจะต้องทำให้ตัวเราเป็นเครื่องบูชาที่เสียสละ นี่เป็นเพราะว่าหนทางแห่งการแก้ไขคือหนทางแห่งการชดใช้

นี่หมายความว่า จนกว่าเราจะสามารถลบล้างความโทมนัสพระทัยของพระเจ้าและค่อยๆ ลบเลือนความขุ่นเคืองในใจของพระองค์ให้หมดไป เราก็ไม่อาจจะคาดหวังที่จะบรรลุถึงสันติภาพในท่ามกลางมนุษย์ได้ และจะยิ่งมองเห็นอุดมคติของพระเจ้าเกิดผลบนโลกน้อยลงไปทุกที เนื่องจากเราเป็นเหตุให้พระเจ้าเจ็บปวดโดยผ่านการตกสู่บาป เรากำลังรับผิดชอบเพื่อปลดปล่อยพระองค์จากภาระแห่งความขุ่นเคืองซึ่งหนักอึ้งเหมือนหินขนาดมหึมาในพระทัยของพระองค์

แต่ในระหว่างพวกเรา มีใครบ้างที่คิดอย่างนั้นอย่างแท้จริงในทุกวันนี้? แม้กระทั่งผู้มีความเชื่อที่ศรัทธาในพระเยซูอย่างยิ่ง ก็กลับตาบอดและหูหนวกต่อความจริงนี้ และคิดว่าพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดอย่างง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ในฐานะสิ่งดำรงอยู่ที่ตกสู่บาป เราจำเป็นต้องกลับคืนสู่ภาวะก่อนการตกสู่บาป

เนื่องจากสูญเสียพระเจ้าไป เราจึงต้องกลับไปสู่ภาวะแห่งความงามที่เราควรจะเป็นหากเราไม่ได้สูญเสียพระองค์ เนื่องจากสูญเสียพ่อแม่ที่แท้จริงของมนุษยชาติ เราต้องกลับคืนสู่ตำแหน่งที่เราจะเป็นหากเราไม่ได้สูญเสียพ่อแม่ที่แท้จริง เราจะต้องกลับไปมีชีวิตในอุทยานแห่งสันติภาพโดยมีพระเจ้าและพ่อแม่ที่แท้จริงทรงเป็นศูนย์กลางในฐานะลูกๆ ของพระเจ้าและพ่อแม่ที่แท้จริงทรงเป็นศูนย์กลางในฐานะลูกๆ ของ

พระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญูและทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงใช้ยุทธศาสตร์ใดในการเปลี่ยนโลกที่เหมือนนรกนี้ให้กลับคืนสู่โลกแห่งสันติภาพ? เราจำเป็นต้องระลึกไว้ว่าในการที่จะบรรลุถึงความมุ่งหมายนี้ พระเจ้าทรงอดทนกับประวัติศาสตร์แห่งการถวายเครื่องบูชาและหลั่งเลือด และยากลำบากโดยผ่านพิธีและกฎทางศาสนาที่น่าเบื่อ ประวัติศาสตร์นี้ถูกอ้างถึงในฐานะแผนการแห่งการช่วยให้รอด หรือแผนการแห่งการแก้ไข

ในเริ่มแรกนั้น หากมนุษย์ไม่ตกสู่บาป จิตใจและร่างกายของเราจะมีความรักของพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง และจะไม่ขัดแย้งกันเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการตกสู่บาป จิตใจและร่างกายกลับกลายมาอยู่ในตำแหน่งที่ตรงข้ามกัน แม้กระทั่ง เป็นไปได้ด้วยเหตุใดก็ตามว่า มาถึงโลกอุดมคติแล้ว แต่ไม่มีการแก้ไขปัญหานี้ในแต่ละบุคคล และไม่มีการสร้างมาตรฐานแห่งหัวใจที่แท้จริงขึ้น แม้กระทั่งว่าจะอยู่ในโลกอุดมคติที่ตนเองฝันถึง แต่สิ่งนั้นจะไม่มีความหมายใดเลย

พระผู้ทรงสัมบูรณ์ ซึ่งคือพระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ ทรงสร้างเอกภพทั้งเอกภพเพื่อจะรักและให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ มนุษย์ ซึ่งสูงส่งกว่าสิ่งใดในบรรดาสิ่งสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ในตำแหน่งเจ้าผู้มีอำนาจปกครองสิ่งสร้างสรรค์ ในการทำเช่นนี้ เราต้องทำให้หัวใจของพระเจ้าอยู่ในเรา การกลายเป็นหนึ่งเดียวกับหัวใจของพระเจ้านั้นใช้ได้ยิ่งกว่าการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกระหว่างเรากับพระเจ้า เช่นเดียวกันนี่เป็นตัวเชื่อมต่อมนุษยชาติเข้ากับสรรพสิ่งทั้งหลาย

ในการแก้ไขโลกอุดมคติแห่งสันติภาพ โลกแห่งอุดมคติเริ่มแรกแห่งการสร้างสรรค์ ก่อนอื่นใดจำเป็นต้องสร้างเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมา เราต้องผ่านไปในกระบวนการแห่งการแก้ไขโดยผ่านการชดใช้

การแก้ไขโดยผ่านการชดใช้ หมายความว่าอย่างไร? เมื่อใดก็ตามที่บางสิ่งบางอย่างหรือบางคนสูญเสียตำแหน่งเริ่มแรกของตนและภาวะที่เป็นอยู่ สิ่งนั้นหรือคนนั้นจะไม่อาจถูกแก้ไขสู่ตำแหน่งและสถานะดั้งเดิมโดยไม่มีการจ่ายราคาจำนวนหนึ่งเสียก่อน การสร้างเงื่อนไขเช่นนั้น เกี่ยวกับการแก้ไขโดยผ่านการชดใช้

หากมีเพียงสวรรค์และโลก พระเจ้าและเรา เราไม่จำเป็นต้องมีคำว่า “การชดใช้” คำนี้มีอยู่เพราะซาตาน ผู้เป็นเหตุให้บรรพบุรุษคู่แรกของเราตกสู่บาป หากซาตานไม่ได้ดำรงอยู่ จะไม่จำเป็นต้องมีการชดใช้ และไม่จำเป็นต้องมีวลีที่ว่า “การรวมเป็นหนึ่งของศาสนา” ที่ตอนนี้เรากำลังประกาศอยู่ด้วยกำลังอำนาจทั้งหมดของเรา และเราก็ไม่จำเป็นต้องมี ถ้อยคำเช่นว่า “การได้รับการปลดปล่อยของพระเจ้า” หรือ “การได้รับการปลดปล่อยของมนุษย์”

การตกสู่บาปนำมาซึ่ง การทำลายล้างของชีวิตมนุษย์ และพลิกกลับประวัติศาสตร์ไปสู่ประวัติการณ์ของความเจ็บปวดและล้มเหลวและบันทึกแห่งสงคราม ในการที่จะชำระประวัติศาสตร์นี้ และแก้ปัญหาพื้นฐานทั้งมวล พระเจ้าทรงต้องสร้างจุดเริ่มต้นเริ่มแรกใหม่ พระองค์ทรงทำสิ่งนี้คนที่สามารถมีชีวิตแห่งความรักที่แท้จริงเพื่อประโยชน์พระเจ้า มนุษย์และสรรพสิ่ง นี่คือพันธกิจของพระผู้มาโปรด

พระเยซูทรงทำอะไรเมื่อพระองค์ยังอยู่บนโลกนี้? แม้ว่าพระองค์จะทรงถูกกดขี่ข่มเหงและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ยังทรงรักมนุษยชาติอย่างแท้จริง พระเยซูทรงจากโลกนี้ไปโดยมอบตัวอย่างความรักอันยิ่งใหญ่บนไม้กางเขน ตลอดทั้งชีวิตของพระองค์ พระเยซูไม่เคยตรัสว่าพระองค์ทรงต้องการได้รับความรัก พระองค์กลับตรัสว่า พระองค์มาเพื่อปรนนิบัติและพระองค์จะทรงรักแม้กระทั่งศัตรู ปราศจากความรักแบบนั้น เราจะมิอาจพบกำเนิดแห่งสันติภาพ และปราศจากกำเนิดแห่งสันติภาพ เราจะมิอาจสร้างโลกแห่งสันติภาพ

โลกแห่งสันติภาพจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เรายังคงมุ่งความสนใจไปยังการได้รับความรัก พ่อแม่ของเราเองไม่ใช่พ่อแม่เพียงหนึ่งเดียวของเรา และพี่น้องทางสายเลือดฝ่ายเนื้อหนังของเรา พี่น้องชายพี่น้องสาวของเรา และแม้กระทั่งลูกๆ ของเราก็ไม่ใช่ลูกเพียงหนึ่งเดียวของเรา เมื่อเราได้กลายเป็นบุคคลแห่งบุคลิกภาพที่แท้จริง เราจะรู้สึกว่าทุกคนคือพ่อแม่ของเรา ทุกคนคือพี่น้องทางสายเลือดและลูกของเรา และเราจะปรารถนาที่จะรับใช้พวกเขาในฐานะเช่นนั้น เราจะมิอาจมองยังผู้คนทั้งหลายที่เคลื่อนไปในโลกแห่งความตายนี้ได้โดยปราศจากน้ำตา

เมื่อท่านเห็นคนกำลังลุ่มหลงในห้วงของสิ่งเสพย์ติดและของมึนเมา ท่านจะรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้อุทิศหัวใจทั้งดวงของท่านและจิตวิญญาณของท่านเพื่อปกป้องพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาคือลูกๆ ของท่านเอง
นี่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความรักที่แทบไม่รู้ตัวและ พยายามที่จะให้มากกว่ารับอย่างเป็นธรรมชาติ

ความสามัคคีคือรากของเสรีภาพและสันติภาพ ลองพิจารณาดูชีวิตของสามี – ภรรยา หากทั้งสองไม่กลายเป็นหนึ่งเดียวพวกเขาจะมีความสุขกับเสรีภาพของสามีและภรรยาตามความรู้สึกที่แท้จริงได้อย่างไร? หากสามีและภรรยาไม่เป็นหนึ่งเดียว แล้วจะไม่มีความหวังสำหรับความกลมกลืนในครอบครัว สันติภาพในครอบครัวก็จะเป็นความฝันที่เป็นจริงไม่ได้

ผู้คนพากันดูหมิ่นพระเจ้า แม้พวกเขายืนอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง และกล่าวว่าพวกเขาจะกลายเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงได้ เราดูหมิ่นความรักแม้ว่าเราจะยืนอยู่ต่อหน้าความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์ และปฏิบัติความรักที่เปลี่ยนแปลง พื้นฐานแห่งสันติภาพเริ่มต้นในจิตใจของเราเอง เมื่อเราร่วมในความเศร้าและความปีติกับพระเจ้า จากจุดนั้นเราสามารถขยายฐานแห่งสันติภาพและความสุขในโลกนี้

ด้วยเหตุนี้เอง การเคลื่อนไหวแห่งศาสนาจะต้องเกิดขึ้นบนโลกนี้ และสอนเราให้บรรลุถึงการเป็นเจ้านายเหนือร่างกายอย่างสมบูรณ์ และสามารถจะทำให้คนในโลกนี้สามัคคีกัน พระเยซูทรงเริ่มต้นการเคลื่อนไหวเช่นนั้น

กรุณาจดจำไว้ว่า ถ้อยคำเหล่านี้คือคำเตือนจากพระเจ้าซึ่งประกาศมายังมนุษยชาติที่กำลังเดินลุยน้ำขุ่นของโลกที่ไม่บริสุทธิ์ในวาระสุดท้าย เราทุกคนถูกเรียกมาเพื่อทำให้งานหนักแห่งการแก้ไขนี้สำเร็จ นี่เป็นชะตากรรมของเรา เราไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมของเราที่สวรรค์ได้ออกคำสั่งไว้อย่างสัมบูรณ์ได้

ข้าพเจ้าคิดว่า ในบางจุดของชีวิตทุกๆ คน จะต้องแสวงหากำเนิดแห่งสันติภาพและความสุข แท้จริงแล้วสันติภาพและความสุขมาจากที่ใด? มันไม่ได้เริ่มมาจากอเมริกา หรือประเทศเกาหลี หรือจากสหประชาชาติ ประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรมนุษย์เราซึ่งจิตใจและร่างกายขัดแย้งกันนั้น จะสามารถสวมกอดทัศนะที่แท้จริงแห่งเอกภพและค้นพบสันติภาพและความสุขในหัวใจของเรา

ในจิตใจของเราเอง เศษเล็กเศษน้อยของสงครามอันยาวนาน 6000 ปีระหว่างความดีและความชั่วยังประทุขึ้นเป็นครั้งคราว สงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นรุนแรงพอๆ กับสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความขัดแย้งที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก สงครามทั้งสองครั้งดังกล่าวก็กลายเป็นเหตุการณ์เล็กๆ สงครามทั้งสองต่างก็กินเวลาไม่เกิน 5 ปี

กระนั้นการต่อสู้ระหว่างจิตใจกับร่างกายก็ยังดำเนินต่อไป ภายในตัวเราแต่ละคนคือสงครามที่เลวร้ายที่สุด มันคือสงครามที่รู้ว่าไม่มีวันสิ้นสุด และผลลัพธ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็จะนำเราไปสู่หายนะอย่างฉับพลัน ทุกๆ คนรู้สึกถึงความทรมานของการต่อสู้นี้ในชีวิตของเขาเอง การเผชิญหน้ากันของจิตใจและร่างกายคือการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างความดีและความชั่วซึ่งเป็นตัวแทนของการต่อสู้นิรันดร์ระหว่างพระเจ้าและซาตาน

เนื่องจากความขัดแย้งนี้ ฉายาของมนุษย์จึงถูกซ่อนไว้ในหมอกทึบ และถูกดักไว้หลังรั้วสูง เราจะต้องแพร่สายลมแห่งความจริงและความรักที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะปัดเป่าหมอกออกไป เราจะต้องทลายกำแพงมหึมาในตัวเราเอง ซึ่งเป็นกำแพงที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า หนทางของการเอาชนะเหนือความยากลำบากนี้คือชะตากรรมของเรา

ในการที่จะมีชัยเหนือการต่อสู้นี้ เราจะต้องเอาชนะเหนือความปรารถนาของร่างกาย เช่น การหลับ ความโลภ และความปรารถนาทางเพศที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ เมื่อเราเริ่มต้นบนหนทางนี้ สามีของข้าพเจ้า สาธุคุณ ซัน เมียง มูน ได้ประกาศสุภาษิตประจำตัวว่า “ก่อนที่จะปกครองเหนือเอกภพ จงควบคุมตัวเองให้ได้ก่อน” และนี่คือวิถีการดำเนินชีวิตของเขาตลอดมา

เราจะต้องซื่อสัตย์เกี่ยวกับสภาวะของโลกและประเทศของเราในทุกวันนี้ พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า ในวาระสุดท้ายหัวใจของมนุษย์จะค่อยๆ เย็นชา และมนุษยชาติจะมีชีวิตเหมือนเด็กกำพร้า และยังมีทำนายไว้อีกว่า ชาติต่างๆ จะดิ้นรนอยู่ท่ามกลางความสับสนและความสิ้นหวัง ท่านเคยมีประสบการณ์กับสันติภาพที่แท้จริงในหัวใจของท่านแม้กระทั่งสักชั่วขณะหนึ่งหรือไม่? ชาติของเรามีเจ้านายที่แท้จริงหรือไม่?

วีรชนของชาติที่รักประเทศนี้และพลเมืองของประเทศนี้อย่างแท้จริง จนถึงขนาดที่ว่าพวกเขาสมัครใจจะสละชีวิตของตนเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพนั้นอยู่ที่ไหน? ใครสามารถนำปรัชญาหรืออุดมการณ์ด้วยพลังอำนาจที่จะปกป้องคนหนุ่มสาวของประเทศนี้ ซึ่งกำลังป่วยไข้และเสื่อมฝ่ายวิญญาณ? สภาพของพวกเขาน่าสังเวชอย่างยิ่ง และเรารู้สึกเศร้าใจต่อพวกเขาอย่างยิ่ง

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ กลับไปยังข้อเท็จจริงที่ว่า เราแต่ละคนไม่อาจจะสร้างมาตรฐานแห่งหัวใจที่เป็นหนึ่งเดียว ร่างกายที่เป็นหนึ่งเดียว และความคิดที่เป็นหนึ่งเดียว ภายในตัวเรา ปราศจากการรวมเป็นหนึ่งระหว่างร่างกายและจิตใจ เราจะหวังถึงความกลมกลืนในครอบครัว หรือสันติภาพในชาติหรือในโลกได้อย่างไรกัน?

ตลอดทุกยุคสมัย จิตใจเริ่มแรกของเรารอคอยสันติภาพ ความสุข และความสามัคคี ปัญหามักเป็นร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของเราเสมอ ที่ทำสงครามกับความปรารถนาในจิตใจของเรา กระนั้นร่างกายเนื้อหนังของเราก็คือภาชนะที่กักขังจิตใจของเราเอาไว้ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถทิ้งๆ ขว้างๆ หัวใจของเราได้ในทุกเวลาที่เราต้องการ สิ่งสำคัญก็คือ เราจัดการร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของเราที่หุนหันและเปลี่ยนทิศทางนาทีต่อนาทีอย่างไร

หลังจากการตกสู่บาป ร่างกายกลายเป็นที่อาศัยของซาตาน ดังที่สาวกเปาโลคร่ำครวญใน โรม 7:23-25 ว่า “แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาปซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า โอยข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้?”

เมื่อเรามองภายในตัวเราอย่างซื่อสัตย์ เราทุกคนจะเห็นถึงธาตุแห่งความดีและความชั่ว จิตใจหรือมโนธรรมของเรามุ่งสู่ความดี แต่ร่างกายของเรากลับฉุดดึงไปในทิศทางตรงกันข้าม คือมุ่งสู่ความชั่ว หากเราไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งระหว่างจิตใจกับร่างกายนี้ได้ เมื่อนั้นบาปจะทรมานเราไปจนนิรันดร์ สิ่งนี้เป็นความจริงแม้กระทั่งนักบุญผู้ยิ่งใหญ่อย่างเปาโล

ท่านสุภาพบุรุษและท่านสุภาพสตรีที่เคารพ หนทางใดคือหนทางสู่สันติภาพอย่างแท้จริง? สงครามไม่อาจจะเป็นคำตอบนั้น ความมั่งคั่ง พลังอำนาจ หรือความรู้ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเช่นกัน สันติภาพไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยผ่านอำนาจทางการเมืองหรือความสามารถทางการทูตของสหประชาชาชาติ ตราบใดที่การประชุมของสหประชาชาติยังคงคำนึงถึง ความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของบุคคล และผลประโยชน์ระดับชาติของสมาชิกแต่ละประเทศเป็นสำคัญ เราไม่อาจคาดหวังสิ่งใดจากที่ประชุมสหประชาชาติได้

ตราบใดที่ธรรมชาติที่ตกสู่บาปยังคงอยู่ในตัวเรา ไม่สำคัญว่าเราจะร้องตะโกนถึงอุดมคติของเราหรือเรียกร้องเพื่อสันติภาพมากขนาดไหน ประวัติศาสตร์จะยังคงเต็มไปด้วยปัญหาการต่อสู้และยุ่งเหยิง ด้วยเหตุนี้เองเราจึงสรุปได้ว่า เราจะไม่พบหนทางสู่สันติภาพได้จนกว่าเราจะทิ้งธรรมชาติบาปนี้ไปตั้งแต่ราก

หนทางสู่สันติภาพไม่ได้อยู่ห่างออกไปจนสุดขอบโลก แต่จะพบเพียงในที่ซึ่งเราแต่ละคนสามารถรวมจิตใจกับร่างกายที่แยกจากกันให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ยิ่งช่องว่างระหว่างจิตใจและร่างกายของบุคคลห่างกันมากเท่าไหร่ ความยากลำบากและผลของความเจ็บปวดก็จะมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

จิตใจคือตำแหน่งทหารตรวจการณ์ของพระเจ้า ในขณะที่ร่างกายคือแนวหน้าของซาตาน เราจำเป็นต้องทำให้ช่องว่างระหว่างจิตใจและร่างกายแคบลง และในท้ายที่สุดทำให้ทั้งจิตใจและร่างกายรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ในการที่จะละทิ้งธรรมชาติที่ตกสู่บาปซึ่งฝังรากลึกซึ่งเราสืบทอดมาจากพ่อแม่ที่จอมปลอมของเรา เราจำเป็นต้องมีพ่อแม่ที่แท้จริง มีเพียงพ่อแม่ที่แท้จริงเท่านั้นที่สามารถขจัดสายเลือดที่จอมปลอมของซาตานออกไปได้ เราจำเป็นต้องพบกับพ่อแม่ที่แท้จริง และทำให้จิตใจกับร่างกายบรรลุความเป็นหนึ่งเดียวและบรรลุถึงการรวมเป็นหนึ่งของความคิด โดยเรียนรู้จากพ่อแม่ที่แท้จริงว่าจะสามารถปฏิบัติความรักที่แท้จริงและมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นได้อย่างไร

ท่านสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีที่เคารพ ขอให้มองดูโลกนี้ ซึ่งมีปัญหาต่างๆ มากมาย ปัญหาเหล่านี้เริ่มต้นจากการต่อสู่ระหว่างจิตใจกับร่างกาย สามีกับภรรยา และไปสู่ความขัดแย้งและสงครามหว่างประเทศในทุกแบบ และนำไปสู่ต้นเหตุของปัญหาอีกนับไม่ถ้วน แต่หากเราขุดลึกลงไปยังรากของปัญหา เราจะมาถึงปัญหาระหว่างจิตใจกับร่างกายและชายกับหญิงเสมอ

ประวัติศาสตร์ความทุกข์ทรมานของมนุษย์เอง เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ผิดระหว่างชายกับหญิง ความไม่ลงรอยกันภายในครอบครัว สามารถพัฒนาไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมายในสังคมและจากนั้นก็ไปสู่โลก

หากเราสามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชายหญิงในทุกครอบครัว ทุกสังคม และทุกประเทศ และในระดับโลก และสร้างแบบอย่างหนึ่งขึ้นมา เมื่อนั้นโลกนี้จะสามารถรวมเป็นหนึ่งกันเหมือนเป็นโลกแห่งสันติภาพ นั่นจะเป็นโลกอุดมคติแห่งการสร้างสรรค์ในเริ่มแรก

ในเริ่มแรก พระเจ้าทรงปรารถนาโลกแห่งสันติภาพที่แท้จริง เพื่อจะวางรากบนโลกนี้โดยมีศูนย์กลางที่บรรพบุรุษคู่แรกของเรา คือ อาดัมกับเอวา หากพวกเขาไม่ได้ตกสู่บาปแต่ได้เติบโตโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้าและทำให้บุคลิกลักษณะของตนสมบูรณ์ พวกเขาจะได้รับพรจากพระเจ้า สร้างครอบครัวอุดมคติ และสร้างอาณาจักรสวรรค์อุดมคติซึ่งปราศจากความชั่วร้ายและความเจ็บปวด

นั่นจะเป็นโลกแห่งสันติภาพนิรันดร์ จากชั่วอายุคนหนึ่งไปสู่อีกชั่วอายุคน มนุษยชาติจะได้มีชีวิตแห่งความสุข เราจะเชื่อมต่อกับพระเจ้าได้โดยตรงในฐานะบุตรธิดาโดยตรงของพระองค์ และเพื่อจะได้ติดต่อสื่อสารกับบรรพบุรุษของเราในสวรรค์ นั่นจะกลายเป็นโลกที่ความดีสามารถปกครองได้อย่างสัมบูรณ์ และผู้คนจะไม่สามารถประพฤติชั่วได้

ประวัติศาสตร์มนุษย์เริ่มต้นบนก้าวที่ผิดพลาด แต่พระบิดาบนสวรรค์ของเรามิทรงละทิ้งเรา แต่กลับอุทิศหัวใจและจิตวิญญาณของพระองค์เพื่อค้นหาลูกๆ ที่หายไปของพระองค์มาตลอด 6000 ปี พระองค์ไม่เคยเสียใจเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา พระองค์ไม่เคยหมดกำลังใจในการเผชิญหน้ากับความสามารถของซาตานที่จะมีหนทางของตน ด้วยการอุทิศด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยว พระเจ้าทรงทำงานด้วยความรักและให้อภัยเพื่อดำเนินแผนการแห่งการแก้ไข

งานหนักอย่างสุดกำลังของเราคือ การทำให้บุคลิกลักษณะของเราสมบูรณ์โดยผ่านจิตใจและร่างกายที่เป็นหนึ่งเดียว เพื่อแก้ไขครอบครัวที่แตกแยกกันภายใต้กฎของซาตานขึ้นใหม่ และเพื่อสร้างครอบครัวที่แท้จริงที่แก้ไขแล้ว

ความหวังของพระเจ้าคือการสถิตอยู่กับครอบครัวที่รวมเป็นหนึ่งกันระหว่างสามชั่วอายุคนจนตราบนิรันดร์ ความยิ่งใหญ่ของความรักที่แท้จริงคือการทำให้เรากลายเป็นกรรมของพระเจ้าและทำให้พระเจ้ากลายเป็นหนึ่งเดียวกับเรา ครอบครัวอุดมคติติดตามรับใช้ปู่ย่าตายายเหมือนกับที่ติดตามรับใช้สวรรค์ แสดงความเชื่อฟังที่สัมบูรณ์ต่อพ่อแม่ของตน และให้กำเนิดลูกโดยผ่านความสัมพันธ์ที่สัมบูรณ์ของสามีภรรยาที่เลี้ยงดูบุตรของตนในความบริสุทธิ์และปราศจากบาป เมื่อใดที่เราทำอย่างนี้ ครอบครัวของเราจะบรรลุถึงความเป็นหนึ่งแห่งหัวใจกับพระเจ้า และกลายเป็นสถานที่ให้กำเนิดความสุขและสันติภาพนิรันดร์

ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ในเริ่มแรกนั้นมนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้จิตใจและร่างกายของเราจะตอบสนองต่อความรักของพระเจ้าและสร้างการรวมเป็นหนึ่งขึ้น โลกทุกวันนี้มีผู้คนมากมาย อย่างไรก็ตามมีชีวิตในความไม่รู้ถึงบทบาทของจิตใจ พวกเขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วจิตใจคือพื้นฐานที่ซึ่งเราสามารถพัฒนาบุคลิกภาพที่สามารถค้นพบสันติภาพโดยมีความรักของพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ในจิตใจของมนุษย์มีพื้นที่เพียงพอที่จะสวมกอดพระเจ้า

ใครก็ตามที่มีจิตใจชอบธรรมเช่นนั้น จะปรารถนาที่จะเคลื่อนย้ายผู้คนทั้งหลายไปสู่พระราชวังแห่งสันติภาพเสียในคราวเดียวกัน เพราะว่ามนุษย์คือบุตรของพระเจ้าที่ทรงสร้างขึ้นตามฉายาพระองค์ เราทั้งหลายมีศักยภาพที่จะเป็นอิสระจากความขัดแย้งระหว่างจิตใจกับร่างกาย และมีศักยภาพที่จะสร้างแหล่งกำเนิดของการรวมเป็นหนึ่งอย่างแท้จริงในตัวเราเอง

ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะมีการแย้งกันหรือความขัดแย้งภายในพระเจ้า ซึ่งเป็นองค์ดำรงอยู่ที่สัมบูรณ์ บุคลิกลักษณะของพระเจ้าสะท้อนมาโดยผ่านสรรพสิ่ง และในโครงสร้างที่เป็นคู่ของจิตใจและร่างกาย ชายและหญิง ในตัวมนุษย์ พระเจ้าดำรงอยู่ในสภาวะที่มีรูปแบบสัมบูรณ์และการรวมเป็นหนึ่งอย่างเต็มที่ภายในพระองค์เอง ดังนั้นจึงยืนยันถึงเหตุผลที่ว่ามนุษย์ ผู้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คล้ายคลึงกับพระเจ้า ซึ่งเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ของสรรพสิ่งทั้งมวล จะต้องมีความสามารถที่จะบรรลุถึงการที่จิตใจและร่างกายรวมเป็นหนึ่งกันอย่างเต็มเปี่ยม

กระนั้นเนื่องจากผลของการตกสู่บาป มนุษย์จึงสูญเสียมาตรฐานของความกลมกลืนและการรวมเป็นหนึ่งระหว่างจิตใจและร่างกาย และมีชีวิตท่ามกลางความยุ่งยาก ความยากลำบากและความขัดแย้งกันแทน

แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการจะดำเนินชีวิตที่ซึ่งจิตใจควบคุมร่างกายได้ทั่วกาย ในโลกที่ซึ่งพลังแห่งซาตานแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้เองด้วยพระปัญญาของพระเจ้า พระองค์จึงทรงเปิดโอกาสให้ศาสนาที่จำเป็นและเหมาะสมเกิดขึ้นเพื่อช่วยมนุษยชาติที่ตกสู่บาปให้รอด และให้ข้อรำลึกแก่ทุกยุคสมัย ทุกวัฒนธรรม ทุกแคว้น ทุกสภาพแวดล้อมและทุกกรณี

ตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์พยายามจะติดตามคำสั่งสอนของศาสนาและพยายามอย่างไม่ลดละที่จะบุกเบิกหนทางแห่งชีวิตที่มีจิตใจเป็นศูนย์กลาง เราได้เรียนรู้หนทางของการปฏิเสธตนเอง และเรียนรู้ว่าจะวางความหวังของเราในโลกนิรันดร์และไม่ยึดติดกับความจริงในปัจจุบัน

ยกตัวอย่างเช่นในศาสนาคริสต์ เราถูกสอนให้มุ่งความสนใจไปที่อาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ มิใช่ในโลกนี้ คัมภีร์ต่างๆ เตือนเราไม่ให้เห็นแก่ตัวหรือใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยในโลกนี้ ศาสนาคริสต์เน้นถึงเรื่องแหล่งเริ่มแรกในโลกแห่งจิตใจและหัวใจอยู่เสมอ

ตัวอย่างของเรื่องนี้ คือพระดำรัสสอนของพระเยซูว่า “แผ่นดินสวรรค์อยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย” แนวความคิดเรื่องอาณาจักรสวรรค์ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งหรือพลังอำนาจทางโลก และยังมีการกล่าวไว้ในศาสนาอื่นๆ ด้วย พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่า “ในทั่วทั้งสวรรค์และโลก เราเท่านั้นที่มีความบริสุทธิ์ยิ่ง” สามารถเข้าใจได้ในท้องเรื่องเดียวกัน

เนื้อหาของแต่ละศาสนาอาจจะแตกต่างกัน แต่พันธกิจของทุกศาสนาก็คือ เพื่อเสริมความหวังนิรันดร์และให้แรงบันดาลใจแก่มนุษย์ ศาสนาต่างๆ ชี้นำเราให้พิจารณาตนเองและมีชีวิตที่จิตใจเป็นนายเหนือร่างกาย ด้วยวิธีนี้เอง พระเจ้าทรงดำเนินแผนการช่วยมนุษย์ให้รอดของพระองค์โดยผ่านศาสนาเป็นเวลายาวนาน 6000 ปี

แต่ความจริงก็คือว่า จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ผู้นำศาสนาและนักปราชญ์สามารถแสดงให้เราเห็นว่าเราจะเอาชนะเหนือความขัดแย้งระหว่างจิตใจและร่างกายและนำมาซึ่งความรวมเป็นหนึ่งนิรันดร์และเสรีภาพตลอดไปได้อย่างไร ไม่มีใครสามารถสอนให้เราเข้าใจว่าเราจะเอาชนะร่างกายให้ได้สักครั้งเดียวและเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีจิตใจเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร

ไม่มีใครสามารถแสดงให้เราเห็นว่า เราจะค้นหามาตรฐานที่แท้จริงเพื่อสันติภาพได้ที่ไหน ไม่มีใครสามารถนำเราไปยังจุดนั้นคือจุดของความสมบูรณ์ที่พ่อแม่กลายเป็นหนึ่งเดียวนิรันดร์ และสามีกับภรรยา พี่น้องชายพี่น้องสาว พ่อแม่และลูก และเครือญาติทั้งหลายจะสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนิรันดร์

อย่างไรก็ตาม บัดนี้ เวลาแห่งสันติภาพได้มาถึงแล้ว! การรอคอยที่ยาวนานของสวรรค์ได้สิ้นสุดลง เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาสุดท้ายของวาระสุดท้ายแห่งประวัติศาสตร์มนุษย์ สวรรค์ไม่สามารถขยายหรือปล่อยให้อนาคตของแผนการช่วยมนุษย์ให้รอดล่าช้าไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

นี่เป็นเพราะว่า พ่อแม่ที่แท้จริงซึ่งสวรรค์และโลกมีความหวังว่าจะมาและรอคอยที่จะเห็น ได้อยู่บนโลกแล้วในเวลานี้ พ่อแม่ที่แท้จริงกำลังรับความรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตนเองและได้ทำให้แผนการแห่งการแก้ไขสำเร็จสมบูรณ์แล้ว พ่อแม่ที่แท้จริงได้สร้างระเบียบแห่งความรักที่แท้จริง ในโลกที่ยุ่งเหยิง สับสน และเสเพล

ท่านสุภาพบุรุษ ท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย กล่าวกันว่า ผู้ที่ศรัทธาจะได้รับพร สามีของข้าพเจ้า สาธุคุณ ซันเมียงมูน และข้าพเจ้า ซึ่งกำลังนำความจริงแห่งสวรรค์มาสู่ท่าน กำลังยืนอยู่ในฐานะพ่อแม่ที่แท้จริง

ปรัชญาและแนวคิดเรื่อง พ่อแม่ที่แท้จริง ที่ได้เปิดเผยแก่ สาธุคุณ ซันเมียงมูน คือความจริงที่จะนำสันติภาพมาสู่มนุษย์ ทั้งลัทธิคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยได้พยายามและล้มเหลวในการที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ แนวความคิดที่จะมีชัยชนะคือ “ลัทธิพระเจ้านิยม” คือปรัชญาและประเพณีของการ “มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น” มีเพียงหนทางแห่งชีวิตที่เสียสละโดยมีพื้นฐานบนลัทธิพ่อแม่แห่งสวรรค์นิยมที่สามารถนำเราไปสู่ชีวิตนิรันดร์และสันติภาพ

ด้วยวิธีนี้ เราจะมาถึงความจริงอันน่าอัศจรรย์ใจว่า ในฐานะกรรมแห่งความรักกันและกันกับพระเจ้า เราจะมาสู่การมีคุณค่าแม้กระทั่งมากกว่าพระเจ้า เราควรจะสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสิ่งนี้ ความรักนี้คือหนทางเดียวที่ท้ายที่สุดแล้วเราจะสามารถเชื่อมต่อกับโลกแห่งสันติภาพนิรันดร์ นี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตนิรันดร์ในอาณาจักรของพระเจ้าบนโลกและบนสวรรค์

ตามความสามารถของเรา ในฐานะพ่อแม่ที่แท้จริงของมนุษยชาติ สามีและข้าพเจ้าได้รวมทั่วทั้งโลกฝ่ายวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยแล้ว เราได้รับข่าวสารเรื่องการสนับสนุนและการรวมเป็นหนึ่งจากผู้ก่อตั้งศาสนาอันยิ่งใหญ่ทั้งสี่ โดยมีพระเยซูทรงเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งพระพุทธเจ้า ขงจื๊อ และมูฮัมหมัด และจากบรรดาสาวกหลัก 120 คนของผู้นำแต่ละคนเหล่านี้ พวกเขาส่งข่าวสารนี้มาหลังจากที่ได้ศึกษาคำสอนของเราเรื่องหลักการของพระเจ้าและ Unification Thought ในการสัมมนาในโลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบพระคุณพ่อแม่ที่แท้จริงอย่างยิ่ง

แม้กระทั่งผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์จากทั่วโลก ซึ่งได้ไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณแล้ว เริ่มจาก มาร์กซ์ และเลนิน ได้สำเร็จการสัมมนาหลักการของพระเจ้า ตามคำสั่งของพ่อแม่ที่แท้จริง พวกเขาได้ส่งสารที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาแห่งความสำนึกเสียใจและความโศกเศร้า

บรรดาผู้คนทั้งหลายในโลกฝ่ายวิญญาณในปัจจุบันมีเพียงความหวังเดียว นั่นคือ การที่บรรดาผู้ที่เชื่อและติดตามพวกเขาจะรับคำสอนของพ่อแม่ที่แท้จริงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำงานเพื่อสันติภาพ และเตรียมตัวเองสำหรับชีวิตนิรันดร์ของตน

ข่าวสารของพวกเขาวิงวอนเราไม่ให้เสียเวลาอันมีค่าบนโลกซึ่งผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่เพื่อให้เราเตรียมตัวอย่างมีปัญญาเพื่อชีวิตในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่คนทั้งหลายจะมีชีวิตร่วมกันนิรันดร์หลังจากที่ละทิ้งร่างกาฝ่ายเนื้อหนังของเราไปแล้ว

สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับชาย หญิง ทุกคนที่มีชีวิตอยู่บนโลกในเวลาขณะนี้

ก่อนอื่น หมายความว่า คนทั้งหลาย ทั้งชายและหญิง คนหนุ่มและผู้สูงอายุ คนจน คนรวย จะต้องเชื่อในข้อเท็จจริงอันไม่อ้อมค้อมที่ว่า พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่จริงและกำลังดำเนินน้ำพระทัยของพระองค์อยู่ เราไม่ควรจะคิดถึงพระองค์เพียงแค่แนวความคิดเท่านั้น พระเจ้าทรงกำลังเฝ้ามองเราในทุกๆ ฝีก้าวและทุกๆ การกระทำด้วยดวงตาที่ลุกโชติช่วงด้วยความคาดหวัง

พระเจ้าทรงเฝ้ารอคอยวันที่มนุษย์ทั้งหลายที่ละทิ้งอ้อมอกของพระองค์ไปและไปหาซาตาน จะสำนึกเสียใจและกลับมาหาพระองค์ นานมาแล้ว พระองค์ทรงวาดภาพว่าจะเป็นอย่างไร เหมือนกับในตอนที่บุตรเสเพลซึ่งเคยละทิ้งพระองค์ไป จะกลับคืนสู่พระองค์ด้วยน้ำตาแห่งความสำนึกเสียใจ ทุกวันนี้คำขอร้องอันเร่งด่วนของพระองค์คือ ขอให้เราทำเช่นนั้นโดยเร็ว พระเจ้าทรงต้องการให้เราปลอบประโลมและติดตามรับใช้พ่อแม่ที่แท้จริง ซึ่งยังคงมีชีวิตบนโลกและดำเนินหนทางที่เต็มไปด้วยเลือด หยาดเหงื่อ และน้ำตาเพื่อแก้ไขมนุษยชาติ

ความหวังอย่างยิ่งของพระเจ้าคือ การที่เราจะรับคำเตือนที่พระองค์ทรงประทานในวาระสุดท้ายนี้ ด้วยหัวใจที่จริงจัง แก้ไขความผิดพลาดในชีวิตของเรา และมีชีวิตในหนทางที่เราจะไม่รู้สึกเสียใจในภายหลัง

ข้อสอง เราถูกเตือนว่าเราจะต้องยอมรับถึงการดำรงอยู่ของโลกฝ่ายวิญญาณในฐานะที่เป็นข้อเท็จจริง และดำเนินชีวิตในทุกแง่มุมของชีวิตให้สอดคล้องกับกฎสวรรค์ พระเจ้าทรงกวดขันให้เราทุกคนค้นหาตัวตนของเราที่สูงส่งกว่า พัฒนาธรรมชาติฝ่ายวิญญาณให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และสร้างโลกใหม่แห่งสันติภาพขึ้นบนโลกนี้โดยไม่ชักช้า

พระเจ้าทรงกำลังเฝ้ามองเราอยู่ บรรดานักปราชญ์ทั้งชายหญิงนับหมื่น กับบรรดาบรรพบุรุษทั้งหลายของเรากำลังเฝ้ามองชีวิตประจำวันของเรา เมื่อเรารู้สิ่งนี้อย่างแน่ชัด ท่านจะสามารถดำเนินชีวิตที่ฝ่าฝืนน้ำพระทัยพระเจ้าได้อย่างไร?

ในไม่ช้านี้ท่านเองจะได้มีประสบการณ์ทางฝ่ายวิญญาณ จะถึงเวลาที่บรรพบุรุษของท่านจะถูกรณรงค์เพื่อให้มาตรวจสอบและชี้นำชีวิตของท่านโดยตรง และแม้กระทั่งความคิด สมาชิกโบสถ์แห่งความสามัคคีมากมายที่ศรัทธาและติดตามคำสอนของพ่อแม่ที่แท้จริง กำลังมีประสบการณ์กับสภาวะของชีวิตดังกล่าวแล้ว

สุภาพบุรุษสุภาพสตีทั้งหลาย ขอขอบคุณอีกครั้งที่มาที่นี่ในเย็นวันนี้ ท่านได้รับพรจริงๆ เพราะว่าท่านสามารถมีชีวิตในแผนการประวัติศาสตร์และยุคแห่งแผนการ ที่พระผู้มาโปรด พ่อแม่ที่แท้จริงของมนุษยชาติ ได้กลับคืนมายังโลกนี้

นี่คือเวลาที่เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้และประเทศอื่นๆ จะถูกทำให้รวมเป็นหนึ่ง ไม่ใช่ด้วยกระบอกปืนและคมมีด แต่ด้วยความรักที่แท้จริง นี่คือเวลาที่ศาสนาทั้งหลายของโลกนี้จะกลายเป็นหนึ่งภายใต้การชี้นำของพ่อแม่ที่แท้จริง คือเวลาที่นักปราชญ์และบรรพบุรุษในโลกฝ่ายวิญญาณจะลงมายังโลกเพื่ออยู่กับเราและติดต่อสื่อสารกับเราโดยตรง

ข้าพเจ้าขอสรุปปาฐกถานี้ โดยการกระตุ้นให้มนุษย์ทุกคนบรรลุถึงความรับผิดชอบต่อการที่เราถูกเรียกมาโดยการรวมเป็นหนึ่งกันเพื่อสร้างโลกแห่งสันติภาพที่ไปเหนือเชื้อชาติ ลัทธิความเชื่อ และขอบเขตประเทศ

ข้าพเจ้าอธิษฐานว่าพระพรอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้าจะมาสู่ครอบครัวและประเทศของท่านอย่างมากมาย

ขอบคุณ