Education Menu
คำสอน

 

True Father photo
 
 

คุณพ่อ ซัน เมียง มูน
 

  เส้นทางพ่อแม่ที่แท้จริง   
 


บทที่ 3 การทรงเรียกของพระเจ้าและการเริ่มต้นเส้นทางแห่งน้ำพระทัย
(วันที่ 17 เมษายน ค.ศ.1935, อายุ 16 ปี)

1. ประวัติศาสตร์แห่งการชดใช้รายล้อมการทรงเรียก

การชดใช้หลังจากที่ได้รับพระพร

หากข้าพเจ้ามองดูที่สิ่งต่างๆ จากจุดยืนของข้าพเจ้า และเมื่อข้าพเจ้ามองย้อนกลับไปในรูปแบบความเป็นอยู่ของครอบครัวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ข้อสรุปว่าพระเจ้าทรงพระทัยดำและทรงไร้ความปรานี บางครั้ง พระองค์ก็ทรงประทานพร แต่… ครอบครัวของข้าพเจ้าได้รับพรจากพระเจ้าในสมัยคุณทวดของข้าพเจ้า แต่อย่างไรก็ตาม เรากลับต้องมาชดใช้ในสมัยคุณปู่ของข้าพเจ้า แน่นอนว่า สิ่งนั้นก็คือการชดใช้อย่างทุกข์ทรมานหลังจากที่ได้รับพร ประวัติศาสตร์ของการชดใช้ไม่เคยพลาดโอกาสเลย
ชาวอิสราเอลก็ต้องชดใช้หลังจากที่พวกเขาได้รับพร ข้าพเจ้าหมายความว่า เมื่อใครสักคนหนึ่งได้รับพร เขาก็ต้องรับการชดใช้ในระดับที่พอๆ กับพรที่ได้รับมา บุคคลจะต้องรับการชดใช้เพื่อที่จะรักษาบางสิ่งบางอย่างไว้ให้คนรุ่นหลัง การที่ครอบครัวทิ้งเมล็ดของมันไว้นั้นมิใช่เพื่อครอบครัวเอง แต่เพื่อเผ่า ซาตานจะให้ความยากลำบากที่มากยิ่งกว่าพรที่ครอบครัวได้รับเสียอีก
ดังนั้น กว่าที่พระเจ้าจะทรงเรียกข้าพเจ้าในท้ายที่สุดนั้น มีความวุ่นวายมากมายเกิดขึ้นในครอบครัวของข้าพเจ้า ทรัพย์สินของครอบครัวต้องสูญสลายไปและมีการสูญเสียชีวิต นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เรื่องอัปมงคลมากมายเกิดขึ้นกับคนรอบข้างข้าพเจ้า ทุกๆ คนต่างก็ได้รับผลกระทบกันไปถ้วนหน้านับตั้งแต่คนที่สำคัญที่สุดลงมา
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเริ่มค้นหาน้ำพระทัยพระเจ้า สามชั่วอายุคนในครอบครัวข้าพเจ้าต้องจ่ายการชดใช้ เราต้องรับการชดใช้ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ เรื่อยมาจนถึงพี่ชายของข้าพเจ้า แผนการนี้ได้มุ่งทำลายข้าพเจ้าหรือเปล่า? เปล่าเลย ข้าพเจ้าทราบว่า นั่นคือความรักของพระเจ้าผู้ทรงปรารถนาที่จะเริ่มต้นกระบวนการของการได้มาซึ่งชัยชนะอย่างบริบูรณ์ เมื่อเรามองดูแผนการประวัติศาสตร์ที่มีกำเนิดมาจากสายเลือดที่ตกสู่บาป เราก็เห็นได้ว่า มันจะต้องเป็นไปแบบนั้น เราไม่ทราบเลยว่าเมื่อใดซาตานจะผ่านเข้ามาในบรรพบุรุษของเรา ครอบครัวของเรา พี่น้องของเรา หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง ดังนั้น ไม่มีใครสามารถอยู่ในสภาพที่ต้องจ่ายการชดใช้โดยที่ไม่มีความสามารถในการรับมือกับการรุกรานเช่นนี้แล้วทำหน้าที่แทนพระเจ้าได้ กระนั้น ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม การชดใช้ก็ยังถามหา

ความตายของลูกชายคนที่สองในต่างแดน

นี่คือครอบครัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีคุณปู่สามคน คนที่สอง (ที่ชื่อ มูนชินกุก) ได้เสียชีวิตลงในต่างแดน ในบรรดาลูกชายของคุณปู่ทั้งสาม ลูกชายคนที่สองทั้งหมดไปเสียชีวิตลงในต่างแดน คุณพ่อของยังคิ (มูนคยุงโบก) ได้เสียชีวิตลงในต่างแดน นอกจากนี้ ลูกชายคนที่สองของคุณปู่ของประธานมูน (มูนคยุงฮุน) ก็ได้ป่วยตายในขณะที่กำลังเรียนในโซล ลูกชายคนที่สอง (มูนคยุงโฮ) ของคุณปู่คนที่สามที่อยู่ในเมืองปาจูก็ป่วยตายในขณะที่กำลังเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายควีมูนที่โซล ในขณะนั้น ครอบครัวของข้าพเจ้ายุ่งเหยิงจริงๆ เราได้รับการโจมตีจากซาตานจนหมดแรง
ตอนนี้ มันก็มาถึงรุ่นข้าพเจ้า อย่างที่ท่านทราบแล้วว่าข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนที่สอง นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซาตานพยายามที่จะจู่โจมข้าพเจ้า แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ข้าพเจ้ามิได้เพลี่ยงพล้ำ อีกทั้ง เซิงคยุนซึ่งเป็นลูกชายคนที่สองก็มิได้เพลี่ยงพล้ำด้วย และยังคิก็เช่นกัน ลูกชายคนที่สองทั้งหมดถูกโจมตี ดังนั้น ซาตานจึงพยายามทำทุกอย่าง เนื่องจากประวัติของครอบครัวนี้เล่าว่า คนที่ฉลาดจะตายเร็วหากได้รับการศึกษา ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงมิได้ไปโรงเรียน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปกป้องข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนที่สำคัญที่สุดในตระกูลมูน
เมื่อมองเช่นนี้แล้ว ประวัติศาสตร์ของแผนการก็คือการต่อสู้ระหว่างคาอินกับอาแบล และการต่อสู้ระหว่างคาอินกับอาแบลนี้เกิดขึ้นตามหนทางเจตจำนงของแผนการโดยที่คาอินโจมตีอาแบล ในขณะเดียวกัน เจตจำนงของแผนการจึงต้องทำงานเพื่อขยายโลกอาแบลออกไปเสมอโดยการเข้าครอบครองโลกคาอิน ซาตานจะกดขี่ข่มเหงศาสนาโดยผ่านคนบนโลกหรืออำนาจการปกครองที่ฝ่ายคาอินครอบครองเสมอ ทุกครั้งที่ประวัติศาสตร์มนุษย์เริ่มต้นขึ้น การต่อสู้นี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อดีตประธานยู-คโยวอน เป็นครอบครัวที่สองในครอบครัวที่รับพรรุ่นสามคู่ ฮีจินในครอบครัวของข้าพเจ้า (ที่เสียชีวิตแล้ว) ก็เป็นลูกชายคนที่สอง เมื่อแผนการมาถึงสมัยคุณแม่ที่แท้จริง ฮึงจินซึ่งเป็นลูกชายคนที่สองของเราก็เสียชีวิตลงในต่างแดน ฮเยจิน ลูกสาวคนที่สองของเราก็เสียชีวิตหลังจากเกิดมาได้เพียงแปดวัน นี่เป็นหนทางการทำงานของกฎการชดใช้
พื้นฐานในระดับครอบครัวเช่นนี้ได้ผ่านไปในเส้นทางนี้แล้ว และบัดนี้ก็สามารถเป็นไปตามทรรศนะแผนการพระเจ้าในเรื่องกฎการชดใช้ เนื่องจากว่านี่คือหลักการ เราจึงไม่มีทางที่จะปฏิเสธมันได้ นี่เป็นการเริ่มเรื่องราวว่า ครอบครัวของข้าพเจ้าน่าพิศวงอย่างไร! ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในขณะที่เดินไปบนเส้นทางของน้ำพระทัยพพระเจ้าตั้งแต่เมื่อไร? มันเป็นช่วงที่สองซึ่งเป็นเส้นทางที่สอง แน่นอน เส้นทางแรกเป็นเส้นทางที่ยาก แต่เส้นทางที่สองก็เป็นเส้นทางที่ยากกว่ามาก เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความยุ่งยากในครอบครัวที่ไม่หยุดหย่อน

จริงๆ แล้ว ปรากฏการณ์ทางฝ่ายวิญญาณนั้นมิใช่อะไรที่จะเกิดขึ้นให้เห็นในโลกที่ไม่เป็นที่ประจักต์แก่ตาง่ายๆ แต่มันกลับเกิดขึ้นให้เห็นมากมายหลายครั้ง ดังนั้น ซาตานจึงทำทุกอย่างที่จะวางแผนทำได้เพื่อนำหายนะมาสู่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ บางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวได้เกิดขึ้นกับพี่ชายของข้าพเจ้า (มูนยองซู) และพี่สาวของข้าพเจ้า (มูนฮโยซู) พวกเขาเป็นบ้า ตอนที่พวกเขาเป็นเด็ก พวกเขาอยู่ในภาวะทางฝ่ายวิญญาณและมีปัญหากับโลกฝ่ายวิญญาณ อนึ่ง พี่ชายคนที่เราคิดว่าเขาเป็นบ้านั้นเพราะว่าเขากำลังพูดกับตัวของเขาเองอยู่ แต่เนื้อหาที่เขาพูดนั้นประหลาดผิดธรรมดา วิธีที่เขาพูดแตกต่างออกไป วันทั้งวันจะมีวิญญาณต่างๆ มาพูดคุยกับเขา ข้าพเจ้าสามารถเห็นได้ทันที สารพัดเรื่องราวแปลกๆ ได้เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณปู่ของข้าพเจ้าตายแล้วฟื้น มีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นตรงนั้นทีตรงนี้ที ข้าพเจ้าหมายถึงมีผีออกอาละวาด
ท่านรู้จักเยจัง(ผ้าสำหรับเขียน มีลักษณะเหมือนกับกระดาษ)ไหม? มันเป็นสิ่งที่ซึ่งท่านใช้ตอนที่ลูกของท่านแต่งงาน ข้าพเจ้าหมายถึงเยจังที่ยาวราว 12 ถึง 15 เซ (เซเป็นหน่วยวัดความยาวของ[ม้วน]ด้ายที่ใช้ในการทอเป็นผ้า) ตอนที่ท่านสาวด้ายจากล้อปั่นทอผ้า ด้ายที่เหลือเราเรียกว่าโทกึด ท่านจะเก็บโทกึดทั้งหมดไว้ในตุ่มและเมื่อได้มากพอที่จะทำผ้าได้สักพิล (ผ้าพับหนึ่งยาวประมาณ 25 หลา) ท่านจะมัดมันด้วยเข้าด้วยกัน แล้วทอเป็นเสื้อผ้าขึ้นด้วยวิธีนี้
มีอยู่คืนหนึ่ง ผ้าป่านที่นำมากองรวมกันไว้ทั้งหมดถูกแก้ออกแล้วถูกเอาไปโยงจากยอดต้นเกาลัดที่มีอายุกว่า 150 ปีของเราไปยังยอดต้นเกาลัดของเพื่อนบ้าน คุณปัคเซิงคยุน ยังจำมันได้ไหม? “ได้ครับ” (คุณพ่อหัวเราะ) ทุกเรื่องที่เป็นลางไม่ดีเกิดขึ้น ผีมีอยู่จริงๆ
อีกตัวอย่างหนึ่ง ในแถบชนบทที่จังหวัดพยองอันซึ่งเป็นบ้านเกิดข้าพเจ้า มีประตูเล็กที่ใช้เดินลัดเข้าบ้าน ตอนที่คุณแม่ของข้าพเจ้าจุดไฟในครัว ไฟทำให้เกิดเสียงผ่านออกไปทางประตูเล็กที่ทำขึ้นเป็นทางระบายอากาศ แล้วไฟก็ไปติดที่ขอบชายคาบ้าน ท่านเชื่อไหม?
สุนัขของคุณลุงของข้าพเจ้ากัดหูเด็กขาดแล้วกิน หมูตัวใหญ่ทั้งหมดจมน้ำตาย วัวกับม้าก็ตาย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นก็เพราะข้าพเจ้าคนเดียว นับตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าได้เริ่มเดินเส้นทางนี้ตอนที่อายุสิบหกปี พี่น้องในครอบครัวของข้าพเจ้าก็เหลือเพียงห้าคนจากสิบสาม แปดคนเสียชีวิตหมดภายในหนึ่งปี
ข้าพเจ้าจึงคิดว่าข้าพเจ้าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เท่าที่จะทำได้เพื่อน้องๆ แต่ทว่า แม้กระทั่งพื้นฐานเหล่านั้นก็ยังถูกตัด ไม่เพียงแต่น้องสาวของข้าพเจ้าเท่านั้น แต่น้องชายคนโปรดของข้าพเจ้าก็ถูกเอาไป น้องชายข้าพเจ้าที่เสียชีวิตตอนอายุเจ็ดปีเป็นคนที่หล่อกว่าข้าพเจ้าและเป็นคนที่ร่าเริงมาก ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดว่า “โอ้ น้องรัก เจ้าคงจะเป็นใครบางคนในอนาคต ฉันจะตามดูเจ้า” เขาเป็นน้องชายที่น่ารักจริงๆ เขาชื่อยองควน น้องชายคนนี้เสียชีวิตเพราะไข้ทรพิษ ข้าพเจ้าจำได้ว่าขณะนั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นปกครอง ในขณะนั้นยังไม่มีวัคซีนรักษาไข้ทรพิษ ยองควนเป็นโรคนี้และมีไข้สูงมาก คนทั้งหลายพูดกันว่าคนที่เป็นไข้ทรพิษจะเสียชีวิตหากอุจจาระมีรสหวาน และจะรอดหากอุจจาระมีรสขม ข้าพเจ้ายังจำภาพที่คุณแม่ของข้าพเจ้าชิมอุจจาระของยองควนได้ดี

เชือกโยงสวรรค์ได้ถูกตัด

นอกจากนี้ สวรรค์ยังเอาเพื่อนสนิทที่สุดของข้าพเจ้าทั้งหมดที่สวรรค์สามารถประทานพรให้ได้ไปด้วย สวรรค์กำจัดทุกสิ่งทุกอย่าง สวรรค์ตัดทุกคนที่ข้าพเจ้าสามารถไว้ใจและเชื่อใจได้ในโลกออกไป คนที่ถูกตัดออกไปเหล่านั้นบางคนก็มาจากตอนเหนือนของจังหวัดพยองอันและบางคนก็มาจากจังหวัดฮวางเฮ สวรรค์เอาเพื่อนของข้าพเจ้าที่สนิทๆ ไปหมด นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงเป็นห่วงว่า ข้าพเจ้าผู้ซึ่งแบกน้ำพระทัยพระเจ้าไว้จะต้องเสียเวลาไปกับการร่วมสถานการณ์กับคนเหล่านั้น ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเอาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่ข้าพเจ้าอาจจะสนใจไปจากข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าเข้าใจสถานการณ์เหล่านี้ ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถไปในหนทางอื่นใดได้อีก
ตั้งแต่ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก เมื่อใดที่ข้าพเจ้าไปต่างเมือง มันจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เช่นคนป่วยตาย ไม่ก็ม้า หรือวัวควายตาย อย่างไม่หยุดหย่อน มันเป็นแบบนี้ตลอดชีวิตข้าพเจ้า ม้าตาย สุนัขตาย นกอินทรีโฉบไก่ไปวันละหลายครั้งหลายคราว เรื่องราวต่างๆ แบบนี้เกิดขึ้น (หัวเราะ) ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงถูกเนรเทศออกไปจากเมืองหลายครั้ง ข้าพเจ้าถูกเนรเทศเพราะข้าพเจ้าเป็นคนประหลาดที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวเหล่านี้ และไม่เพียงแต่ข้าพเจ้าเท่านั้นที่ถูกเนรเทศ ครอบครัวของข้าพเจ้าทั้งครอบครัวก็ถูกเนรเทศด้วย

2. ประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณกับพระเยซูและการเริ่มต้นแผนงาน
(เช้าวันที่ 17 เมษายน ปี ค.ศ.1935 ณ ภูเขามโยดู อำเภอเชิงจู)

ความเจ็บปวดจากปัญหาพื้นฐานกับการอธิษฐาน

ในปี ค.ศ.1920 ตอนที่ข้าพเจ้าเกิด เกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ในขณะนั้น ข้าพเจ้ามีประสบการณ์กับซากกระดูก ความเจ็บปวด และความเสียใจของประเทศเล็กๆ ที่อ่อนแอที่ถูกประเทศที่เข้มแข็งกว่าเหยียบย่ำ ในช่วงเวลาแบบนั้น เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กหนุ่ม ข้าพเจ้าก็อดคิดอย่างจริงจังไม่ได้เกี่ยวกับวิธีที่จะช่วยโลกนี้ให้รอดพ้นจากสงครามอันน่าสังเวชและความชั่วร้าย
ใครจะรับผิดชอบกับสภาวะที่ยุ่งเหยิงของโลกและไขปมต่างๆ ได้? ทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก และครอบครัวก็อยู่อย่างยากลำบากด้วยเช่นกัน มันเป็นเวลาแห่งความสับสนที่ถึงจุดที่ไม่มีครอบครัวไหนในเมืองจะมีความสุขได้ ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศชาติก็เช่นกัน มันได้ไปไกลเกินกว่าชุมชน และประเทศ เอเซียก็เช่นกัน มันได้ไปไกลเกินกว่าเอเซีย โลกตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน
นอกจากนี้ ตั้งแต่วัยเด็ก ข้าพเจ้าได้เริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานของชีวิตเช่น เราคือใคร? เรามาจากไหน? ความมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร? ชีวิตของเราจะดำเนินต่อไปหลังจากตายไปแล้วหรือเปล่า? พระเจ้าทรงดำรงอยู่จริงๆ หรือเปล่า? พระเจ้าทรงเป็นองค์สรรพัญญูหรือเปล่า? หรือพระองค์ทรงเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่ไม่มีประโยชน์? หากพระองค์ทรงเป็นองค์สรรพัญญู ทำไมพระองค์จึงมิทรงแก้ไขปัญหาในโลกมนุษย์? ทำไมชีวิตจึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส?
เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งนี้อาจฟังดูเหมือนกับเป็นความทรงจำที่ไร้สาระ แต่ในขณะนั้น มันเป็นสิ่งที่จริงจังอย่างยิ่ง มันเป็นช่วงเวลาที่คนๆ หนึ่งกำลังตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ซึ่งมันจะมีผลกับอนาคตของคนๆ นั้น เนื่องจากข้าพเจ้าทราบว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถถูกแก้ไขได้โดยการตัดสินใจของมนุษย์ตามลำพังเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงคิดว่า หากพระเจ้าทรงดำรงอยู่แล้วละก็ ข้าพเจ้าก็จะเลือกเส้นทางที่จะทำให้หนทางที่เลือกนั้นไปไกลเกินกว่าความคิดของมนุษย์และเป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า ข้าพเจ้าจะยังจำทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เพียรพยายามในชีวิตแห่งศรัทธาของข้าพเจ้าได้อย่างชัดเจน

เช้าวันอีสเตอร์ ข้าพเจ้าอายุ 16 ปี

ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาในวัยสิบหกปี ในตอนท้ายของการอธิษฐานด้วยน้ำตาที่ยาวนานในเช้าวันอีสเตอร์ พระเยซูคริสต์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้าและให้การเปิดเผยและคำสั่งมากมาย พระเยซูตรัสเล่าสิ่งที่ลึกลับอัศจรรย์มากมายให้ข้าพเจ้าฟัง พระเยซูตรัสกับข้าพเจ้าว่า พระเจ้าทรงเป็นทุกข์เพราะมนุษย์อยู่ในความเจ็บปวด และแล้ว พระเยซูก็ทรงขอให้ข้าพเจ้าสวมบทบาทพิเศษในงานของพระเจ้าบนโลก
มันยากจริงๆ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ในวัยเด็กทั้งหมดของข้าพเจ้าออกมาเป็นคำพูด สรุปก็คือ โลกฝ่ายวิญญาณได้ถูกคลี่ออกต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้าทั้งหมดในชั่วพริบตา และข้าพเจ้าก็สามารถติดต่อกับนักบุญทั้งหลายในโลกฝ่ายวิญญาณได้อย่างอิสระ ท่ามกลางความเงียบสงบของขุนเขาในดินแดนเกาหลีเหนือ ข้าพเจ้าได้สนทนากับพระเยซูคริสต์โดยตรงหลายครั้ง เนื้อหาความจริงที่ถูกเปิดเผยในเวลานั้นประกอบกันขึ้นเป็นแก่นของหลักการแห่งความสามัคคีในปัจจุบัน
ในขณะที่ข้าพเจ้าเห็นพระเยซูทางฝ่ายวิญญาณ พระองค์จะทรงสรวลและตรัสว่า “โอ้ ดีใจที่ได้พบ” หรือเปล่า? ท่านเคยเห็นพระเยซูแบบนี้บ้างไหม? ท่านเคยพบกับพระเยซูแบบนี้บ้างไหม? แม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยเห็นพระองค์อยู่ในอารมณ์แบบนั้น พระองค์จะทรงปรากฏพระวรกายในลักษณะที่จริงจังและโศกเศร้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นเป็นเพราะพระองค์ทรงรู้จักสวรรค์เป็นอย่างดี และข้าพเจ้าเองก็เช่นกัน

วันที่ 17 เมษายน วันอีสเตอร์…

อย่างที่ท่านทราบกันดีแล้วว่าเดือนเมษายนเป็นเดือนที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์หลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จมาสู่โลกและไปในหนทางของความทุกข์ทรมาน ในโบสถ์แห่งความสามัคคี เราเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ในวันที่ 17 เมษายน เราทุกคนทราบดีว่า ในเดือนต่างๆ ของฤดูใบไม้ผลิ เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ความรักของทุกคนมีมากที่สุด
เมื่อสองพันปีมาแล้ว นี่เป็นวันที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ นับแต่นั้นมาก็มีคริสตชนมากมายผุดขึ้นในโลก แต่กระนั้น คริสตชนเหล่านี้ก็ไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาเมื่อไร การที่ท่านทราบเรื่องนี้ ท่านต้องคิดว่าสวรรค์หนักอกและเป็นทุกข์มากเพียงใดเมื่อสวรรค์มองดูมนุษย์ละเลยวันที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์นี้
อย่างน้อย ท่านที่อยู่ที่นี่ก็ควรเฉลิมฉลองวันที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ที่ไม่มีใครในสวรค์และโลกรู้ ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเป็นเพื่อนทั้งทางฝ่ายภายในและภายนอกของพระเยซู และเป็นเพื่อนที่สามารถรู้สึกหัวอกของพระเยซูคริสต์ ในแง่นี้ ท่านควรรู้สึกว่าตำแหน่งที่ท่านครอบครองอยู่นั้นเป็นตำแหน่งที่สวรรค์ โลก และมวลสรรพสิ่งจ้องดูท่านอยู่ ความทรงจำเกี่ยวกับพระเยซูที่ปรากฏและเปิดเผยว่าวันนี้เป็นวันที่พระองค์ทรงฟื้นคืนชีพนั้นชัดเจนในใจข้าพเจ้า

ความรู้สึกรับผิดชอบกับความตั้งใจสำหรับอนาคต

เมื่อข้าพเจ้าได้เริ่มต้นเส้นทางนี้ ข้าพเจ้าอายุน้อยกว่าท่านในขณะนี้ ข้าพเจ้าได้เริ่มก้าวลงสู่เส้นทางนี้ตั้งแต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมีอายุ 20 ปี มันเป็นช่วงเวลาที่ไร้เดียงสา มันเป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นเจ้าของสิ่งที่ดีๆ และแสวงหาที่จะมีความสัมพันธ์กับสิ่งใดก็ตามที่ไม่ปกติ
ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา เมื่อข้าพเจ้าทราบเจตจำนงสวรรค์อันน่าพิศวงแล้ว ข้าพเจ้าก็ตอบสนองด้วยเส้นทางที่เชื่อฟังต่อคำสั่งสวรรค์… เมื่อพระเจ้าทรงมอบหมายงานที่ใหญ่และน่าพิศวงนี้ให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็รู้ว่าข้าพเจ้าที่ซึ่งต้องสำนึกและมีชีวิตโดยถือสิ่งนี้เป็นความหวังนั้นยังมิได้เป็นผู้ที่สามารถย่อยมันได้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่านี่เป็นงานที่ใหญ่เกินไปที่ข้าพเจ้าแบกรับไว้ แต่ก็ช่วยไม่ได้ มันเป็นความรับผิดชอบของข้าพเจ้าที่จะเตรียมตัวเองสำหรับงานที่หนักมากเช่นนี้
เมื่อข้าพเจ้าเริ่มเดินทางบนเส้นทางนี้ ข้าพเจ้ายังหนุ่มเหมือนกับท่าน หลังจากที่พระเยซูทรงเรียกข้าพเจ้า ปัญหาใหญ่ก็คือคำถามที่ว่าทำอย่างไรจึงจะบรรลุความรับผิดชอบที่สำคัญนี้ ข้าพเจ้าทราบว่า โนอาห์ อับราฮัม และโมเสส มีความตั้งใจที่จะทำเป้าหมายของเขาให้สำเร็จมากกว่าใครอื่นใดทั้งๆ ที่ทุกอย่างพร้อม
ในขณะที่อยู่บนเส้นทางที่ยากลำบาก คนฉลาดคือคนที่ตัดสินใจที่จะดำเนินต่อไปโดยมีความหวังสำหรับอนาคต ส่วนคนโง่ก็คือคนที่สละอนาคตเพื่อความสุขเพียงชั่ววูบ ข้าพเจ้ามีความคิดแบบนั้นเมื่อตอนเป็นหนุ่มหรือเปล่า? ช่วงที่เป็นหนุ่มเป็นเพียงช่วงเดียวในช่วงชีวิตของคนเรา… ข้าพเจ้าหมายความว่า ท่านจะเลือกทางไหน? ข้าพเจ้าเลือกหนทางที่คนฉลาดควรเลือก คุณค่าของมนุษย์กับบุคลิกของมนุษย์จะแปรเปลี่ยนไปตามระดับมาตรฐานที่เขาเลือก
ดังนั้น แต่ละคนจะตัดสินเลือกตำแหน่งของตนเองได้หรือเปล่า? เราจะสามารถสร้างอนาคตและสัญญารับประกันอนาคตได้โดยตัวเราเองได้หรือเปล่า? นี่เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด การตัดสินว่าตัวเราเองจะตั้งใจสร้างความหวังสำหรับอนาคตขึ้นหรือจะพึงพอใจกับปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

3. การทรงเรียกของพระเจ้ากับการเตรียมทางฝ่ายภายในของข้าพเจ้า

การดำรงอยู่ของพระเจ้ากับการแสวงหาหลักการ

พระเจ้าได้ทรงดลบันดาลข้าพเจ้าตามตารางเวลาของพระองค์ ทำไมท่านจึงคิดว่าพระองค์ทรงทำเช่นนั้น? คำตอบที่ได้ต้องถามจากพระเจ้าโดยตรง สิ่งที่ข้าพเจ้าทราบอย่างแน่นอนก็คือพันธกิจนี้ถูกมอบหมายให้กับข้าพเจ้า ในขณะนั้น พระเจ้าได้ทรงผ่านไปในปัญหาและความยากลำบากมากมายในประวัติศาสตร์ของการช่วยให้รอด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังมิได้แก้ไข และปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดก็ถูกทิ้งไว้ พระเจ้าทรงให้สิทธิข้าพเจ้าที่จะได้พบกับพระองค์ พระองค์ทรงเสด็จมาพบกับข้าพเจ้าแล้วเลือกข้าพเจ้าในขณะที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กชาย และนั่นก็เป็นโอกาสทำให้ที่ข้าพเจ้าเข้าใจน้ำพรทัยพระเจ้าและเริ่มต้นเส้นทางนี้
มันทั้งไม่เหมือนกับการเดินบนถนนตามลำพังแล้วบังเอิญพบใครเข้าแล้วเริ่มต้นเส้นทางนี้ และก็ไม่เหมือนกับการที่พระสงฆ์มาติดต่อให้เริ่มต้นเส้นทางนี้ การก้าวลงมาสู่เส้นทางนี้ก็มิได้มีใครมาเป็นพยานข้าพเจ้าให้ทำด้วย แล้วจุดเริ่มต้นของแรงผลักดันของข้าพเจ้าคืออะไร? คือพระเจ้า
ข้าพเจ้าได้สืบสาวราวเรื่องคำถามที่ว่า “พระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือไม่?” อย่างละเอียดมาโดยตลอด ข้าพเจ้าค้นหาจนในที่สุดก็แน่ใจว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่แล้วจึงเริ่มต้นเส้นทางนี้ และแล้ว ข้าพเจ้าก็ทูลถามพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาสิ่งใด?” แล้วข้าพเจ้าก็ค้นพบความปรารถนาของพระองค์ ข้าพเจ้าจึงทูลถามพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงต้องการลูกคนนี้ไหม?” แล้วข้าพเจ้าก็ค้นพบว่าพระองค์ทรงต้องการข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงไต่ถามว่าพระองค์ทรงต้องการข้าพเจ้ามากเพียงใด
ในการผ่านช่วงวัยรุ่นของข้าพเจ้าจนย่างเข้ายี่สิบนั้นมีอยู่หลายครั้งที่ข้าพเจ้าต้องเจ็บปวดรวดร้าวในเส้นทางชีวิตแห่งศรัทธา ในระหว่างนั้นข้าพเจ้าคิดว่า “เราต้องไปญี่ปุ่น เราจำเป็นต้องไปอเมริกาโดยผ่านญี่ปุ่น เราต้องไปแล้วมีประสบการณ์กับมันด้วยตัวเองว่า จริงๆ แล้ว อะไรทำให้ชาติที่อ่อนแอต้องทุกข์ยากกับความโศกสลดและการกดขี่ข่มเหง” และข้าพเจ้าก็คิดว่า พระเจ้าควรดำรงอยู่ ข้าพเจ้าจะเป็นตัวแทนของพระองค์และอาจหาญที่จะทำให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จ และแล้ว ข้าพเจ้าควรขยายความรู้จักพระเจ้าเพิ่มในด้านใด? ข้าพเจ้าหมายถึง ข้าพเจ้าต้องทราบทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่สภาวะภายในของพระองค์ไปจนถึงจุดหมายที่พระองค์ต้องทรงบรรลุถึง ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงค้นหาในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์และพระคัมภีร์ของทุกศาสนา
ตั้งแต่ข้าพเจ้ามีอายุได้สิบหกปี จากตำแหน่งที่ต่ำต้อย ข้าพเจ้าได้เริ่มมีประสบการณ์กับพระเจ้า ไม่ว่าจะด้วยอัตราเร็วเท่าใดก็ตาม หกปีให้หลัง ข้าพเจ้าก็ได้อยู่กับพระเจ้าและพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์สัพพัญญู ข้าพเจ้าได้เข้าไปในโลกฝ่ายวิญญาณหลายครั้ง ทีละขั้น ทีละขึ้น พระเจ้าได้ทรงสอนความจริงอันน่าพิศวงของพระองค์แก่ข้าพเจ้า มันเป็นเรื่องยาวเหมือนกับคืนมืดที่ผ่านพ้นไปและได้เห็นอาทิตย์ขึ้นในยามอรุณ ข้าพเจ้าสามารถเห็นรุ่งอรุณของความรุ่งเรืองและวัฒนธรรมใหม่อยู่ในความจริงนี้ การเปิดเผยที่ได้รับนั้นเรียกว่าหลักการ และข้าพเจ้าก็ยังได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้แจกจ่ายหลักการนี้ออกไปจนสุดขอบฟ้า
ความจริงที่กำลังสอนอยู่นี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้มาก่อนราวกับถูกฝาครอบไว้ มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ว่า ฝาที่ครอบมนุษย์ไว้มาตลอดประวัติศาสตร์ได้ถูกเปิดออกจนกลายเป็นระบบที่มีหลักเหตุผล ซึ่งทำให้มีความเป็นได้ที่จะลงเอยด้วยการปรองดองกันระหว่างความเป็นจริงกับเนื้อหาจริงๆ ทางประวัติศาสตร์

การเดินทางข้ามเกาหลี

ข้าพเจ้ารู้จักโลกดีและข้าพเจ้าก็รู้จักสภาพโดยทั่วไปของเกาหลี ตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุได้เพียงสิบห้าสิบหกปี ข้าพเจ้าก็ได้สำรวจไปทั่วทั้งคาบสมุทรแล้ว เราต้องคิดถึงประเทศของเราเองได้ เมื่อประเทศถูกตั้งขึ้น โลกก็.. ข้าพเจ้าเป็นคนที่สำรวจไปทั่วตอนใต้ของเกาหลีตอนที่มีอายุได้สิบห้าสิบหกปี ข้าพเจ้าเคยไปจังหวัดชอลรา จังหวัดคยุงซัง และจังหวัดอื่นๆ และข้าพเจ้าก็เคยขอทานจากบ้านหนึ่งถึงบ้านหนึ่งมาแล้ว
ในขณะที่มีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้ากลับคิดว่า 1) ชาติไม่ควรจะหายไปเพราะความโชคร้าย 2) โชคชะตาที่พลิกผันกับประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าที่กำลังถดถอยเบื้องหน้าสวรรค์ซึ่งดำเนินเรื่อยมาจนถึงขณะนี้โดยผ่านบรรพบุรุษของเราโดยที่เราต่างหวังว่าจะได้เห็นการสิ้นสุดของมัน ที่ข้าพเจ้าได้เห็น หากมันมีวิธีไหนที่ข้าพเจ้าจะสามารถกลายเป็นผู้ผดุงมาตรฐานให้ชาติที่กำลังหลับไหลได้เห็น จนชาตินั้นเป็นชาติที่สามารถโอ้อวดจิตวิญญาญที่ฮึดสู้ของชาตินั้นแก่โลกได้แล้วละก็ นั่นก็จะเป็นวิธีที่เกาหลีจะอยู่รอดได้
ในวัยหนุ่มของข้าพเจ้า ไม่มีที่ไหนในเกาหลีที่ข้าพเจ้าไม่เคยไปมาก่อนเลย ข้าพเจ้าต้องอยู่ในรถบรรทุกทั้งคืน… คนขับรถบรรทุกไม่อนุญาตให้ข้าพเจ้าไปด้วย แต่ข้าพเจ้าก็จะเจรจาจนขึ้นได้ (หัวเราะ) หากข้าพเจ้านั่งกับคนขับไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จะขอนั่งในส่วนที่ใช้บรรทุกไป ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขึ้นรถบรรทุกได้ในที่สุด ข้าพเจ้าคิดในขณะนั้นว่า หากไม่ให้ข้าพเจ้าไปด้วยแล้วละก็ ต้องข้ามศพข้าพเจ้าก่อนถึงจะไม่ให้ข้าพเจ้าไปได้ การปล่อยให้คนๆ หนึ่งไปด้วยคงไม่ทำให้รถบรรทุกเสียหายอะไรมากไปกว่ายางแบนลงนิดหน่อย… ข้าพเจ้าต้องจัดการแบบนี้จึงจะได้ขึ้นรถ พอถึงตอนที่ข้าพเจ้าลงจากรถบรรทุกในคืนวันนั้น ข้าพเจ้าบอกกับคนขับว่า “ลุง มื้อเย็นนี้ ฉันเลี้ยงเอง” แล้วเขาก็ตอบตกลง แต่ในขณะที่กำลังรับประทานอาหาร ข้าพเจ้าก็พล่ามเรื่องของข้าพเจ้าให้เขาฟังจนเขาลืมไปว่าข้าพเจ้าจะเป็นคนเลี้ยงมื้อนั้น แล้วเขาก็หยิบเงินของเขาออกมาจ่ายแทน (หัวเราะ) นอกจากนี้ ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำอาหารมาให้สามีรับประทานในไร่ ในขณะที่เธอกำลังเดินทางไปไร่พร้อมกับอาหารในตระกร้าที่ทูลไว้บนศรีษะ ข้าพเจ้าได้หยุดเธอไว้ที่ข้างทางและด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ เธอก็เอาอาหารนั้นออกมาให้ข้าพเจ้ารับประทาน (หัวเราะ)

เริ่มจริงจัง เตรียมตัวสำหรับความตายที่อาจเกิดขึ้นได้

ท่านอาจจะไม่ทราบว่าข้าพเจ้าต้องคิดทบทวนอยู่นานเพียงใดก่อนที่จะเริ่มต้นเส้นทางนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนหลั่งหยาดเหงื่อและโลหิตเพื่อเส้นทางนี้ ข้าพเจ้าได้อธิษฐานอุทิศชีวิตเพื่อเส้นทางนี้ด้วยการเสี่ยงชีวิตของข้าพเจ้า
ในขณะที่กำลังต้อนรับพระเจ้า ข้าพเจ้ามิเคยถามว่า “ลูกถูกหรือผิด?” ข้าพเจ้าเริ่มเส้นทางนี้โดยตั้งใจที่จะตาย ข้าพเจ้าเป็นคนที่คิดเส้นทางนี้ มาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ และร่างกายของข้าพเจ้าก็มิได้ล้มป่วยอะไร ยังเหลือเส้นทางที่ข้าพเจ้าต้องไป และก็มีอีกเส้นทางตามสัญญาที่ข้าพเจ้าต้องผ่านไป การคิดเช่นนี้ทำให้สมองไม่ว่างพอที่จะคิดเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างว่าว่าดีหรือไม่ดี
คนแบบไหนที่พระเจ้าทรงเรียก? เขาคนนั้นมิใช่คนที่มีบุคลิกภาพภายนอกที่ดีหรือมีความเชื่อความศรัทธาทางฝ่ายภายในที่เคร่งครัด แต่เขาคนนั้นเป็นคนที่มีความจริง เป็นคนที่มีดาบแห่งความรักและหัวใจแห่งความรักด้วยท่าทางการแสดงออกที่นิ่มนวลเพื่อว่า เมื่อเผชิญหน้ากับความยากลำบาก เขาหรือเธอคนนั้นก็สามารถฝ่าฟันมันไปและไปต่อไปได้ หากเรามิได้เป็นคนเช่นนี้ เราก็จะไม่สามารถมุ่งสู่จุดหมายของภารกิจของเราได้ และเราก็จะไม่สามารถเป็นที่ยอมรับเบื้องหน้าสิ่งดำรงอยู่ที่เรียกเรามาได้ และเราก็จะได้แต่ไปในหนทางที่เพื่อตัวเราเองเท่านั้น
ปัญหาทั้งหลาย ข้าพเจ้าต้องแก้ไขด้วยตัวของข้าพเจ้าเอง หากข้าพเจ้าไปปรึกษาใคร คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบกับข้าพเจ้าได้ เมื่อพิจารณาเส้นทางที่ข้าพเจ้าต้องลงมือทำแล้ว ไม่มีใครเข้าใจเลย แม้แต่พ่อแม่ของข้าพเจ้า
สิ่งที่ข้าพเจ้าตั้งใจตอนที่เป็นวัยรุ่น ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ข้าพเจ้าได้ผ่านไปในความข่มขื่นอันลึกซึ้งอย่างไม่เคยมีมาก่อนในการแก้ไข และไปจนถึงตำแหน่งที่ซึ่งสามารถเปิดประตูสู่สวรรค์ได้อย่างมีชัยชนะ เมื่อเราเข้าใจสิ่งนี้ เราก็จะเห็นว่าพลังอำนาจของคนหนุ่มสาวที่ตั้งใจนั้นมีมากเพียงใด

เส้นทางของเจตจำนงที่ไปไกลเกินกว่าบ้านเกิดและครอบครัว

หนทางของมนุษย์ขึ้นอยู่กับหนทางของสวรรค์ หรือกล่าวได้ว่า การปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปความรู้สึก(จิตใจ)ของมนุษย์หรือเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่เป็นไปตามหัวใจสวรรค์ แต่ธรรมชาติของมนุษย์ควรเป็นไปตามหัวใจสวรรค์ นั่นก็คือ ผู้ใดปรารถนาที่จะสร้างธรรมชาติของสวรรค์ขึ้นก็ควรกำจัดธรรมชาติของมนุษย์ทิ้งไปเสีย ข้าพเจ้าหมายความว่า แต่ละคนควรละทิ้งต้นเหตุของธรรมชาติมนุษย์เพื่อแสวงหาหนทางของสวรรค์
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถซื้อแม้กระทั่งผ้าเช็ดหน้าหรือถุงเท้าให้กับพ่อแม่ของข้าพเจ้าเองซึ่งเป็นผู้ที่รักข้าพเจ้าเป็นอย่างมากได้ จนถึงขณะนี้ เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเป็นลูกอกตัญญูเมื่อมองจากทรรศนะของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าวางตัวข้าพเจ้าในตำแหน่งที่จะไม่เป็นบุตรอกตัญญูเฉพาะพระพักตร์ แม้ว่ากับพ่อแม่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเป็นบุตรอกตัญญูก็ตาม เนื่องจากข้าพเจ้าได้ตกลงกับสรรพสิ่งด้วยความตั้งใจเช่นนั้น ดังนั้น ข้าพเจ้าจะไม่พักผ่อนจนกว่าเป้าหมายของข้าพเจ้าจะสำเร็จ
งานของพระเจ้าแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงกำลังแก้ไขโลกคาอินโดยการเลือกเสียสละบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงรักมากที่สุดและผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์ที่สุด ข้าพเจ้าไม่สามารถพูดหลักการให้พ่อแม่ของข้าพเจ้าฟัง แต่ทั้งครอบครัวของข้าพเจ้ารวมทั้งพี่สาวและน้องชายของข้าพเจ้าต่างได้รับแรงบันดาลใจ (ทางฝ่ายวิญญาณ) ดังนั้น มันเป็นไปได้ทีเดียวที่หลักการจะติดต่อสื่อสารกับพวกเขาโดยตรง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เนื่องจากพวกเขายังมิได้ฟังหลักการ... หากข้าพเจ้าพยายามที่จะพูดกับพวกเขาเรื่องหลักการ คำพูดที่ข้าพเจ้าจะพูดก็จะติดอยู่ที่ลำคอของข้าพเจ้า ทุกอย่างมีเวลาของมันอยู่
เมื่อคนๆ หนึ่งตั้งใจ เขาหรือเธอคนนั้นก็ควรได้เห็นว่ามันสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้ เขาจะตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ข้าพเจ้าก็เช่นกัน เมื่อข้าพเจ้าได้สัญญากับสวรรค์ไว้แล้ว... ข้าพเจ้าก็จะไปบนเส้นทางนั้นอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าเพื่อนร่วมทางของข้าพเจ้าจะทรยศข้าพเจ้า หรือแม้ว่าพ่อแม่ของข้าพเจ้าจะทรยศข้าพเจ้า หรือแม้ว่าลูกเมียของข้าพเจ้าจะทรยศข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะยังไปในหนทางเช่นนั้น และแม้ว่าชาติจะทรยศข้าพเจ้า หรือแม้แต่โบสถ์แห่งความสามัคคีจะทรยศข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะยังไปแม้ว่าจะต้องกวาดพวกเขาทิ้งก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะไปในหนทางนี้ตราบเท่าที่พระเจ้ายังทรงเรียกข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากำลังไปในหนทางนี้ และต่อจากนี้ข้าพเจ้าก็จะไปในหนทางนี้ด้วย

ความทรงจำของข้าพเจ้า ณ จุดเริ่มต้นเจตจำนงกับความขอบคุณของข้าพเจ้า

พระบิดาที่รักยิ่ง เวลาที่พระองค์ทรงเรียกเด็กที่ไร้เดียงสาคนนี้แล้วทรงสั่งสอนเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนนั้นมันเหมือนกับเมื่อวันวานนี้เอง ลูกขอบพระทัยสำหรับที่ว่า โดยผ่านน้ำตามากมายนับไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์ ในวันนี้ พระองค์ทรงอนุญาตให้ลูกได้สำนึกผิดสำหรับอดีตและคิดเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น
พระสุรเสียงที่ตรัสกับลูกอย่างเรียบๆ อย่างที่ลูกพร่ำเรียกพระองค์โดยไม่ต้องคิดนั้นทำให้รู้สึกสดชื่น เราคิดถึงเวลาที่เราต้องปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์ เราต้องเม้มปากกลั้นน้ำตา เราไม่อยู่ในฐานะที่เราจะฮัมเพลงหรือแกล้งทำเป็นมีความสุข เราคิดถึงสถานที่ที่เราสามารถภูมิใจกับการที่เราเชื่อมต่อกับสวรรค์ด้วยการถูกขับไสไล่ส่งและการถูกกดขี่ข่มเหง ซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่คนทั้งหลายที่นั่งคุยกัน แม้ว่าคนบนโลกจะไม่ทราบ แต่เราก็รู้ว่า หนทางที่เราควรไปก็คือ การแสวงหาสวรรค์ที่เราควรไป และเราก็ยังรู้อีกว่า ทุกครั้งที่เราสมัครใจไปในหนทางของความตาย พระองค์ก็ทรงกำลังทำให้หนทางนี้เป็นหนทางของการฟื้นคืนชีพ
เราคงไม่ลืมวันที่เราทุกข์ยากและอดอยากในสภาพที่แร้นแค้นหลังจากที่เราทราบน้ำพระทัยพระองค์ เราทราบว่าเบื้องหลังประเพณีของโบสถ์แห่งความสามัคคีนั้นมีทางแยกแห่งน้ำตาอยู่มากมาย เมื่อคิดถึงความหลัง สิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นความตั้งใจที่จะฟื้นคืนชีพอย่างไม่หยุดยั้งเมื่ออยู่ในยุคภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ลูกได้ท่องไปในโลก ทั้งเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ และทวีปอเมริกา ทำให้ลูกได้รู้และเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า หนทางไปสู่สวรรค์นั้นจะเต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหงมากมาย อีกครั้งที่ลูกรู้สึกขอบคุณพระองค์ที่พระองค์ทรงทำให้ลูกดำเนินชีวิตของลูกไปในหนทางที่ตลอดเวลาลูกได้แต่ขอบคุณสวรรค์เท่านั้น