Education Menu
คำสอน

 

True Father photo
 
 

คุณพ่อ ซัน เมียง มูน
 

  เส้นทางพ่อแม่ที่แท้จริง   
 


บทที่ 5 การไปเรียนที่ญี่ปุ่น

1. การจากไปทั้งน้ำตาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ

ระเบียบการในการไปเรียนต่างประเทศ

ตอนที่ข้าพเจ้าจบจากโรงเรียนประถมศึกษา ข้าพเจ้าได้กล่าวเบื้องหน้านายตำรวจ นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ข้าพเจ้าตะโกนว่ากล่าวอย่างรุนแรงให้คนญี่ปุ่นเก็บข้าวของแล้วกลับบ้านไปเสีย ตั้งแต่จบโรงเรียนประถมศึกษาเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็เป็นแบบนั้น ข้าพเจ้าเป็นคนที่คอยจับตาดูนายตำรวจและคอยตำหนิเขา ข้าพเจ้าพูดว่า “นี่ แล้วก็นี่ ไม่ถูกต้อง ท่านมัวเฉยอยู่ได้อย่างไร?” เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นคนที่ทำอะไรแบบนี้ ข้าพเจ้าจึงถูกหมายหัวไว้
ในการที่จะไปญี่ปุ่นได้นั้น ข้าพเจ้าต้องได้รับการฝากฝังจากครูใหญ่และต้องทำหนังสือเดินทางที่ใช้สำหรับเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไปพบนายตำรวจ ตอนที่เขาเห็นข้าพเจ้า เข้าพูดออกมาว่า พวกเราต้องจับตาดูคนๆ นี้ไว้ให้ดี เขามันตัวก่อปัญหา แล้วเราก็เริ่มปะทะคารมกัน มันต้องออกมารูปแบบนี้เสมอ มันต้องมีอะไรบางอย่างระหว่างเรา

ขึ้นรถไฟฮิการิโฮเพื่อไปพูซาน
(วันที่ 31 มีนาคม ปี ค.ศ.1941 เวลา 14:10 น.)

ในปี ค.ศ.1941 เมื่อข้าพเจ้าออกเดินทางจากสถานีโซลไปท่าเรือพูซาน เพื่อเดินทางไปเรียนที่ญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเหลียวดูเมืองหลวงที่จากมาด้วยน้ำตาที่ท่วมท้น ในขณะนั้น ข้าพเจ้ากำลังคิดว่า ใครจะรับผิดชอบสำหรับประชาชนตาดำๆ เหล่านี้ ตอนที่ข้าพเจ้าเดินทางไปญี่ปุ่น รถไฟที่ข้าพเจ้าใช้เดินทางออกจากสถานีโซลชื่อว่า รถไฟฮิการิโฮ ทันทีที่ข้าพเจ้าขึ้นรถไฟ ข้าพเจ้าก็พูดออกมาว่า “ฉันจะไม่ใช้เวลาแบบคนล้มเหลวที่น่าสังเวช ขอพระเจ้าจะทรงปกป้องคนหนุ่มสาวที่ยังมุ่งหน้าต่อไปด้วยหัวใจที่ตั้งมั่นที่จะกอบกู้ประเทศ เมื่อฉันกลับมา ทุกคนที่นี่จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง” นี่เป็นเหตุผลที่เกาหลีไม่ถูกทิ้งระเบิดในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
ในขณะที่ข้าพเจ้าออกเดินทางจากโซลเพื่อไปพูซาน ข้าพเจ้าถามตัวเองว่า “เรากำลังจะไปเรียนรู้อะไรที่ญี่ปุ่น? หนทางที่ประเทศนี้จะได้รับการปลดปล่อย และการเติบโตขึ้นอย่างมีความหวังและความก้าวหน้าในชีวิตของชั่วอายุคนที่สองสำหรับเราแล้วนั้นหมายถึงการที่ประเทศได้รับเอกราช” ข้าพเจ้าก็ยังคงจำการออกเดินทางจากสถานียองซันได้ดี ขณะที่กำลังข้ามสะพานเก่าๆ ที่ข้ามแม่น้ำฮัน ข้าพเจ้าเกาะราวรถไฟหลั่งน้ำตาอย่างท่วมท้นออกมา
ข้าพเจ้ารู้สึกราวกับว่า ข้าพเจ้ากำลังจากประเทศนี้ไปเหมือนกับเด็กกำพร้า ข้าพเจ้าใส่เสื้อนอกกลับด้านและร้องไห้ไปตลอดทางจากโซลถึงพูซาน สุภาพสตรีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งพูดกับข้าพเจ้าว่า “นี่ พ่อหนุ่มน้อย พ่อหรือแม่ของเธอเสียชีวิตนะหรือ? ความเจ็บปวดและเศร้าโศกแบบนี้คนเราทุกคนต้องเจอด้วยกันทั้งนั้นแหละ“ แต่ความเศร้าโศกของข้าพเจ้าเกิดขึ้นจากความรักที่มีต่อประเทศนี้

เรือเฟอร์รี่ควานบู “โชเคอิ มารู”
(วันที่ 1 เมษายน 1941 ออกจากท่าตอน 2:40 น.)

ข้าพเจ้าไม่เคยลืมการอธิษฐานที่ข้าพเจ้าอธิษฐานในขณะที่ยืนอยู่บนสะพานลงท่าเรือพูซานแล้วหันหลังกลับไปดูประเทศเกาหลี ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตีสอง ข้าพเจ้ากำลังจะไปเรียนที่ญี่ปุ่น ข้าพเจ้าอธิษฐานและปฏิญาณว่า “แม้ว่าตอนนี้ ฉันกำลังจะจากไป แต่ฉันก็จะรักเธอ(เกาหลี)ให้มากขึ้นไปอีก และฉันก็จะหลั่งน้ำตาสำหรับเธอ(เกาหลี)ให้มากขึ้นไปอีก”
มันเหมือนกับพึ่งจะเมื่อวันวานนี้เองที่ข้าพเจ้าลงเรือเฟอร์รี่เพื่อเดินทางจากพูซานไปญี่ปุ่น ข้าพเจ้าหลั่งน้ำตาตลอดการเดินทาง ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นปกครองเกาหลี ข้าพเจ้าคิดว่า ใครจะเป็นผู้ที่ปลดปล่อยและช่วยประเทศน่าสังเวชนี้ได้? ข้าพเจ้าไม่ได้หลับทั้งคืน ข้าพเจ้าได้แต่มองดูดวงดาวแล้วอธิษฐาน ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าว่า “ลูก ผู้ซึ่งกำลังอธิษฐานด้วยน้ำตาอันท่วมท้นเพื่อการปลดปล่อยประเทศนี้ กำลังจะจากประเทศนี้ไป พระบิดาบนสวรรค์ โปรดปกป้องประเทศนี้จนกว่าลูกจะกลับมา“ เรือออกเดินทางเวลาตีสองสี่สิบนาที ข้าพเจ้าไม่เคยลืมหัวใจของข้าพเจ้าในเวลานั้นเลย
การไปตามลำพังกับน้ำตานั้นหมายความว่าเรามีความรักชาติ การไปตามลำพังกับน้ำตาก็หมายความว่าเรามีความกตัญญูกตเวที มันเป็นเหมือนกับผู้จงรักภัคดี มันเป็นเหมือนกับนักบุญ การมีชีวิตกับน้ำตาคือวิถีชีวิตของนักบุญ หากจะมีประวัติศาสตร์หรือประเพณีใดที่สามารถเคลื่อนโลกนี้ได้แล้วละก็ มันก็คงมีเพียงประวัติศาสตร์หรือประเพณีที่เต็มไปด้วยน้ำตาเท่านั้น ประเพณีแห่งน้ำตาเท่านั้นที่จะสามารถครอบครองโลกได้

2. วิทยาลัยเทคนิควาเซดะถูกรวมกับมหาวิทยาลัยวาเซดะแผนกวิศวกรรมไฟฟ้า
(วันที่ 1 เมษายน ปี ค.ศ.1941 ถึงวันที่ 30 กันยายน ปี ค.ศ.1943)

หัวใจที่แน่วแน่

นับตั้งแต่เวลาที่ข้าพเจ้าก้าวเท้าลงแตะผืนแผ่นดินของศัตรู ข้าพเจ้าก็ตั้งใจที่จะอดทน ข้าพเจ้าไม่เคยไปสถานที่ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นเลย คนที่ไม่มีประเทศจะไม่ไปสถานที่แบบนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ไปที่ภูเขาฟูจิ และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ไปที่ อาดามิ ฮาโกเนะ หรือ นิโกะ เลย ข้าพเจ้าจะไปสถานที่เหล่านั้นก็หลังจากที่พระเจ้าตรัสว่า “เรารู้สึกปีติที่เห็นที่สวยงามเหล่านั้น มันเป็นที่ที่ดี ทำไมเจ้าไม่ไปที่นั่น?” หากสิ่งนี้มิได้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าก็จะไม่ไปสถานที่เหล่านั้นอย่างเด็ดขาด นี่เป็นนิสัยของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าได้เดินไปตามถนนทากาดาโนะบาบาที่ผ่านมหาวิทยาลัยวาเซดะถึงสองรอบ ข้าพเจ้าเคยเดินถนนนี้มามาก ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะเดินไปตามถนนทากาดาโนะบาบาด้วยหัวใจแบบเดียวกับที่ข้าพเจ้ามี ท่านควรทราบว่าทุกสถานที่บนถนนทากาดาโนะบาบานั้นล้วนมีนัยสำคัญ ทุกทางโค้ง และเสาโทรเลขทุกต้น ล้วนมีน้ำตาของข้าพเจ้าซ่อนอยู่ทั้งนั้น

เอกวิศวกรรมไฟฟ้า

ท่านควรทราบว่าท่านต้องทำอะไร ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดก็คือช่วงก่อนที่ข้าพเจ้าจะมีอายุ 23 ขวบ ช่วงเวลาจาก 18, 19, 20, 21, 22, 23, 24 ภายในช่วงที่ท่านอายุ 24 ขวบ ท่านควรตัดสินใจแล้วเกี่ยวกับความมุ่งหมายของท่านและเป้าหมายชีวิตของท่าน หากท่านฝึกฝนตัวท่านเองและหมั่นอธิษฐาน ท่านก็จะรู้ว่าท่านควรทำอะไร
ข้าพเจ้าเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า ข้าพเจ้าเรียนวิทยาศาสตร์ และข้าพเจ้าก็รู้หนทางที่ข้าพเจ้าจะต้องไป ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าควรไปทางไหน ตอนที่เรียนวิทยาศาสตร์ ข้าพเจ้าได้ทดลองฝีมือในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ ในการที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น ท่านจำเป็นต้องเก่งคำนวณ ท่านจำเป็นต้องประเมินสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว การควบคุมสิ่งต่างๆ ที่มองไม่เห็นนั้นคล้ายกับศาสนา ท่านสามารถค้นพบปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าได้ในทุกๆ ปรากฏการณ์ในโลกฝ่ายเนื้อหนัง มันอยู่ภายในทุกๆ ปฏิกิริยา
ข้าพเจ้าเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าก็เพราะข้าพเจ้ารู้ว่ามันจะทำให้ข้าพเจ้านำเสนอแนวความคิดของศาสนาใหม่โดยไม่ต้องมาสั่งสมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก่อน การเรียนเกี่ยวกับไฟฟ้าช่วยข้าพเจ้าได้มาก
ข้าพเจ้ามีหัวทางคณิตศาสตร์ ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นนักเรียน ข้าพเจ้าต้องไปที่โรงงานทำหมวกถึงสองครั้ง เพื่อบอกให้เขาทำใหม่ แต่มันก็ยังเล็กเกินไป ข้าพเจ้าต้องฉีกมันออกเพื่อทำให้มันพอดี ข้าพเจ้ามีศีรษะที่ใหญ่ นั้นเป็นเพราะข้าพเจ้ามีเซลมันสมองมาก! (หัวเราะ) ดังนั้น หากข้าพเจ้ามุ่งมั่นในเรื่องใดแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็จะทำมันได้ภายใน 3 ปี ในขณะที่คนอื่นเขาใช้เวลา 10 ปี
ข้าพเจ้าเรียนทุกสิ่งด้วยจิตใจแบบนั้น ทำไมท่านจึงรู้สึกเหนื่อยในเวลาที่ท่านเรียน? นั่นเป็นเพราะว่า ท่านเรียนเพื่อตัวท่านเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมท่านจึงรู้สึกเหนื่อย แต่หากท่านลองคิดว่านี่เป็นเรื่องความเป็นความตายของมวลมนุษยชาติ คน 30 ล้านคนจะเป็น ถ้าท่านจำคำๆ นี้ได้ หากท่านลืมคำๆ นี้ คน 30 ล้านคนจะถูกทำลาย จงพยายามเรียนด้วยหัวใจแบบนี้ ที่ท่านพูดว่าท่านไม่ฉลาดนั้นหมายความว่าอะไร? หากท่านไปในหนทางที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวท่านเองแล้วละก็ ท่านก็จะเหลือแต่เพียงความสิ้นหวังเท่านั้น หากท่านไปในหนทางนั้นเพื่อประเทศและโลก สิ่งที่จะเหลืออยู่ก็คือความหวังเท่านั้น

ตื้อถาม

ข้าพเจ้ามักจะสร้างความลำบากใจให้คุณครูอยู่เสมอด้วยคำถามของข้าพเจ้า คุณครูก็มักจะคอยจ้องว่าข้าพเจ้าจะยืนขึ้นถามคำถามในระหว่างที่คุณครูสอนหรือไม่
เมื่อใดที่ข้าพเจ้าได้เริ่มถามคำถามแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็ซักต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณครูเลือดขึ้นหน้า การโต้เถียงเกี่ยวกับทฤษฎีสำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีปัญหาอะไร เพื่อนๆ ของข้าพเจ้าก็ไม่มีใครเรียนเทียบข้าพเจ้าได้
หลายครั้ง ข้าพเจ้าจะถามว่า “คิดอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งนี้?“ ซึ่งทุกครั้งที่คุณครูเห็นข้าพเจ้า คุณครูก็จะไปอยู่ที่มุมห้อง คุณครูจะนั่งอยู่กลางห้องหากคุณครูคิดว่าข้าพเจ้าคงไม่ถามอะไร หรือมิฉะนั้น คุณครูก็จะพยายามไม่เข้าใกล้ข้าพเจ้า คุณครูจะสอนด้วยอาการแบบนี้ คุณครูจะไม่พยายามมองมาที่ข้าพเจ้า เมื่อใดที่ข้าพเจ้าเริ่มขุดคุ้ยเพื่อให้ถึงราก ข้าพเจ้าก็จะต้องทำให้เสร็จ ตอนที่ข้าพเจ้าเรียนฟิสิกส์ ข้าพเจ้าถามว่า “ใครสร้างทฤษฎีนี้ขึ้นมา? ผมจะเชื่อมันได้อย่างไรหากผมมิได้ทดลองมันดูเสียก่อน“ ข้าพเจ้าเคยทำแบบนี้ ดังนั้น ลองคิดดูว่าบรรดาคุณครูจะต้องลำบากใจเพราะข้าพเจ้ามากเพียงใด

ฝึกพูดภาษาญี่ปุ่นให้พูดได้เร็ว

ข้าพเจ้าไม่ใช่คนโง่ แม้กระทั่งตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ในญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเคยเข้าแข่งขันความเร็วในการพูดกับคนญี่ปุ่น ไม่มีคนญี่ปุ่นคนไหนที่พูดได้เร็วกว่าข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าเคยฝึกตัวเองในเรื่องนี้มาก่อน ข้าพเจ้าเคยค้นคว้าวิธีพูดให้เร็วมาก่อน ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะทำให้เยาวชนญี่ปุ่นเชื่อและติดตามข้าพเจ้าเพื่อทำงานสำหรับโลก ข้าพเจ้าเคยมีความคิดว่าข้าพเจ้าจะประสบความสำเร็จไม่ได้หากสามัญสำนึกของข้าพเจ้าไม่สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของคนญี่ปุ่น
ในขณะที่ท่านพูดภาษาญี่ปุ่น ความเร็วถือเป็นเรื่องสำคัญ แม้กระทั่งตอนที่ข้าพเจ้าปะทะคารมเป็นภาษาญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเคยพูดได้สามคำในขณะที่อีกฝ่ายพูดได้คำเดียว ข้าพเจ้าได้เรียนรู้สิ่งนี้มาก่อน มันไม่ง่ายที่จะกลายเป็นผู้นำ

ฝึกเล่นกีฬา

ตอนข้าพเจ้าเป็นนักเรียน ตอนนั้นมีนักมวยปล้ำญี่ปุ่นที่ชื่อ ฟูดาบายามะ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากข้าพเจ้าเป็นนักมวยปล้ำแล้วละก็ ข้าพเจ้าคงท้าสู้กับเขาแล้ว (หัวเราะ) ข้าพเจ้าเก่งมวยปล้ำเกาหลี ข้าพเจ้าเป็นนักมวยปล้ำที่เก่งที่สุดในสมัยเรียนมัธยม
ข้าพเจ้าเป็นแชมป์มวยปล้ำของโรงเรียนมัธยม ข้าพเจ้าวิ่งเก่งและกระโดดเก่ง ข้าพเจ้าเคยแม้กระทั่งชกมวย ข้าพเจ้าสามารถชกคนที่ไม่ดีดัง “ป้าบ“ จนเขากระเด็นเลย ทำไมข้าพเจ้าจึงทำแบบนั้น? ข้าพเจ้ามิได้ต้องการต่อสู้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องแข็งแรงและมีสุขภาพดีเพื่อที่จะทำให้การปฏิวัติครั้งใหญ่สำเร็จ และเพื่อที่จะทำให้โลกนี้กลับเข้าลู่เข้าทางที่ถูกต้องตามกฎสวรรค์เพื่อให้เกิดโลกแห่งสันติภาพขึ้น

ชีวิตในบ้านแบ่งให้เช่า

เมื่อข้าพเจ้าหาบ้านแบ่งให้เช่าบนแผ่นดินญี่ปุ่น ข้าพเจ้าถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายหลายต่อหลายครั้ง แค่ข้าพเจ้าจะคิดเกี่ยวกับการหาบ้านแบ่งให้เช่า ข้าพเจ้าก็รู้สึกปวดหัวแล้ว ไหนจะต้องฟังภาษาญี่ปุ่นอีก แต่ข้าพเจ้าต้องรักลูกของซาตานมากกว่าที่ข้าพเจ้ารักบุตรของพระเจ้า นั่นคือหัวใจของพระเจ้า ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่จนปูนนี้โดยคิดแบบนั้นนับพันๆ ครั้ง มันเป็นความจริง
เมื่อไม่นานมานี้เอง ข้าพเจ้าเยี่ยมบ้านที่แบ่งให้เช่าหลายหลังที่ข้าพเจ้าเคยอยู่มาก่อน ข้าพเจ้าได้พบกับสุภาพสตรีที่ทำบ้านแบ่งให้เช่า ในสมัยนั้น เงิน 100 เยนนั้นมีค่ามาก ท่านทราบไหมว่าข้าพเจ้าต้องจ่ายเงินเป็นค่าเช่าสำหรับห้องหนึ่งห้องสักเท่าไร? 11 เยนต่อเดือน
มีประสบการณ์หนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยลืมตอนที่ข้าพเจ้าอยู่บ้านแบ่งให้เช่า เจ้าของบ้านแบ่งให้เช่าเมากลับบ้านตอนดึกมาก เขาทุกตีภรรยาของเขา ส่วนภรรยาก็ไม่ใช่คนประเภทที่ปล่อยให้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว เวลาที่สามีทุบตีเธอ เธอก็จะตะโกนและกรีดร้องโวยวายให้เพื่อนบ้านรู้ (หัวเราะ) ข้าพเจ้าต้องตื่นเพราะเสียงต่อสู้กันอยู่หลายครั้ง
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงถามสุภาพสตรีคนนั้นว่า “ทำไมไม่อยู่เฉยๆ และปล่อยให้ถูกตีล่ะ? แล้วทำไมวันรุ่งขึ้นจึงไม่หนีกลับบ้านเกิดไป?“ เธอตอบว่า “คนที่ยังไม่แต่งงานก็ไม่รู้หรอกว่าความสุขของการมีความสัมพันธ์ทางเพศหลังจากที่ต่อสู้แล้วง้อคืนดีกันแล้วนั้นเป็นอย่างไร” (หัวเราะ) นั่นแหละสิ่งที่มันเป็น หลังจากต่อสู้กัน ท่านก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกัน ดังนั้น ท่านก็จะต้องง้อให้อีกฝ่ายยกโทษให้ หลังจากนั้นท่านก็... เธออาจจะกลัวสามีทุบตีอยู่ครั้งสองครั้ง แต่เมื่อเธอเข้าใจเขา เธอก็ยอมรับนิสัยของเขาได้ สามีของเธอจะพยายามง้ออยู่สักสองสามวัน อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นวิถีชีวิตของเขา ข้าพเจ้าไม่รู้จะว่ายังไงเรื่องนี้ (หัวเราะ)

3. การสืบสาวหลักการและการสร้างความคิดของข้าพเจ้า

การสืบสาวหลักการแล้วจัดระบบ

ท่านคงไม่ทราบว่าข้าพเจ้าทุกข์ทรมานเพียงใดในการพยายามค้นหาหลักการ ข้าพเจ้าอธิษฐานวันละประมาณ 10 ถึง 14 ชั่วโมง อยู่หลายปี ท่านเข้าใจไหมว่าข้าพเจ้าลำบากเพียงใด หนังสือหลักการนั้นเต็มไปด้วยโลหิต หยาดเหงื่อ และน้ำตาของข้าพเจ้า ทุกหน้านั้นเต็มไปด้วยโลหิตและน้ำตาของข้าพเจ้าที่ร่ำไห้สำหรับคนหนุ่มสาวอย่างพวกท่าน มันเป็นผลของการเสียสละและการทุ่มเทชีวิตในวัยหนุ่มของข้าพเจ้า เนื้อหาในหนังสือหลักการนั้นคือโลหิตและน้ำตาที่ข้าพเจ้าร่ำไห้สำหรับท่าน
ข้าพเจ้ามิได้ค้นพบหลักการโดยการอ่านพระคัมภีร์เท่านั้น หากบทปฐมกาลคือบทของการตกสู่บาป พระธรรมวิวรณ์ก็คงจะเป็นบทของการแก้ไข ข้าพเจ้าพูดกับตัวเองว่า “หากต้นไม้แห่งชีวิตได้กลายเป็นแบบนี้ไปอย่างที่พระคัมภีร์บันทึกไว้แล้วละก็ ต้นไม้แห่งชีวิตก็จะถูกแก้ไขในพระธรรมวิวรณ์ หากสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง นั่นก็หมายความว่า พระคัมภีร์ก็เป็นเรื่องโกหก“ ทำไม? อะไรที่เกิดจากเมล็ดก็จะให้เมล็ดคืนกลับมา เนื่องจากข้าพเจ้าทราบว่าศาสนาคริสต์ต้องเป็นศาสนาศูนย์กลางของทุกศาสนา ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจขุดให้สุดรากของศาสนาคริสต์ และโดยการทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ค้นพบว่าการสร้างสรรค์เกิดขึ้นอย่างไร พระเจ้าทรงกำลังทำอะไร และทำไมพระเจ้าจึงทรงโปรดความรัก
ไม่มีใครสอนอะไรข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าเป็นผู้ค้นพบมันและจัดระบบมันด้วยตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าต้องฉวยมันแล้วเก็บไว้ในกระเป๋า มันฟังดูราวกับความฝัน พระเจ้ามิได้ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก สำหรับข้าพเจ้าแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่เย็นชาและไร้ความปรานี
เหตุที่พระองค์เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า หากพระองค์ทรงเห็นอกเห็นใจข้าพเจ้า ซาตานก็จะเข้ามาแทรกแซง นั่นเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ข้าพเจ้าต้องค้นหาทุกสิ่งทุกอย่างและจัดระบบขึ้น ข้าพเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา นั่นเป็นเหตุว่าทำไมข้าพเจ้าจึงสามารถจัดระบบขึ้นได้ โลกฝ่ายวิญญาณเป็นโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดที่ท่านจะไม่รู้เลยว่าจะเริ่มจากตรงไหน
มีนักปรัชญา นักบุญ และนักปราชญ์มากมายนับไม่ถ้วนที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ข้าพเจ้าค้นพบความเป็นจริงของโลกฝ่ายวิญญาณอย่างชัดเจน และข้าพเจ้าก็ได้พบกับบรรดาผู้นำและอาจารย์ทางฝ่ายวิญญาณทั้งหมดและได้พูดคุยกับพวกเขามาแล้ว ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกฝ่ายวิญญาณอีกครั้งบนพื้นฐานของกฎสวรรค์ ข้าพเจ้าต้องกำหนดขอบเขตของทุกสิ่งทุกอย่างและเรียบเรียงมันทั้งหมด และแล้ว ข้าพเจ้าจึงนำมันไปสู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้าเพื่อโต้วาทีเกี่ยวกับความจริงของมัน หากปราศจากการรับรองจากโลกฝ่ายวิญญาณแล้วละก็ ท่านก็จะไม่สามารถสร้างความกลมกลืนบนโลกได้

ที่มาของเอกภพก็คือความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูก

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปในแดนลึกลับเพื่อค้นหาที่มาของเอกภพ พระเจ้าทรงตรัสว่า “ที่มาของเอกภพก็คือ พ่อแม่กับลูก พ่อกับลูกชาย“ นี่คือข้อสรุป
ดังนั้น ที่มาของเอกภพก็คือพ่อแม่กับลูก สิ่งสร้างสรรค์ก็คือสวนที่สร้างให้ลูก หากท่านรู้จักพระเจ้าอย่างชัดเจนแล้วละก็ หลักการแห่งการสร้างสรรค์ก็จะถูกเปิดเผยแก่ท่านเองอย่างเป็นธรรมชาติ
ข้าพเจ้าได้ทุ่มเทพลังงานไปมากที่สุดก็ในการค้นหาคำตอบนี้ หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 9 ปี ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ค้นพบคำตอบนี้จนได้ หลังจากที่เข้าใจคำตอบนี้แล้ว มันก็ง่ายมากใช่ไหม? ข้าพเจ้า พูดกับตัวเองว่า “โอ้ ไม่รู้ว่ามันจะง่ายขนาดนี้ ทุกอย่างก็รู้หมดแล้ว แต่ไม่รู้ประเด็นนี้เสียต้องนาน“

กฎของปฏิกิริยาเสริมกัน

นักวิชาการกล่าวว่า “เอกภพดำรงอยู่ตามกฎปฏิกิริยาต้านกัน (เช่น แรงสู่ศูนย์กลางกับแรงหนีศูนย์กลาง)“ แต่มันไม่เป็นความจริง มันดำรงอยู่ตามกฎปฏิกิริยาเสริมกัน
เมื่อพายุเมฆก่อตัวขึ้นแล้วฝนก็ตก เมื่อเกิดฟ้าแลบฟ้าร้อง กระแสไฟฟ้าเป็นล้านๆ โวลต์ของขั้วลบกับขั้วบวกจะปะทะกัน และแล้วไฟฟ้าเป็นล้านๆ โวลต์ของบวกกับลบก็จะปรากฏให้เห็นเป็นฟ้าผ่า ท่านจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร? นี่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าวางแผนที่จะเขียนเป็นปริญญานิพนธ์ขึ้นมา บวกกับบวกและลบกับลบจะไม่สามารถเกิดเป็นฟ้าแลบขึ้นได้หากว่าบวกกับบวก และลบกับลบไม่ได้รวมกันเสียก่อน บวกกับบวกต้องรวมตัวกัน และลบกับลบก็ต้องรวมตัวกันเสียก่อน และแล้วจึงจะเกิดฟ้าผ่า มันไม่มีวิธีใดที่จะอธิบายสิ่งนี้ได้หากปราศจากกฎปฏิกิริยาเสริมกันนี้
มันดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกันกับทฤษฎีพื้นฐานของไฟฟ้า แต่มันไม่ขัดแย้งกันเลย แค่อธิบายแตกต่างกันเท่านั้น บวกกับลบจะได้รับการปกป้องเมื่อคู่เป้าหมายของมันถูกกำหนดขึ้น แล้วเราจะสามารถเขียนข้อสรุปออกมาจากสิ่งนี้ได้ว่าอะไร? คนทั้งหลายอาจจะกล่าวว่า นี่คือกฎของเอกภพที่ซึ่งเมื่อประธานและกรรมกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว บวกกับบวกและลบกับลบก็จะผละออกจากกันและกันเพื่อปกป้องเอกภาพนั้นไว้ พวกมันมิได้ผลักซึ่งกันและกัน แต่พวกมันปกป้องซึ่งกันและกันต่างหาก

การสร้างแนวความคิด กับความขัดแย้งของทฤษฎี

ข้าพเจ้าไม่เคยบอกใครเลยว่าข้าพเจ้ามีความคิดแบบไหน เพื่อนๆ ของข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าค้นคว้าจากพระคัมภีร์และหนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา และเอาหนังสือปรัชญาที่คนทั่วไปไม่อ่านกลับไปอ่านที่บ้าน
ข้าพเจ้ามีเพื่อนที่กำลังเรียนรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ เขาเรียนเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ และข้าพเจ้าเองก็ไม่อยากโต้เถียงกับเขา ข้าพเจ้าให้การพูดที่ข้างถนน และแม้กระทั่งข้าพเจ้าเคยให้การพูดในที่ที่มีคนมากมายมามุงดูดอกเชอร์รี่บานเต็มที่ ข้าพเจ้ากล่าวถึงยุคสมัย ข้าพเจ้าตะโกนว่า เยาวชนสมัยนี้จะต้องปฏิบัติตนแบบนั้นแบบนี้ สิ่งต่างๆ ที่ข้าพเจ้าทำนายไว้บัดนี้ทั้งหมดได้เกิดขึ้นแล้ว
ข้าพเจ้ารู้จักลัทธิคอมมิวนิสต์ดี ข้าพเจ้าเป็นคนที่ต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่ข้าพเจ้ามีอายุได้เพียง 20 ขวบ ในบรรดาผู้นำของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กลับไปอยู่ที่เกาหลีเหนือและได้ดิบได้ดีกันไปนั้นบางคนเป็นเพื่อนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพูดกับพวกเขาในสมัยเรียนในระหว่างที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นว่า ตอนนี้ เรามาร่วมกันต่อสู้เพื่อเอกราชของเกาหลี แต่ในอนาคต เราจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง พวกเขาคิดไม่ถึงว่าข้าพเจ้าจะเป็นหัวโจกในการทำลายลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ข้าพเจ้ารู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเคยต่อสู้กับพวกเขาโดยพูดว่า “ทฤษฎีวิวัฒนาการคืออะไร? ที่มาของสปีชชี่ของชาร์ล ดาร์วิน คืออะไร? คุณบ้าเหรอ”

นักปรัชญาที่รักสวรรค์และโลก

คนทั้งหลายอาจจะพูดกันว่า ข้าพเจ้าเป็นนักปรัชญาความรัก ปรัชญาของสาธุคุณมูนก็คือความรัก และหากใครอยากรู้เรื่องปรัชญาความรักก็ต้องไปถามสาธุคุณมูน ข้าพเจ้าเป็นผู้สร้างปรัชญาความรักหรือข้าพเจ้าเป็นเป็นผู้ค้นพบปรัชญาความรัก? (เป็นผู้ค้นพบ) ถูกต้อง ข้าพเจ้าได้ค้นพบปรัชญาความรัก ข้าพเจ้ามิได้สร้างปรัชญาความรักขึ้น
ข้าพเจ้าเป็นนักปรัชญาความรัก ข้าพเจ้าเป็นนักปรัชญาผู้ซึ่งรักสวรรค์และโลก ในสมัยนี้ เป็นครั้งแรกที่เราสามารถแก้ปัญหา ครอบครัว เผ่าพันธุ์ และโลกได้โดยมีความรักเป็นศูนย์กลาง นี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้ ไม่ว่าท่านจะค้นหาในโลกฝ่ายวิญญาณหรือในประวัติศาสตร์ก็ตาม นี่เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่สำคัญ และหากท่านได้ลิ้มรสความรัก ความชั่วร้ายก็จะล่าถอย แล้วพระเจ้าก็จะต้อนรับท่าน ไม่มีใครมีความรู้ความเข้าใจเท่าเนื้อหาที่ข้าพเจ้ารู้และเข้าใจ อย่างไรก็ตาม มันต้องใช้เวลาถึง 40 ปี กว่าที่ข้าพเจ้าจะรู้และเข้าใจได้ขนาดนี้

4. การเคลื่อนไหวใต้ดินเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น

การสำรวจของข้าพเจ้าเพื่อเตรียมสำหรับอนาคต

ในสมัยที่ข้าพเจ้าอายุราว 20 ขวบ ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าว่าข้าพเจ้าจะช่วยประเทศนี้ให้รอด ข้าพเจ้าเชื่อว่า ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนชาวเกาหลีทั้ง 30 ล้านคน และความรักของข้าพเจ้าที่มีต่อพระเจ้าก็แน่นแฟ้นกว่าความรักของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อองค์จักรพรรดิของพวกเขา ดังนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่า ญี่ปุ่นจะต้องพินาศ
ตอนที่ข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ที่โตเกียว ข้าพเจ้ามักจะไปโน่นมานี่เสมอ ข้าพเจ้าไปมาแล้วทุกหนทุกแห่ง เป็นเพราะข้าพเจ้ามีแผนสำหรับอนาคต ข้าพเจ้าคิดว่า “สักวันหนึ่ง ในอนาคต คนหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นจะรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”
ข้าพเจ้าเคยท่องไปทั่วทุกหนทุกแห่งเพื่อดูว่านักศึกษาและคนงานกำลังทำอะไรกันอยู่ ข้าพเจ้าไปตามตรอกซอกซอย ข้าพเจ้าได้ส่งผู้นำสารลับมากมายออกไป ข้าพเจ้าได้เริ่มการต่อสู้ของข้าพเจ้านับตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถไฟที่สถานีโตเกียว ข้าพเจ้ามิได้พูดอะไรออกมานอกจากพูดกับถนนหนทางว่า “เจ้าก็รู้หนทางที่ชาวเกาหลีต้องผ่านไปว่าเป็นอย่างไร” ไม่ว่าข้าพเจ้าจะไปไหนมาไหน ข้าพเจ้าก็จะมองดูต้นไม้หรือพูดกับสิ่งสร้างสรรค์ว่า “โอ้ สิ่งสร้างสรรค์ทั้งหลาย แม้ว่าเจ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินศัตรูก็ตาม แต่เจ้าก็จะต้องตกเป็นของพระเจ้า”
บุตรของพระเจ้าได้กลายเป็นทหารแห่งสวรรค์ ทหารที่เหมือนกับกองโจร ทหารที่จะกำจัดโลกซาตาน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าไม่รู้ ที่โรงเรียน ข้าพเจ้าได้พบกับคนที่รับผิดชอบงานด้านธุรการและได้ล้วงความลับของโรงเรียน ข้าพเจ้ารู้ดีว่าญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าจึงได้พยากรณ์ไว้ว่า ญี่ปุ่นจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังเคยทำงานให้กับผู้อำนวยการของวิทยาลัย และแม้กระทั่งข้าพเจ้ายังเคยทำงานบ้านให้กับคนระดับสูง เหตุที่ข้าพเจ้าทำเช่นนี้ได้ก็เพราะข้าพเจ้าเขียนเก่ง ข้าพเจ้ารู้ดีเรื่องการคอรัปชั่นและเรื่องคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง

การเคลื่อนไหวใต้ดินของนักศึกษาเกาหลีในญี่ปุ่น

บางที ท่านอาจจะไม่เคยรู้สึกทุกข์ทรมานใจจากการที่ต้องสูญเสียประเทศของท่านไป แต่ข้าพเจ้ามีประสบการณ์เช่นนั้นมาแล้ว ในขณะที่เกาหลีกำลังคร่ำครวญจากการที่ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ข้าพเจ้าก็ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมต่อต้านญี่ปุ่น ในตอนนั้น หากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น นักศึกษาเกาหลีในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะขอให้ข้าพเจ้าช่วยแก้ปัญหาให้ พวกเขาจะมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเหมือนกับผู้นำ ดังนั้น หากปัญหาใดเกิดรุนแรงขึ้น พวกเขาก็จะให้ข้าพเจ้าช่วยจัดการ
ข้าพเจ้าจะสู้แบบยอมถวายหัวเพื่อความชอบธรรม ข้าพเจ้าไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว ข้าพเจ้าได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเกาหลี ข้าพเจ้าเคยแอบใต้ท้องรถเป็นเวลา 8-9 ชั่วโมงเพื่อเดินทางจากพูซานสู่อันดงเฮนในฐานะตัวแทนรัฐบาลท้องถิ่น กองทหารที่อยู่ภายใต้คิมกูในปักกิ่งเป็นกองกำลังที่ขึ้นชื่อมากแม้ว่าจะอยู่ในประเทศจีนก็ตาม ข้าพเจ้าเองก็มีส่วนในการเคลื่อนไหวใต้ดินเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น
ข้าพเจ้าเคยคิดว่า ข้าพเจ้าจะจัดการกับจักรพรรดิฮิโรฮิโต้ของญี่ปุ่นได้อย่างไร? เพื่อที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ข้าพเจ้าจึงซักซ้อมวิธีการหลากหลายรูปแบบ ข้าพเจ้ารับผิดชอบการเคลื่อนไหวใต้ดินและติดต่อกับบรรดาคนที่มีความสามารถที่สุดในด้านต่างๆ ข้าพเจ้ายังจำมันได้อย่างชัดเจนเพราะข้าพเจ้าได้ทุ่มเทหัวใจทั้งหมดลงในงานนี้ ข้าพเจ้าเคยแม้กระทั่งวางแผนที่จะลอบสังหารฮิโรฮิโต้ด้วยมือของข้าพเจ้าเอง
ในสมัยที่เป็นนักศึกษา ข้าพเจ้าเป็นมิตรกับคนคอมมิวนิสต์ เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการต่อสู้เพื่อล้มการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของจักรพรรดิญี่ปุ่น พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดี และพวกเขาก็ต้องการมีสหายเป็นอย่างมาก แต่ทำไมตอนนี้เราจึงแยกจากกันไป? เป็นเพราะทิศทางและเป้าหมายท้ายสุดของพวกเขานั้นแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง

ภายใต้การถูกจับตาดูทุกฝีก้าว

ตำรวจมักจะเฝ้าจับตาดูข้าพเจ้าเสมอ หากข้าพเจ้ากลับไปที่เกาหลี พวกเขาก็จะโทรศัพท์ไปแจ้งผู้มีอำนาจที่เกาหลีว่าคนนั้นคนนี้กำลังไปเกาหลี และเมื่อข้าพเจ้าผ่านทางออกที่มีคนตรวจตั๋วแล้ว บุคคลที่ไม่พึงประสงค์ก็จะเข้ามาทักทายข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเป็นเพียงนักศึกษา แต่ข้าพเจ้าตกเป็นผู้ต้องสงสัยที่ต้องถูกเฝ้าจับตาดู คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับข้าพเจ้า ตอนที่เกาหลียังอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ข้าพเจ้าต้องถูกตำรวจกักตัวไว้หลายต่อหลายครั้งในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในโตเกียว ข้าพเจ้าถูกแจ้งจับเดือนละครั้ง สถานีตำรวจอยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยวาเซดะบนฝั่งขวาของถนนทากาดาโนะบาบา
ตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุราว 20 ปี ข้าพเจ้าเคยถูกตำรวจญี่ปุ่นทรมาน แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงต่อสู้เช่นนั้นต่อไป แม้ข้าพเจ้าถูกทุบตีและถูกทรมานก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ข้าพเจ้าไม่มีวันลืมเหตุการณ์เหล่านั้น

จงรักประเทศของท่านก่อนที่จะรักสวรรค์

เราจะพูดได้อย่างไรว่าเรารักสวรรค์ในขณะที่เราไม่รักประเทศของเรา ข้าพเจ้าคงจะต้องตรวจสอบทุกท่านดูอีกครั้ง ใครที่ไม่รักประเทศของตนก็จะไม่สามารถรักสวรรค์ได้
ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นปกครอง ตำรวจและสารวัตรทหารได้เฝ้าติดตามข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าไปเกาหลีเหนือ ข้าพเจ้าต้องต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ในเกาหลีใต้ก็เช่นกัน ข้าพเจ้าก็ต้องสู้กับเจ้าหน้าที่ นั่นเป็นชะตาชีวิตของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าได้ข้ามกำแพงเข้าไปปล้นข้าวของของพวกเขาหรือเปล่า? ข้าพเจ้ารักประชาชนและประเทศนี้มากกว่าใครอื่นใด และข้าพเจ้าก็ทำงานหนักกว่าใครๆ เพื่อสาธารณรัฐเกาหลี... ข้าพเจ้าได้ร้องห่มร้องไห้มากมายเพื่อประเทศนี้ ในเวลานั้น แม้น้ำตาของข้าพเจ้าที่ไหลรินออกมานั้นมากมายจนล้นตุ่ม แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยรู้สึกอิจฉาผู้รักชาติคนไหนเลย

5. ความสำเร็จในการควบคุมตัวเอง

ทานอาหารวันละสองมื้อ

ก่อนที่ข้าพเจ้ามีอายุ 30 ขวบ ไม่มีวันใดที่ผ่านไปโดยที่ข้าพเจ้าไม่รู้สึกหิวเลย ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงรู้ดีว่าความทุกข์ทรมานจากความหิวนั้นเป็นอย่างไร ทำไมข้าพเจ้าจึงทำเช่นนี้? เนื่องจากข้าพเจ้าได้ปฏิญาณต่อสวรรค์และได้รับภารกิจจากสวรรค์ ดังนั้น ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบนี้ แต่ว่าข้าพเจ้ายังมิได้สร้างพื้นฐานที่จำเป็นใดๆ ขึ้น แล้วข้าพเจ้าจะทานอาหารได้อย่างไร? เมื่อข้าพเจ้ามองไปที่ข้าว ข้าวก็ตะโกนด่าทอข้าพเจ้า ท่านเข้าใจโลกแบบนั้นไหม? ข้าวตะคอกใส่ข้าพเจ้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงทานแค่พออยู่รอดได้เท่านั้น...
ข้าพเจ้าเคยบอกกับตัวเองว่า ในการที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ดีๆ และได้ทานอาหารดีๆ นั้น ข้าพเจ้าจะต้องไม่ทานมากเกินไป และแม้กระทั่ง เมื่อข้าพเจ้าไปร้านอาหาร ข้าพเจ้าก็มักจะเลือกทานอาหารที่ราคาถูกที่สุดในร้านเสมอ นั่นมิได้หมายความว่าข้าพเจ้าไม่มีเงิน ข้าพเจ้าจะคิดเสมอว่าข้าพเจ้าควรวางตัวอย่างไรและสร้างเงื่อนไขอะไรบ้างที่จะทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้ามากกว่าใครอื่นใด
เนื่องจากว่าในขณะนั้นกำลังอยู่ในสภาวะสงคราม จึงมีการใช้คูปองอาหารกัน เมื่อข้าพเจ้าได้คูปองมาจำนวนหนึ่ง ข้าพเจ้ากับเพื่อนจึงพากันไปลองดูว่าคูปองที่มีอยู่จะแลกข้าวทานได้กี่ชาม ในย่านทากาดาโนะบาบานั้นมีวัดอยู่แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน ตอนนั้น ข้าพเจ้าทานข้าวหน้าไก่ใส่ไข่ไปทั้งหมด 7 ชาม ข้าพเจ้าทานมากจนขยับคอไม่ได้เลย
นั่นเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าการหิวเสียอีก ข้าพเจ้าขยับแทบไม่ได้ ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์เหล่านี้มาก่อนด้วยเช่นกัน แต่หากท่านจะคิดว่าข้าพเจ้ามักจะทำแบบนี้อยู่เสมอแล้วละก็ ท่านก็ผิดเสียแล้ว ข้าพเจ้ามักจะหิวอยู่เสมอต่างหาก เนื่องจากท่านรู้สึกอิ่มอยู่ตลอดเวลา ท่านจึงเข้าไม่ถึงสถานการณ์ของคนทั้งหลาย และท่านก็เข้าไม่ถึงพระเจ้า ข้าพเจ้าอยากทานอาหาร แต่ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะรักพระเจ้าและคนทั้งหลายมากกว่าอยากทานอาหาร นั่นคือความจริง และนั่นคือหลักความเชื่อของข้าพเจ้า
โปรดพยายามทานอาหารวันละสองมื้อสักสี่ปีนับจากนี้เป็นต้นไป ขอให้ทุกท่านลองทำสิ่งนี้ดู ข้าพเจ้าทานอาหารวันละสองมื้อตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมเรื่อยมาจนถึงอายุ 30 ขวบ ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่โดยมิได้ทานอาหารวันละสามมื้อ ดังนั้น จึงไม่มีวันใดที่จะผ่านไปโดยที่ข้าพเจ้าไม่รู้สึกหิวเลย โปรดเสียสละอาหารวันละมื้อเพื่อโลก นั่นเป็นการกระทำที่ศักดิ์สิทธิ์

สวมเสื้อผ้าเก่าๆ และก้มหน้าเดิน

เสื้อผ้าที่ข้าพเจ้าสวมใส่ส่วนใหญ่มักจะซื้อมาจากร้านขายเสื้อผ้าเก่า กางเกงที่ข้าพเจ้าสวมบางตัวผิดขนาดและวับๆ แวมๆ (หัวเราะ) คนทั่วไปมักจะให้ความสนใจทรงผมของเขาโดยทำให้มันอยู่ทรงด้วยการเป่าผมหรือใส่ครีมแต่งผม และเมื่อมีลมแรงหรือพายุพัด เขาก็จะพูดว่าผมของเขายุ่ง แต่ข้าพเจ้าไม่เคยทำไรแบบนั้นเลย ข้าพเจ้าไม่เคยใส่อะไรลงบนศีรษะไม่ว่าจะเป็นวันไหนๆ และข้าพเจ้าก็ไม่เคยมองสูงเกินมุม 45 องศาจากพื้นดิน
ข้าพเจ้าเคยถามตัวเองว่า ข้าพเจ้าจะให้ใครมารักมาชอบหรือเดินวางท่าไปตามถนนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้อย่างไรในเมื่อข้าพเจ้ายังไม่สามารถบรรลุถึงความปรารถนาของสวรรค์ ข้าพเจ้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้โดยที่ข้าพเจ้ายังมิได้ชดใช้และสร้างสิ่งที่จำเป็นสำหรับกฏสวรรค์ขึ้นเสียก่อน
ข้าพเจ้าเคยสังเกตและเปรียบเทียบตัวข้าพเจ้าเองกับนักศึกษาชายหญิงที่เรียนด้วยกันที่แต่งตัวหรูหราและวางมาด ในขณะที่วัยหนุ่มสาวอันสดใสของพวกเขาและช่วงชีวิตของพวกเขากำลังล่วงเลยไป ความคิดที่มืดมนของข้าพเจ้ากลับมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาสู่ชีวิตของข้าพเจ้า และดวงอาทิตย์แห่งความหวังก็กำลังจะขึ้น อนาคตของข้าพเจ้าจะได้รับการรับประกัน อนาคตของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความหวัง แต่มันไม่มีความหวังในอนาคตของพวกเขา ข้าพเจ้าคิดเช่นนี้
สามสิบปีของชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิเคยสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ เลย เสื้อผ้าของข้าพเจ้าทั้งหมดเป็นเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะข้าพเจ้าต้องหลบซ่อนตัวเองไว้ ข้าพเจ้าจำต้องซ่อนตัวเอง ข้าพเจ้าไม่สามารถเป็นที่พบเห็นได้ มันมีเวลาของมันอยู่ และข้าพเจ้าก็ไม่สามารถทำมันก่อนหน้านั้นได้

สร้างเงื่อนไขไม่นอนสบาย

ในสมัยเรียนมัธยม ข้าพเจ้าจะนอนในห้องที่ไม่มีเครื่องทำความร้อนเสมอ ความหนาวสมัยนั้นหนาวกว่าตอนนี้ เท่าที่จำได้ไม่มีครั้งใดเลยที่ข้าพเจ้ากินดีหลับดี เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงคืนวันที่ผ่านมา สิ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ก็มีแต่การนอนบนเตียงที่เย็นและห่มร่างกายด้วยหนังสือพิมพ์และกระสอบ และคิดถึงน้ำพระทัยพระเจ้าด้วยน้ำตา นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าสามารถเหลือเอาไว้ให้เป็นสมบัติของท่าน เนื่องจากการตกสู่บาปของมนุษย์ นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าจะสามารถภาคภูมิใจได้เบื้องหน้าประเทศอื่นๆ ท่านต้องทุกข์ทรมานมากๆ เพื่อได้มาซึ่งสิ่งที่ท่านสามารถภาคภูมิใจได้
ข้าพเจ้ามักจะดำเนินชีวิตในแบบที่ไม่สะดวกสบาย และทำตัวเหมือนขอทาน ตอนที่หนาว ข้าพเจ้าก็รู้ว่าหนังสือพิมพ์นั้นดีกว่าผ้าห่มแพร ท่านจะไม่เข้าใจสิ่งนี้หากท่านไม่มีประสบการณ์กับมันด้วยตัวท่านเอง เนื่องจากข้าพเจ้าพูดความจริง มันจึงถูกยอมรับว่าเป็นความจริง นี่เป็นสิ่งจำเป็น

เอาชนะการล่อลวงและความปรารถนาทางเพศ

ในสมัยนั้น โตเกียวมีรถรางใช้กันแล้วใช่ไหม? รถรางที่ชื่อยามาดาเอะเชน ข้าพเจ้าเคยนั่งรถรางจากชิบุยะไปทากาดาโนะบาบา มีผู้หญิงหลายคนนั่งรถรางไปด้วย ข้าพเจ้ามิได้ใส่เสื้อผ้าดูดี ข้าพเจ้าเคยปล่อยผมแบบนี้ และทำตัวเป็นคนที่ไม่น่าสนใจ เสื้อผ้าที่ใส่ก็เก่าและขาด และข้าพเจ้าก็ใส่ชุดนี้มานาน มันก็เลยมีกลิ่นเหม็นรุนแรง แต่แปลกจริงๆ ขนาดสารรูปของข้าพเจ้าเป็นแบบนั้น ผู้หญิงก็ยังเข้ามาพยายามล่อลวงข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ามักจะมีประสบการณ์แปลกๆ อยู่เสมอตอนที่ข้าพเจ้าไปดูหนัง ตอนที่เป็นนักเรียน เนื่องจากชุดนักเรียนจะมีกลิ่นเหม็น ข้าพเจ้าจึงถอดชุดนักเรียนออกแล้วใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ข้าพเจ้าจะลูบผมลงและปิดปากเงียบ มันทำให้ข้าพเจ้าไม่เป็นดึงดูดนัก แต่ก็มีผู้หญิงวัยยี่สิบถึงสามสิบเข้ามานั่งข้างๆ แล้วจับมือข้าพเจ้าอย่างไม่รู้ตัว ข้าพเจ้าจึงตะโกนออกไปว่า “คุณกำลังจับมือผมอยู่!” เธอก็จะพูดว่า “หา? อะไรนะ? โอ๊ะ โทษที!” แล้วเธอก็ปล่อยมือข้าพเจ้า (หัวเราะ) เธอจับมือข้าพเจ้าโดยไม่รู้ตัวว่าเธอกำลังทำอะไร
มีผู้หญิงที่เขียนจดหมายถึงข้าพเจ้าโดยใช้เลือดของเธอเองเขียนขึ้นมา เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของเศรษฐีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ที่โรงเรียนในญี่ปุ่น มีลูกสาวของครอบครัวที่ร่ำรวยในจังหวัดฮวางเฮคนหนึ่งเรียนอยู่ด้วย ทุกเดือน ตอนที่ข้าพเจ้าไม่อยู่ เธอจะเอาเงินใส่ซองและใส่ลิ้นชักโต๊ะของข้าพเจ้าไว้ และมีอยู่หลายครั้งที่มีผู้หญิงเข้ามานอนแก้ผ้าบนเตียงของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่เคยล่วงเกินผู้หญิงญี่ปุ่นคนใดเลย
เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นคนๆ เดียวที่จะทำให้ผู้หญิงในโลกทั้งหมดได้รับการช่วยให้รอด ข้าพเจ้าจะต้องบรรลุภารกิจนั้น โปรดอย่าได้พยายามทำตัวเป็นคนโง่ที่ทำให้ประเพณีที่ถูกต้องของพระเจ้าต้องมัวหมอง
ท่านต้องควบคุมความปรารถนาทางเพศของท่าน หากท่านเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยสาวงาม ท่านต้องไม่เกิดมีอารมณ์ขึ้นมา ท่านต้องเป็นผู้ที่สามารถควบคุมตัวท่านเองได้ เมื่อท่านทราบแล้วว่ารากของโบสถ์แห่งความสามัคคีนั้นลึก ท่านก็ต้องเชื่อมตัวท่านเองเข้ากับต้นไม้ที่แท้จริง และเติบโตขึ้นในสวนที่เขียวขจีจนกลายเป็นต้นไม้ที่เหมือนกับข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าไม่ได้ส่งโทรเลข

ตอนที่ข้าพเจ้ากำลังเรียนที่ญี่ปุ่น ข้าพเจ้าไม่เคยส่งโทรเลขไปบ้านเพื่อแจ้งการกลับบ้านของข้าพเจ้าเลย บ้านเกิดของข้าพเจ้าอยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 20 รี แต่ไม่ว่าลมจะพัดแรงหรืออากาศจะหนาวเพียงใด หากเป็นไปได้ ข้าพเจ้าก็จะเดินอธิษฐาน และพูดกับตัวเองว่า “พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลก พระองค์ทรงยิ่งใหญ่เพียงใด?”
แต่พอพ่อแม่หรือพี่น้องของข้าพเจ้ามารอรับข้าพเจ้าที่สถานีและพูดคุยกัน ข้าพเจ้าก็ลืมความรู้สึกของการกลับบ้านไปเลย แต่ก็ยังมีอยู่หลายครั้งที่ข้าพเจ้าเดินกลับบ้าน พอพระอาทิตย์ตก ค่ำคืนก็คืบคลานเข้ามาในขณะที่หิมะก็ตกเบาๆ ข้าพเจ้าไม่เคยลืมภาพความทรงจำนี้เลย ข้าพเจ้ากำลังเดินหิ้วของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่ซื้อมาฝากพ่อแม่ ข้าพเจ้าถือสลับมือไปมา และข้าพเจ้าก็ลองจินตนาการดูว่าพ่อแม่ของข้าพเจ้าจะแสดงออกอย่างไรเมื่อพวกเขาเห็นหน้าข้าพเจ้า ภาพที่เห็นนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ลึกซึ้งและมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้า

การควบคุมตัวเอง

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวระหว่างสวรรค์และโลกกับเอกภพนั้นมิได้เป็นสิ่งที่เป็นปัญหา แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาก็คือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวระหว่างจิตใจกับร่างกาย หากจิตใจกับร่างกายของเรากำลังต่อสู้กัน เราจะได้ประโยชน์อันใดจากโลกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน? เราจะไปอยู่ที่ไหนของโลกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังกล่าว? ข้าพเจ้าได้หลั่งน้ำตาและหยาดเหงื่อสำหรับสิ่งนี้มากกว่าใครอื่นใด คติของข้าพเจ้าก็คือ จงควบคุมตัวเองให้ได้ก่อนที่จะควบคุมเอกภพ ข้าพเจ้าหมายความว่า ท่านจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้อย่างสมบูรณ์ก่อนที่ท่านจะไปมองเอกภพและก่อนที่ท่านจะเกี่ยวข้องอะไรกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลก
วิธีการทำสิ่งนี้ก็คือ ท่านต้องทำให้จิตใจของท่านเข้มแข็งและร่างกายของท่านอ่อนแอ การอดอาหารเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับร่างกายใช่ไหม? ท่านต้องทุ่มเทจิตใจทั้งหมดของท่าน ท่านต้องอธิษฐาน ท่านต้องฝึกฝนร่างกายให้ติดตามจิตใจของท่านจนกลายเป็นความเคยชิน โปรดทุ่มเทพลังของจิตใจของท่านทั้งหมดเพื่อลากร่างกายของท่านให้ติดตามจิตใจของท่านสัก 3 ถึง 5 ปี
อะไรเป็นสิ่งที่ยากที่สุด? การนอน ต่อไปก็คือความหิว ต่อไปก็เป็นความปรารถนาทางเพศ สามสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นศัตรูตัวฉกาจ เราเรียกว่าศัตรูตัวฉกาจทั้งสาม ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงฝึกฝนตัวเองที่จะตื่นตลอดคืน

6. มีประสบการณ์กับชีวิตในแบบที่ต่ำต้อยที่สุดและสูงที่สุด

การมีประสบการณ์ทุกรูปแบบด้วยการฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย

ท่านจะไม่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้หากท่านไม่เข้าใจชีวิตมนุษย์ในทุกรูปแบบก่อน ดังนั้น จึงไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าไม่เคยทำมาก่อน เริ่มตั้งแต่ขอข้าวจากคนในสลัมมาทาน ข้าพเจ้าสามารถมีประสบการณ์หัวใจของพระเจ้าจากที่นั่น ข้าพเจ้าสามารถทำให้โลกที่พระเจ้าทรงเฝ้าปรารถนานั้นกลายเป็นจริงได้ ข้าพเจ้ามีประสบการณ์เหล่านี้ในขณะที่รอการประกาศอิสรภาพของเกาหลี
ข้าพเจ้าเคยทำงานทุกประเภท ข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้าความสุขทุกข์ของมนุษย์ทุกรูปแบบมาแล้ว ข้าพเจ้าตั้งใจว่า ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบสำหรับการปลดปล่อยมนุษยชาติทั้งหมดที่ต้องทนทุกข์กับชีวิตที่น่าสังเวชทุกรูปแบบ ข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้าชีวิตมนุษย์ทุกรูปแบบตั้งแต่ที่ชีวิตต่ำต้อยที่สุดไปจนถึงชีวิตที่สูงที่สุด ข้าพเจ้าหาเพื่อนจากทุกๆ ที่ที่ข้าพเจ้าไป
ในการที่จะทำบางสิ่งบางอย่างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น หรือในการที่จะนำมาซึ่งการปฏิรูปได้นั้น ท่านจะต้องฝ่าผ่านสภาพแวดล้อมที่หลากหลายเพื่อไปให้ถึงจุดหมายของท่าน ข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความหวัง แต่เป็นเพราะข้าพเจ้าต้องปลดปล่อยมนุษยชาติจากหนทางของความเป็นทาส ข้าพเจ้าจึงลงต้องไปเป็นทาส หากข้าพเจ้ามิได้ลงไปเป็นทาส ข้าพเจ้าก็จะไม่มีคุณสมบัติที่จะขอให้ท่านทำตัวเป็นเสมือนทาส

สลัมชินากาวา

ตอนที่ข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ข้าพเจ้าไปมาแล้วทุกที่ตั้งแต่สลัมชินากาวาไปจนถึงแถบโคมแดง แต่ข้าพเจ้ามิได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ข้าพเจ้าอยู่ที่สลัมชินากาวาเป็นเวลานาน ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ที่สำคัญสำหรับข้าพเจ้า
สิ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ดีที่สุดก็คือช่วงที่ข้าพเจ้าใช้ชีวิตในสลัมชินากาวา ข้าพเจ้ายังจำได้อย่างชัดเจนว่าข้าพเจ้าสวมเสื้อผ้าขาดๆ ปอนๆ ที่มีหมัดโลนฝังตัวอยู่ มันจะซ่อนตัวอยู่ตามตะเข็บ ถ้าบีบมัน เลือดของมันก็จะพุ่งออกมาเปื้อนเสื้อผ้า ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในสลัมและทำตัวเหมือนกับขาใหญ่ในสลัม เที่ยวขอข้าวกิน ข้าพเจ้าทำอะไรประเภทนี้มาทุกอย่างแล้ว

ตรอกซอยบนถนนชินจูกุ

ในยามที่ประเทศอยู่ในสงคราม ข้าพเจ้าอยู่ที่ญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเคยไปเที่ยวตามถนนชินจูกุ ที่ใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะรับฟังเรื่องราวชีวิตของผู้หญิง(บริการ)เหล่านั้น แล้วข้าพเจ้าก็กลับมาคิดว่า เมื่อข้าพเจ้าพบว่าเธอตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ทำอย่างไรข้าพเจ้าจึงจะรู้สึกเศร้าโศกเสียใจมากกว่าพ่อแม่ของผู้หญิงเหล่านั้น และทำอย่างไรข้าพเจ้าจึงจะร่ำไห้มากกว่าพี่น้องของผู้หญิงเหล่านั้น ท่านต้องมีจิตใจแบบนี้
ข้าพเจ้ามิได้มองหาผู้หญิงตามถนนเพื่อทำอะไรที่ไม่ดีกับพวกเธอ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเข้าใจสถานการณ์ของเธออย่างถ่องแท้และเป็นเพื่อนร้องไห้ที่คอยหาหนทางที่จะปลดปล่อยผู้หญิงเหล่านี้ ข้าพเจ้าเคยช่วยผู้หญิงบางคนออกจากแหล่งที่ชั่วร้าย ข้าพเจ้าถูกเข้าใจผิดอย่างมากเพราะว่าข้าพเจ้าทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ลากรถเข็นบนถนนกินซ่า

นานมาแล้ว ตอนที่ข้าพเจ้าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ตอนนั้นข้าพเจ้าอยู่ที่โตเกียว ข้าพเจ้าเคยเข็นรถเข็นไปส่งของถึง 27 แห่ง ข้าพเจ้าทำเพราะข้าพเจ้าอยากทำ ข้าพเจ้ามิได้ทำเพราะต้องการเงิน ข้าพเจ้าทำเพราะข้าพเจ้าอยากฝึกฝนตนเอง ดังนั้น หากท่านทำงานกับบริษัทขนส่ง ท่านก็ต้องเป็นที่เชื่อถือของคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนส่ง
มีประสบการณ์หนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยลืม ในโตเกียว มีย่านจอกแจะจอแจที่เรียกกันว่ากินซ่า มีคนหนุ่มสาวมากมายตามถนนที่แต่งตัวดี มันเป็นย่านที่เจริญที่สุดในญี่ปุ่น ข้าพเจ้าถอดชุดนักเรียนออก แล้วเข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยเสาโทรเลข ข้าพเจ้ารำพึงกับตัวเองว่า “จะหลีกทางให้หน่อยได้ไหม? เดี๋ยวเถอะ” แล้วข้าพเจ้าก็เห็นว่าคนมากมายวิ่งกระจัดกระจายหลีกทางให้ข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็เรียกพวกเขาแล้วสบถใส่ ข้าพเจ้ายังไม่ลืม

โรงหล่อเหล็กและท่าเรือที่คาวาซากิ

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่ามันจะยังอยู่หรือเปล่า แต่ข้าพเจ้ามักจะไปทำงานในโรงหล่อเหล็กและท่าเรือที่คาวาซากิ ที่ท่าเรือคาวาซากิจะมีเรือใหญ่ที่ใช้ขนถ่านหิน หากใช้คนๆ เดียวขนถ่านหิน 120 ตันขึ้นเรือ มันต้องใช้เวลาหลายวัน แต่ข้าพเจ้าขนคนเดียวจนถึงตีหนึ่ง เพียงวันเดียวก็เสร็จ ข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนเกาหลีนั้นต้องสร้างแบบอย่างสำหรับคนญี่ปุ่น
ข้าพเจ้าเสียสละตนในฐานะน้องชาย ข้าพเจ้าอดหลับอดนอนเพื่อปลอบโยนพวกเขา ข้าพเจ้าหลั่งเลือดและเหงื่อสำหรับพวกเขา แม้ว่าข้าพเจ้าจะมิได้ทำงานที่ใช้แรงกายมากมายนักก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็จะออกไปยังที่ทำงานและทุ่มเทกำลังกายทั้งหมดเพื่อเอาชนะคนงานที่ทำงานเช่นนั้นมาตลอดชีวิตการทำงานของพวกเขา ข้าพเจ้าจะรู้สึกพอใจอย่างยิ่งเมื่อข้าพเจ้าแข่งทำงานชนะพวกเขาและได้รางวัลจากการเอาชนะพวกเขา ข้าพเจ้ายังจำได้ดี
ในวันสุดสัปดาห์หรือวันหยุด ข้าพเจ้ามักจะไปคาวาซากิเพื่อทำงานที่ใช้แรงงาน ข้าพเจ้าทำงานที่ต้องเข้าไปในถังกรดนมเพื่อทำความสะอาดด้วยการล้างวัตถุดิบตกค้างออก ระบบการทำความสะอาดแบบนี้ในเครื่องก็มีอยู่แล้ว แต่ใช้งานได้เพียงสองสามปีเท่านั้นก็เสียแล้ว ดังนั้น ต้องมีใครเข้าไปทำความสะอาดข้างใน แต่ไม่มีใครอยู่ในนั้นได้เกิน 15 นาที ข้าพเจ้าต้องอดทนทำงานในที่แบบนั้น ตอนที่มีหิมะตกหรือไต้ฝุ่นเข้า ข้าพเจ้าจะไม่เข้าเรียน ข้าพเจ้าจะไปทำงานที่ใช้แรงงานในร้านอาหาร ข้าพเจ้ารู้สึกดีมากในเวลาขณะนั้น
ที่กล่าวกันว่า “หากต้องการฝึกฝนตนเองก็ต้องไปสถานที่ที่เงียบสงัดที่อยู่ลึกเข้าในเขตภูเขา” นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูก ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าท่านจะเรียนรู้อะไรได้จากสถานที่ที่เงียบเท่านั้น ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เมื่ออยู่ในโรงงานโดยอยู่ที่ข้างๆ เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีกำลังหลายล้านแรงม้าที่ซึ่งกำลังทำงานอยู่ ข้าพเจ้าเตรียมตัวเองด้วยการทำงานหลากหลายประเภท

มีประสบการณ์รอบรู้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์หลากหลายรูปแบบ

หากท่านไม่กลายเป็นคนงานท่ามกลางคนงานทั้งหลาย หรือเป็นบิดาแห่งคนงานแล้วละก็ ท่านก็ไม่สามารถช่วยคนงานให้รอด ท่านต้องกลายเป็นบิดาแห่งชาวนา และเป็นชาวนาแห่งชาวนา ท่านต้องรักการทำนา หากท่านไปหมู่บ้านชาวประมง ท่านก็ต้องเป็นชาวประมงท่ามกลางชาวประมง
ข้าพเจ้าทำงานมาแล้วทุกอย่างเท่าที่นึกออก ข้าพเจ้าเคยปูพื้น ก่ออิฐ ข้าพเจ้าเคยสร้างปล่องไฟ นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังเป็นช่างไม้ฝีมือดีอีกด้วย ไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าทำไม่ได้ ในนาเกลือ ท่านคงไม่คิดว่าข้าพเจ้าจะแบกกระสอบเกลือได้ ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้วิธีทำถ่านไม้ ข้าพเจ้าจะทำอะไรก็ได้หากได้เห็นก่อน ไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าไม่ได้ลอง ดังนั้น หากข้าพเจ้าไปที่ใดก็ตาม เมื่อข้าพเจ้าเปลี่ยนเสื่อผ้าเพื่อใส่ชุดทำงานแล้ว ข้าพเจ้าก็สามารถช่วยทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ในญี่ปุ่น ข้าพเจ้าไปมากแล้วทุกที่ ตอนที่ยากลำบาก ข้าพเจ้าก็ต้องหางาน ข้าพเจ้าเคยลงมือทำมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพเจ้ายังเคยทำงานเป็นเด็กเดินหนังสือในตึกของบริษัทใหญ่มาแล้ว ข้าพเจ้าเคยเป็นแม้กระทั่งเลขานุการของรัฐมนตรี เนื่องจากข้าพเจ้าพูดได้เร็ว หากข้าพเจ้าได้พบกับคนที่ข้าพเจ้าไม่ชอบ ข้าพเจ้าก็ใช้เวลากับเขาไม่นาน ข้าพเจ้าเคยเป็นคนคัดสำเนาให้ผู้ที่มีชื่อเสียง ข้าพเจ้าเคยเป็นแม้กระทั่งนักการทูต
ข้าพเจ้าเคยทำงานในบริษัท ข้าพเจ้าเคยเขียนบางสิ่งบางอย่างขาย ข้าพเจ้าเคยเป็นหัวหน้าคนงานของบริษัทแห่งหนึ่ง หากข้าพเจ้าตัดสินใจทำอะไรแล้วละก็ ไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าทำไม่ได้ ข้าพเจ้าเคยเป็นแม้กระทั่งหมอดู! หากข้าพเจ้าได้พบกับคนที่พูดเก่ง ข้าพเจ้าก็จะกลายเป็นคนที่พูดเก่งไปด้วย หากข้าพเจ้าได้พบกับนักเหตุผล ข้าพเจ้าก็จะเป็นนักเหตุผลไปด้วย ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนที่ชอบสัพยอกอาจารย์ ตอนที่ข้าพเจ้าหิว ข้าพเจ้าเคยไปหาอาจารย์และขอให้อาจารย์เลี้ยงข้าว นี่เป็นเรื่องจริง ข้าพเจ้ามิได้กุเรื่องขึ้น

ฝึกอ่านใจคนอื่น

ตอนนี้ ข้าพเจ้ามิได้ทำแล้ว แต่เมื่อก่อนข้าพเจ้าทำบ่อยทีเดียว ข้าพเจ้าเคยออกไปที่ถนนแล้วพยายามรู้สึกว่าคนที่ผ่านไปผ่านมากำลังคิดอะไรด้วยการมองเขา เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าคนไหนรู้สึกอะไร ข้าพเจ้าก็จะตามคนๆ นั้นไปดูว่าเขาจะไปทำอะไร ข้าพเจ้าตามไปเขาดูว่าที่ข้าพเจ้ารู้สึกนั้นถูกหรือผิด บางครั้ง ข้าพเจ้าเคยแม้กระทั่งนั่งลงแล้วพูดว่ามีใครอยู่ในห้องหรือเปล่า ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะกำลังทำสิ่งที่ดีหรือไม่ดี หรือไม่ว่าคนที่อยู่ในห้องจะเป็นคนดีหรือคนไม่ดีก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะทายครั้งเดียวถูกเสมอ
ท่านต้องปรับตั้งเสาอากาศฝ่ายวิญญาณของท่าน และพัฒนาความสามารถเช่นนี้ขึ้นด้วย ชีวิตแห่งศรัทธาคือชีวิตของผู้หยั่งรู้ที่สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ในเอกภพได้ ดังนั้น โดยผ่านประสบการณ์ในชีวิตแห่งศรัทธา ท่านต้องพัฒนาตัวท่านเองขึ้นโดยการประเมินสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยตัวท่านเองมากกว่าที่จะให้โลกฝ่ายวิญญาณช่วย
ข้าพเจ้าสามารถรับรู้ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไรได้โดยเพียงแค่มองดูที่คนๆ นั้นเท่านั้น เพียงแค่มองที่ท่าน ข้าพเจ้ารู้เกี่ยวกับท่านแล้ว ทันทีที่ข้าพเจ้ามองดูท่าน ข้าพเจ้าก็รู้สึกได้ทันทีว่า “อ๋อ คนๆ นี้ขาดในเรื่องนี้ เพราะว่าจมูกของเขามีรูปร่างแบบนี้ ไหล่ของเขาเป็นแบบนี้ หูของเขาเป็นแบบนี้” ข้าพเจ้าสามารถเข้าใจทุกด้านของแต่ละคนได้ทันที ข้าพเจ้าเคยฝึกสิ่งนี้มาแล้ว

ฝึกตนให้เป็นบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะดีพร้อม

หากข้าพเจ้าหยิบปากกาขึ้นมาจดบันทึกภาพชีวิตในอดีตของข้าพเจ้า มันก็จะกลายเป็นเชื้อยีสต์ของแนวความคิดใหม่ๆ ที่ซึ่งจะทำให้ดอกไม้เบ่งบานในหัวใจเยาวชนแห่งศตวรรษที่ 21 มันช่างงดงามทีเดียว ที่จุดนี้ ข้าพเจ้าคือนักแสดงที่ดีที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ท่านควรศึกษาเกี่ยวกับข้าพเจ้า
วิธีการสอนของข้าพเจ้าก็คือ การทำให้คนทุกข์ทรมานจนกว่าอายุจะ 30 ข้าพเจ้ากำลังบอกให้ท่านเข้าไปในเตาหลอมแห่งความสิ้นหวัง ภายในเตาหลอมแห่งความสิ้นหวัง ท่านจะได้พบบางสิ่งบางอย่างที่ใหม่ที่จะช่วยให้ท่านพัฒนา และหากท่านได้กลายเป็นชายหญิงที่ตะโกนร้องในสมรภูมิด้วยความปีติว่า “ฉันจะเป็นอย่างไรหากฉันไม่มีประสบการณ์แบบนี้?” แล้วละก็ ท่านก็จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นได้
ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม ท่านก็ยังต้องการสันติภาพภายในจิตใจและอิสรภาพที่คล่องตัวที่แสดงออกซึ่งความงามของมนุษย์ และท่านก็ควรกลายเป็นบุคคลแห่งบุคลิกภาพที่สามารถลงมาจากที่สูงสุดสู่ที่ต่ำสุดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ท่านควรขึ้นไปแล้วลงมา แต่หากท่านมิใช่บุคคลแห่งบุคลิกภาพดังกล่าว เมื่อท่านขึ้นไป ท่านจะไม่อยู่ในฝ่ายของพระเจ้า
โปรดพยายามทุกสิ่งทุกอย่างและมีประสบการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับว่าท่านได้อ่านสารานุกรมตั้งแต่หน้าแรกไปจนถึงหน้าสุดท้าย จนเมื่อท่านสามารถพูดได้ว่า “บัดนี้ ไม่มีเหลืออะไรให้ฉันลองทำดูแล้ว!” และแล้ว ท่านก็จะสามารถควบคุมตัวท่านเองได้ แล้วธรรมชาติในตัวท่านก็จะเหลือแต่ความเป็นประธานเท่านั้น เมื่อท่านสามารถพูดได้ว่า “ไม่มีใครในสวรรค์ที่สามารถเอาชนะฉันได้” แล้วละก็ โปรดเลือกบางสิ่งที่ท่านต้องการจะทำ แล้วทำมันด้วยหัวใจทั้งหมดของท่านภายในช่วงชีวิตที่เหลือของท่าน และแล้วท่านก็จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

7. รักศัตรู

รักคนญี่ปุ่น

ตอนที่ข้าพเจ้าไปญี่ปุ่น ข้าพเจ้าต้องต่อสู้กับจักรพรรดิญี่ปุ่น มิใช่คนญี่ปุ่น พระเจ้าต้องต่อสู้กับซาตาน พระองค์จะมิทรงต่อสู้กับคนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของซาตาน นี่คือความเที่ยงแท้ ดังนั้น ตอนที่ข้าพเจ้าไปประเทศญี่ปุ่น ข้าพเจ้ารักคนญี่ปุ่นมากกว่าใครๆ ในสมัยนั้น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่รู้จักพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ข้าพเจ้าต้องทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักพระเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งความรัก
หากข้าพเจ้ามีเงินเท่าไร ข้าพเจ้าก็จะให้เพื่อนของข้าพเจ้าทั้งหมด ข้าพเจ้าคิดว่า “ขอให้เราสร้างเงื่อนไขที่จะรักคนญี่ปุ่นมากกว่าใครๆ ” ข้าพเจ้าเดินทางไปหลายที่ ข้าพเจ้ากอดต้นซีเดอร์ญี่ปุ่นต้นใหญ่แล้วร้องไห้ หากข้าพเจ้าพบเพื่อนที่หิวโหย แม้ว่าข้าพเจ้าเองจะหิวอยู่ก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะเอาบางสิ่งบางอย่างให้เพื่อนข้าพเจ้าที่หิวโหยทาน หากข้าพเจ้าได้พบนักเรียนที่อดอยากถูกทอดทิ้ง ข้าพเจ้าก็จะสวมกอดเขาด้วยน้ำตา
ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น เราทุกคนต่างหิวโหย ข้าพเจ้าเคยสะสมคูปองอาหารของข้าพเจ้าไว้แล้วชวนเพื่อนนักเรียนที่ถูกทอดทิ้งที่ข้าพเจ้าไปพบเข้าว่า “คุณหิวใช่ไหม? มาบ้านฉันสิ” แล้วข้าพเจ้าก็บอกเขาว่า ”กิน! กิน! กินให้หนำใจไปเลย” และแล้ว ภายในสามวัน คูปองก็หมดเกลี้ยง
เนื่องจากข้าพเจ้ารู้ว่า หากข้าพเจ้าไม่มีหัวใจที่จะรักเขาเหมือนพี่น้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะไม่สามารถเข้าสู่ห้วงหัวใจของพระเจ้าได้ ข้าพเจ้าฝึกฝนตัวเองให้ทำเช่นนี้แม้กระทั่งในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการไปไกลเกินกว่าเชื้อชาติ ข้าพเจ้าจ่ายค่าเล่าเรียนให้เพื่อนบางคนด้วยเงินที่ได้จากหยาดเหงื่อของข้าพเจ้า
เพื่อนข้าพเจ้าบางคนต้องเลิกเรียนเนื่องจากสถานการณ์ที่ยากลำบากบางอย่าง ข้าพเจ้าจึงต้องทิ้งการเรียนไปสองสามเดือนเพื่อทำหน้าที่แทนพ่อแม่ของเขาเพื่อช่วยให้เขาเรียนจบ

ต่อสู้แทนคนที่อ่อนแอ

ตอนที่คนในแก๊งอันธพาลเล่นงานคนที่อ่อนแอ ข้าพเจ้าก็จะออกตัวแทน ข้าพเจ้าจะต่อสู้ลำพังด้วยตัวของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้านัดเจอกับเขาแบบตัวต่อตัวเพื่อชี้ชะตา ความรู้สึกที่ท่านมีตอนที่ท่านถูกทำร้ายสามารถมีส่วนสนับสนุนให้ท่านสร้างปรัชญาชีวิตของท่านขึ้นได้ ข้าพเจ้าจะแสดงความรับผิดชอบสำหรับปัญหาของผู้อื่น และข้าพเจ้าก็จะต่อสู้เพื่อพวกเขา ด้วยเจตจำนงเสรีของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะพูดว่า “ข้าจะให้บทเรียนกับแก!” ท่านต้องมีลักษณะแบบนี้ตอนที่ท่านเป็นหนุ่มเป็นสาว ข้าพเจ้าต้องการสร้างคนแบบนี้ขึ้น
มีหัวหน้าคนงานคนหนึ่งที่เบียดบังค่าจ้างคนงานไปร้อยละ 30 ข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า “คุณไม่ควรทำแบบนั้น!” แล้วข้าพเจ้าก็ต่อต้านเขาอย่างสุดกำลัง ไม่ยอมให้เขาแบ่งค่าจ้างของข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าไม่สนใจว่าเขาจะเป็นคนที่น่ากลัวขนาดไหน ข้าพเจ้าพูดว่า “คุณไม่ควรทำแบบนั้น!” แล้วข้าพเจ้าก็ไม่ยอมเขา ข้าพเจ้ามักจะทำอะไรแบบนี้
บางครั้ง คนงานที่เหงื่อไคลเหม็นคลุ้งขึ้นรถรางหรือรถโดยสารและยืนอยู่ติดกับสุภาพสตรี กลิ่นนั้นรุนแรงขนาดที่ทำให้เธอต้องแหวกทางคนที่อยู่บนรถโดยสารเพื่อหลบไปให้ห่างๆ คนงานที่ตัวเหม็น ข้าพเจ้าก็เคยใช้ชีวิตแบบคนงานดังกล่าว เมื่อคุณแม่ของข้าพเจ้าเห็นข้าพเจ้าใช้ชีวิตแบบนั้น ท่านลองจินตนาการดูว่าคุณแม่ข้าพเจ้าจะร้องไห้มากเพียงใด ลูกชายที่เธอรักที่สุด ลูกชายที่เธอเลี้ยงขึ้นมาเหมือนกับทองเหมือนกับหยก พอเธอเห็นข้าพเจ้าใช้ชีวิตแบบนั้น ลองจินตนาการดูว่าเธอจะร้องไห้มากแค่ไหน เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าเห็นคนแบบนั้น ข้าพเจ้าก็จะคิดว่า คนๆ นั้นก็มีพ่อแม่เหมือนกัน แล้วข้าพเจ้าก็จะคิดว่า พ่อแม่ของเขาจะรู้สึกเจ็บปวดและเศร้าโศกเพียงใดที่เห็นลูกพยายามทำให้ชีวิตเป็นแบบนั้น

ความสามารถในการผูกมิตรและสร้างความคุ้นเคย

ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าอยากจะกลับมาที่เกาหลีแต่ไม่มีเงิน ข้าพเจ้าจึงไปพบสุภาพสตรีคนหนึ่งที่รวย แล้วข้าพเจ้าก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอให้เงินข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพูดว่า “ผมมาทำนั่นทำนี่ที่ญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ผมต้องการเงินกลับเกาหลี ผมคิดว่าคุณมีเงินเหลือเฟือในกระเป๋า ดังนั้น โปรดให้ผมยืมสักหนึ่งในสามของที่คุณมีได้ไหม?” ข้าพเจ้าพูดด้วยความจริงใจอย่างยิ่งจนสุภาพสตรีคนนั้นให้ข้าพเจ้ายืมเงิน ข้าพเจ้าจึงซื้อตั๋วแล้วกลับเกาหลี และต่อมาภายหลัง ข้าพเจ้าก็ชำระคืนให้เธอเป็นสามเท่า ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ทำนองนี้มากมาย
ข้าพเจ้าสามารถผูกมิตรกับคนอื่นได้อย่างง่ายดายหากข้าพเจ้าต้องการ และข้าพเจ้าก็รู้ว่าจะตลกได้อย่างไรหากข้าพเจ้าต้องการ หากข้าพเจ้าต้องการร้องเพลง ข้าพเจ้าก็จะร้อง หากข้าพเจ้าต้องการเต้น ข้าพเจ้าก็จะเต้น หากข้าพเจ้าต้องการเคาะเป็นจังหวะ ข้าพเจ้าก็เคาะเป็นจังหวะได้ ข้าพเจ้าเก่งในเรื่องการทำเวลา อะไรก็ตามที่ท่านอยากเห็น ข้าพเจ้าทำมาแล้วทุกอย่าง ข้าพเจ้าเก่งในทุกเรื่อง
ข้าพเจ้ามีเพื่อนชาวญี่ปุ่นมากมายด้วยเช่นกัน ในสมัยที่จักรพรรดิปกครอง แม้ว่าข้าพเจ้าจะทำทุกสิ่งอย่างสุดกำลังเพื่อทำลายญี่ปุ่นก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็ยังปฏิบัติกับเพื่อชาวญี่ปุ่นด้วยดีจนเพื่อนๆ เหล่านั้นจะเข้ามาขอความช่วยเหลือจากข้าพเจ้าเวลาที่เขามีปัญหา พวกขาจะเข้ามาพูดว่า “เกาหลีเป็นอย่างไรบ้าง?” และแล้ว พวกเขาก็จะเปิดเผยหัวใจของเขาที่มีต่อข้าพเจ้า พวกเขาบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา แล้วพวกเขาก็สารภาพกับข้าพเจ้าจนหมดเปลือก ข้าพเจ้ามีเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาพูดว่า “ผมบอกเรื่องนี้ให้คุณฟังคนเดียวเท่านั้น แต่แค่ผมต้องบอกให้คุณรู้”
ที่ใดก็ตามที่ท่านไป ขอให้ท่านกลายเป็นคนที่เปิดหัวใจของท่านกับคนอื่น ท่านต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาต้องแสดงความรู้สึกส่วนลึกในหัวใจของพวกเขากับท่าน หากพวกแสดงความรู้สึกของพวกเขากับท่าน ท่านต้องรับฟังความลับทั้งหมดของเขาไว้ในหัวใจของท่าน และทำให้พวกเขารู้สึกได้รับการปลอบโยน ท่านต้องเป็นผู้ที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกได้รับการปลอบโยน