Education Menu
คำสอน

 

True Father photo
 
 

คุณพ่อ ซัน เมียง มูน
 

  เส้นทางพ่อแม่ที่แท้จริง   
 


บทที่ 6 การเตรียมการขั้นสุดท้ายก่อนเกาหลีได้รับเอกราช
(ตุลาคม 1943 ถึง สิงหาคม 1945, อายุ 24-26)

1. การจบการศึกษาและการกลับบ้าน

จบการศึกษาจากวิทยาลัยอุตสาหกรรมวาเซดะ
(วันที่ 30 กันยายน ปี ค.ศ.1943 แผนกวิศวกรรมไฟฟ้า รุ่นที่ 25)

ตอนที่ข้าพเจ้าเรียนที่โตเกียว พวกเขาให้นักศึกษาจบการศึกษาเร็วขึ้นหกเดือนเพื่อที่จะดึงนักศึกษาไปเข้ากองทัพ ตอนที่ข้าพเจ้าจบการศึกษาออกมา สงครามเอเซียบูรพากำลังเข้มข้นที่สุด พวกเขาจึงต้องการเกณฑ์คนใหม่ๆ เข้ามา พวกเขาให้เราจบการศึกษาในเดือนกันยายนซึ่งเร็วขึ้นกว่ากำหนดหกเดือน ในช่วงปลายของการปกครองของญี่ปุ่น พวกเขาให้นักศึกษาที่เรียนมาทางวิศวกรรมจบการศึกษาเร็วขึ้นหกเดือน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงจบเร็วขึ้นหกเดือน

เรือเฟอร์รี่ควันบู (กอนลิน มารู) จม
(วันที่ 5 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1943 เวลา 1:15 น.)

หลังจากจบการศึกษา ข้าพเจ้าก็ซื้อตั๋วกลับโซลผ่านทางฮาควาน ข้าพเจ้าควรลงเรือเฟอร์รี่กอนลินซึ่งเป็นเรือที่ถูกจม ข้าพเจ้าควรอยู่บนเรือนนั้น ข้าพเจ้าควรลงเรือตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม ข้าพเจ้าคิดว่าอย่างนั้น
แต่ตอนที่ข้าพเจ้าจะไปขึ้นรถโดยสารเพื่อไปลงเรือ ขาของข้าพเจ้ากลับขยับไม่ได้ หากข้าพเจ้าลงเรือลำนั้น ข้าพเจ้าคงเสียชีวิตแล้ว แต่สวรรค์ห้ามข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ จิตใจของข้าพเจ้าบอกตัวเองว่าให้ล้มเลิกการเดินทาง ข้าพเจ้ามิได้โทรเลขไปบอกที่บ้านว่าข้าพเจ้าจะยังไม่กลับ ข้าพเจ้าจึงย้อนกลับไปเที่ยวภูเขากับเพื่อนๆ ท่านรู้ใช่ไหมว่าเรือลำนั้นถูกจม ข้าพเจ้าพูดกับเพื่อนว่า “ไปภูเขาบูซากันเถอะ” แล้วเราก็ไปไต่เขากัน การเดินทางของเราใช้เวลาไปหลายวัน และในที่สุดเราก็กลับหลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากไม่มีที่ไหนที่ข้าพเจ้าจะไปส่งโทรเลขได้ ดังนั้น บ้านของข้าพเจ้าจึงโกลาหน

ความรักที่สมบูรณ์ของแม่กับการตื่นตระหนกไปทั้งบ้าน

ครอบครัวของข้าพเจ้าทั้งหมดต่างตกใจเสียขวัญ ลูกชายของครอบครัวนี้บอกว่าจะลงเรือลำนั้นกลับมาวันนี้ แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่มา ท่านจินตนาการออกไหมว่าบ้านของข้าพเจ้าจะชุลมุนเพียงใด มันคงจะโกลาหลสิ้นดี ครอบครัวของข้าพเจ้าเข้าๆ ออกๆ สถานีตำรวจเชิงจูที่อยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดพยองอันอยู่สองวันเพื่อพยายามรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หมู่บ้านของข้าพเจ้าอยู่ห่างจากตัวเมืองเชิงจูประมาณแปดกิโลเมตร คุณแม่ของข้าพเจ้าวิ่งเป็นระทางแปดกิโลเมตรด้วยเท้าเปล่าไปเชิงจู และเธอก็ต้องวิ่งไปกลับพูซานด้วย ลองคิดดู เธอเป็นห่วงข้าพเจ้าจนไม่สนใจว่าเธอกำลังใส่เสื้อผ้าอะไรหรือสวมรองเท้าหรือเปล่า เธอคิดว่า “ลูกฉันตายแล้วยัง” เธอวิ่งเท้าเปล่าไปเชิงจูและตรงไปยังสถานีตำรวจน้ำพูซานทันทีเพื่อสอบถามข่าวคราว
เธอไม่เห็นชื่อของข้าพเจ้าในรายชื่อ เธอจึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เธอคิดว่าลูกชายของเธอตายแล้ว ด้วยหัวใจที่รักลูก เธอวิ่งเท้าเปล่าไปสถานีตำรวจโดยไม่รู้ตัวว่าหนามของต้นอัลคาเซียตำเท้าของเธออยู่ เธอไม่รู้ตัวว่าหนามตำเท้าจนกระทั่งแผลเป็นหนองแล้วหนองแตก และแล้ว ข้าพเจ้าก็กลับบ้านอีกสิบห้าวันให้หลัง หรืออาจจะเป็นสิบวันให้หลัง หลังจากลับถึงบ้านและได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าข้าพเจ้าผิดพลาด คุณแม่ของข้าพเจ้าเป็นคนแบบนั้น
เชิงจูนั้นห่างไกลจากโซลมากทีเดียว มันห่างถึง 232 กิโลเมตร และต้องใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมงหากเดินทางโดยรถไฟ คุณแม่ของข้าพเจ้าต้องเดินทางไปพูซาน แค่คิดว่าเธอเป็นห่วงข้าพเจ้าจนแทบคลั่งก็พอจะรู้แล้วว่าเธอเป็นคนอย่างไร เธอเป็นยอดคุณแม่อย่างแท้จริง แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อเธอได้ ทำไมจึงไม่ได้? เป็นเพราะข้าพเจ้าต้องรักท่านก่อน...

กลับบ้าน
(ราวกลางเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1943)

ตอนที่ข้าพเจ้ากลับมาจากญี่ปุ่น ข้าพเจ้าคิดในใจว่า “อีก 20 ปี ฉันจะกลับมาที่นี่แน่ แล้วพบกันใหม่นะ แม้ฉันจะจากไปโดยที่ยังไม่สามารถทำอะไรกับจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ และยังไม่สามารถขจัดความขุ่นเคืองระหว่างชนชาติของเราได้ก็ตาม แต่เวลาจะมาถึง เวลาที่ฉันจะอบรมสั่งสอนหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นทั้งหลาย ขอให้เราพบกันใหม่นะ”
20 ปี ผ่านไป ข้าพเจ้าได้กลับไปที่ญี่ปุ่น สิ่งที่ข้าพเจ้ากังขาที่สุดก็คือ จะมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นสักเท่าใดที่มาสู่หนทางของโบสถ์แห่งความสามัคคี ข้าพเจ้าพบว่า มีคนหนุ่มสาวประมาณ 500 คนอยู่ในโบสถ์แห่งความสามัคคี ทุกคนเป็นลูกของครอบครัวที่ร่ำรวย ข้าพเจ้าถามพวกเขาว่าต้องการทำอะไรในอนาคต พวกเขาตอบว่า พวกเขาจะทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าบอกให้ทำ ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจมากทีเดียว พวกเขาไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับจักรพรรดิญี่ปุ่น พวกเขาแค่ต้องการชัยชนะของโบสถ์แห่งความสามัคคีและสาธุคุณมูนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอสมาชิกโบสถ์ทั้งหลายทำตามคำสั่งของข้าพเจ้าและทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าบอกให้ทำ และพวกเขาก็บอกว่าจะทำ

2. ได้งานทำในโซล และเริ่มชีวิตครอบครัว

เจ้าสาวโชยแห่งกวักซัน อำเภอเชิงจู

ข้าพเจ้ามิได้แต่งงานกับคุณแม่ของซังจินตามเจตจำนงเสรีของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำสิ่งนี้ตามการบอกเล่าของโลกฝ่ายวิญญาณ เธอก็เช่นกัน เธอก็ทำตามคำสั่งของโลกฝ่ายวิญญาณตอนที่เธอพบกับข้าพเจ้า ชื่อของเธอคือ โชยซันกิล ความหมายของตัวอักษรจีนที่อ่านว่าโชยคือ สูง ส่วนตัวที่อ่านว่าซันก็หมายความว่า แรก และตัวที่อ่านว่ากิลก็มีความหมายว่า ความสุข ชื่อนี้คล้ายๆ กับชื่อผู้ชาย ทำไมเขาจึงตั้งชื่อผู้หญิงว่า โชยซันกิล ? เขาตั้งตามที่โลกฝ่ายวิญญาณบอก เธอเป็นบุคคลแรกที่จะมีความสุข เธอคือผู้หญิงที่มีความสุขคนแรก นั่นหมายความว่า ในแผนการของพระเจ้า เธอจะได้รับพรมากกว่าใครอื่นใด นั่นคือความหมายของชื่อเธอ
คุณแม่ของซังจินเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมาก เธอเป็นคนที่ดีเป็นพิเศษ และเธอก็เก่งเรื่องในบ้านด้วยเช่นกัน ครอบครัวโชยเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง ในอำเภอเชิงจู เธอเป็นลูกสาวของครอบครัวทายาท เธอเป็นคนตระหนี่และมุ่งมั่นมากเป็นพิเศษ เธอไม่ชอบเป็นหนี้ใคร
เธอจบแค่โรงเรียนประถม เธอมีโอกาสเล่าเรียนเพียงเจ็ดแปดปีเท่านั้น จากทรรศนะในทางโลก คุณแม่ของซังจินควรรู้ตัวว่าสามีของเธอนั้นสำคัญต่อชีวิตของเธอมาก เธอควรคิดว่าเธอขาดในทุกๆ ด้าน ดังนั้น เธอควรมีใจที่จะยอมรับได้กับการเสียสละใดๆ ด้วยการอดทนต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานเพื่อความมุ่งหมายที่ใหญ่กว่าของสามี โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าเลือกคุณแม่ของซังจินเป็นเจ้าสาวเพราะข้าพเจ้าคิดว่า ยิ่งเราสองคนมีความแตกต่างกันมากเพียงใดก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อแผนการขจองพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น
เธอศรัทธาในศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้า เธอเป็นคริสตชนที่เป็นแบบอย่าง ดังนั้น จากทรรศนะนี้ เธอจึงเป็นตัวแทนของโลกและเกาหลีที่ไม่ใช่สภาพที่เป็นชายของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา แต่เป็นสภาพที่เป็นหญิงของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ภารกิจของศาสนาคริสต์ก็คือการตระเตรียมเจ้าสาวและมอบตัวเจ้าสาวออกมา โดยเชื่อมต่อเจ้าสาวกับเจตจำนงของพระเจ้า คุณแม่ของซังจินเคยแม้กระทั่งต้องอยู่ในห้องขังเนื่องจากเธอไม่ยอมก้มหัวให้รูปบูชาของจักรพรรดิญี่ปุ่น
ข้าพเจ้าเป็นคนที่ 24 ที่ถูกทาบทาม คนที่เป็นแม่สื่อหาเจ้าบ่าวให้เธอได้เที่ยวหาคนที่เหมาะสมไปทั่วทั้งอำเภอ ครอบครัวของคุณแม่ของซังจินก็เป็นครอบครัวที่เปิดฝ่ายวิญญาณด้วย พวกเขาต้องเอารูปมาอธิษฐานและฟังโลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาได้รับการเปิดเผยมากมาย พวกเขาเห็นกระจกมหึมาปรากฏขึ้นจากทิศอาคเนย์และตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของสวรรค์ แล้วดวงอาทิตย์ก็โผล่ขึ้นมาจากกลางกระจกแล้วส่องแสงไปทั่วทั้งโลก และแล้ว ดวงจันทร์และดวงดาวทั้งหมดในเอกภพจากทั่วสารทิศก็เข้ามาห้อมล้อมดวงอาทิตย์นั้นไว้
เมื่อแสงสาดส่องจากดวงจันทร์ สิ่งสร้างสรรค์ทั้งหมดก็กลับกลายเป็นอุทยานบุพชาติ พวกเขาได้รับการเปิดเผยที่ไม่น่าเชื่อเหล่านี้ หลังจากการอธิษฐาน พวกเขาก็ได้รับภาพฝ่ายวิญญาณทั้งหมดที่กล่าวมา ดังนั้น ท่านคิดว่าเธอจะมีใจให้ชายอื่นไหม? ไม่ เธอมีความตั้งใจที่จะแต่งงานกับข้าพเจ้าเท่านั้น

เดิน 28 กิโลเมตรในตอนกลางคืนเพื่อไปพบว่าที่เจ้าสาว

มีคุณป้าห่างๆ ของข้าพเจ้าคนหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าเธอมาปรากฏตัวเพียงวันเดียวเพราะเธอตั้งใจที่จะหาคนที่เหมาะสมให้กับหลานชายของเธอเท่านั้น เธอมีชื่อเสียงในด้านการจับคู่ ข้าพเจ้าเป็นคนขี้เล่น และข้าพเจ้าก็ชอบแหย่เธอ (หัวเราะ) ถ้าข้าพเจ้าหิว เธอก็จะซื้อก๋วยเตี๋ยวให้ข้าพเจ้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงพูดกับเธอว่า “ถ้าป้าเก่งในการจับคู่จริง ทำไมป้าไม่ลองพยายามดูบ้างล่ะ?”
ในเวลานั้น ข้าพเจ้ามีเหตุต้องจากบ้านเกิดไปด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรื่องนั้นที เรื่องนี้ที เวลาผ่านไปหนึ่งปีกับแปดเดือน จนข้าพเจ้ากลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง ข้าพเจ้าคิดว่า ช่วงที่ข้าพเจ้าไม่อยู่ในหมู่บ้าน มันคงจะนานพอให้เธอแต่งงานกับใครสักคนไปแล้ว และเธอก็อาจจะไม่สนใจข้าพเจ้า แต่พอข้าพเจ้ากลับมาที่บ้านเกิด คุณป้าของข้าพเจ้าก็ตะโกนลั่นว่าผู้หญิงคนนั้นหลงเสน่ห์ข้าพเจ้า เธอจึงไม่ยอมแต่งงานกับใคร เธอต้องการแต่งงานกับข้าพเจ้าเท่านั้น (หัวเราะ) ทันทีที่ข้าพเจ้าเข้าบ้าน คุณป้าของข้าพเจ้าก็พูดว่า “ไปกันเถอะ” แล้วคุณป้าก็ออกเดินนำข้าพเจ้าไป คุณแม่ของข้าพเจ้าก็ไปด้วย... ในขณะนั้น ข้าพเจ้ากลายเป็นหัวข้อสนทนาของทุกคนในหมู่บ้าน ในวันนั้น มีห้าคน รวมทั้งคุณลุงของข้าพเจ้า ทั้งหมดเดินทางไปบ้านของฝ่ายหญิง ข้าพเจ้าจำได้ว่ามันช่างไกลแสนไกล
เรามาถึงโซลตอนกลางคืนแล้ว และต้องเดินต่อไปอีก 28 กิโลเมตรโดยมิได้นอน ถนนก็ไม่เรียบ มันเต็มไปด้วยกรวดหินมากมาย การเดินเท้าในสภาพเช่นนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ พอดวงอาทิตย์ขึ้น เราก็เห็นโรงแรม เราไปที่โรงแรมแล้วถามว่า คนที่ชื่อนั้นชื่อนี้อยู่ที่ไหน คนดูแลโรงแรมก็บอกว่า บ้านของเธออยู่ตรงข้ามโรงแรมนี้เอง บ้านนั้นเป็นบ้านหลังคามุมกระเบื้องอย่างดี และเป็นบ้านที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน
ข้าพเจ้าคำนับแล้วพูดอย่างยิ้มๆ กับเจ้าของบ้านว่า “ต้องขอประทานโทษครับ เราเป็นคนที่เดินทางผ่านมา มันคงไปไม่เหมาะที่จะพูดเรื่องนี้ แต่เนื่องจากเราเดินมาตลอดคืน เราจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะขอความช่วยเหลือจากท่าน ท่านช่วยสงเคราะห์เราหน่อยได้ไหม?” ข้าพเจ้าบอกเขาว่าข้าพเจ้าไม่ได้นอนมาสี่วันแล้ว คุณแม่กับคุณป้าของข้าพเจ้าจึงได้นอนในห้องหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็ได้นอนรวมกันในห้องด้านนอก แต่เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาจึงยอมให้ข้าพเจ้าใช้ห้องคนเดียว
อย่างไรก็ตาม เรามิได้ตื่นขึ้นในตอนเที่ยง (หัวเราะ) เจ้าของบ้านเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เราแล้ว เธอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ในที่สุด เราก็ตื่นขึ้นตอนประมาณบ่ายโมงครึ่งหรือบ่ายโมงสี่สิบ ข้าพเจ้าพับที่นอนเก็บแล้วไปล้างหน้าล้างตา แต่เนื่องจากข้าพเจ้าอยู่ในบ้านคนอื่น และเจ้าของบ้านก็ได้เตรียมขันน้ำและเกลือสำหรับทำความสะอาดฟันเอาไว้แล้ว กระนั้น ข้าพเจ้าก็ทำทุกอย่างเสร็จตอนบ่ายสองครึ่งพอดี ข้าพเจ้าจึงรับประทานที่เจ้าของบ้านได้เตรียมเอาไว้แล้ว ข้าพเจ้ารับประทานอาหารที่เตรียมไว้อย่างรวดเร็วจนเกลี้ยงเกลา แล้วข้าพเจ้าก็ขอน้ำและขอแม้กระทั่งผลไม้เป็นของว่างซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านมิได้เตรียมไว้ให้
ดังนั้น จึงเกิดข่าวลือ... ข่าวลือที่ว่า เจ้าบ่าวได้มาพบและพูดคุยกับว่าที่เจ้าสาว จึงแพร่กระจายออกไปทั่วทั้งหมู่บ้านโชยที่มีบ้านอยู่ประมาณ 150 หลังคาเรือนภายในเวลาอันสั้น คนทั่วทั้งหมู่บ้านต่างล่ำลือกันไปต่างๆ นานา ทำนองว่า เจ้าบ่าวนอนอุตุขนาดไหน แล้วก็อื่นๆ สารพัด...
ข้าพเจ้าต้องการทราบว่าพวกเขามีใจคอเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าจึงขอให้เขาทำไก่ให้ข้าพเจ้า พวกเขาก็จับไก่ทั้งหมดที่มีมาปรุงอาหาร แล้วยังจับไก่ของญาติห่างๆ ให้กับครอบครัวของข้าพเจ้า พวกเขาจับไก่ทั้งหมด ประมาณ 50 ตัว ดังนั้น จึงมีคนมากมายมาเยือนและมารับประทานกับพวกเรา คนนั้นอิ่มแล้วกลับไป คนนี้อิ่มแล้วก็ไป (หัวเราะ)
แล้วเราก็รับประทานอาหารเย็น ข้าพเจ้าไปที่นั่นเพื่อจะพบว่าที่เจ้าสาวของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ามิได้พูดอะไรเกี่ยวกับการพบเธอเลย นี่มันคนประเภทไหนกันแน่? (หัวเราะ) ข้าพเจ้าเล่าให้พวกเขาฟังว่าโตเกียวเป็นอย่างไร และคนญี่ปุ่นใช้ชีวิตอย่างไร ข้าพเจ้าเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้พวกเขาฟัง ข้าพเจ้าเล่ายาวจนตีสองของวันใหม่

การหมั้น (เดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1943)

ตอนนั้นตีสามแล้ว ตอนตีสาม! ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าไม่ควรรอช้า ข้าพเจ้าควรทำอะไรบางอย่าง ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงพูดว่า “แม้ว่าจะดึกมากแล้วก็ตาม แต่กระผมก็ขอพบลูกสาวของท่านด้วย” ข้าพเจ้าอาจจะทำลายสถิติ เพราะคงไม่มีใครอยากพบผู้หญิงตอนตีสามเรื่องแต่งงาน ข้าพเจ้าขอให้เธอเข้ามา... พอเธอนั่งลง ข้าพเจ้าก็ขอให้ทุกคนอย่าไปไหน แล้วข้าพเจ้าก็เริ่มทำให้พวกเขามีอารมณ์ผ่อนคลายโดยเล่าว่า โรงเรียนเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เรื่องนั้นเรื่องนี้...
แล้วข้าพเจ้าก็นัดพบพวกเขาในวันรุ่งขึ้นเพื่อทดสอบความตั้งใจและความจริงใจของพวกเขา มันจะเป็นอย่างไรหากข้าพเจ้าอยู่กับพวกเขาสองวัน หรือสามวัน... หากใครที่อยู่เกินสามวัน เขาต้องถูกพูดถึงในทางที่ไม่ดีแน่ (หัวเราะ) ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงถามคำถามพวกเขาอย่างละเอียด ข้าพเจ้าบอกพวกเขาว่าข้าพเจ้าจะไปในหนทางของโบสถ์แห่งความสามัคคี ข้าพเจ้าเล่าเลยไปถึงว่า เธออาจจะต้องอยู่คนเดียวสักห้าปีหลังจากแต่งงานกันแล้ว และบางทีอาจจะมากกว่าห้าปี หรืออาจจะถึงเจ็ดปีด้วยซ้ำ ข้าพเจ้าบอกเธอตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อให้เธอเตรียมตัวที่จะต้องอยู่ตามลำพัง เธอจะได้รู้สถานการณ์ของเธอเองตั้งแต่ตอนนั้นเลย เธอตกที่นั่งที่จะต้องยอมรับทุกๆ เงื่อนไข (จริงๆ แล้ว คุณพ่อพูดว่า “นั่นคือข้อแลกเปลี่ยน”) เธอต้องยอมทำตามที่อีกฝ่าย(คุณพ่อ)ขอ เธอตอบว่าเธอจะทำทุกอย่าง โดยวิธีนี้ ข้าพเจ้าจึงได้แต่งงาน หลังจากพิธีหมั้น ข้าพเจ้าก็กลับบ้าน
เธอหมั้นในเดือนธันวาคม ... ปกติคนที่หมั้นจะต้องอ่อนกว่า 18 ขวบหรือนับแบบเกาหลีก็ต้องน้อยกว่า 19 ขวบ ตอนที่คุณแม่ของซังจินหมั้น เธอมีอายุได้ 19 ขวบ

เปลี่ยนเส้นทางจากแมจูเรียโจนูบ ไปกวักซัน
(ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1944)

เหนือขึ้นมาจากเมืองฮาร์บิน มีสถานที่ที่เรียกว่า แฮร์รอล ในตอนนั้น ข้าพเจ้าได้งานทำที่บริษัทไฟฟ้าแมนจูเรียโจนูบ และข้าพเจ้าวางแผนว่าจะอยู่ที่นั่นตอนที่ข้าพเจ้ากลับมาจากญี่ปุ่น ทำไมข้าพเจ้าจึงต้องการไปที่แฮร์รอล? ก็เพราะข้าพเจ้าต้องการเรียนภาษารัสเซีย จีน และมองโกเลีย ข้าพเจ้าวางแผนที่จะไปเรียนที่นั่นเพื่อที่ว่า ข้าพเจ้าจะสามารถคิดเกี่ยวกับการสร้างพื้นฐานระดับทวีปขึ้นในเอเซียในอนาคตและเรียนภาษาสักสามปี
บริษัทไฟฟ้าแมนจูเรียโจนูบอยู่ที่อันดงฮยุน ประเทศแมนจูเรีย ต่อมา เมื่อข้าพเจ้าวางแผนว่าจะไปเยี่ยมสาขาที่นั่น ข้าพเจ้าพบว่าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลเท่าใดนัก ข้าพเจ้าคิดว่าการไปอยู่ที่แมนจูเรียนั้นเรื่องที่ไม่ค่อยดี ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไปที่นั่นเพื่อคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานที่ได้ในอันดงฮยุน ข้าพเจ้าไปพบกับหัวหน้าสาขาที่นั่นพร้อมกับจดหมายลาออกและเงินที่จำเป็น
กวักซันเป็นเมืองที่ติดกับเชิงจู และอยู่ระหว่างเชิงจูกับซันจอน ข้าพเจ้าจำได้ว่าตอนนั้นเป็นราวๆ เดือนกุมภาพันธ์ ครั้งนี้ ข้าพเจ้าไปที่นั่นเพื่อกำหนดวันจัดพิธีแต่งงาน แต่เนื่องจากตารางเวลาของรถโดยสาร ข้าพเจ้าจึงไปถึงที่นั่นตอนเย็น ตอนที่ข้าพเจ้าลงรถที่กวักซันก็หกโมงเย็นแล้ว และดวงอาทิตย์ก็กำลังตกลงอย่างช้าๆ ข้าพเจ้าอยู่ห่างจากบ้านของคุณโชย (คู่หมั้นของคุณพ่อ) เป็นระยะทาง 1 ลี้ (1 ลี้ เท่ากับ 2.44 ไมล์ หรือ 3.927 กิโลเมตร) ขณะนั้นเป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งมีหิมะตก... ในจังหวัดพยองอันจะมีหิมะตกจนถึงเดือนมีนาคม
อนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น... ที่เขยคนโตออกมาบอกข้าพเจ้าว่า “ในครอบครัวโชย จะไม่มีอะไรทำนองว่า ว่าที่เจ้าบ่าวมาแล้วทำอะไรแบบนี้ก่อนแต่งงาน” นั่นหมายความว่า ครอบครัวของเขาไม่สามารถต้อนรับข้าพเจ้า และนั่นหมายความว่าข้าพเจ้าต้องกลับไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่ดี เนื่องจากสิ่งที่เขาพูดนั้นมีมาตรฐานของประเพณีเป็นที่ตั้ง ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องเดินกลับตามถนนเป็นระยะทาง 70 ลี้ (ไปเชิงจู) ภูมิประเทศสองข้างทางที่หิมะตกเป็นเกล็ดใหญ่ๆ นั้นช่างงดงามดั่งจินตนาการ
หลังจากข้าพเจ้าจากมา ข้าพเจ้าเห็นแม่ยายของเขากลับเข้ามา แล้วก็เกิดเสียงอึกทึกขึ้น เธอเห็นว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ เมื่อเธอคิดว่าการหมั้นหมายอาจจะถูกยกเลิก เธอจึงดุด่าลูกชายของเธอว่า “ใครเขาทำกันแบบนี้ในโลก?” นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคุณแม่ของซังจินได้ยินเรื่องนี้เข้าในขณะที่ไปเยี่ยมบ้านลุง เธอจึงแต่งตัวแล้วรีบออกมาทันที เธอตามข้าพเจ้ามาจนทันแล้วขอให้ข้าพเจ้ากลับไปบ้านของเธอ เธอบอกว่าทำไมข้าพเจ้าจึงกลับง่ายๆ อย่างนี้ เธอบอกว่า เธอจะรับผิดชอบสำหรับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบ้านเอง ข้าพเจ้าพึ่งจะเข้าใจลักษณะของเธอในตอนนั้น ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะกลับไปที่บ้านของเธอในสถานการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงพูดว่า ข้าพเจ้าคงไม่กลับไป เธอจึงขอว่าเธอจะเดินไปเชิงจูกับข้าพเจ้าเป็นระยะทาง 50 ลี้ แล้วเธอก็เดินไปกับข้าพเจ้าตลอดคืน ตลอดทาง เธอเล่าชีวิตของเธอให้ข้าพเจ้าฟัง
คุณลุงของข้าพเจ้าอยู่ที่เชิงจู ข้าพเจ้าไปที่นั่นแล้วขออาหารเช้าให้เธอรับประทาน ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะส่งเธอขึ้นรถโดยสารกลับ แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังไม่ยอมกลับ เธอขอให้คุณลุงของข้าพเจ้าช่วยเป็นพยานและพาเธอไปบ้านคุณพ่อของข้าพเจ้า คุณลุงของข้าพเจ้าไม่มีทางเลือก เขาจึงพาเธอไปบ้านของข้าพเจ้า และเธอก็อยู่ที่นั่นหนึ่งสัปดาห์ ในระหว่างนั้น คุณพ่อและคุณแม่ของข้าพเจ้าเห็นว่าเธอเป็นคนอ่อนโยน รู้จักประมาณตน และใจกว้าง ดังนั้น ทุกคนรวมทั้งพ่อแม่ของข้าพเจ้า พี่สาวคนโตของข้าพเจ้า และน้องชายของข้าพเจ้า ทั้งหมดเข้าข้างเธอ เมื่อออกมาแบบนี้ ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนเธอ

ทำงานที่แผนกไฟฟ้าของบริษัทคาสิมากูเม สาขาคยุงซุง
(ราวเดือนมีนาคม ปี ค.ศ.1944)

คาสิมาเป็นบริษัทวิศวกรรมไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่บริษัทหนึ่งในญี่ปุ่น ในอดีต ข้าพเจ้าทำงานในแผนกไฟฟ้าของบริษัทคาสิมากูเม ข้าพเจ้าไปถึงที่ทำงานเช้าที่สุดและเลิกงานคนสุดท้าย ข้าพเจ้าฝึกฝนตนเองแบบนี้ การมาถึงเป็นคนแรกและกลับคนสุดท้ายนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด
คนที่ทำแบบนี้จะประสบความสำเร็จและได้เป็นเจ้าใหญ่นายโต ในทำนองเดียวกัน คนที่ตื่นแต่เช้าตรู่เบื้องหน้าเจตจำนงสวรรค์และตื่นเช่นนี้ตลอดชีวิตก็จะได้เป็นเจ้าใหญ่นายโต คนเช่นนั้นจะเป็นใหญ่ในชาติแห่งสวรรค์

มงคลสมรสศักดิ์สิทธิ์และเริ่มชีวิตครอบครัว
(วันที่ 4 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1944)

ช่วงก่อนได้รับเอกราชจากญี่ปุ่น ข้าพเจ้าจัดพิธีสมรสขึ้นตามบัญชาสวรรค์ อย่างที่ท่านทราบแล้วว่า ผู้หญิงคนนี้ก็คือคุณแม่ของซังจิน
เนื่องจากการแต่งงานจัดขึ้นอย่างกะทันหัน พ่อแม่ต้องเตรียมผ้าฝ้ายกว่า 20 ม้วนภายในสองเดือน มันมีรายละเอียดมากมายในการเตรียมทั้งหมด ทั้งชีวิตของข้าพเจ้าเป็นการบุกเบิก ข้าพเจ้าบุกเบิกแม้กระทั่งในการแต่งงานด้วย รวมทั้งการเตรียมม้า... สมัยนั้นยังไม่มีรถแท็กซี่ ในการที่จะพาภรรยาที่อยู่ไกลออกไป 70 ลี้มาได้ เราต้องขี่ม้าไปที่นั่น แต่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น การขี่ม้าเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ข้าพเจ้าทำทุกอย่างด้วยตัวของข้าพเจ้าเอง รวมทั้งการหาม้าซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากข้าพเจ้าไม่สามารถเดินไปได้
ข้าพเจ้าได้กำหนดวันแต่งงานขึ้น แต่แล้ว พ่อตาของข้าพเจ้าก็มาเสียชีวิตลงก่อนวันแต่งเพียงสัปดาห์เดียว (การจดบันทึกต้องหยุดลงไปชั่วคราว) เราจัดงานวันอีสเตอร์ในวันที่ 17 เมษายน และแล้ว วันที่ 4 พฤษภาคม ฝนก็ตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ก็อย่างที่ท่านเห็นๆ อยู่ มันมีความยากลำบากมากมายในทุกๆ เรื่อง มันเป็นหนทางของการชดใช้ที่เต็มไปด้วยปมและเกลียว
ข้าพเจ้ารู้จักพระมากมายในคริสตจักรเป็นอย่างดี รวมทั้งสาธุคุณโฮบินลี จุน-มยุงฮัน และแจโบงพาร์ค พวกเขาสนิทกับข้าพเจ้าทีเดียว ดังนั้น ก่อนที่ข้าพเจ้าจะแต่งงานกับคุณแม่ของซังจิน ข้าพเจ้าไปที่คริสตจักรใหม่ และพาสาธุคุณโฮบินลีไปด้วย เราสนิทกันมากขนาดนั้น เราสนิทกันเพราะทุกครั้งที่ข้าพเจ้าไปแวะที่โบสถ์ของเขาที่เปียงยาง ข้าพเจ้าจะสอนในรวีวารศึกษาที่มีสมาชิกประมาณ 1,000 คน ข้าพเจ้ามีชื่อเสียงในหมู่นักเรียนรวีวารศึกษา ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงสนิทกับพระ และข้าพเจ้าก็สนิทสนมกับสาธุคุณโฮบินลีด้วย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงเป็นผู้ประกอบพิธีตอนที่ข้าพเจ้าแต่งงานกับคุณแม่ของซังจิน

3. ถูกทรมานที่กรมตำรวจ จังหวัดคยุงกี
(เดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1944 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1945)

ถูกตำรวจญี่ปุ่นทรมานอย่างอำมหิต

ข้าพเจ้าเข้าๆ ออกๆ ห้องขังจนเรื่องปกติตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนแล้ว ข้าพเจ้าแสดงความอึดหลายต่อหลายครั้งต่อหน้าผู้ที่ทำการทรมานที่เป็นชาวญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์มากมายในเรื่องพรรณนี้ การทรมานของพวกเขานั้นอำมหิตน่าดู หากคนหนุ่มสาวสมัยนี้ถูกจับไปทรมานแบบเดียวกับที่ข้าพเจ้าโดนในสมัยนั้นแล้วละก็ พวกเขาคงต้องเกาะขากางเกงผู้ที่ทำการทรมานและยอมรับว่าทำในสิ่งที่เขามิได้ทำ
ข้าพเจ้าเสียเวลาในห้องขังไปในการถูกทรมานด้วยแส้และน้ำโดยนักสืบญี่ปุ่นที่มาจากหน่วยเหนือและหน่วยพิเศษ และต้องผ่านไปในการทรมานทุกรูปแบบ ในสมัยที่ญี่ปุ่นบริหารบ้านเมือง ข้าพเจ้าถูกแส้เฆี่ยนจนทั่วร่างจนเป็นรอยฟกช้ำและเลือดออกเป็นชามๆ ข้าพเจ้าถูกทหารที่สวมรองเท้าเตะเข้าที่ท้อง สองคนจับแขนข้าพเจ้าไว้และอีกสองคนประเคนใส่ท้องของข้าพเจ้า เมื่อถูกทรมานแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับผิวหนังบริเวณท้อง? มันจะฉีกขาดไหม? มันจะแตกไหม? หลังจากโดนแบบนั้นแล้ว หากไปนั่งห้องน้ำแล้วลุกขึ้น มันจะเจ็บระบมขนาดไหน?
ในสมัยที่ญี่ปุ่นบริหารแผ่นดิน ข้าพเจ้าทำงานหนักมากเพื่อหาทางกำจัดอำนาจของจักรพรรดิญี่ปุ่นออกไปจากเกาหลี ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงถูกทรมานในห้องขัง สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ... ลองอย่างนี้ เอาท่อนไม้ที่ยาวและหนาวางไว้ตรงนี้ แล้วก็... ในสมัยนั้น พวกทหารในกองทัพจะใส่รองเท้าหนังกัน พวกเขาจะตอกตะปูไว้ที่ใต้รองเท้าแล้วใส่รองเท้ากระทืบข้าพเจ้า คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้วยตัวเองก็จะไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นอย่างไร
ไม่ว่าข้าพเจ้าจะถูกลงโทษแบบไหน หรือแม้กระทั่งถูกใช้ไฟฟ้าช๊อตก็ตาม ข้าพเจ้าไม่เคยหวั่นไหวใดๆ เลย แม้กระทั่งข้าพเจ้าจะอาเจียนเป็นเลือดและนิ้วทั้งสิบมีเลือดออกก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะอธิษฐานว่า มันจะเป็นอย่างไรหากเลือดของข้าพเจ้าสามารถแทนเลือดของประชาชนสักสิบประเทศ และถูกถวายเป็นเครื่องบูชาแทนเลือดของประชาชนสิบประเทศ
ภายใต้อาณานิคมญี่ปุ่น ข้าพเจ้าผ่านไปในการทรมานเกือบสิบสองชั่วโมงจนอาเจียนเป็นเลือด ซึ่งรวมทั้งถูกทรมานด้วยวิธีที่ทำให้คนที่ถูกทรมานกลายเป็นคนวิกลจริตได้ ข้าพเจ้าถูกทรมานแบบนั้นนานถึงสิบห้านาที ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเลย แม้ว่าข้าพเจ้าจะถูกทรมานนานสิบสองชั่วโมงก็ตาม ข้าพเจ้าก็รอดมาได้อย่างอัศจรรย์ ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าถูกถามคำถามนานถึงสิบสี่ชั่วโมง และผ่านไปในการทรมานอย่างหนักจนกระทั่งคลานได้ไม่เกินยี่สิบเมตร แล้วข้าพเจ้าถูกนำกลับมาทรมานอีกหลายครั้งจนพวกเขาแน่ใจว่าข้าพเจ้าคงตายแน่ๆ แล้ว แม้ว่ากระบวนการเช่นนี้จะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม ข้าพเจ้าก็ไม่เคยปริปากเลย

อธิษฐานด้วยหัวใจที่เจ็บปวด

เสียงร้องของข้าพเจ้าจากการถูกทรมานจนเลือดท่วมในเรือนจำในระหว่างที่ญี่ปุ่นปกครองนั้นเป็นเสียงของมนุษยชาติที่กำลังแสวงหาตำแหน่งสูงสุดที่ซึ่งน้ำพระทัยพระเจ้าสามารถกลายเป็นจริงได้ ท่านจะบ่นอะไรไม่ได้ หากท่านมิได้ปีนป่ายขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดของเสียงร้องนั้น
ณ ตำแหน่งที่ข้าพเจ้าสามารถพูดกับพระเจ้าเกี่ยวกับเนื้อหาสำคัญ ข้าพเจ้าจะเรียก “พระบิดา” แล้วข้าพเจ้าก็อธิษฐานในขณะที่อาเจียนเป็นเลือดว่า “ข้าแต่พระองค์ เลือดของลูกนั้นแตกต่างจากเลือดของคนทั่วไปในอดีต ลูกมิใช่คนประเภทที่อาเจียนเป็นเลือดแล้วล้มลงตายในขณะที่บ่นกับพระองค์ด้วยหัวใจที่ทรยศอยู่ลึกๆ ภายใน ขอทรงอย่าได้ทรงสงสารลูกเลย ขอทรงโปรดสงสารประเทศและมนุษยชาติในโลก ขอทรงเปิดหนทางให้ลูกได้นำพวกเขาไปสู่ความรอดเถิด” นี่คือวิถีชีวิตของข้าพเจ้า
“เอาเลย เพื่อนเอ๋ย ความรักของเจ้าที่มีต่อประเทศญี่ปุ่นจะยิ่งใหญ่กว่าความรักของข้าที่มีต่อประเทศเกาหลีหรือเปล่า? เราเป็นศัตรูกัน” ข้าพเจ้าต่อสู้ด้วยวิธีนี้ ตอนที่ข้าพเจ้าถูกจับใส่คุกนั้นเป็นยุคที่อยู่ภายใต้อาณานิคมญี่ปุ่น ดังนั้น ในขณะนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณที่ได้เข้าไปอยู่ในห้องขัง ดีกว่าเป็นคนทรยศที่ทรยศต่อประเทศของตนเอง ข้าพเจ้าคิดว่า มันคงจะดีหากประเทศจะได้รับอิสรภาพโดยผ่านความตายของข้าพเจ้าเพียงคนเดียว ดีกว่าที่ข้าพเจ้าจะอยู่รอดปลอดภัยแล้วประเทศมิได้รับอิสรภาพ นี่เป็นความคิดที่เป็นประเพณีของโบสถ์แห่งความสามัคคี
ข้าพเจ้าเข้าใจในความทุกข์ยากของประเทศเกาหลีเพราะข้าพเจ้าเคยเข้าห้องขังที่ญี่ปุ่นมาก่อน มันเป็นบทเรียนที่ข้าพเจ้าไม่เคยลืม การใช้ชีวิตอยู่ในห้องขังกับเพื่อนของข้าพเจ้าในเส้นทางแห่งความทุกข์ยาก ทรมาน และน้ำตา มันทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจความเลวร้ายของญี่ปุ่น และในที่สุด ข้าพเจ้าก็เข้าใจความน่าสมเพชของประเทศเกาหลี

ปิดปากเงียบเมื่อต้องเสี่ยงชีวิต

ข้าพเจ้าได้ข้ามจุดความเป็นความตายมาแล้วหลายครั้ง แต่ข้าพเจ้าก็ยังยอมตายเพื่อแสดงความศรัทธาและความรับผิดชอบที่มีต่อเพื่อน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า ในเรือนจำ ข้าพเจ้าต้องต่อสู้ตามลำพัง ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงแม้กระทั่งคำขู่ฆ่าเลย เมื่อข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็จะไม่พูดอะไรเลย
ในเมื่ออีกร้อยชีวิตขึ้นอยู่กับข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะพูดอะไรได้ ข้าพเจ้ายอมตัดลิ้นตัวเองเสียดีกว่าที่จะยอมบอกอะไรพวกเขา “ไม่ ฉันจะไม่พูดอะไร ตีฉันเลย แม้ว่าจะตีฉัน แต่มันเป็นความรับผิดชอบของฉันที่จะเอาชนะด้วยการถูกตี แม้ว่าจะตีฉันจนขาโต๊ะทั้งสี่จะหักเป็นชิ้นๆ ก็ตาม หรือแม้ว่าเนื้อตัวของฉันจะเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำก็ตาม ฉันก็จะไม่พูด“
ข้าพเจ้าจะไม่ยอมพูดแม้ว่าข้าพเจ้าจะถูกทรมานอย่างน่ากลัวด้วยท่อนไม้ก็ตาม ข้าพเจ้าต้องมีความศรัทธา เมื่อใครก็ตามสัญญาอะไรไว้ เขาก็จะต้องรักษาสัญญานั้นไว้แม้ว่ามันจะทำลายตัวของเขาเองก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ช่วงเวลาที่ถูกทรมานนั้นจะกลายเป็นช่วงเวลาที่เราไม่เคยลืม

ให้อภัยและอวยพรให้ศัตรู

แม้ว่าพวกเขาจะจับข้าพเจ้าขังไว้ในห้องขัง พวกเขาก็ทำเช่นนั้นกับจิตใจและอุดมการณ์ความคิดของข้าพเจ้าไม่ได้ เอาสิ เมื่อพวกเขาทุกตีข้าพเจ้า หนทางที่ข้าพเจ้าทำงานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าก็จะถูกเชื่อมกับหนทางที่พระเจ้าได้ทรงปูไว้แล้ว ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงบอกให้พวกเขาทดสอบข้าพเจ้าดูว่าข้าพเจ้ารักศัตรูของข้าพเจ้าอย่างมั่นคงขนาดไหน หากพวกเขาต้องการทุบตีข้าพเจ้าก็เอาเลย ข้าพเจ้าจะเกลียดพวกเขาหรือเปล่า? หากมีใครพูดว่า “โอ้ ฉันถูกทุบตีมาแล้ว ฉันถูกทุบตีแทนมวลมนุษยชาติด้วยความขมขื่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฉันจะยอมถูกเฆี่ยนแล้วฉันก็จะลืมมันไปเสีย ข้าแต่พระองค์ ได้โปรดให้อภัยแก่พวกเขาด้วยเถิด” ในขณะที่ถูกทุบตีจนอาเจียนเป็นเลือด มันจะช่างน่าประหลาดใจเพียงใด เราควรผ่านไปในสถานการณ์แบบนั้น และเพื่อที่จะทำเช่นนั้น เราควรวางตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่จะฆ่าเรา และแล้ว สิ่งต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น
ในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครอง มีชายคนหนึ่งชื่อ คูมาฮะดา ชื่อของเขาเป็นชื่อที่ข้าพเจ้าไม่สามารถลืมได้จนถึงขณะนี้ แม้ว่าเราจะถูกสอนให้รักศัตรู แต่ข้าพเจ้าจะโต้ตอบเขาทันทีเมื่อเขาทำอะไรข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบอกกับตัวเองว่า “เพื่อนเอ๋ย โอเค ทำอย่างที่แกต้องการเลย ฉันจะแบกสิ่งนี้ไว้แม้ว่าฉันจะต้องตาย” ข้าพเจ้ามิได้ปฏิบัติกับเขาเยี่ยงศัตรูของข้าพเจ้า เนื่องจากข้าพเจ้ามีความรับผิดชอบที่จะอธิษฐานสำหรับเขา ข้าพเจ้ากำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาอยู่ ข้าพเจ้ากำลังศึกษาสิ่งนี้ในห้องขัง เนื่องจากมนุษย์มีมโนธรรม เขามาขอโทษในตอนเช้าหลังจากที่ทุกคนออกไปแล้ว เขาเป็นคนแบบนั้น เมื่อเราเห็นเช่นนั้น เราสามารถเห็นได้ว่ามนุษย์ทุกคนก็เหมือนๆ กัน เขาไม่สามารถหลอกมโนธรรมของเขาเองได้

วิธีป้องกันอันตราย

ก่อนที่จะถูกทรมาน ท่านควรทำให้ท่านมีเลือดออกก่อน วิธีนี้จะทำให้ท่านไม่ตาย เมื่อพวกเขาทรมานใครบางคน พวกเขาจะกระทืบส่วนใดส่วนหนึ่งของท่านก่อน ไม่ว่าจะเป็นท้องหรือส่วนไหนก็ตาม ดังนั้น เพื่อที่จะรับมือกับสิ่งนี้ได้ ท่านต้องสวนล้างทวารหนักของตัวท่านเองก่อนให้ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาให้หมด แล้วเจาะรูทะลุเข้าไปในจมูกของท่าน และเพื่อที่จะทำเช่นนั้นได้ ท่านต้องเลือดออก หากท่านมีเลือดออกก่อน ร่ากายของท่านก็จะไม่ถูกทำลาย ไม่ระเบิด ไม่ฉีกขาด สิ่งนี้แสดงให้เป็นว่าพระเจ้าทรงฉลาดอย่างน่าประหลาดใจ
ตอนที่ท่านเหนื่อยจัด ท่านจะมีเลือดกำเดาออกใช่ไหม? ถ้าเลือดกำเดาของท่านไม่ออก เส้นโลหิตในสมองของท่านจะแตกแทน การที่ท่านมีเลือดกำเดาออกมา มันจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตก เนื่องจากร่างกายของท่านรู้ว่าตอนที่ท่านเหนื่อย ความดันโลหิตของท่านจะพุ่งสูงขึ้น ทำนองเดียวกัน ตอนที่ท่านถูกทรมาน ท่านต้องทำให้เลือดออกก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าระบบหายใจของท่านมีทางระบายออก ท่านสามารถทำให้ท่านเลือดออกได้ง่ายๆ ด้วยการกัดริมฝีปากของท่านหรือกัดส่วนที่แบนราบบนลิ้นของท่านให้เลือดออก ข้าพเจ้าช่วยคนมากมายด้วยการสอนสิ่งนี้ให้เขา

ความหนาวในห้องขัง

ข้าพเจ้ามีประสบการณ์มากมายทำนองนั้นเพราะข้าพเจ้าเคยอยู่ในห้องขังเป็นเวลานาน ในห้องขังนั้นหนาวมาก มันหนาวทีเดียว ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น มันไม่มีเครื่องทำความร้อนหรือเตาถ่านที่จะให้ความอบอุ่นเลย หากท่านอยู่ในนั้นสักสิบปี ท่านก็ต้องสวมเสื้อผ้าไว้ตลอด 10 ปี ท่านจะไม่รอดหากท่านไม่มีเสื้อผ้า ดังนั้น ตรงนี้ ที่ใต้รักแร้ มันจะอุ่นเสมอ ... ท่านทราบไหมว่าที่ตรงนี้คืออะไร? ท่านทราบไหมว่าส่วนนี้เป็นที่สำหรับพักแบบไหน? (หัวเราะ)
เท้าและปากของท่านนั้นยื่นออกมา เมื่อมันรู้สึกว่าเย็นมาก มันก็จะพยายามหดเข้ามาแล้วกลายเป็นเหมือนกับลูกเกาลัด เอาละ มันจะอร่อยมากทีเดียวเมื่ออยู่ในปาก (หัวเราะ)

น้ำตาแม่

ชีวิตในห้องขังในระหว่างที่ญี่ปุ่นปกครองนั้น... ตอนที่ข้าพเจ้ากลับมาจากญี่ปุ่น ตำรวจก็ออกหมายเรียกข้าพเจ้าให้ไปพบเพราะพวกเขากลัวข้าพเจ้ามาก แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเป็นครั้งแรก หากคุณแม่ของข้าพเจ้าจะมาที่สถานีตำรวจ เธอก็คงจะน้ำตาร่วง ข้าพเจ้าขึ้นเสียงกับพ่อแม่ของข้าพเจ้าดังลั่นด้วยความเศร้าว่า “ลูกชายคนนี้ไม่ใช่เจ้าตัวกระเปี๊ยก ลูกกำลังไปบนหนทางนี้เพื่อแก้ปัญหาความเศร้าโศกของโลกและของพระเจ้า ไม่ใช่ของคุณแม่”
พ่อแม่ของข้าพเจ้าร่วมมือกันส่งเงินให้ลูกไปเรียนต่างประเทศ แต่ลูกกลับถูกจับเข้าห้องขังนั้นทีนี้ที ตอนที่คุณแม่ของข้าพเจ้ามาเยี่ยมข้าพเจ้าในห้องขังแล้วร้องไห้ในระหว่างที่เกาหลียังอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น อย่างน้อย ข้าพเจ้าก็ควรเลิกทำงานดังกล่าวเพื่อคุณแม่ของข้าพเจ้าเอง แต่เธอก็ยังขอให้ข้าพเจ้าทำแบบนั้นไม่ได้ เธอทำแบบนั้นไม่ได้

ยอมรับว่าไม่มีความผิด (เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1944)

ตอนที่ท่านออกจากห้องขัง ท่านต้องเมตตาคนที่นั่น ตอนที่ท่านถูกทรมานด้วยการเฆี่ยนเป็นเวลาหกชั่วโมงจนทรุดลงบนพื้น ท่านจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากคนที่ทรมานท่าน ใจที่โอนเอียงของเขาในขณะนั้นเป็นใจจริงของเขาและเขาก็จะคิดในภายหลังว่า “เดี๋ยวนี้ มนุษย์เป็นอะไรกันไปแล้ว?” การอธิบายสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลสำหรับคนที่แสวงหาความสุข
ตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ข้าพเจ้าถูกทรมานมากมาย แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ตายแม้ว่าข้าพเจ้าจะถูกทุบตีและร่างกายของข้าพเจ้าจะโป่งบวมจนแตกเพราะถูกทรมานด้วยน้ำ ข้าพเจ้าก็ฟื้นตัวภายในสองสัปดาห์ เพียงสองสัปดาห์ข้าพเจ้าก็รับประทานได้ แล้วข้าพเจ้าก็กลับสู่สภาวะปกติ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้คงมิใช่สิ่งที่ท่านอยากทำตอนที่ท่านแก่ตัวลง แต่ท่านคงอยากทำก่อนที่ท่านจะมีครอบครัว
ข้าพเจ้าถูกจับยัดห้องขังครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงชีวิตของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็มิได้ล้มเหลว ไม่มีใครรู้ว่าข้าพเจ้าร้องไห้กับแม้น้ำฮัน

4. เสร็จสิ้นการเตรียมทางฝ่ายภายในก่อนเกาหลีได้รับเอกราช

การเตรียมทางฝ่ายภายในภายใต้การบริหารบ้านเมืองของญี่ปุ่น

ในระหว่างช่วงระยะเวลาสี่สิบปีที่ญี่ปุ่นปกครองเกาหลี ญี่ปุ่นได้พยายามที่จะกำจัดวัฒนธรรมเกาหลีออกไปทั้งหมดแม้แต่ภาษา ตัวข้าพเจ้าเองก็ถูกญี่ปุ่นจับไปขัง ในระหว่างนั้นมีคนเกาหลีจำนวนมากถูกรัฐบาลญี่ปุ่นจับไปขังและกดขี่เหมือนกับข้าพเจ้า เพื่อที่จะใครคนหนึ่งจะถูกเรียกโดยพระเจ้า เขาคนนั้นจะต้องกลายเป็นผู้รักชาติ บุตรชายบุตรสาวที่กตัญญู และอุทิศตนเพื่อสังคม ผู้รักชาติคือคนที่ตั้งใจอุทิศตนเพื่อชาติ บุคคลเช่นนั้นจำเป็นต่อแผนการของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างพื้นฐานสำหรับแผนการและขยายมันออกไป พระองค์ต้องทรงงานภายใต้การต่อต้านของซาตานอยู่เสมอ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเตรียมตัวเองให้เป็นคนหนุ่มที่มีชีวิตสาธารณะ
ในช่วงทศวรรษที่ 1920 พระเจ้าได้ทรงเตรียมพร้อมแล้ว ในขณะนั้น ข้าพเจ้าก็ถือกำเนิดขึ้น ข้าพเจ้าคร่ำครวญภายใต้สิ่งต่างๆในชีวิตที่ข้าพเจ้าไม่รู้และทำงานเพื่ออธิบายหนทางแห่งสวรรค์และปัญหาทั้งหมดด้วยศาสนาและความรัก เช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้มาถึงยุคที่เกาหลีได้รับเอกราช ในตอนนั้นข้าพเจ้าอายุเท่าไร? ตอนนั้น ข้าพเจ้าอายุ 26 ขวบ ในเวลานั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถพูดหลักการที่ท่านเรียนอยู่ตอนนี้ได้ ข้าพเจ้าพูดได้เพียงบางส่วนเนื่องจากพระเจ้าทรงบอกข้าพเจ้าเพียงบางส่วนเพราะข้าพเจ้าสัญญากับพระองค์ว่าจะเริ่มงานของข้าพเจ้าทันทีที่ประเทศเกาหลีได้รับเอกราช น้ำพระทัยพระเจ้าจะมิสามารถสำเร็จลงด้วยคนเพียงคนเดียว แต่ต้องมีบุคคลอื่นมาร่วมทำงานด้วย

การอธิษฐานให้กับเอวาแห่งการได้รับอิสรภาพ

มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ข้าพเจ้าขึ้นไปบนยอดเขาสูงในเขตตัวเมืองของโซลและหลั่งน้ำตาอย่างขมขื่นว่า ประเทศนี้จะไปทางไหน? หนทางที่ประเทศนี้กำลังไปนั้นออกห่างจากหัวใจของพระเจ้าซึ่งทรงเป็นผู้ดูแลเอกภพที่ยิ่งใหญ่หรือไม่? ก่อนการปลดปล่อย ข้าพเจ้าท่องไปทั่วสารทิศ เริ่มจากภูเขาบุกอัก ข้าพเจ้าคำนับศีรษะลงแล้วอธิษฐาน “เกาหลีเอ๋ย เธออย่าเศร้าไปเลย แม้ว่าโลกนี้จะดับสูญ เจ้าก็จะยังอยู่” เกาหลีจะไม่ดับสูญแน่ ตราบเท่าที่ข้าพเจ้ายังไม่สิ้นลม มีความข่มขื่นเศร้าโศกมากมายในบรรพบุรุษของเราและพระเจ้า การได้มาอยู่ที่โซลในขณะนี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงวันเวลาที่ข้าพเจ้าอธิษฐานครั้งที่ข้าพเจ้าไปบนยอดเขาซัมกักและเดินไปรอบๆ ท่านเคยทำอะไรแบบนั้นบ้างไหม? แม้ว่าโลกจะไม่รู้ แต่เราก็ต้องสร้างหนทางแห่งความรัก และแท่นบูชาแห่งความรักไว้ที่เบื้องบน แม้ว่าข้าพเจ้าจะอยากเล่าเรื่องราวของข้าพเจ้าที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสและการอธิษฐานของข้าพเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและโลกให้ท่านฟังก็ตาม แต่มันมีบางสิ่งที่เป็นเรื่องที่ฟังแล้วหัวใจจะตกสลาย ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถพูดได้

ไปเยี่ยมโบสถ์ต่างๆ ทั่วประเทศ

เมื่อข้าพเจ้าเริ่มต้นเส้นทางนี้ ข้าพเจ้าได้ไปพบกับพระในศาสนาคริสต์ที่มีชื่อสียงในเกาหลีหลายคน ข้าพเจ้ามองดูพวกเขาและได้จัดระดับชั้นของพวกเขาแต่ละคนไว้ พวกเขาไม่รู้จักข้าพเจ้า จากภายนอกที่ปรากฏให้เห็น ข้าพเจ้าไม่มีอะไร นอกจาเป็นชายโสดคนหนึ่งหรือผู้ที่เดินทางผ่านมาที่เนื้อตัวสกปรกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเห็นด้านในของพวกเขาและก็ได้เขียนมันลงในรายงานแห่งสวรรค์แล้ว ข้าพเจ้าเริ่มต้นทำงานหลังจากเขียนรายงานของข้าพเจ้าถวายพระเจ้า
สามปีก่อนการได้รับเอกราช หรือตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุ 23 ขวบ สิ่งที่ข้าพเจ้าทำก็คือเริ่มต้นเดินทางไปโบสถ์ใต้ดินต่างๆ แต่เนื่องจากคนทั้งหลายถูกฝึกให้คำนับจักรพรรดิญี่ปุ่น องค์กรศาสนาที่แท้จริงทั้งหลายต่างก็เป็นองค์กรใต้ดิน แม้ว่าในเวลานั้น ข้าพเจ้าจะยังอ่อนวัยนักก็ตาม แต่ข้าพเจ้าเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่องค์กรต่างๆ ด้านศาสนาที่ทำกิจกรรมใต้ดินและทำเกี่ยวกับภาวะบ้านเมืองของเกาหลี

มองเห็นการได้รับเอกราชของเกาหลี

สาธุคุณมูนเป็นคนฉลาด (หัวเราะ) คนที่ชื่อมูนนี้ไม่ใช่คนโง่ เขาเป็นคนฉลาดและเห็นอนาคตล่วงหน้า ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเป็นวัยรุ่น ข้าพเจ้าก็รู้โชคชะตาของประเทศแล้ว เมื่อวานนี้ก็เช่นกัน ลูกพี่ลูกน้องข้าพเจ้าที่เป็นน้องบอกข้าพเจ้าว่า “ที่คุณพูดไว้เกี่ยวกับญี่ปุ่นและเยอรมันว่า ในปี ค.ศ.1945 เยอรมันจะล้มในเดือนเมษายน และญี่ปุ่นจะล้มในเดือนสิงหาคม มันเกิดขึ้นแล้ว” เขาพูดว่า “ฉันคิดว่าเมื่อเขาจบจากมหาวิทยาลัย เขาจะให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโลกทั้งหมดได้ดี เขาเห็นแม้กระทั่งอนาคต” (หัวเราะ)