Education Menu
คำสอน

 

True Father photo
 
 

คุณพ่อ ซัน เมียง มูน
 

  เส้นทางพ่อแม่ที่แท้จริง   
 


บทที่ 4 ช่วงเรียนในโรงเรียนมัธยมฮึกซุกดง โซล
( เมษายน ค.ศ.1938 ถึง มีนาคม ค.ศ.1941, อายุ 19-22 ปี)

1. เรียนวิชาไฟฟ้าที่โรงเรียนวิชาชีพอุตสาหกรรมพาณิชย์คยุงซุง
(เริ่มเรียนเมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1938 และจบเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1941)

สร้างแบบอย่างขึ้นอย่างเงียบๆ

ท่านที่อยู่ที่นี่ส่วนมากคงมีอายุราว 20 ปี หรือประมาณ 17-21 ขวบ มันทำให้ข้าพเจ้าระลึกถึงตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นหนุ่มๆ เหมือนกับพวกท่าน ตอนนั้นข้าพเจ้าต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหาหนทางที่จะยืนอยู่ในฐานะผู้บุกเบิก ข้าพเจ้ามาที่โซลเพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยม การมาที่โซลทำให้ข้าพเจ้างุนงงวัฒนธรรมที่โซล สภาพแวดล้อมที่โซลช่างแตกต่างกับที่เชิงจูซึ่งเป็นบ้านเกิดในแถบชนนบทของข้าพเจ้ายิ่งนัก ประการแรก โซลเป็นเมืองที่ใหญ่มาก ข้าพเจ้ายังจำหลายสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ทำเพื่อพยายามปรับตัวให้เข้าก็สภาพแวดล้อมใหม่ได้
ตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุพอๆ กับท่าน ข้าพเจ้ามิได้พูดอะไรมากมาย ข้าพเจ้าจะพูดอะไรออกในเมื่อข้าพเจ้ายังไม่พบหนทางความจริงและก็ยังค้นหาหนทางอยู่ ท่านต้องฝึกฝนตนให้มีความเชื่อมั่นเพียงพอที่จะรู้สึกว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดออกไปแล้วนั้นไม่มีใครสามารถยืนหยัดบนเส้นทางที่ข้าพเจ้าต้องไปได้ ท่านไม่สามารถสอนตัวท่านเองในสภาพแวดล้อมที่เรื่อยๆ เฉื่อยๆ ได้ ท่านไม่สามารถหยั่งรากลึกลงในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้
คนถ่อมตัว เป็นคนประเภทหนึ่งที่ไม่หยิ่งจองหองแม้ว่าเขาจะมีความสามารถมากก็ตาม ไม่มีใครมองข้ามคนแบบนี้ เรามักจะได้รับการปลอบโยนจากคนแบบนี้ คนแบบนี้เป็นคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มั่นคง แม้ว่าเวลาจะผ่านไป ข้าพเจ้าเป็นคนแบบนี้ เพื่อร่วมชั้นเรียนของข้าพเจ้าจะจริงจังกับข้าพเจ้ามาก แม้กระทั่งมากกว่าจริงจังกับครูทั้งหลายเสียอีก นั่นมิได้เป็นเพราะข้าพเจ้าข่มขู่พวกเขาหรือใช้กำลังกับพวกเขา บางคนขนาดยกคิวเข้าห้องน้ำของเขาให้กับข้าพเจ้าหากข้าพเจ้าจะเข้าห้องน้ำ
ในโรงเรียนมัธยม ข้าพเจ้าเคยทำความสะอาดมาแล้วทุกซอกทุกมุม เนื่องจากข้าพเจ้าต้องการที่จะรักทุกส่วนของโรงเรียนมากกว่าใครอื่นใด ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าทำความสะอาดสถานที่ที่ซึ่งแทนร่างกายของนักเรียนทั้งหมด เมื่อข้าพเจ้าคิดได้เช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ให้ใครมาช่วยเลย
ข้าพเจ้าสนิทกับเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนได้โดยที่ข้าพเจ้าไม่ต้องพูดคุยอะไรมากนัก เมื่อพวกเขามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ พวกเขาก็จะมาปรึกษาข้าพเจ้า หรือถ้าพวกเขาได้เงินจากพ่อแม่ พวกเขาก็จะมาขอให้ข้าพเจ้าเป็นคนเก็บเงินนั้นไว้ให้พวกเขา พวกเขาบอกว่ามันทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยแม้ว่าเงินอาจจะถูกใครขโมยไปจากข้าพเจ้าก็ตาม

อยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ลดละ

ท่านคิดอย่างไรกับการที่ครูหลายคนหลบหน้าหลบตาข้าพเจ้าเพราะเขาไม่สามารถตอบคำถามของข้าพเจ้าได้? ข้าพเจ้าชอบถามว่า “ใครเป็นคนนิยามและตั้งสูตรในตำราฟิสิกส์ ผมไม่เชื่อ ครูช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจได้ไหมครับ?” ข้าพเจ้าจะไม่เชื่ออะไรจนกว่าข้าพเจ้าจะได้พิสูจน์ด้วยตัวของข้าพเจ้าเองแล้วเท่านั้น ตอนที่ครูสอนคณิตศาสตร์สอนสูตรคณิตศาสตร์ให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะไปถามสูตรนั้นกับครูทุกคนว่า “ใครเป็นคนคิดสูตรนี้ขึ้นมา? “ ข้าพเจ้ารู้สึกแย่ที่ใครบางคนคิดสูตรนั้นขึ้นมาก่อนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าควรเป็นผู้ที่คิดสูตรนั้นขึ้นมาเอง... (หัวเราะ) ข้าพเจ้าจะสาวลึกลงไปเรื่อยๆ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยให้อะไรผ่านไปง่ายๆ ข้าพเจ้าไม่มีวันทำอะไรแบบขอไปที
แม้กระทั่งตั้งแต่ข้าพเจ้าพึ่งจะยังเป็นนักเรียนมัธยมเอง ข้าพเจ้าก็ทำความลำบากให้กับครูของข้าพเจ้าหลายคนด้วยคำถามมากมายแล้ว เมื่อครูไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะไปห้องสมุดเพื่อค้นคว้าด้วยตัวเองแล้วนำคำตอบมาบอกครู
แม้กระทั่งตอนที่ข้าพเจ้าอ่านหนังสือสอบเพียงวันเดียว ทุกอย่างก็ดูจะราบรื่นไปหมด ข้าพเจ้าจัดแบ่งเนื้อหาตามความน่าจะเป็นที่จะออกเป็นข้อสอบ ข้าพเจ้าดูแค่ส่วนที่น่าจะออกเป็นข้อสอบที่สุดเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ทิ้ง ข้าพเจ้าเตรียมสอบบนพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางจิตวิทยาว่า หากข้าพเจ้าเป็นครู ข้าพเจ้าจะออกข้อสอบอย่างไร หากข้าพเจ้าใช้วิธีนี้ ข้าพเจ้าจะเดาข้อสอบถูกถึงร้อยละ 70 ครูมักจะเขียนรหัสลับกำกับเป็น 1,2,3,4,5,6,… ซึ่งปรกติจะไม่มีใครเข้าใจความหมายของรหัสลับเหล่านั้น ในช่วงสอบ ข้าพเจ้าจะทำข้อสอบถูกอย่างน้อยร้อยละ 70 แม้จะหลับตาตอบ ไม่ว่าใครจะท่องตำราหนักเพียงใดก็ตาม ไม่มีใครที่สามารถจดจำตำราได้ทั้งหมด ส่วนมากมักจะตกๆ หล่นๆ

การฝึกฝนร่างกาย

นับตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้าได้ฝันถึงการปฏิวัติครั้งใหญ่นี้และได้รับคำสั่งจากสวรรค์ หากข้าพเจ้าไม่แข็งแรงและมีสุขภาพดี ข้าพเจ้าก็จะไม่สามารถทำให้ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่นี้สำเร็จ ข้าพเจ้าจึงเริ่มฝึกฝนร่างกาย ข้าพเจ้าแข็งแรงขนาดสามารถล้มคนสองคนได้อย่างง่ายดาย ไม่มีวิธีออกกำลังกายแบบไหนที่ข้าพเจ้าไม่เคยทำมาก่อน ข้าพเจ้าฝึกฝนร่างกายทุกวัน วันแล้ววันเล่าจนข้าพเจ้ามีอายุได้ 22 ขวบ
นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังเคยเรียนรู้วิธีชกจนสามารถทำลายบ้านเก่าทรงญี่ปุ่นได้ในหมัดเดียว แม้กระทั่งตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ยังทำได้อยู่ หากข้าพเจ้าผ่านไปพบคนไม่ดีเข้า ข้าพเจ้าก็สามารถล้มพวกเขาลงได้ คนเราควรเรียนรู้ทักษะในการป้องกันตัว ข้าพเจ้าสามารถกระโดดข้ามรั่วได้แม้ว่าข้าพเจ้าจะอ้วนแบบนี้ก็ตาม (หัวเราะ) เนื่องจากข้าพเจ้าได้ผ่านการฝึกฝนร่างกายมาก่อน ข้าพเจ้าจึงสามารถทำท่าทางต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ในเรื่องมวยปล้ำเกาหลีก็ไม่มีใครปราบข้าพเจ้าได้ (หัวเราะ) อีกทั้งข้าพเจ้ายังเก่งมากในเรื่องกีฬาต่างๆ เช่นฟุตบอล แม้ข้าพเจ้าจะมีรูปร่างใหญ่ก็ตาม ข้าพเจ้าก็คล่องแคล่วว่องไว สมัยที่เป็นเด็ก ข้าพเจ้าฝึกฝนร่างกายของข้าพเจ้าด้วยการออกกำลังกายทุกประเภทรวมทั้งโหนบาร์ระดับ แม้แต่ตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ยังออกกำลังกายโดยที่ไม่มีใครรู้ ข้าพเจ้าพัฒนาวิธีออกกำลังกายของข้าพเจ้าเองขึ้น ท่านอยากเรียนหรือเปล่า? [อยากเรียน!] ท่านจะจ่ายค่าสอนให้ข้าพเจ้าสักเท่าไร? (หัวเราะ)
เมื่อมีการฝึกฝนทางด้านร่างกาย พื้นฐานสำหรับโลกฝ่ายวิญญาณก็ถูสร้างขึ้น และแล้ว ท่านก็จะกลายเป็นคนจริงที่ไม่หลุดลอยไปไหน เราต้องคิดค้นศิลปะป้องกันตัวขึ้นแล้วสร้างการเตรียมตัวทางฝ่ายภายนอกขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นหากทุกท่านถูกไล่ออกเพราะท่านไม่มีเรี่ยวแรง จงป้องกันตัวเองอย่างถูกต้อง หากท่านต่อยข้าพเจ้าสักสามครั้ง แล้วให้ข้าพเจ้าเหวี่ยงหมัดใส่ท่านสักครั้งดูไหม ท่านควรกล้าหาญและมีความเชื่อมั่นด้วยสิทธิอำนาจของบุตรหัวปี

ฝึกฝนการพูด

หากข้าพเจ้าต้องการพูดเร็ว ข้าพเจ้าสามารถพูดได้ 10 คำในขณะที่ท่านพูด 1 คำ เหอรรรร.. (หัวเราะ) ข้าพเจ้าฝึกหนักเพื่อเป็นแชมเปี้ยนในด้านนี้ ในจังหวัดพยองอัน เวลาที่คนพูด เขาจะคิดไว้แล้วว่าอีก 10 คำต่อไปจะพูดอะไรหลังจากที่พูดไปได้คำหนึ่ง ตอนที่ข้าพเจ้ามาที่โซล มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่อยู่ที่บ้านแบ่งให้เช่า เธอมีริมฝีปากบาง ตาเล็ก เธอพูดได้เร็วมากโดยไม่ต้องหายใจมากนักในขณะที่อธิบายเกี่ยวกับเมืองให้ข้าพเจ้าฟัง (หัวเราะ) ข้าพเจ้าคิดว่า ว๊าว ข้าพเจ้าจะต้องพูดเร็วกว่าเธอให้ได้ แล้วข้าพเจ้าก็ชนะเธอได้หลังจากที่ได้ฝึกหนัก (หัวเราะ) เสียงที่พูดออกเสียงได้ยากที่สุดก็คือเสียง “ตี่ (ddi)” ข้าพเจ้าเขียนคำว่า กัล นัล ดัล ลัล แล้วฝึกออกเสียงคำเหล่านี้เร็วๆ ทุกค่ำเช้า
ข้าพเจ้าฝึกตัวเองให้พูดเร็วแบบนี้ไปทำไม? มันก็เพื่อที่จะพูดทุกอย่างที่ข้าพเจ้าอยากพูดออกมารวดเดียวทั้งหมด ข้าพเจ้าเริ่มพูด เหอรรรร.... (หัวเราะ) ทั้งหมดถูกเทออกมาจากศีรษะถึงปลายเท้า ข้าพเจ้าได้ฝึกการออกเสียงทั้งหมดรวมทั้งอักขระภาษาเกาหลีอยู่เป็นเวลา 6 เดือนในห้อง ข้าพเจ้าฝึกจนออกเสียงได้ทั้งหมด นั่นทำให้ข้าพเจ้าพูดเร็ว แม้ท่านเองก็สามารถแก้ไขการออกเสียงของท่านเองให้ถูกต้องได้

เรียนรู้การร้องเพลง

ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นวัยรุ่น ข้าพเจ้าชอบดนตรี เจ้าของบ้านแบ่งให้เช่าที่ข้าพเจ้าเช่าอยู่เป็นคนขับรถ เขาเป็นลูกชายคนโตในครอบครัวที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งในจังหวัดคังวอนในเวลานั้น มันผ่านมาสามสิบปีแล้ว อาชีพโชเฟอร์เป็นอาชีพที่ดี ไม่มีที่ไหนที่เขาไม่เคยไปมาก่อน เขารู้จักเพลงพื้นเมืองทุกชนิดและมีแผ่นเสียงเป็นร้อยๆ แผ่น ข้าพเจ้าออกอุบายที่จะทำให้สุภาพสตรีที่เป็นภรรยาของเจ้าของบ้านแบ่งให้เช่าประทับใจข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทักทายเธอทุกวันและช่วยยกโต๊ะอาหารเย็น ข้าพเจ้าทำทุกอย่างที่เธอวานให้ทำ เมื่อแผนดำเนินไปเช่นนี้ได้สักสองสามวัน เธอก็เริ่มรู้สึกรักข้าพเจ้า เธอชอบข้าพเจ้ามากขนาดเอ่ยปากว่าอยากรับข้าพเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม ใช่แล้ว! หลังจากนั้น เธอก็ให้ข้าพเจ้ายืมแผ่นเสียงทุกแผ่นที่ข้าพเจ้าอยากฟัง(หัวเราะ) ข้าพเจ้าได้ฟังทุกแผ่น บางครั้งข้าพเจ้าก็เอาแผ่นเสียงมาฟังครั้งละหลายแผ่น เจ้าของคนนั้นก็ไม่ว่าอะไร ข้าพเจ้าใช้เวลาอยู่หลายวันเพื่อที่จะฟังแผ่นเสียงทั้งหมด ข้าพเจ้าเล่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงวันละ 24 ชั่วโมง (หัวเราะ) การร้องเพลงได้ดีนั้นเป็นสิ่งที่ดี ลูกกตัญญูจะร้องเพลงไปพลางนวดหลังแม่ของเขาไปพลาง คู่หนุ่มสาวควรร้องเพลงได้เก่งหากต้องการแสดงความรู้สึกรักในหัวใจออกมา ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้นำทางล่วงหน้ามาก่อนที่รับผิดชอบต่อแผนการแห่งการแก้ไข ข้าพเจ้าต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ความหวังของข้าพเจ้ากลายเป็นจริงใช่ไหม? ทั้งหมดนี้ก็คือหนทางหรือขั้นตอนนั่นเอง คนที่ใกล้ชิดท่านจะรู้ ข้าพเจ้าทำอะไรตอนที่กำลังนอนในตอนกลางคืน? ข้าพเจ้าเปิดแผ่นเสียงฟังเบาๆ อยู่ใต้ผ้าห่ม ข้าพเจ้าเป็นอะไรที่สุดขั้วแบบนั้น อะไรก็ตามที่ข้าพเจ้าทำ ข้าพเจ้าไม่ต้องการเป็นสองรองใคร ท่านควรเรียนรู้วิธีร้องเพลง

เชี่ยวชาญการแสดงเดี่ยวบนเวที (เชิงตลก)

พระเจ้าทรงพระปรีชายิ่ง พระองค์ทรงร้ายได้เก่ง พระองค์จะตรัสว่า “นี่ เจ้าคนเลว! เจ้ามันหน้าหนา คนเลวเอ๋ย” พระองค์ยังทรงเล่นตลกได้เก่งอีกด้วย ราชาแห่งความขบขันก็คือพระเจ้า พระองค์ยังทรงเป็นราชาแห่งความร้าย ข้าพเจ้าเองก็แสดงขบขันและผูกเรื่องขึ้นสดๆ ได้เก่งพอๆ กับพระเจ้าเหมือนกัน
ในช่วงวัยมัธยม ข้าพเจ้าเป็นแชมเปี้ยนในการแสดงเดี่ยวบนเวที (หัวเราะ) การแสดงความสามารถบนเวทีของโรงเรียนที่ข้าพเจ้าแสดงเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมที่เป็นผู้ปกครองนักเรียนอย่างมาก
เนื่องจากข้าพเจ้ามีคุณภาพเช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงอยู่ในตำแหน่งนี้ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้ก่อตั้งโบสถ์แห่งความสามัคคี ท่านคิดว่ามันง่ายไหมที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้? (หัวเราะ) แม้ว่าสมาชิกโบสถ์จะได้รับการกดขี่ข่มเหงจากโลกภายนอกก็ตาม ท่านก็จะสนุกสนานเมื่อท่านกลับเข้ามาในโบสถ์ใช่ไหม? (ใช่) นั่นเป็นเพราะข้าพเจ้าเก่งในเรื่องการแสดงเดี่ยว (หัวเราะ) การแสดงที่ข้าพเจ้าแสดงนั้นไม่ใช่การแสดงเดี่ยวธรรมดา แต่เป็นชีวิตจริงที่แสดงโดยคนจริง

เรื่องชวนรำลึกถึงสมัยเป็นนักเรียนในโซล

ในสมัยก่อน ข้าพเจ้าชอบร่อนหินใส่คลื่นอ่อนๆ ของแม่น้ำฮัน ถ้าเป็นตอนเย็นจะดีกว่าตอนเช้า เมื่อดูคนล่องเรือในแม่น้ำเห็นเป็นเงาๆ เมื่อจับกับแสงอาทิตย์ยามเย็น มันสวยงามมาก แสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงในตอนกลางวันที่สาดส่องลงบนน้ำที่สงบก็ดูสวยงามเช่นกัน เมื่อม้วนหินแบนๆ ด้วยนิ้วแล้วร่อนมันออกไปกระทบผิวน้ำ มันจะร่อนไปบนอากาศอย่างนุ่มนวล เมื่อหินตกกระทบผิวน้ำ มันก็จะกระดอนขึ้นมา มันจะกระดอนอยู่หลายครั้ง แล้วครั้งสุดท้าย มันก็มุดลงไปในน้ำ ท่านรับรู้ความรู้สึกแบบนั้นได้ไหม? (หัวเราะ)
ที่บ้านเกิดของข้าพเจ้าไม่มีต้นตะโก แม้ว่าข้าพเจ้าจะเคยเห็นลูกตะโก แต่ข้าพเจ้าก็เคยเห็นแม่ของมันเลย แม่ตะโกคืออะไร? มันเป็นต้นไม้หรือเปล่า? แน่นอนว่า ในเริ่มแรก แม่ก็มาจากเมล็ด ในสมัยนั้น ลูกตะโกที่สุกแดงนั้น... เมื่อข้าพเจ้าทานมัน ข้าพเจ้าจะไม่ทานแค่หนึ่งเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้ามีต้นตะโกที่บ้านแล้วละก็ ข้าพเจ้าคงทานมันทั้งหมดเลย (หัวเราะ) การรับประทานเป็นงานอดิเรกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าชอบรับประทานมาก
พอข้าพเจ้าได้มาเห็นต้นตะโกที่โซล เมื่อมองดูผ่านๆ จะดูเหมือนว่ามันแข็งและสวยทีเดียว แม้ว่าต้นมันจะไม่ใหญ่ ข้าพเจ้ามีเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่นอกจาฮามูน วันหนึ่ง ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเขาที่บ้าน ใกล้ๆ บ้านของเขามีต้นตะโกซึ่งเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและมันดูน่าอร่อยมาก ข้าพเจ้ากับเพื่อนจึงย่องเข้าไปที่ต้นไม้แล้วเก็บลูกตะโกมา เพื่อนข้าพเจ้าช่าง... (หัวเราะ)
ข้าพเจ้าเคยเจอเหตุการณ์หนึ่งตอนที่ข้าพเจ้ามาที่โซล ข้าพเจ้าชอบขนมต๊อก มีอยู่วันหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นขนมต๊อกที่เรียกว่าขนมต๊อกลม (พารัมต๊อก) ที่ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า มันน่ากินที่สุดเลย ข้าพเจ้าหยิบมันขึ้นมาสองสามชิ้นซึ่งเป็นมันดูไม่ค่อยน่ากินนัก และแล้ว ลมข้างในก็พุ่งออกมา แล้วมันก็แฟบลง (หัวเราะ) ข้าพเจ้าจึงคิดได้ว่า นี่เองที่ทำให้คนโซลถูกขนานนามว่าขี้เหนียวและปากร้าย

2. เส้นทางที่ทนทุกข์

ชีวิตที่ต้องทำกินเอง

ข้าพเจ้าเคยใช้ชีวิตแบบที่ต้องทำกินเองเป็นเวลา 7 ปี มันมิได้เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะข้าพเจ้าอยากจะเข้าใจผู้หญิง ตอนที่ข้าพเจ้าทำอาหาร ข้าพเจ้าไม่เคยใช้น้ำอุ่น ข้าพเจ้าตักน้ำขึ้นจากบ่อด้วยถัง ตอนที่หนาวๆ มือของท่านจะติดกับถัง ข้าพเจ้าซาวข้าวและหุงด้วยน้ำแบบนั้น ข้าพเจ้าทำอะไรแบบนั้นอยู่เป็นเวลานาน
ครั้งแรกที่ข้าพเจ้ามาที่โซล มันหนาวจัด ในขณะนั้น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง –17 ถึง –21 องศาเซลเซียส ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก การทำอะไรแบบนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะไม่ทำตัวเป็นคนรวย ข้าพเจ้าเริ่มจากก้นบึ้ง แม้แต่ในช่วงเดือนที่หนาว ข้าพเจ้าไม่ต้องการน้ำจิ้มหลายอย่างบนโต๊ะอาหาร มันแทบจะเป็นนิสัยของข้าพเจ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าเพียงต้องการน้ำจิ้มสักอย่างที่ง่าย อร่อย และเข้าได้กับอาหาร ข้าพเจ้าใช้น้ำจิ้มเพียงมื้อละชนิด น้ำจิ้มที่อร่อยสักอย่างก็เพียงพอแล้ว
ท่านสามารถบอกได้ว่าใครเป็นกุ๊กมือใหม่หรือเปล่าด้วยการดูว่าเขาใช้เขียงอย่างไร ข้าพเจ้าใช้เขียงได้ดีพอใช้ ต๊อก ต๊อก ต๊อก...(หัวเราะ) ท่านสามารถบอกได้อย่างง่ายดายว่าใครชำนาญการทำอาหารหรือไม่ด้วยการสังเกตว่าเขาทำน้ำจิ้มอย่างไร เมื่อข้าพเจ้าดูผู้หญิงหุงข้าวและทำน้ำจิ้ม ข้าพเจ้าบอกได้เลยว่าเธอใช้น้ำเท่าใดหรือใช้เครื่องปรุงอะไรบ้าง ข้าพเจ้าแค่ชำเลืองดูเคร่าๆ ก็รู้สิ่งเหล่านี้แล้ว

ทานอาหารวันละสองมื้อ และถืออดในวันคล้ายวันเกิด

ตอนที่ข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ที่โซล ตอนนั้น ข้าพเจ้ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ข้าพเจ้ามิได้ทานอาหารกลางวัน มันมิได้เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่มีอาหารทาน ในการที่ท่านจะเข้าใจวันเวลาที่พ่อแม่ของท่านอดอยาก ท่านควรทราบเหตุการณ์และเรื่องราวเบื้องหลังพ่อแม่ของท่าน ท่านควรเตรียมตัวเองเพื่อที่จะกลายเป็นลูกกตัญญูในยามที่ท่านหิวโหยด้วยการสำนึกเสียใจที่มิได้เป็นลูกกตัญญูในขณะที่ท่านวางตัวท่านเองในสถานการณ์ที่หิวโหย
นั่นเป็นวิธีคิดของข้าพเจ้า ท่านจะใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุดก็ตอนที่ท่านหิวโหย ในขณะที่ท่านอยู่ในสถานการณ์ที่หิวโหยดังกล่าว คนที่เดินผ่านไปผ่านมาที่ทำตัวเป็นแม่ของท่านหรือพี่สาวของท่านก็คือคนที่สามารถช่วยท่านได้ ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนั้น ท่านจะค้นพบจิตใจของท่านที่สามารถปลอบประโลมและสวมกอดคนนับล้านได้
นอกจากนี้ ข้าพเจ้ากำลังถามตัวข้าพเจ้าเองด้วยว่าข้าพเจ้ามีคุณสมบัติที่จะทานอาหารวันละสามมื้อหรือไม่ในขณะที่เราไม่มีประเทศเป็นของเราเอง ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตที่หิวโหยเช่นนั้นเรื่อยมาอีกเป็นเวลานานพอสมควร ข้าพเจ้าเดินไปในหนทางของการเฝ้ารอเพื่อนร่วมชาติของข้าพเจ้าในขณะที่ข้าพเจ้าอยากทานอาหาร ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าควรรักประเทศของข้าพเจ้าและเพื่อร่วมชาติมากกว่าอาหาร ที่ข้าพเจ้าไม่ทานอาหารกลางวันนั้นมิได้เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่มีเงิน ข้าพเจ้าให้เงินนั้นแก่คนที่มีความจำเป็น
ข้าพเจ้าอดอาหารบ่อยเท่าๆ กับที่ข้าพเจ้าทานอาหาร ข้าพเจ้ามิได้ทานอาหารกลางวันจนกระทั่งข้าพเจ้าอายุ 30 ขวบ ข้าพเจ้าออกจากบ้านเมื่อข้าพเจ้าหิวและง่วง และยังคงทานอาหารวันละสองมื้อ บางที อาจจะไม่มีใครเคยหิวเท่าที่ข้าพเจ้าเคยหิวมาก่อน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องของผู้หิวโหยที่รอคอยให้ใครมาช่วยและปลดเปลื้องความหิว มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกยากที่จะทานอาหาร ใครก็ตามที่หาทางบรรลุโสดาบันและชีวิตสันโดษ เขาผู้นั้นก็ควรฝึกฝนสิ่งนั้นด้วยการใช้ชีวิตในถานการณ์แบบนั้นทุกวัน
ข้าพเจ้าอดอาหารในวันคล้ายวันเกิดของข้าพเจ้าอยู่บ่อยๆ ท่านสามารถฉลองวันคล้ายวันเกิดของท่านโดยที่ท่านยังมิได้สร้างพื้นฐานชัยชนะขึ้นในระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชาติ และระดับโลกหรือเปล่า? ท่านสามารถเต้นรำและทำเรื่องเหลวไหลแบบนั้นได้อย่างไร? ท่านทำแบบนั้นไม่ได้ คนบาปจะทำแบบนั้นได้ก็หลังจากที่ได้ทำความรับผิดชอบของตนเองที่พระเจ้าทรงประทานให้เสร็จก่อนแล้วเท่านั้น ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตมาแบบนั้น

ยื่นความช่วยเหลือที่อบอุ่นหัวใจให้ในเวลาที่เปล่าเปลี่ยว

ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่สามารถถวายการอธิษฐานด้วยน้ำตาที่ไหนก็ได้ที่ข้าพเจ้าไป ซึ่งทำให้คนมากมายมีแนวโน้มว่าจะรู้สึกสงสารข้าพเจ้าโดยไม่ทราบเหตุผล อีกทั้งที่ใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไป จะมีคนมากมายปฏิบัติกับข้าพเจ้าอย่างที่ท่านทำในตอนนี้ มีเหตุการณ์หนึ่ง สุภาพสตรีเจ้าของบ้านแบ่งให้เช่าต้องยกอาหารบนโต๊ะที่เธอเตรียมให้สามีและอาหารที่เตรียมไว้สำหรับวันหยุดให้ข้าพเจ้าก่อนที่เธอจะนำไปที่ห้องของเธอ มิฉะนั้น เธอก็จะมองไม่เห็น เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเธอจึงต้องทำแบบนี้ นั่นเป็นเพราะพระเจ้าที่ทรงเป็นผู้ดลใจเธอเพื่อที่พระองค์จะทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าด้วยอาหารที่ถูกเตรียมขึ้นด้วยหัวใจทั้งหมด มันมีเหตุการณ์มากมายทำนองนี้เกิดขึ้น ข้าพเจ้ายังไม่ลืมความรักของพระเจ้าดังกล่าวแม้ในยามที่ข้าพเจ้าหลับ
มีสุภาพสตรีคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเธอตั้งแต่ในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในโซลจนถึงเดี๋ยวนี้ เธอคือสุภาพสตรีซองผู้ซึ่งออกจะยากจน เธออาศัยอยู่ในห้องเช่ากับลูกสาวของเธอ เธอไม่มีสามีแล้ว หากเธอบังเอิญได้อาหารมาสำหรับเธอเอง เธอก็จะวิ่งมา แล้วเธอก็จะพูดว่า มือของเธอเอาอาหารมาให้ข้าพเจ้าแทนที่จะเอาให้เธอเอง เธอมักจะพูด...
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โบสถ์สองแห่งจัดนมัสการร่วมกันที่ริมฝั่งแม่น้ำฮัน บริเวณนั้นเคยเป็นซูบินโกมาก่อนแม้ว่าตอนนี้จะไม่มีแล้วก็ตาม เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ข้าพเจ้าไม่สามารถยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนได้ ข้าพเจ้าจึงแยกออกมาจากกลุ่มมานั่งอยู่บนกองหินเพื่อที่จะมีเวลาคิด ในเวลานั้น สุภาพสตรีซองได้นำขนมปังแผ่นมาให้ข้าพเจ้าสองแผ่นกับไอศกรีมอีกสอง ข้าพเจ้าไม่สามารถลืมเหตุการณ์นั้นได้ เมื่อคิดถึงว่านั่นเป็นเรื่องที่สำคัญเพียงใดแล้วละก็ ท่านก็จะต้องไม่ยอมเป็นหนี้บุญคุณใครแบบนั้น
ท่านควรเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเพียงใดที่จะไปเยี่ยมใครบางคนที่อยู่ในความเปล่าเปลี่ยว มันอาจจะไม่มีความหมายสักเท่าไรนักหากท่านไปเยี่ยมคนที่น่าคบเท่านั้น ในเวลานั้น ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า มันจะเป็นประโยชน์มากเพียงใดที่จะไปเยี่ยมและปลอบโยนคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

การอยู่ในห้องที่เย็นในฤดูหนาว

ช่วงที่ข้าพเจ้ามีอายุราว 20 ขวบ ฤดูหนาวที่โซลนั้นหนาวมากทีเดียว อุณหภูมิโดยเฉลี่ยดูเหมือนว่าจะอยู่ราวๆ –17 องศาเซลเซียส แม่น้ำฮันจะแข็งเป็นน้ำแข็งเสมอในฤดูหนาว ภายใต้สภาวะอากาศแบบนั้น ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในห้องที่ไม่มีเครื่องทำความร้อน ข้าพเจ้าปูผ้าปูโต๊ะที่มีลอยดอกในเนื้อผ้าลงบนพื้นแล้วนอน แล้วในตอนเช้า ลวดลายของผ้าปูโต๊ะก็จะเลอะติดพื้นที่เย็น รอยเลอะนั้นไม่สามารถลบออกได้โดยง่าย และมันจะติดอยู่ได้ถึง 6 เดือน นั่นเป็นร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้า
ในการที่จะเอาชนะความหนาวเย็นได้นั้น ข้าพเจ้าเคยนอนคลุมโปงกุมหลอดไฟที่เปิดไว้เพื่อทำให้ข้าพเจ้าอบอุ่น บางครั้งข้าพเจ้าถึงกับมือแทบไหม้ ข้าพเจ้ายังจำสิ่งนั้นได้ เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงโซล ประสบการณ์เรื่องนี้ก็ผุดขึ้นมาในใจ แม้กระทั่งตอนนี้ เมื่อข้าพเจ้านั่งในอ่างอาบน้ำ ข้าพเจ้าก็จะระลึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นขึ้นมา
ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เยี่ยงคนบาปและเดินไปในเส้นทางแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีใครเลยที่จะสามารถร่วมเดินไปด้วยได้ ท่านไม่ควรลืมความทุกข์ทรมานครั้งประวัติศาสตร์ของข้าพเจ้าและของพระเจ้า ท่านควรเก็บมันไว้ที่ส่วนลึกในหัวใจของท่าน ดังนั้น เมื่อท่านได้พบกับข้าพเจ้าบนสวรรค์ในภายหน้า ท่านก็จะสามารถเข้ามาเกาะข้าพเจ้าแล้วพูดว่า “เราเข้าใจสถานการณ์ที่ทนทุกข์ของคุณพ่อและได้พยายามที่จะดำเนินชีวิตตามมาตรฐานนั้น อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ โปรดให้อภัยเราด้วย” หากท่านทำเช่นนั้นด้วยหัวใจที่สำนึกเสียใจและน้ำตาแล้วละก็ แม้แต่พระเจ้าก็จะทรงกุมท่านไว้แล้วกันแสงร่วมกับท่าน หากไม่มีโอกาสเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า มันก็จะไม่มียุคแห่งการปลดปล่อย สำหรับลูกที่อุทิศตนแล้ว แม้ว่าเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องหนาวเย็นที่ไม่มีเครื่องทำความร้อนก็ตาม เขาก็ควรแสดงบทบาทของเขาในฐานะลูกที่อุทิศตน ท่านควรถนอมหัวใจที่เศร้าโศกของพ่อแม่ผู้ซึ่งได้ที่ติดตามรับใช้พระเจ้า ท่านต้องมีหัวใจแห่งความสำนึกเสียใจสำหรับความรักของท่านที่ไม่สามารถรักทั้งสวรรค์และโลกได้ ท่านยังควรทราบอีกด้วยว่า ทัศนคติที่เป็นแบบหัวใจนั้นจะนำพาท่านเข้าใกล้หนทางของสวรรค์

ฝึกอยู่ด้วยตัวเอง สวมใส่เสื้อผ้าเก่า

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมีอายุ 30 ขวบ ข้าพเจ้ามิได้สวมใส่เสื้อผ้าแบบที่ท่านใส่อยู่ เสื้อผ้าทั้งหมดที่ข้าพเจ้าใช้เป็นแบบที่อยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น เราซื้อเสื้อผ้าแบบที่เจ้าของไม่ใส่แล้วจากร้านขายของมือสอง มันทั้งสกปรกและเหม็น หากข้าพเจ้าใส่เสื้อผ้าดีๆ ก็จะมีผู้หญิงมากมายเกินไปมาตอมข้าพเจ้า เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนั้น ข้าพเจ้าจึงพยายามอยู่ห่างๆ และทำให้ทางแคบลงด้วยการปล่อยให้ผมกระเซิง คนเราเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว เราก็จะต้องสร้างพื้นฐานเพื่อทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ
ข้าพเจ้าเป็นคนที่ถักเก่ง บางครั้ง ข้าพเจ้าก็ถักเสื้อสเวทเตอร์และรองเท้าบูทใส่เองด้วย อีกทั้งข้าพเจ้ายังทำกางเกงและเสื้อแจคเก็ตของข้าพเจ้าเองอีกด้วย ข้าพเจ้าศึกษาหาวิธีที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งผู้หญิง นี่เป็นเพราะข้าพเจ้ามุ่งมั่นที่จะรักษาปณิธานที่ตั้งใจไว้โดยการทำงานตลอดชีวิตแม้ว่าข้าพเจ้าจะต้องอยู่ตามลำพังก็ตาม ไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าจะทำไม่ได้ ข้าพเจ้าถักหมวกและถุงมือได้สวยงามและรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ไม่มีที่ไหนในโซลที่ข้าพเจ้าไม่เคยไปโดยใส่เสื้อผ้าผู้หญิงมาก่อน ท่านไม่คิดหรือว่ามันแปลกหรือ? ข้าพเจ้าออกอุบายหลอกเด็กผู้ชาย ข้าพเจ้าก็พาเด็กผู้ชายเข้าไปในซอยแล้วเล่นงานเขา “แกกำลังจะทำอะไรเด็กผู้หญิงหรือ? แกคงคิดว่าข้าเป็นเด็กผู้หญิงสินะ ข้าเป็นเด็กชายเกเรนะโว้ย” (หัวเราะ) ทำไมหรือ? ก็เพื่อเข้าใจชีวิตในโลกแห่งความจริงนั่นเอง ท่านต้องเป็นสายลับ หากท่านอยากสืบโลกดู ท่านก็ต้องสืบให้ละเอียด ข้าพเจ้าเคยทำหลายสิ่งหลายอย่างแบบนั้น

ไม่กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดในวันปิดเทอมครั้งแรก

ในวันปิดเทอมครั้งแรกของการเรียนของข้าพเจ้าที่โซล ข้าพเจ้ามิได้กลับบ้านเกิด แม้ว่า นักเรียนคนอื่นๆ จะรีบซื้อตั๋วกลับบ้านเกิดของพวกเขาก็ตาม ข้าพเจ้าก็มุ่งมั่นที่จะอยู่ที่นั่นตามลำพัง ข้าพเจ้าแจ้งให้พ่อแม่ของข้าพเจ้าที่กำลังรอคอยการกลับไปเยี่ยมบ้านของข้าพเจ้าทราบว่าข้าพเจ้าไปไม่ได้เพราะเหตุผลอันนั้นอันนี้ ทำไมข้าพเจ้าจึงทำเช่นนั้น เป็นเพราะข้าพเจ้าต้องเดินไปในเส้นทางที่แตกต่างจากเส้นทางของโลกซาตาน
ตอนที่นักเรียนคนอื่นๆ แบกกระเป๋าเดินทางกลับบ้านเกิดของพวกเขา ข้าพเจ้าคิดว่า แม้ว่าข้าพเจ้าจะอยากเห็นหน้าพ่อแม่ของข้าพเจ้าก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็คิดถึงพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพวกเขาให้รอดพลางน้ำตาก็ตกใน ข้าพเจ้าต้องแบกความคิดถึงเอาไว้ แล้วอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของชาติและเป้าหมายของข้าพเจ้า
ญาติๆ ของข้าพเจ้าโวยวายให้ข้าพเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด พวกเขาบอกว่า “มีเหตุฉุกเฉินที่บ้าน รีบกลับมา” กระนั้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด พอเพื่อนๆ ของข้าพเจ้ากลับมา พวกเขาคิดว่าข้าพเจ้าแปลกคน ข้าพเจ้าจึงพูดกับพวกเขาว่า “อย่าปล่อยให้เวลาอันมีค่าผ่านไป นี่เป็นงานแห่งประวัติศาสตร์นับพันๆ ปี” ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตด้วยทัศนคติเช่นนั้น

หลีกเลี่ยงโรงหนัง

ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าข้าพเจ้าอยากไปดูหนังมากแค่ไหนตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก การไปดูหนังเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เด็กถึงกับตะลึง อารมณ์ของข้าพเจ้าเป็นแบบที่ว่า ข้าพเจ้าสามารถส่งเสียงร้องด้วยความสนุกออกมาได้ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยไปดูหนัง มันไม่เชิงว่าข้าพเจ้าไม่เคยดูหนัง แต่ความจริงแล้ว พอถึงจุดๆ หนึ่ง ข้าพเจ้าก็ไปดูหนัง 5 เรื่องรวดภายในวันเดียว หลังจากที่มีประสบการณ์การไปดูหนังเช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ไปดูหนังอีก ข้าพเจ้าออกจากสุดขั้วหนึ่งไปยังอีกสุดขั้วหนึ่ง มันจะไม่เป็นการสมควรหากเราไม่ไปดูหนังเลยโดยที่เราไม่เคยมีประสบการณ์การดูหนังใดๆ มาก่อน นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมข้าพเจ้าจึงตัดใจไม่ดูหนังทันทีหลังจากที่ข้าพเจ้าไปดูหนัง 5 เรื่องรวดภายในวันเดียว ข้าพเจ้าจะพูดว่า “หนังนะรึ ฉันไม่ดูหรอก”
ท่านคงไม่คิดว่าจะมีสิ่งที่ข้าพเจ้าอิจฉาตอนที่ข้าพเจ้าอายุพอๆ กับท่านใช่ไหม? ท่านไปดูหนังกันบ่อยๆ ใช่ไหม? ท่านควรทราบว่า มันมีช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าไม่ไปดูหนังหรือแม้กระทั่งเดินเฉียดเข้าไปใกล้โรงหนังเลย ทำไม? เป็นเพราะข้าพเจ้าต้องการที่จะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของหนัง หากท่านสามารถอดทนต่อการล่อลวงใดๆ ขนาดที่ท่านสามารถหลับในโรงหนังได้แล้วละก็ ท่านก็สามารถไปดูหนังได้ ข้าพเจ้าอนุญาตให้ท่านไปดูหนังในขณะที่ท่านมีมาตรฐานแบบนั้นในใจ หลังจากท่านบรรลุมาตรฐานแบบนั้นแล้ว ท่านก็สามารถไปดูหนังได้อย่างเต็มที่

สำรวจท้ายซอย

ในสมัยก่อน สถานที่เช่น ถนนจองโรสายสามจะเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดงทั้งย่านเลย ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าจะต้องเข้าไปสำรวจสถานที่เหล่านั้นดูหน่อย ทำไมผู้หญิงสวยๆ จึงทำอะไรแบบนั้น? หากพวกเขาเป็นน้องสาวของท่าน ท่านจะทำอย่างไร? หากผู้หญิงเหล่านั้นเป็นลูกสาวของท่าน ท่านจะทำอย่างไรในฐานะพี่ชายหรือพ่อ? นั่นเป็นคำถามที่จริงจัง ข้าพเจ้ายังจำการสนทนากับผู้หญิงเหล่านั้นตลอดคืนได้
ข้าพเจ้ารู้จักโลกของผู้หญิงเหล่านั้นดี ท่านจะช่วยผู้หญิงเหล่านั้นให้รอดได้อย่างไรหากท่านไม่รู้ว่าโลกของผู้หญิงเหล่านั้นเป็นอย่างไร ท่านควรเข้าใจสถานการณ์อันน่าสมเพชและเรื่องราวเบื้องหลังของผู้หญิงเหล่านั้น แล้วช่วยผู้หญิงเหล่านั้นให้รอด
มันจะมีเพียงใบโดยที่ไม่มีรากได้อย่างไร? เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปในสถานที่เหล่านั้น ข้าพเจ้าจะต้องมีการตกลงใจให้ดีเสียก่อนเพื่อที่ว่า ข้าพเจ้าจะไม่ถูกจับไว้โดยสิ่งที่ข้าพเจ้าจะทำที่นั่น สมาชิกโบสถ์แหงความสามัคคีควรผ่านไปในกระบวนการของฝึกฝนเช่นนี้ ท่านจำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนเช่นนี้

ประหยัดค่ารถและช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย

ตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ที่ฮเวสุกดง ค่ารถเข้าเมืองตอนนั้นคือ 5 จุน อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าใช้วิธีเดินเข้าเมือง ข้าพเจ้าใช้เวลา 45 นาทีในการเดินไปฮวาชินด้วยการเดินจ้ำอย่างเร็ว โดยเฉลี่ย คนทั่วไปจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในวันที่ระอุของฤดูร้อน ข้าพเจ้าเดินเข้าเมืองจนเหงื่อท่วม ข้าพเจ้าทำอะไรกับเงินที่ไม่ต้องจ่ายค่ารถ? ข้าพเจ้ามอบมันให้แก่ผู้เคราะห์ร้าย ข้าพเจ้าจะพูดว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะมอบทองสักพันตันแก่ท่านเพื่อทำให้ท่านมีความเป็นอยู่ที่ดีทันที แต่ถึงแม้ว่าตอนนี้ ข้าพเจ้าจะให้เงินนี้แก่ท่านแทนคนทั้งชาติ ข้าพเจ้าก็หวังว่าเงินนี้จะเป็นเมล็ดของโชคชะตาที่ดี”
ข้าพเจ้าเคยอยู่ที่นอ-รยองจินอยู่พักหนึ่ง ค่ารถไฟไปโรงเรียนตอนนั้นคือ 5 จุน แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าใช้วิธีเดินไปโรงเรียน ข้าพเจ้าจะบริจาคเงินค่ารถไฟนั้นที่แถวสถานีหรือไม่ก็แถวโรงเรียน ระหว่างเดินทางกลับจากโรงเรียนไปนอ-รยองจิน ข้าพเจ้าก็ทำแบบเดียวกัน ข้าพเจ้าทำเครื่องหมายที่ต้นไม้ในขณะเดิน แล้วพูดกับต้นไม้ว่า จงเจริญเติบโตขึ้น จนกว่าฉันจะกลายเป็นคนสำคัญของประเทศนี้ จงอย่าตาย ขอให้เราเติบโตไปด้วยกัน กระนั้นก็ตามที ต้นไม้ที่ข้าพเจ้าทำเครื่องหมายไว้ก็ตายหมด
เมื่อท่านขึ้นรถไฟ รถบัส หรือรถแทกซี่ ท่านควรระลึกถึงมาตรฐานที่ข้าพเจ้าตั้งขึ้นด้วยการเดินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ท่านควรรักษาทัศนคติแบบหัวใจที่มีต่อประเทศและประชาชนเอาไว้ ดั่งที่ข้าพเจ้าได้เฝ้าเป็นห่วงกังวลใจในการรอคอยวันเวลาที่พระเจ้าจะทรงสามารถสวมกอดประเทศนี้ได้
เมื่อข้าพเจ้าได้รับค่าเล่าเรียนที่ทางบ้านส่งมา มันจะหมดไปภายในเดือนเดียว ข้าพเจ้ามอบเงินเหล่านั้นให้กับผู้ที่เคราะห์ร้ายทั้งหลาย ยังมีเรื่องราวทำนองนี้อีกมากมาย แล้วข้าพเจ้าจะทำอย่างไรกับเงินที่หมดไป? ข้าพเจ้าทำงานหลายอย่างซึ่งรวมทั้งส่งหนังสือพิมพ์และเร่ขายหนังสือพิมพ์ ข้าพเจ้าจดจำวันเวลาเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ข้าพเจ้าก็ยังมีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอยู่ในสลัมที่เสื่อมโทรมด้วย ทั้งเหาทั้งหมัดต่างออกเดินสวนสนามกันตั้งแต่เช้าตรู่ นั่นคงไม่ใช่วันที่โชคดี... ข้าพเจ้ามีประสบการณ์เช่นนั้น
ครั้งหนึ่ง ในระหว่างเดินทางกลับมาจากบ้านพร้อมกับเงินค่าเล่าเรียนในมือ ข้าพเจ้าได้พบกับคนที่ใกล้ตายคนหนึ่ง ข้าพเจ้าใช้เงินทั้งหมดที่มีเพื่อส่งเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อให้อาการดีขึ้น ข้าพเจ้ายังไม่ลืมว่าข้าพเจ้าเคยถูกบังคับให้จ่ายค่าเล่าเรียนจนเพื่อนๆ ต้องยื่นมือเข้าช่วยในสถานการณ์เช่นนั้น ข้าพเจ้าทราบว่า ประสบการณ์ในช่วงเวลาสั้นๆ เหล่านั้นจะมีส่งผลต่อชีวิตทั้งชีวิตข้าพเจ้ามากเพียงใด ข้าพเจ้าจึงทุ่มเงินเกลี้ยงกระเป๋าเลย ทั้งเงินค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก ค่าอาหาร และค่าหนังสือ ภาพที่ข้าพเจ้ากำลังแบกเขาไปส่งโรงพยาบาลที่ไกลออกไปเป็นไมล์ๆ นั้นยังชัดเจนอยู่ในจิตใจของข้าพเจ้า

3. ความรู้สึกแรงกล้าที่จะทดลองความศรัทธา

อธิษฐานด้วยน้ำตา

เมื่อท่านอธิษฐาน ท่านควรอธิษฐานอย่างหนักจนหลังโกร่งและจนหัวเข่าด้าน มันยังคงมีรอยด้านอยู่บนหัวเข่าของข้าพเจ้าที่เกิดจากการอธิษฐานในสมัยก่อน ท่านควรถวายการอธิษฐานบนพื้นไม้แข็งๆ และท่านก็ควรหลั่งน้ำตาในการอธิษฐานด้วยเช่นกัน หลายครั้งที่การอธิษฐานของข้าพเจ้าขึ้นไปถึงจุดสูงสุดจนน้ำตาท่วมขนาดเช็ดไม่ทัน
ข้าพเจ้าทราบว่าผู้คนมากมายได้ล้มหายตายจากไปโดยที่มิทันได้คิดเกี่ยวกับเป้าหมายชีวิต ข้าพเจ้าจึงถวายการอธิษฐานด้วยน้ำตาทุกวันเพื่อหาคำตอบ ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังอธิษฐาน ข้าพเจ้าหลั่งน้ำตาอย่างท่วมท้นจนข้าพเจ้ามองแสงสว่างไม่ได้ นั่นเป็นวิธีที่ข้าพเจ้าได้พบหนทางนี้ ข้าพเจ้าอธิษฐานโดยเฉลี่ยครั้งละประมาณ 12 ชั่วโมง และสูงสุดประมาณ 17-18 ชั่วโมง ในขณะอธิษฐาน ข้าพเจ้าจะคุกเข่าหมอบลงและไม่ได้ทานอาหารกลางวัน ข้าพเจ้าจะคร่ำครวญในการอธิษฐาน มิฉะนั้น ข้าพเจ้าก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ทุกด้านถูกปิด และไม่มีทางออก ข้าพเจ้าจะเห็นทางออกเพียงเมื่อข้าพเจ้าอธิษฐาน โดยการผ่านไปในเส้นทางที่ถูกทดลองเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงได้พบหลักการ
คำกล่าวที่ว่า ”งานหนักจะไม่เคยสูญเปล่า” นั้นเป็นความจริงไหม? ท่านควรตรากตรำอย่างหนักเพื่อพระเจ้า ท่านจะต้องไปถึงขั้นที่ท่านหวนหาพระเจ้าจนคลั่ง หากพระเจ้าทรงสถิตบนโลก พระองค์ก็จะเสด็จเยี่ยมเราวันละนับครั้งไม่ถ้วน อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงส่งข้าพเจ้ามา ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ประเด็น แต่เนื่องจากข้าพเจ้ามีบางสิ่งบางอย่างที่ลึกลับ ท่านจึงยอมรับข้าพเจ้าอย่างช่วยไม่ได้ ท่านเคยรู้สึกเสน่หาข้าพเจ้าอย่างไม่มีเหตุผลบ้างไหม? ตอนที่ข้าพเจ้าถวายการอธิษฐานด้วยน้ำตา นั่นเป็นตอนที่เสื้อผ้าของข้าพเจ้าชุ่มไปด้วยน้ำตาในฤดูหนาวที่หนาวจัด หลายครั้งที่ข้าพเจ้าถวายการอธิษฐานพร้อมมีดอย่างจริงจังและพร้อมที่จะตาย

อ้อนวอนสำหรับการปลดปล่อยประเทศ

การหลั่งน้ำตาของข้าพเจ้าสำหรับการที่ประเทศต้องตกอยู่ภายใต้การครอบครองของญี่ปุ่นนั้น ข้าพเจ้าได้หลั่งน้ำตาสำหรับประเทศมากกว่าผู้รักชาติใดๆ ทั้งหมด แม้กระทั่งตอนนี้ ถนนที่ฮเวสุกดง .... แม้ว่าจะมีทางเท้าไปจนถึงยองซันก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างขาดไป มีต้นพลอบลาร์แล้วก็... ข้าพเจ้ายังคงทะนุถนอมความประทับใจที่ดีๆ เอาไว้ มยองซูแด แม่น้ำลอดเล ... ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ข้าพเจ้าหลั่งน้ำตามากมายในการอธิษฐานสำหรับประเทศ
ตอนที่ข้ามแม่น้ำฮัน ท่านจะเห็นเกาะที่เรียกว่าเกาะกลางน้ำ ข้าพเจ้าเคยรำพึงรำพันที่เกาะกลางน้ำนี้ว่า “แม้ว่าเจ้าจะไหลมาเป็นพันๆ ปีแล้วก็ตาม เจ้าเคยไหลไปเพื่อสวมกอดประชาชนและประเทศนี้ด้วยหัวใจที่เดียวดายบ้างไหม? สายน้ำสามารถเป็นดั่งสายชีวิต แม่น้ำฮันเอ๋ย เจ้าควรเป็นกระแสน้ำที่ประดับแผ่นดินที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์นี้เฉกเช่นน้ำนมแม่...แม้ว่าเจ้าอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม แต่ฉันก็จะเป็นเช่นนั้น” สิ่งนี้ยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้า ตอนนั้นมีสะพานข้ามแม่น้ำฮันอยู่เพียงสะพานเดียว และข้าพเจ้าก็กำลังเดินข้ามสะพานนั้น
ท่านที่กำลังเรียน ท่านต้องเรียนให้หนัก ในสมัยก่อน ตอนที่ข้าพเจ้ากำลังเรียน ข้าพเจ้าต้องหลั่งน้ำตาหลังจากที่อ่านหนังสือแต่ละหน้า นั่นเป็นเพราะว่าข้าพเจ้ากำลังค้นหาความลับที่อาจจะช่วยประเทศให้รอดในหนังสือแต่ละหน้า ข้าพเจ้าอธิษฐานในท่าเดิมที่พยายามกำหมัด ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังอธิษฐานในสมัยก่อน ข้าพเจ้าจะกำหมัดแน่นจนเจ็บตอนแบบมือออก ท่านจินตนาการออกไหมว่าข้าพเจ้ากำหมัดแน่นขนาดไหน? ข้าพเจ้ากำหมัดแน่นปฏิญาณโดยไม่สนใจว่าข้าพเจ้าจะเหงื่อออกมากเพียงใด

บสถ์มยองซูแด กับโบสถ์ซูบินโก

ในสมัยก่อน หน้าโบสถ์ซูบินโกจะมีหาดทรายอยู่ มันน่าเศร้าที่ตอนนี้หาดทรายนั้นได้หายไปแล้ว ท่านรู้สึกแบบนั้นไหม? แม้ว่ามันจะดีที่เห็นตึกถูกสร้างขึ้นแทนที่หาดทรายนั้นก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังคิดถึงหาดทรายนั้นจริงๆ ความทรงจำมากมายเกิดขึ้นที่นั่น ที่มยองซูแด (ฮเวสุกดง) มีโบสถ์มยองซูแดตั้งอยู่ นั่นเป็นโบสถ์ที่ข้าพเจ้ากับเพื่อนเก่าสร้างขึ้นด้วยกัน ครั้งหนึ่ง เราได้เข้าร่วมในนมัสการร่วมระหว่างโบสถ์มยองซูแดกับโบสถ์ซูบินโก หากมีลมพัดแรงก็จะแย่หน่อยเพราะทรายและกรวดจะฟุ้งตลบ แต่เราพบสถานหนึ่งที่เป็นกรวดซึ่งพอจะนั่งฟังนมัสการวันอาทิตย์ได้ เราใช้มันอยู่หลายอาทิตย์

ครูรวีวารศึกษา

ในระหว่างที่ข้าพเจ้าเป็นนักเรียน ข้าพเจ้าได้สอนรวีวารศึกษา ข้าพเจ้าสอนทั้งที่โบสถ์มยองซูแดและโบสถ์ซูบินโก ในระหว่างช่วงที่หนาวของฤดูหนาว แม่น้ำฮันได้กลายเป็นน้ำแข็ง และเราจะได้ยินเสียงน้ำแข็งแตก แครกๆ ... หากท่านอยู่ตามลำพังจะรู้สึกน่ากลัว ข้าพเจ้าต้องข้ามแม่น้ำฮันไปสอนรวีวารศึกษา
ข้าพเจ้าเป็นครูรวีวารศึกษาที่ดีคนหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ใช่นักเล่าที่ดีในตอนนี้ แต่ถ้าย้อนกลับไปตอนนั้น เมื่อข้าพเจ้าเริ่มน้ำตาไหล ทุกคนก็จะร้องไห้ เมื่อข้าพเจ้าทำให้พวกเขาร้องไห้ ข้าพเจ้าคิดว่าเขาจะขอให้ข้าพเจ้าหยุด อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้บอกให้ข้าพเจ้าหยุด แต่พวกเขากลับตามมาขอให้ข้าพเจ้าเล่าให้ฟังอีก ข้าพเจ้าเล่าให้พวกเขาฟังแบบนั้น ข้าพเจ้าเป็นครูที่เก่งคนหนึ่งที่ชี้นำนักเรียนรวีวารศึกษาด้วยวิธีที่ทำให้พวกเขาเป็นกรรมแห่งความหวังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารักพวกเขามากกว่าครูคนอื่นๆ ของพวกเขา พวกเขาติดข้าพเจ้าอย่างมากขนาดโดดเรียนมาตามข้าพเจ้า

มิตรภาพที่โรงเรียน

ข้าพเจ้าเคยดำเนินชีวิตแบบนั้นนานมาแล้ว ข้าพเจ้าเคยดูแลรับใช้เด็กเล็ก เด็กประถม เด็กมัธยม เด็กมหาวิทยาลัย และคนเฒ่าคนแก่ ข้าพเจ้ารับใช้พวกเขาราวกับว่าข้าพเจ้ารักพวกเขามากที่สุด ข้าพเจ้ารับใช้พวกเขาดีเสียยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้ารับใช้พ่อแม่ของข้าพเจ้าเอง เมื่อข้าพเจ้ามีของกินบางอย่าง ข้าพเจ้าก็จะจัดของกินเหล่านั้นไปให้พวกเขา
การทำให้ผู้อื่นรู้สึกเหมือนอยู่บ้านไม่ว่าในสถานการณ์ใดนั้นเป็นสิ่งที่ดี นั่นเป็นวิธีที่ข้าพเจ้าใช้ในการตีสนิทกับทั้ง คุณย่า สุภาพสตรี และเด็กเล็กๆ หากข้าพเจ้าเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ใครฟังด้วยหัวใจแห่งความรักเหมือนกับครูอนุบาลแล้วละก็ จะไม่มีใครลืมสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ แม้ว่าตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
ข้าพเจ้ารู้จักภูมิหลังของคนเช่นสาธุคุณเจโบงพาร์คและสาธุคุณโฮบินลีเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าไม่เคยพูดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับพวกเขา พวกเขามีดอกไม้มากมาย พวกเขากับผู้ติดตามได้พบกันก็เพราะพวกเขามีความผูกพันกันบางอย่าง เมื่อพระเจ้าทรงเชื่อมพวกเขาด้วยความผูกพันที่แน่นแฟ้น สมมุติว่าเป็น 100 มันจะเป็นความผิดของท่านหากท่านลดความผูกพันที่แน่นแฟ้นนั้นลง สมมุติว่าเหลือ 50 เมื่อมันถูกปลูกลงในดินนั้น มันก็ควรจะถูกเก็บเกี่ยวที่นั่น

กิจกรรมเป็นพยาน

ตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ข้าพเจ้าเคยไปสวนสาธารณะแล้วให้การพูดในที่สาธารณะ ตอนนั้น ข้าพเจ้าสวมหมวก ส่วนหนังสือก็อยู่ในกระเป๋าหลัง ข้าพเจ้าชวนผู้คนให้มาฟังข้าพเจ้า นั่นเป็นการฝึกฝน ฝึกที่จะนำผู้คนมากมายในอนาคต ท่านจำเป็นต้องทำเช่นนี้หลายๆ ครั้ง มันเป็นประสบการณ์ที่ดีที่จะถามคำถามหลากหลายแล้วให้คำตอบมากมาย วันหนึ่ง เราออกไปปิคนิคกันที่แชง-กยังวอน มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ตอนนั้นมีคนเต็มไปหมด แต่ข้าพเจ้าก็เริ่มเป็นพยานที่นั่น ข้าพเจ้าเป็นพยานด้วยวิธีนี้คือ ถอดเสื้อแจ็คเก็ตของข้าพเจ้าออก(ยิ้ม) ไม่มีใครรู้ว่าเป็นข้าพเจ้า แม้ว่าข้าพเจ้าจะให้การพูดในที่สาธารณะเช่นนั้นก็ตาม แต่ใครจะคาดคิดว่าคนที่ให้การพูดนั้นเป็นข้าพเจ้าผู้ซึ่งตอนอยู่ในห้องเรียนเป็นคนเงียบๆ พวกเขาจะพูดว่า “ว้าว เขาดูหมือนมิสเตอร์มูน แต่นั่นจะเป็นเค้าได้ไหม?” เพื่อนร่วมชั้นเรียนของข้าพเจ้าไม่สามารถระบุชัดลงไปได้ว่า คนที่ให้การพูดในที่สาธารณะนั้นเป็นข้าพเจ้าได้เมื่อข้าพเจ้าได้พบกับพวกเขาในชั้นเรียน ข้าพเจ้าสามารถบอกได้ว่าใครไปปิคนิคบ้างเพราะข้าพเจ้าเห็นพวกเขาในขณะที่กำลังพูด แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ระบุออกมา (หัวเราะ) ไม่มีใครคาดคิดว่าข้าพเจ้าจะให้การพูดในที่สาธารณะแบบนั้น ในเมื่อข้าพเจ้าเป็นคนเงียบๆ ตอนอยู่ในห้องเรียน
ตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ที่ฮเวสุกดง ระหว่างทางไปซังโดดงจะเป็นทุ่งต้นสน ถัดจากทุ่งต้นสนไป จะมีบ้านทรงญี่ปุ่นที่ซึ่งมีดอกไม้มากมาย ไกลออกไปก็จะเป็นทุ่งนากับเมืองเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ นั้น มีบ้านอยู่หลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านที่ข้าพเจ้าไปบุกเบิกเป็นพยาน

ไดอารี่ในสมัยเรียน

ข้าพเจ้าเคยเก็บไดอารี่ไว้ บางวัน ข้าพเจ้าเขียนไดอารี่ยาว 30 หน้า บางครั้งก็ทั้งเล่ม มันเป็นบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ตำรวจญี่ปุ่นใช้ไดอารี่ของข้าพเจ้าเป็นข้อมูลพื้นฐานในการสืบ เนื่องจากข้าพเจ้าเขียนไดอารี่ขึ้นด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในหลายๆ แห่งที่ข้าพเจ้าไป หลายคนที่ถูกกล่าวถึงในไดอารี่ของข้าพเจ้าถูกจับไปในฐานะผู้สมคบ จากนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็เลิกเขียนไดอารี่ ข้าพเจ้าไม่พกแม้กระทั่งสมุดโน๊ตเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ ข้าพเจ้าจะเก็บสิ่งต่างๆ ที่สำคัญทั้งหมดไว้ในความจำของข้าพเจ้า
หากข้าพเจ้ายังคงเขียนไดอารี่แบบนั้นเรื่อยมาจนบัดนี้แล้วละก็ ตอนนี้ มันก็คงจะไม่มีคุณค่า เนื้อหาเหล่านั้นทั้งหมดให้จะรายละเอียดด้านหัวใจของข้าพเจ้าในช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังเติบโตขึ้นซึ่งครอบคลุมถึงภูเขาและเมืองที่ถูกทำลายในขณะที่ข้าพเจ้าถูกตำรวจญี่ปุ่นเฝ้าจับตาดู มีเรื่องราวทำนองนั้นมากมาย ซึ่งเป็นร่องรอยที่นำคนๆ หนึ่งไปสู่เป้าหมายที่เฉพาะในท้ายที่สุด
ตอนที่ข้าพเจ้ากำลังเผาไดอารี่เหล่านั้น ข้าพเจ้าก็ร้องไห้ ข้าพเจ้ายังจำสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดกับตัวเองได้อย่างชัดเจน เนื้อหาที่เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งจำเป็นสำหรับการเดินไปบนหนทางนี้ของข้าพเจ้า เนื้อหาที่สำแดงหนทางของการปลดปล่อยคนหนุ่มสาวที่กำลังคร่ำครวญอยู่ในความทุกข์ยาก เนื้อหาเหล่านั้นอยู่ที่นี่ แต่ข้าพเจ้ากำลังเผามัน ในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก ข้าพเจ้าทำงานหนักสำหรับแผนการของพระเจ้าเพื่อชาติและโลก ด้วยการเอาชนะความหิวและความยากลำบาก

4. ผืนดินศักดิ์สิทธิ์ฮเวสุกดง

รูปลักษณ์เดิมของฮเวสุกดงที่ข้าพเจ้าคิดถึง

ข้าพเจ้าจากบ้านเกิดของข้าพเจ้ามาตอนอายุ 18 ขวบ จากนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็ทำงานหนักเพื่อช่วยโลกซาตานให้รอดด้วยชีวิตของข้าพเจ้าโดยลืมเรื่องบ้านเกิด เมื่อข้าพเจ้าจากบ้านเกิดของข้าพเจ้ามาอยู่ที่โซล ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าโซลเป็นต่างประเทศ ในตอนนั้น เชิงจู จังหวัดพยองอัน เป็นบ้านเกิดของข้าพเจ้า จะเกิดอะไรขึ้นหากข้าพเจ้าไปต่างประเทศ? โซลก็เป็นบ้านเกิดของข้าพเจ้า ถูกต้อง โซลจะกลายเป็นบ้านเกิดของข้าพเจ้าไป
ข้าพเจ้าไปเยือนฮเวสุกดงอยู่หลายครั้งเพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโซลได้เปลี่ยนไปมาก ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถพบที่ใดๆ ที่ข้าพเจ้าจำได้ว่าเคยประทับใจมาก่อนเลย ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวังกับเรื่องนี้ การพัฒนาเป็นสิ่งที่ดี แต่มันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร? ไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าจะสามารถนึกย้อนหลังไปถึงวันเก่าๆ ได้เลย ข้าพเจ้าไม่สามารถจินตนาการได้ว่าข้าพเจ้าเคยเห็นอะไรบ้างบนยอดเขาสูงที่อยู่ใกล้ พวกเขาขุดจนทั่วบริเวณแล้วสร้างบ้านขึ้นมา แม้แต่หุบเหวที่ข้าพเจ้าเคยคิดว่ามันลึกก็ถูกถมและสร้างบ้านขึ้นหลายหลัง แม้ว่า ข้าพเจ้าจะรู้สึกเปล่าเปลี่ยวสักเพียงใด กระนั้น ข้าพเจ้าก็ยังคงมองหากบ้านเก่าๆ แต่มันยากมาก เพราะบ้านทุกหลังใหม่หมด เมื่อลองนึกไปนึกมาดูในแต่ละรายละเอียด ข้าพเจ้าก็พอจะจำได้บ้าง
มันจะดีเพียงใดหากรูปแบบดั้งเดิมของบ้านแบบฮเวสุกดงจะยังคงเป็นแบบที่มันเป็น จากเรื่องที่เล่ามานี้ เราสามารถเห็นได้ว่า มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะจดจำสิ่งที่ลืมไม่ได้และมีความหมายไว้ในความทรงจำของเขา นั่นเป็นเพราะว่า การที่มนุษย์มีความรู้สึกผูกพันนั้นจะทำให้มนุษย์ได้รับแรงกระตุ้นจากความทรงจำเหล่านั้นเพื่อที่จะเติบโตและพัฒนาต่อไป นี่เป็นเหตุผลที่เราต้องมีพิพิธภัณฑ์ ทำนองเดียวกันท่านก็จำเป็นทิ้งบางสิ่งบางอย่างเช่นนี้เอาไว้ในครอบครัวของท่าน

เบกสุกดง รากแห่งความหวัง

ข้าพเจ้าได้ปูหนทางสำหรับพระเจ้าด้วยตัวของข้าพเจ้าเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อข้าพเจ้าไปเยือนฮเวสุกดงและไปดูก้อนหินที่ซึ่งสมัยก่อนข้าพเจ้าได้หลั่งน้ำตาที่นั่น... ต้นไม้เหล่านั้นทั้งหมดไม่มีแล้ว
เมื่อวัยเจ็ดสิบมาเยือน ข้าพเจ้าได้มองหาบ้านที่ข้าพเจ้าเคยอยู่ในสมัยเรียน แต่ข้าพเจ้าหาไม่พบเสียแล้ว หลังจากหาบ้านหลังนั้นไม่พบแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปหาโบสถ์แห่งความสามัคคี มันถูกสร้างขึ้นเป็นบ้านหลังเล็กๆ ในสมัยนั้น หากข้าพเจ้าสร้างบ้าน...
เมื่อคนทั้งหลายสืบดูประวัติของโบสถ์แห่งความสามัคคีที่มาที่ฮเวสุกดง ... ฮเวกสุกดงควรกลายเป็นเบกสุกดง นั่นเป็นความคิดของข้าพเจ้า ที่นี่อยู่ในหุบเขาที่มืดมิด สถานที่ข้าพเจ้าเคยอยู่ในสมัยก่อนควรกลายเป็นรากที่ทอแสงแห่งความหวังสำหรับมวลมนุษยชาติ เมื่อข้าพเจ้าคิดได้ดังนี้... ข้าพเจ้าจึงซื้อโบสถ์ที่นี่ไว้ด้วย ทำไมข้าพเจ้าจึงซื้อโบสถ์? มิได้เป็นเพราะที่นี่มีสมาชิกมากมายหรอก แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่สามารถพบคนที่เคยอยู่ที่นี่ในสมัยก่อนนั้นก็ตาม แต่มีลูกหลานของพวกเขามากมายอยู่ที่นี่ มันน่าตื่นเต้นเพียงใดที่ได้พบได้เห็นลูกหลานของพวกเขา ประวัติศาสตร์จะถูกพื้นคืนชีพขึ้นที่นี่ ท่านได้สร้างยุคที่เบ่งบานนี้ขึ้นด้วยการพูดเกี่ยวกับอดีตและการฟื้นคืนชีพประวัติศาสตร์ ท่านควรทราบว่านี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลสำคัญและประวัติศาสตร์ มีเพียงเจ้าของเท่านั้นที่รู้คุณค่าของสมบัติอันล้ำค่า