Education Menu
คำสอน

 

True Father photo
 
 

คุณพ่อ ซัน เมียง มูน
 

  เส้นทางพ่อแม่ที่แท้จริง   
 


บทที่ 2 ช่วงวัยเด็กและระยะแรกของการเรียนรู้

1. การค้นคว้าธรรมชาติและชีวิตในชนบท

ภูเขาและแม่น้ำในบ้านเกิดของข้าพเจ้า

เมื่อข้าพเจ้ายังเล็ก ข้าพเจ้าคิดขึ้นมาว่า “ภูเขาลูกนั้นชื่ออะไร?” “มีอะไรอยู่ในภูเขาลูกนั้น?” เมื่อข้าพเจ้าเริ่มคิดเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ต้องไปที่ภูเขาลูกนั้นแล้วหาคำตอบ ข้าพเจ้าทราบอย่างละเอียดว่ามีอะไรอยู่ในรัศมียี่สิบลี้รอบบ้านของข้าพเจ้า ในเวลานั้น ข้าพเจ้าทราบทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่อยู่บนดินและที่ลึกลงไป หากมีภูเขาอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้าแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็จะต้องไปค้นหาดูว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น และถัดจากนั้นไปมีอะไร ข้าพเจ้าเป็นคนแบบนั้น
พื้นที่ปฏิบัติการของข้าพเจ้านั้นกว้างมาก มันไม่มีที่ไหนในทุ่งกว้างที่ไหนอยู่ในรัศมีการมองของข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนเลย สำหรับภูเขาแล้ว ไม่มียอดไหนที่ข้าพเจ้าไม่เคยปีนมากก่อนเลย ข้าพเจ้าไปแม้กระทั่งไกลกว่านั้นด้วยซ้ำไป การได้ไปที่นั่นและได้สัมผัสกับมันทำให้ข้าพเจ้าทราบได้ว่า ที่ที่ไกลออกไปจากแสงอาทิตย์ยามเช้านั้นมีอะไร และแล้ว ข้าพเจ้าก็จะรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมองดูภูเขาที่ไกลออกไปจากแสงอาทิตย์ หากข้าพเจ้ามิได้ไปที่นั่น ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมองไปที่นั่นเลย
ดังนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยอยู่กับที่ สิ่งที่เป็นธรรมชาติเหล่านั้นในบ้านเกิดของข้าพเจ้าทั้งหมดเป็นแหล่งที่ข้าพเจ้าใช้พัฒนาความรู้สึกทางอารมณ์ของความเชื่อขึ้น สิ่งเหล่านั้นคือแหล่งน้ำ เหล่าพฤกษานานาพันธ์ ผืนแผ่นดิน และลมฤดูใบไม้ผลิของบ้านเกิดของข้าพเจ้า ความทรงจำในอดีตทั้งหมดของข้าพเจ้ายังคงปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในใจข้าพเจ้า
บ้านเกิดเป็นสถานที่ที่ซึ่งให้เนื้อหาสาระอย่างล้นเหลือสำหรับเรา เพื่อให้จิตวิญญาณของเราเติบโตขึ้น ในฐานะที่เป็นคนเกาหลี ข้าพเจ้าได้ใช้ธรรมชาติทั้งหมดในบ้านเกิดแบบเกาหลีของข้าพเจ้าทั้งสัตว์และพืชเป็นเสมือนตำราเพื่อให้จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเติบโตขึ้น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าพเจ้าจึงคิดถึงธรรมชาติในบ้านเกิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารักธรรมชาติจริงๆ

การค้นคว้าพืชและการปีนต้นไม้

ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ไม่มีดอกไม้ชนิดไหนบนภูเขาที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลย ไม่มีดอกไม้ชนิดไหนที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก เนื่องจากธรรมชาตินั้นแสนวิเศษ เมื่อข้าพเจ้าไปในทุ่งนา ข้าพเจ้าจะใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติจนกว่าดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าโดยไม่กลับบ้านเลย หากข้าพเจ้ารู้สึกเหนื่อย ข้าพเจ้าก็จะหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืน หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าต้องมาตามข้าพเจ้ากลับบ้าน ข้าพเจ้ารักธรรมชาติมากขนาดนี้เลยทีเดียว
ข้าพเจ้ายังสะสมหญ้าชนิดต่างๆ หลายร้อยชนิดไว้ศึกษาอย่างหนักเพื่อให้รู้ว่าชนิดใดมีพิษและชนิดใดเป็นยา และข้าพเจ้าก็ยังศึกษาโครงสร้างของมันอีกด้วย ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงทราบว่าใบของพืชผักในป่าบนภูเขาชนิดใดรับประทานได้ ตอนที่ข้าพเจ้าไปเก็บพืชผักในป่ากับคุณแม่ พี่สาว หรือเพื่อนบ้าน ข้าพเจ้ามักจะเดินนำหน้าและชิงเก็บพืชผักก่อนเป็นคนแรก
ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก มันมีต้นไม้ขึ้นอยู่ใกล้ๆ บ้านของข้าพเจ้า เช่น ต้นเกาลัด หรือต้นอาคาเซีย… เมื่อดอกของต้นอาคาเซียบาน กลิ่นของมันหอมมากใช่ไหม? แม้แต่ต้นก็ยังหอม… ข้าพเจ้ามิได้เพียงแค่ยืนชมวิวตรงนั้นเท่านั้น แต่ข้าพเจ้าปีนป่ายไปบนทุกกิ่งของมัน ข้าพเจ้าต้องปีนต้นไม้เหล่านั้น
หากมีต้นไม้ที่สูงที่สุดในหมู่บ้านของข้าพเจ้าที่ไม่เคยมีใครปีนมาก่อนแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็จะต้องปีนมันให้ได้ กระทั้งบางครั้งถึงกับอดหลับอดนอนเพื่อไปปีนต้นไม่ต้นนั้นให้ได้
รอบๆ บ้านของข้าพเจ้า มีต้นเกาลัดต้นใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง มันมีอายุราวสองร้อยปี แต่มันก็เป็นต้นที่สวยงามมาก เนื่องจากข้าพเจ้าเกิดปีลิง ข้าพเจ้าจึงชอบปีนไปปีนมาบนทุกๆ กิ่งของต้นไม้ เมื่อใดก็ตามที่ต้นเกาลัดหัก (คุณพ่อหัวเราะ) ข้าพเจ้าก็จะทำปั้นจั่นด้วยกิ่งไม้และหย่อนกิ่งหักลงมา มันสนุกมาก มันมีอยู่หลายต้น ต้นเกาลัดเหล่านั้นใหญ่โตมาก
ข้าพเจ้าก็ชอบต้นสนเกาหลีด้วยเช่นกัน ต้นไม้ควรที่จะมีผลไม้ใช่ไหม? ต้นสนเกาหลีก็มีผลเช่นกัน เมื่อท่านปลูกเมล็ดของต้นสน เพื่อที่มันจะโตเป็นต้นอ่อนได้นั้น เมล็ดจะต้องถูกแช่เย็นจนแข็งเพื่อให้เปลือกมันแตกเสียก่อน ใบของมันมีห้าส่วน โดยมีศูนย์กลางที่เหนือใต้ออกตก มันมีเส้นแบ่งกลางอยู่หนึ่งเส้น ที่ข้าพเจ้าชอบต้นสนเกาหลีก็แบบนี้ นอกจากนี้ ต้นของมันจะโตเร็วมาก ต้นของมันสูงตรงขึ้นไป ส่วนรากก็ดิ่งตรงลึกลงไป กิ่งของมันก็พุ่งตรงขึ้นไปเช่นกัน

การเฝ้าดูชีวิตนก

เมื่อข้าพเจ้ายังเยาว์วัย ข้าพเจ้าสนใจที่จะดูนกที่สวยงามอยู่มาก นกมันยังชีพด้วยการกินอะไร? มันสร้างรังไว้ฟักไข่ที่ไหน? มันใช้เวลาหลายวันหรือเปล่า? ข้าพเจ้าต้องหาคำตอบเหล่านั้นด้วยการซุ่มดูนก
ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพเจ้าสามารถเห็นได้บนภูเขา… นกทั้งหลายต่างอยู่ในสายตาของข้าพเจ้า… หลังจากผ่านการตรวจของข้าพเจ้าแล้วมันก็ยังบินได้ทุกตัว ครั้งหนึ่ง เมื่อฝูงนกน่ารักที่กำลังอพยพบินมาลงเต็มไปหมด มันเป็นนกที่ข้าพเจ้าเพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าเกิดอยากรู้ว่าตัวไหนเป็นตัวผู้และตัวไหนเป็นตัวเมีย มีหนังสือเล่มไหนที่ข้าพเจ้าสามารถศึกษาหาคำตอบได้บ้างหรือเปล่า? ไม่มีเลย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าพเจ้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจากไปที่ฝูงนกอพยพเหล่านั้นและศึกษาพวกมันดู ข้าพเจ้าเฝ้าดูมันทั้งอาทิตย์โดยไม่มีรับประทานอาหารเลย (คุณพ่อหัวเราะ)
มีอยู่ครั้งหนึ่ง นกแมกไพออกไข่ ข้าพเจ้าอยากเห็นมันทุกๆ วัน วันไหนไม่ได้เห็นมัน ข้าพเจ้าจะนอนไม่หลับ (หัวเราะ) ข้าพเจ้าปีนขึ้นไปดูตอนกลางคืนก่อนครั้งหนึ่ง และอีกครั้งตอนเช้าตรู่ก่อนที่นกแมกไพจะมา ข้าพเจ้าต้องแอบย่องเข้าไปดู เป็นเพราะข้าพเจ้าปีนขึ้นไปดูวันแล้ววันเล่า ข้าพเจ้าก็เลยเป็นมิตรกับนกแมกไพ ตอนแรก นกแมกไพก็ร้องไล่ข้าพเจ้า แต่เนื่องจากทุกครั้งที่ข้าพเจ้าปีนขึ้นไปดู มันมิได้ถูกทำร้ายแต่อย่างใด พอต่อมา มันก็เลยอยู่เฉยๆ แม้ข้าพเจ้าจะปีนขึ้นไปดู (หัวเราะ) โดยการทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็เลยสามารถเฝ้าดูนกแมกไพเลี้ยงลูกและเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มันทำกับลูกน้อยของมัน
จริงซิ ใช่แล้ว! ความรักของสัตว์ตัวพ่อและสัตว์ตัวแม่ที่มีต่อลูกของมันนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันช่างประเสริฐกว่าตัวข้าพเจ้าเองเสียอีก มีเนื้อหามากมายในธรรมชาติที่ข้าพเจ้าสามารถเรียนรู้จากมัน ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นเรื่องนก ข้าพเจ้าก็สามารถศึกษาชีวิตของมันโดยการเปรียบเทียบกับนกชนิดอื่นๆ ทุกชนิดในด้านเดียวกันได้
ดูการทำรังของนกวอบเลอร์เป็นตัวอย่าง มันห้อยลงมาจากกิ่งไม้แบบนี้ หากท่านดูมันจะเห็นว่ามันแปลกมาก พวกมันไปหากิ่งไม้ที่ดูคล้ายเส้นไหมมาจากที่ไหน… นกวอบเลอร์จะไม่ทำรังบนกิ่งไม้ธรรมดา พวกมันจะทำรังไว้ในที่ที่สูงมากๆ พวกมันทำรังในทำเลที่แน่นหนาอย่างเช่น บนต้นไม้ที่มีอายุมากๆ แมลงที่นกวอบเลอร์โปรดปรานที่สุดก็คือหนอนผีเสื้อ สำหรับนกวอบเลอร์แล้ว ในบรรดาสัตว์จำพวกแมลงทั้งหลาย หนอนผีเสื้อเป็นสัตว์จำพวกแมลงที่อร่อยที่สุด
ในขณะที่นกล้าค (นกเล็กร้องเสียงไพเราะ) สร้างรัง มันจะสร้างรังใหญ่ขนาดนี้แล้วนั่งหน้ารังโดยอยู่ห่างออกมาประมาณสิบเมตร เนื่องจากนกล้าคจะสร้างรังไว้บนดิน คนจึงไปพบเข้าได้ง่าย ดังนั้น มันจึงต้องสร้างรังไว้ในที่โล่งๆ ซึ่งปกติแล้ว คนจะไม่ไปพบมันเข้าได้โดยง่าย ท่านจะไม่ทันสังเกตเห็นแม้ว่าท่านจะยืนข้างๆ รังของมันก็ตาม พวกมันจะสร้างรังเป็นรูปสามเหลี่ยมโดยทำให้ข้างนี้เป็นแบบนี้และทำทางเข้าออกไว้สองทางแบบนี้

การล่าสัตว์กับการตกปลา

เนื่องจากข้าพเจ้าโตมาในแถบชนบท ข้าพเจ้าเคยจับแมลงต่างๆ ไว้มากมายขนาดที่ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่มีแมลงชนิดใดที่ข้าพเจ้าไม่เคยจับได้มาก่อน รวมทั้งไม่มีสัตว์ชนิดไหนหรือสันเขาไหนที่ข้าพเจ้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน อ๋อ ใช่แล้ว ข้าพเจ้ายังไม่เคยจับเสือ ข้าพเจ้าจับมาแล้วทุกชนิดตั้งแต่แมวป่าไปจนถึงกระต่ายและแร็กคูน เรื่องนี้น่าสนใจมาก ทีแรก ข้าพเจ้าคิดว่าสัตว์เหล่านี้อยู่ตามลำพัง แต่ข้าพเจ้ากลับพบว่าพวกมันทั้งหมดอยู่กันเป็นคู่
มีอยู่วันหนึ่ง ช่วงที่มีหิมะ พวกเราจะเดินไปในที่โล่งที่กว้างหลายสิบลี้ (สิบลี้เท่ากับระยะทางสี่กิโลเมตร) แม้ในตอนกลางคืนด้วยไม้เท้าเพื่อล่าสัตว์จำพวกอีเห็น ตอนกลางวัน ข้าพเจ้าล่าได้กระต่ายหลายตัว ถ้าไม่เห็นกระต่าย ข้าพเจ้าจะใช้สุนัขเลี้ยงในหมู่บ้านทำเป็นสุนัขล่าเนื้อ ข้าพเจ้าทำให้มันเห่าพลางไล่ล่าไปพลางโดยตะโกนบอกมันว่า “ตะครุบมันจากด้านหลังเลย!” (หัวเราะ)
เนื้อของนกกระจอกมีรสชาดดีมาก ไม่มีเนื้อชนิดไหนที่ข้าพเจ้ามิเคยลิ้มลอง ท่านรู้จัก นกกวัก (นกน้ำชนิดหนึ่ง) หรือเปล่า? ไม่ว่าจะเป็น นกกวัก ไก่ฟ้า หรืองู ข้าพเจ้าเคยจับมาหมดแล้ว? ข้าพเจ้าเคยจับงูทุกชนิดที่ผ่านเข้ามาให้เห็น ทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษ หากงูพิษกัดข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะกัดมันกลับบ้าง (หัวเราะ)
จริงๆ แล้ว มันมีไข่นกอยู่หลายชนิดด้วยกัน หากข้าพเจ้าอยากลองรับประทานไข่นกชนิดไหนแล้วละก็ ข้าพเจ้าจะเอามันปรุงรับประทานที่บ้านสักฟองหนึ่ง (หัวเราะ) ไข่ไก่กับไข่นกนั้นเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่หรือไข่นกต่างก็เหมือนกัน
หากท่านอยู่ในชนบท ท่านจะเห็นกบสีเขียวตัวใหญ่ เด็กๆ บางครั้งก็เป็นหัดจนผอมแห้งเพราะกินไม่ได้เนื่องจากไข้สูง แล้วข้าพเจ้าก็จับกบพวกนั้นมาหลายตัวแล้วก็ปรุง… ขาของกบพวกนั้นอ้วนมาก ท่านต้องลอกหนังมันออก แล้วห่อด้วยใบฟักทอง แล้วจึงนำไปย่าง หากท่านห่อมันด้วยใบฟักทองไว้สักสามหรือสี่ใบแล้วนำไปย่าง ใบฟักทองจะไหม้ไปไม่เกินสองใบ หากใช้วิธีนึ่ง มันก็จะไม่ต่างกัน ท่านไม่ทราบหรอกว่าเนื้อมันนุ่มขนาดไหน และรสชาดของมันก็ยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านคงไม่ทราบว่าการจับกบมารับประทานตอนที่หิวจัดนั้นจะเป็นอย่างไร มีอะไรมากมายเหลือเกินที่ท่านสามารถรับประทานได้ หากท่านอยู่คนเดียว ไม่จำเป็นต้องทำอาหารเลย
บ้านของข้าพเจ้าคือเชิงจู หากท่านเดินออกจากหมู่บ้านไปสักสิบลี้ ท่านก็จะเห็นทะเลเหลือง หากท่านปีนขึ้นไปบนภูเขา ท่านก็จะเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านจะเห็นบึงและลำธาร ปลาที่นั่นเปลี่ยนไปทุกฤดู หากท่านอยากรู้เรื่องทะเล ในระหว่างวันหยุด ท่านควรออกทะเลทุกวันเหมือนกับที่ท่านออกไปทำงานในตอนเช้าของแต่ละวัน ข้าพเจ้าไปที่บึงใกล้ๆ กับทะเล บึงนั้นเหม็นโคลนมาก ข้าพเจ้าทำหลายอย่างตั้งแต่จับปลาไหลขังไว้ในกระสอบโคลนไปจนถึงหาปูตามรู หลังจากที่ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นจนเป็นหมดแล้ว ท่านจึงจะสามารถออกจับปลาได้ หากท่านอยากรู้เรื่องการจับปลาไหลแล้วละก็ ข้าพเจ้านี่แหละแชมป์
ตอนที่มีลูกค้ามาบอกว่าอยากรับประทานปลาไหลนึ่ง ข้าพเจ้าสามารถปรุงเสร็จได้ภายในสามสิบนาทีหรือหนึ่งชั่วโมง ข้าพเจ้าวิ่งได้รวดเร็วเช่นกัน ข้าพเจ้าวิ่งไปไกลมาก และภายในสิบห้านาทีข้าพเจ้าก็สามารถจับปลาไหลจากบ่อได้ห้าตัว

ความรักที่มีต่อสัตว์

เมื่อก่อนนั้น เราต้องเลี้ยงวัวกัน ข้าพเจ้าไม่ชอบการเลี้ยงวัวจริงๆ ข้าพเจ้าเคยผูกวัวไว้ในทุ่งนาอีกฟากหนึ่งของหมู่บ้านข้าพเจ้า หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง วัวก็ร้องเพราะว่าคนที่จะต้องเลี้ยงดูมันยังไม่มา วัวจะไม่ทำร้ายเจ้าของของมันแม้ว่าเจ้าของจะไม่โผล่มาเลี้ยงดูมันก็ตาม แม้ว่าข้าพเจ้าจะมาสายมากก็ตาม วัวก็จะต้อนรับข้าพเจ้าอย่างมีปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมองดูสิ่งนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าควรเป็นเช่นนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนแผนการของพระเจ้า
ท่านทั้งหลาย ท่านควรลองไปโรงฆ่าสัตว์ดูสักครั้ง ก่อนหน้านี้นามมาแล้ว ข้าพเจ้าเคยไปเยี่ยมชมโรงฆ่าสัตว์อยู่หลายครั้ง มันน่าสนใจมาก ตอนนั้น ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก มันมีโรงฆ่าสัตว์อยู่แห่งหนึ่งห่างจากหมู่บ้านประมาณสี่กิโลเมตร เมื่อข้าพเจ้าได้ข่าวว่ามีคนออกไปจับวัว ข้าพเจ้าก็จะไปที่โรงฆ่าสัตว์ตั้งแต่เช้าและเฝ้าดูอยู่ที่นั่น คนฆ่าสัตว์เข้ามาพร้อมกับค้อนเหล็กขนาดใหญ่เท่านี้ ทันทีที่วัวถูกนำเข้ามา เขาก็ฟาดวัวจนมันแน่นิ่งไปเลย พอข้าพเจ้ามองไปที่วัวอีกที มันก็ตายไปแล้ว วัวต้องตกเป็นเหยื่อแบบนี้ มันช่างน่าสังเวชจริงๆ
อีกเรื่องหนึ่ง มีสุนัขตัวหนึ่งที่ข้าพเจ้ารัก ท่านคงไม่ทราบว่าสุนัขตัวนี้มันฉลาดขนาดไหน มันรู้ว่าข้าพเจ้าจะกลับจากโรงเรียนเมื่อไร มันฉลาดมาก ฉลาดกว่าคนเราด้วยซ้ำไป สามสิบนาทีก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาถึงบ้าน มันจะออกมารอข้าพเจ้า บางครั้งข้าพเจ้ากลับบ้านช้า มันก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าข้าพเจ้าจะกลับช้า มัน ก็จะออกมาสาย มันตามข้าพเจ้าตลอด และวิ่งเล่นรอบๆ ข้าพเจ้า เมื่อมองดูสุนัขแล้ว ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า “อึ่ม! มันจะรักอะไรกันนัก? ท่านชอบความรักที่มากเกินไปแบบนั้นหรือเปล่า? ”
อีกตัวอย่างหนึ่ง ตอนหมูกำลังคลอดลูก ข้าพเจ้าสนใจเรื่องนี้มากก็เลยไปดูมัน ตอนที่หมูเบ่งครั้งหนึ่ง ลูกหมูตัวหนึ่งก็ไหลออกมาง่ายๆ และหลังจากนั้นก็เบ่งอีกครั้งหนึ่ง ลูกหมูอีกตัวก็ไหลออกมา (หัวเราะ) ข้าพเจ้าพูดจริงๆ! ท่านไม่ทราบหรอกว่ามันน่าทึ่งเพียงใดที่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังเคยเห็นแมวตอนกำลังคลอดลูก รวมทั้งเคยเห็นสุนัขตอนกำลังคลอดลูกอีกด้วย มันเป็นเพราะข้าพเจ้ารักพวกมันทุกตัวเลย
ข้าพเจ้ายังเคยเก็บน้ำผึ้งอีกด้วย น้ำผึ้งนั้นอร่อยมากจริงๆ น้ำผึ้งจากรังที่อยู่บนต้นอาคาเซียนั้นมีรสชาดยอดเยี่ยม ผึ้งทั้งหลายจะไปตอมดอกอาคาเซียแล้วมุดหัวของมันเข้าไปในดอกไม้ แล้วก็ดูดน้ำหวาน พวกมันจะพยุงตัวแบบนี้ แล้วก็ทำขาแบบนี้ ตอนที่ผึ้งกำลังดูดน้ำหวานอยู่แบบนี้ ถ้าท่านใช้แหนบดึงส่วนก้นของตัวผึ้ง ส่วนก้นก็จะขาดออก แต่ผึ้งจะยังคงดูดน้ำหวานต่อไป ท่านทราบไหมว่า ทำแบบนี้มันช่างร้ายกาจเพียงใด? คนที่ดึงก้นมันขาดนั้นช่างร้ายกาจจริงๆ แต่ผึ้งที่ดูดน้ำหวานไม่เลิกนั้นร้ายกาจยิ่งกว่าเสียอีก (หัวเราะ) ข้าพเจ้าพูดกับผึ้งว่า “อึ่ม! ฉันได้เรียนรู้บางอย่างจากเจ้า ฉันควรเป็นแบบนี้ด้วย” (หัวเราะ)

ประสบการณ์ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบชนบท

งานในฟาร์ม ไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าไม่ชำนานเลย ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก การขุดดิน และการปลูกข้าว อีกทั้งข้าพเจ้ายังมีความชำนานในการกำจัดวัชพืช ที่ที่กำจัดวัชพืชได้ยากที่สุดก็คือนาข้าวฟ่าง หลังจากหว่านเมล็ด ปกติแล้ว นาจะถูกกำจัดวัชพืชสามรอบ ตอนที่นาถูกกำจัดวัชพืชรอบที่สาม วัชพืชใหญ่ๆ จะถูกเอาออก นาข้าวฟ่างนั้นกำจัดวัชพืชได้ยากที่สุด รองลงมาก็เป็นไร่ฝ้าย ข้าพเจ้าทราบเป็นอย่างดีว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้ถั่วลันเตา ข้าว และข้าวโพดให้ผลผลิตดี หากข้าพเจ้าแค่ได้เห็นมันเทศที่ถูกขุดออกมาแล้วเท่านั้น ข้าพเจ้าก็สามารถบอกได้เลยว่ามันโตในดินโคลนหรือดินแบบไหน มันเทศที่ถูกปลูกในดินโคลนนั้นไม่อร่อย แต่มันเทศที่โตในทรายที่ปนโคลนอยู่สักหนึ่งในสามส่วนนั้นหวานอร่อย
ข้าพเจ้าชำนาญการปลูกข้าวด้วยเช่นกัน ปกติ ที่นี่เขาปลูกข้าวเป็นแถวๆ ใช่ไหม? (ใช่) ที่นาแถบจังหวัดพยองอันทางเหนือนั้นพัฒนามาก พัฒนามากกว่าทางใต้ เป็นเพราะอารยธรรมของคริสตชนเข้ามาที่นั่นก่อน ตอนที่เก็บใบไม้ที่ร่วง ปกติเขาจะทำกันแบบนี้ ใช่ไหม? ข้าพเจ้ากำมันแบบนี้แล้วเก็บใบไม้ขึ้นมาแบบนี้ (คุณพ่อพูดไปทำมือไป) มือหนึ่งกำแบบนี้ ส่วนอีกมือหนึ่งกำแบบนี้ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ทุกอย่างเหล่านี้มาแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีใครเก็บใบไม้ได้เร็วเท่าข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ารับประทานอะไรก็ได้ แม้แต่แตงกวาสด ข้าพเจ้าเคยฝึกรับประทานข้าวโพดกับมันฝรั่งสดๆ ข้าพเจ้าเป็นคนที่แม้กระทั่งเคยฝึกดื่มปัสสาวะสดๆ มาแล้ว ปัสสาวะสดๆ นั้นอร่อยมากจริงๆ
ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเล่นอยู่รอบๆ บ้านของครอบครัวคุณแม่ของข้าพเจ้าอยู่นั้น ข้าพเจ้าเห็นเถาวัลย์ยื่นออกมา ข้าพเจ้าจึงถามคนที่นั่นว่าเถาวัลย์พวกนั้นคืออะไร พวกเขาก็ตอบว่า มันเทศ ข้าพเจ้าก็ถามกลับไปว่า “มันเทศคืออะไร? ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย เขากินกันอย่างไร?” แล้วข้าพเจ้าก็ได้รับคำตอบว่า เขาขุดมันขึ้นมาแล้วเอาไปนึ่ง พอได้ยินเข้า ข้าพเจ้าก็เลยลองขุดมันขึ้นมานึ่งรับประทานดูเป็นครั้งแรก
อ้อ รสชาดของมันเทศนั้นนะหรือ! อร่อยมาก! ข้าพเจ้าก็เลยบอกพวกเขาว่าข้าพเจ้าจะรับประทานคนเดียวทั้งหมด แล้วข้าพเจ้าก็เอามันทั้งหมดใส่ตระกร้ากลับมาแล้วรับประทานมันจนเกลี้ยง นับจากปีนั้นเป็นต้นมา เมื่อใดก็ตามที่ถึงฤดูมันเทศ ข้าพเจ้าจะบอกกับคุณแม่ของข้าพเจ้าว่า “แม่จ๋า เดี๋ยวลูกจะกลับมานะจ๊ะ” แล้วข้าพเจ้าก็เดินมาราธอนระยะทางยี่สิบลี้เพื่อไปรับประทานมันเทศ
หากแช่ข้าวบาร์เลย์ที่ยังไม่ได้กะเทาะเปลือกไว้ในน้ำสักวันสองวันแล้วนำมาต้มจนสุก เมื่อเอาเมล็ดมาบี้ด้วยช้อน มันจะแบนออกไม่ติดช้อน แล้วเอามาคลุกกุกชูจัง(เครื่องปรุงชนิดหนึ่งของเกาหลี มีลักษณะคล้ายซอสมะเขือเทศ ทำจากพริก มีหลายสูตร) แล้วรับประทาน ข้าพเจ้ายังจำรสชาดของมันได้ พูดถึงแล้ว ตอนนี้ นึกอยากรับประทานมันขึ้นมาแล้วสิ (หัวเราะ)
ข้าพเจ้าจะสวมเสื้อผ้าและถุงเท้าที่ข้าพเจ้าถักด้วยตัวเองเสมอ เช่นตอนที่ข้าพเจ้ารู้สึกหนาว ข้าพเจ้าก็ถักแม้กระทั่งหมวก ข้าพเจ้าสอนวิธีถักให้กับพี่สาวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถักแม้กระทั่งถุงเท้าแบบเกาหลีให้กับคุณแม่ของข้าพเจ้า คุณแม่ของข้าพเจ้าบอกว่า “แม่คิดว่าลูกแค่ลองทำเล่นๆ ลูกทำอย่างไรถึงได้รูปร่างเป็นถุงเท้าได้? ขนาดของมันพอดีเปี๊ยบเลย”
ยังมีอีก ตอนที่ข้าพเจ้าไปเข้าห้องน้ำของวัดพุทธในชนบท ข้าพเจ้าเงี่ยหูฟังเสียงอุจจาระหล่นดู มันฟังดูเหมือนกับเสียงดนตรีอันไพเราะ ยิ่งสอดประสานกับเสียงกระดึงด้วยแล้วก็ยิ่งไพเราะมากขึ้น ข้าพเจ้าเคยนั่งนานถึงครึ่งชั่วโมงหรือชั่งโมงหนึ่ง หรือแม้กระทั่งสองชั่วโมงก็มี มันน่าสนใจมาก

2. นิสัยขี้สงสารที่มีมาแต่เกิด

น้ำตาของเด็กผู้ไร้เดียงสา

เมื่อเข้าอีกฤดูหนึ่ง ข้าพเจ้านำอาหารไปบดให้นกกิน ข้าพเจ้าขุดน้ำพุธรรมชาติให้นกกินด้วยความจริงใจแล้วพูดกับนกว่า “นกจ๋า! เจ้าต้องมากกินน้ำที่นี่นะ” แล้วพวกมันก็มากินน้ำกันจริงๆ พวกมันกินอาหารที่ข้าพเจ้านำไปให้พวกมัน และแม้ว่ามันจะเห็นข้าพเจ้าไปๆ มาๆ พวกมันก็มิได้บินหนีไปไหน มันเป็นธรรมชาติของพวกมันที่จะคุ้นเคยกับคน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าขุดบ่อดินเล็กๆ ขึ้น ข้าพเจ้าคิดว่าปลาจะอยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีน้ำ ข้าพเจ้าจึงนำปลามาปล่อยในบ่อ แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็มาดูมัน ข้าพเจ้ากลับพบว่าปลาทุกตัวออกมาตายนอกบ่อ เมื่อข้าพเจ้ามองดูปลาที่ตายแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ดีเลย แทนที่ข้าพเจ้าจะคิดว่า “ทำไมพวกเจ้าจึงตาย?” ข้าพเจ้ากลับคิดว่า ”ฉันพยายามอย่างดีที่สุดที่จะให้เจ้ารอดแล้ว แต่ทำไมเจ้ายังตายอีก?” ข้าพเจ้าคิดเช่นนี้โดยที่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าทำไมพวกปลาถึงได้พากันตาย เมื่อข้าพเจ้าลองมาทบทวนดู ข้าพเจ้าก็พบว่า ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีหัวใจ แม้แต่กับปลา ข้าพเจ้าก็ยังคิดว่า ”อนิจจาเอ๋ย! ฉันคิดว่าแม่ของพวกเจ้าคงต้องร้องไห้เป็นแน่” ข้าพเจ้ากมองดูปลาแล้วก็ร้องไห้ออกมาเอง ข้าพเจ้าบอกกับมันว่า “ฉันร้องไห้ให้กับพวกเจ้า”
ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก คุณพ่อของข้าพเจ้าไม่ชอบที่ต้องคอยไล่สุนัข แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อนบ้านเองกลับเป็นผู้ที่บอกให้คุณแม่ของข้าพเจ้าจับสุนัขที่ข้าพเจ้ารักที่สุดไว้ เมื่อข้าพเจ้ากลับจากโรงเรียน ข้าพเจ้าก็พบว่าพวกเขาจับสุนัขของข้าพเจ้าแขวนเอาไว้ แม้ว่ามันแน่นิ่งเกือบจะตายอยู่แล้วก็ตาม แต่เมื่อมันเห็นข้าพเจ้า มันก็ยังดูมีความสุขที่ได้เห็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากอดมันทั้งๆ ที่มันยังถูกแขวนเอาไว้แล้วน้ำตาก็ไหลพรากออกมา เมื่อข้าพเจ้าคิดทบทวนสิ่งนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า มนุษย์ ไว้ใจไม่ได้ ผิดกับสุนัข
ข้าพเจ้าไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้สึก ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีหัวใจลึกซึ้ง ตาของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยน้ำตา ข้าพเจ้าเป็นคนขี้สงสาร ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก แม้กระทั้งเมื่อข้าพเจ้าต่อสู้กับคนขี้รังแกที่มารังควานเพื่อนของข้าพเจ้าจนเสื้อผ้าของคนขี้รังแกคนนั้นขาด ข้าพเจ้าก็ยังถอดเสื้อของข้าพเจ้าให้เขา ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีหัวใจแบบนั้น

ช่วยเหลือครอบครัวที่ตกยาก

มันอาจเป็นนิสัยของข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าเห็นขอทานที่หนาวจนตัวแข็งเดินผ่านไป คืนวันนั้น ข้าพเจ้าก็จะกินไม่ได้นอนไม่หลับ โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าเป็นคนแบบนั้น ข้าพเจ้าต้องขอให้คุณพ่อกับคุณแม่ของข้าพเจ้าพาขอทานคนนั้นเข้ามาในบ้านของเราและเลี้ยงอาหารเขาจนอิ่มหนำ ท่านไม่คิดหรือว่าพระเจ้าจะทรงรักข้าพเจ้าเพราะบุคลิกลักษณะเช่นนี้เช่นนี้ของข้าพเจ้า?
หากข้าพเจ้าได้ยินข่าวลือว่ามีเพื่อนบ้านบางคนกำลังอดอยาก คืนนั้น ข้าพเจ้าก็จะไม่เป็นอันหลับอันนอน และแล้ว ข้าพเจ้าก็ถามคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าว่า “เราจะช่วยเขาได้อย่างไร?” คุณพ่อกับคุณแม่ของข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ลูกจะเลี้ยงดูคนทั้งหมู่บ้านนะหรือ?” แต่ข้าพเจ้าจะแอบเอาข้าวที่เหลือไปให้คนที่กำลังอดอยากโดยไม่บอกคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้า
ในเดือนมีนาคม เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ชาวหมู่บ้านต่างพากันเตรียมงานฉลอง แต่สำหรับคนยากจนแล้ว แม้ว่าเขาอยากรับประทานข้าวหรือขนมต๊อกก็ตาม แต่พวกเขาจะสามารถจัดหาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมาได้หรือเปล่า? พวกเขาไม่มีอะไรเลย ข้าพเจ้าขโมยเนื้อและข้าวที่ใช้ทำขนมต๊อกมาแล้วนำไปแจกให้คนจนเหล่านั้น
เมื่อข้าพเจ้าได้รู้ถึงสภาพที่ยากแค้นของคนในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าก็จะนำอาหารไปให้กับผู้ที่ยากไร้ และบางครั้งก็ให้กับคนที่พึ่งคลอดลูกแต่ไม่มีข้าวและสาหร่ายทะเลสำหรับรับประทาน
ตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุได้สิบเอ็ดขวบ ข้าพเจ้าบอกคุณพ่อของข้าพเจ้าให้ทราบว่า ข้าพเจ้าจะขายข้าวสักกระสอบ (หนักประมาณสิบแปดกิโลกรัม) เพื่อช่วยนั่นช่วยนี่ ถึงขณะนี้ ข้าพเจ้าก็ยังจำความรู้สึกของการแบกกระสอบข้าวเดินไปเป็นระยะทางร่วมยี่สิบลี้ได้ดี ข้าพเจ้าควรใช้เชือกช่วยในขณะที่แบกกระสอบข้าว แต่ข้าพเจ้าแบกมันไปด้วยหลังเปล่า หัวใจของข้าพเจ้าเต้นรัว (คุณพ่อที่แท้จริงหัวเราะ) หัวใจของข้าพเจ้าเต้นเร็ว และข้าพเจ้าต้องร้อง “อึซ! อึซ!” ออกมาหลายครั้ง ข้าพเจ้ายังจำสิ่งนั้นได้จนบัดนี้ ข้าพเจ้าคงไม่ลืมสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่จะไปในหนทางของแผนการของพระเจ้า
ในเวลานั้น ครอบครัวของข้าพเจ้าไม่ยากจนขนาดนั้น เราไปเก็บน้ำผึ้งกันได้น้ำผึ้งมาหลายถัง ในแถบชนบท มีบางแห่งที่ไม่มีแสงสว่างเนื่องจากพวกเขาไม่มีน้ำมันจุดตะเกียง กรณีแบบนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถให้น้ำมันเชื้อเพลิงแก่พวกเขาได้ แต่ข้าพเจ้าให้เทียนแก่พวกเขาแทน เพื่อว่า อย่างน้อย พวกเขาก็สามารถได้แสงสว่างจากเทียนบ้าง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทำเช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังไม่ยอมหยุด เป็นเพราะหัวใจของข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจ ดังนั้น ที่บ้านมีเท่าไร ข้าพเจ้าก็เอามาแจกหมด ข้าพเจ้าพยายามหาไปให้พวกเขาวันแล้ววันเล่า ในเวลานั้น ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะตอนนั้น ข้าพเจ้ายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ ข้าพเจ้าจึงถูกคุณพ่อดุเข้าอย่างแรง (หัวเราะ)
ครอบครัวของข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์แบบนี้กับเพื่อนบ้านในหมู่บ้านบ้านเกิดของข้าพเจ้า มีเพียงคนตระกูลมูนเท่านั้นในหมู่บ้านหรือเปล่า? ไม่ มีคนอื่นอาศัยอยู่ในหมู่บ้านด้วย เช่น ครอบครัวลี ครอบครัวคิม บรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายของต่างพยายามกีดกันคนอื่นๆ ออกไปเพราะว่าตระกูลมูนเป็นกลุ่มใหญ่ในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อของข้าพเจ้าหรือคุณปู่ของข้าพเจ้าไม่ให้คนอื่นยืมอะไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะเอาสิ่งนั้นไปให้คนที่มายืมอยู่เสมอ

จิตวิญญาณอันแกร่งกล้ากับความขี้สงสาร

เมื่อเพื่อนผู้ยากจนคนหนึ่งของข้าพเจ้านำกล่องอาหารกลางวันที่มีเพียงข้าวฟ่างกับข้าวสาลีที่สุกแล้วเท่านั้นมารับประทาน ข้าพเจ้าไม่สามารถรับประทานอาหารของข้าพเจ้าเองตามลำพัง ข้าพเจ้าแลกกล่องข้าวของข้าพเจ้ากับเพื่อนคนนั้นและรับประทานมัน หากคุณแม่หรือคุณพ่อของเพื่อนข้าพเจ้าป่วยแต่ไม่มีเงินไปโรงพยาบาล ข้าพเจ้าก็จะไปหาคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าแล้วขอด้วยน้ำตาให้ช่วยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้กับคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อน ข้าพเจ้าขอคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าว่า “คุณพ่อคุณแม่จะจ่ายหรือไม่จ่าย?” หากได้รับคำตอบว่าไม่ ข้าพเจ้าก็จะประกาศลั่นว่า “โปรดทราบ ลูกจะขายสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะว่าลูกจำเป็นต้องได้เงินนั้น”
นอกจากนี้ หากท่านไปในแถบชนบท พวกเขามักจะทำขนมต๊อกชนิดที่เรียกว่า บอมบ๊อกต๊อก (ลักษณะคล้ายขนมข้าวเหนียวแดง แต่ทำจากเมล็ดข้าวหลายๆ ชนิด) แล้วเก็บไว้ในหม้อนึ่ง พวกเขาจะยกหม้อนึ่งขึ้นวางไว้บนที่สูงหรือแขวนไว้เแบบนี้เพื่อให้ห่างสุนัขและแมว ตอนฤดูหนาว มันจะเย็นจนแข็งทั้งหมดเลย
หากท่านนำขนมต๊อกที่เย็นจนแข็งมาไว้ใต้ฝาหม้อหุงข้าวขณะกำลังหุงข้าว มันจะนิ่มและนุ่ม แล้วคนแก่ก็จะนำมาแจกพวกเด็กๆ เราทำขนมต๊อกเหล่านั้นสำหรับรับประทานเป็นเดือน แต่มันหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่วัน มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา จริงๆ แล้ว ข้าพเจ้าช่วยเพื่อนๆ และคนอื่นๆ มากมาย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าพเจ้าจึงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนทั่วไปไม่เพียงแต่เฉพาะคนในหมู่บ้านเท่านั้น แต่ข้าพเจ้าคุ้นเคยกับคนทั้งหลายที่อยู่ในรัศมี 10 ลี้รอบบ้านของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทราบเป็นอย่างดีว่าพวกขาเป็นอย่างไรและมีความเป็นอยู่อย่างไร
เมื่อข้าพเจ้ามีอายุได้สิบสองปี ข้าพเจ้าเก่งในเรื่องการพนัน หลังจากผ่านไปสามเกมส์ ข้าพเจ้าจะได้เงินทั้งหมด หลังจากเกมส์แรก ข้าพเจ้าจะได้เงิน 120 วอน ในสมัยนั้นซึ่งยังเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น เงิน 120 วอน เป็นเงินก้อนใหญ่ ในสมัยนั้น ค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัย ปีละประมาณ 80 ถึง 120 วอน วัวตัวหนึ่งซื้อขายกันที่ประมาณตัวละ 70 ถึง 80 วอน ข้าว 1 มาร (เท่ากับ 18 ลิตรตวง) ราคา 1 วอน 10 จอน (100 จอน เท่ากับ 1 วอน) เพื่อเด็กยากจนที่น่าสงสารในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าแทงพนันได้ในตาสุดท้าย และใช้เงินที่ได้นั้นซื้อขนมโจชองแบบยกลัง (ขนมโจชอง มีลักษณะคล้ายน้ำผึ้ง รสหวาน ทำจากมันเทศ โดยนำมันเทศมาต้มจนเคี่ยว) มาแจกให้เด็กๆ รับประทานกัน
อย่างไรก็ตาม คุณลุงของข้าพเจ้าเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก เขาปลูกสวนแตงโมไว้ข้างๆ ถนนที่เด็กๆ ในหมู่บ้านเดินผ่านกันเป็นประจำ คุณลุงของข้าพเจ้าสร้างคอกกั้นไว้กันขโมย และก็ไม่เคยให้แตงโมกับเด็กๆ เลย ดังนั้น อยู่มาวันหนึ่ง ข้าพเจ้าชวนเด็กๆ ว่า “ใครอยากรับประทานแตงโมก็ให้มาพร้อมกับกระสอบ” พอถึงเที่ยงคืน ข้าพเจ้าก็บอกให้พวกเด็กๆ ช่วยกันเก็บแตงโมทั้งหมด (หัวเราะ) แล้วข้าพเจ้าก็กองมันไว้ในบริเวณพุ่มไม้ แล้วนัดเด็กทุกคนให้มารับประทานแตงโม ทุกคนก็มาพร้อมกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางแล้วรับประทานแตงโมกันจนพุงกาง หลังจากนั้นก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ไม่มีใครอีกแล้วที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้นอกจากข้าพเจ้า (หัวเราะ)
ข้าพเจ้ามีข้อตกลงกับสามีของน้องสาวข้าพเจ้าว่า เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไปหา ไม่ว่าข้าพเจ้าจะเอาเงินจากกระเป๋าสตางค์ของพวกเขาไปใช้เท่าไรก็ตาม พวกเขาก็จะยอม พวกเขาเชิญให้ข้าพเจ้าไปบ้านของพวกเขาบ่อยๆ เมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยมพวกเขาตามสัญญา ข้าพเจ้าก็สามารถเอาเงินไปได้ตามต้องการ ข้าพเจ้าซื้อขนมต่างๆ ไปแจกให้กับเด็กยากจนในหมู่บ้าน นี่ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย

3. วิญญาณนักสู้ยอดทรหดและการยืนกรานในความชอบธรรมที่มีต่อสิ่งที่ถูกต้อง

หากข้าพเจ้าได้เริ่มต้นร้องไห้ขึ้นมาเมื่อใด ข้าพเจ้าจะร้องแม้กระทั่งเป็นชั่วโมง ชื่อเล่นของข้าพเจ้าก็คือ “ฮารุอูรรี (เด็กที่ร้องไห้ทั้งวัน)” พวกเขาตั้งชื่อเล่นให้ข้าพเจ้าแบบนี้ก็เพราะข้าพเจ้าจะเลิกร้องไห้หลังจากร้องไห้แล้วทั้งวัน ชายชรากับหญิงชราข้างบ้านต่างโผล่มาดูข้าพเจ้าร้องไห้ ตอนที่ข้าพเจ้าร้องไห้นั้น ข้าพเจ้าจะส่งเสียงดังลั่นทั้งหมู่บ้านขนาดที่สามารถปลุกคนที่กำลังหลับให้ตื่นขึ้นมาได้
ตอนที่ข้าพเจ้าร้องไห้ ข้าพเจ้ามิได้เพียงแค่สะอื้นเท่านั้น ข้าพเจ้าจะร้องอย่างต่อเนื่องราวกับว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้น ลำคอและเสียงของข้าพเจ้าก็เลยแข็งแรง แต่หลังจากที่ร้องแบบนั้น ข้าพเจ้าก็เลยเสียงหาย (หัวเราะ) นอกจากนี้ ข้าพเจ้ามิได้เพียงแค่นั่งร้องเท่านั้น ข้าพเจ้ากระโดดขึ้นลงจนทำให้มีแผลตามตัว แล้วก็มีเลือดออกจนนองห้อง ตอนนี้ท่านคงเข้าใจได้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนอย่างไร
นอกจากนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่เคยยอมแพ้ใคร แม้กระดูกจะหัก หรือแม้จะต้องตาย ข้าพเจ้าก็จะมิยอมแพ้เป็นอันขาด ก่อนวัยที่ข้าพเจ้าพอจะรู้ประสา หรือพูดอีกอย่าง ก่อนที่ข้าพเจ้าจะถึงวัยดรุณนั้น หากมันเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นความผิดพลาดของคุณแม่ของข้าพเจ้าเอง แต่เธอกลับมาดุข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะตอบโต้ว่า “ไม่ใช่!” หากมีคนบอกข้าพเจ้าว่าอย่าดื้อดึงไปเลย ยอมรับเสียก็หมดเรื่อง ข้าพเจ้าก็จะเผชิญหน้าต่อสู้กับคนๆ นั้น ท่านไม่คิดหรือว่านั่นมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ? มีครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าถูกตีเสียจนน่วม แต่กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ยอมแพ้
แม้กับคุณปู่ของข้าพเจ้าเป็นแบบนี้เช่นกัน ข้าพเจ้าเคยเถียงคุณปู่ของข้าพเจ้า ตอนที่คุณปู่ของข้าพเจ้าพยายามจะสอนข้าพเจ้า คุณปู่จะต้องถือแป๊บไว้ในมือด้วย ดังนั้น ข้าพเจ้าก็เลยพูดออกไปว่า “ตอนคุณปู่ดุหลาน คุณปู่ต้องถือแป๊บไว้ในมือด้วยหรือจ๊ะ? นั่นเป็นประเพณีของตระกูลเราหรือเปล่า?” ข้าพเจ้ายอกย้อนคำพูดของคุณปู่ของข้าพเจ้าแบบนี้ มันทำเอาคุณปู่พูดอะไรไม่ออกไปเลย ตอนแรก คุณปู่ประมาณหลานตัวกระจ้อยคนนี้ต่ำไป แต่หลังจากนั้น คุณปู่ก็พูดออกมาว่า “เจ้าพูดถูก ฉันควรทิ้งมันไปเสีย” ดังนั้น นับตั้งแต่ข้าพเจ้ามีอายุได้สิบสองขวบเป็นต้นมา ข้าพเจ้าสามารถควบคุมทั้งคุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ และพี่ๆ น้องๆ ได้ทั้งหมด
ตอนที่คุณย่าของข้าพเจ้ากำลังหลับอยู่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปนอนลงข้างๆ แล้วก็ค่อยๆ จับหัวนมของคุณย่าแล้วดูด แต่อย่างไรก็ตาม คุณย่าก็ไม่ได้พูดว่า “ไปไกลๆ เจ้าหนูน้อย” แต่เธอกลับตบเบาๆ ที่ตะโพกของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็ล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมาจากระเป๋าของคุณย่า รู้สึกว่าจะเป็นเงินกระมัง (หัวเราะ) หากคุณย่าเหลียวมาเห็นเข้า ข้าพเจ้าก็จะจ้องตาคุณย่า ทำยิ้มๆ แล้วก็เอามันใส่กระเป๋าของข้าพเจ้า คุณย่าของข้าพเจ้าชอบพฤติกรรมของข้าพเจ้า แม้ว่าเธอจะดุข้าพเจ้าอยู่บ้างบางครั้งก็ตาม (หัวเราะ) ยังมีอีก เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไปนอกบ้านกลับมา ข้าพเจ้าจะไปหาคุณแม่เสมอ แล้วทำตัวเป็นเด็กๆ บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าดูดนมของคุณแม่ ตอนที่ข้าพเจ้าดูดนมคุณแม่ คุณแม่ก็จะพูดว่า “เด็กบ้า แม่จั๊กจี๊นะ!” แต่เธอก็ชอบ (หัวเราะ)

วิญญาณนักสู้

เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก หากข้าพเจ้าไปชกต่อยกับใครแล้วข้าพเจ้าไม่สามารถทำให้เขายอมแพ้ได้ ข้าพเจ้าจะนอนไม่หลับไปสามสี่เดือน ข้าพเจ้าก็จะไม่ปล่อยครอบครัวของเขาไปง่ายๆ จนกว่าพ่อแม่ของเขาจะยอมแพ้ด้วย ข้าพเจ้าเป็นคนประเภทกลัวแพ้เป็นที่สุด ข้าพเจ้าแพ้ไม่เป็น ข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะ ข้าพเจ้าไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าแพ้
คนทั้งหลายต่างพูดว่า “ลูกชายคนเล็กของครอบครัวที่มาจากโอซันคนนี้ เมื่อตัดสินใจอะไรแล้ว เขาก็จะทำมันอย่างหัวปักหัวปำ” หากข้าพเจ้าเอ่ยปากว่าจะเผาบ้านแล้วข้าพเจ้าก็จะเผาจริง หากข้าพเจ้าเอยปากว่าจะตัดเสาบ้านด้วยขวานแล้วข้าพเจ้าก็จะตัดจริง หากข้าพเจ้าเอ่ยปากว่าจะล้มวัวแล้วข้าพเจ้าก็จะล้มวัวจริง เมื่อข้าพเจ้าได้เอ่ยปากไปแล้วว่าจะทำอะไรข้าพเจ้าก็จะทำสิ่งนั้น คนทั้งหลายต่างรู้เรื่องนี้ดี ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าได้ออกตัวแล้วละก็ มันก็ไม่มีหนทางใดนอกจากจะต้องยอมแพ้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจะรู้สึกพึงพอใจเมื่อทั้งสามชั่วอายุคนของเขาซึ่งรวมทั้งปู่ย่าของเขายอมแพ้ข้าพเจ้า
ตอนที่ข้าพเจ้าอายุแปดขวบ หากข้าพเจ้าถูกใครทำร้าย ข้าพเจ้าก็ทำให้ครอบครัวของคนที่ทำร้ายข้าพเจ้าทั้งครอบครัวยอมแพ้ข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าเอ่ยปากว่าจะเผาแล้วข้าพเจ้าก็จะเผาจริง ข้าพเจ้าไม่รู้ตัวเลยว่าข้าพเจ้าเองเป็นคนน่ากลัวเพียงใด ลองดูตาข้าพเจ้าสิ มันเหมือนกับตาของตัวตุ่น ท่านคิดว่าตาแบบนี้จะเห็นท้องฟ้าได้หรือเปล่า? (คุณพ่อหัวเราะ)
มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีคนทำให้จมูกของข้าพเจ้าเลือดออกแล้วหนีไป ข้าพเจ้าก็เลยไปเฝ้าหน้าบ้านของเจ้าหมอนั่นถึงสามสิบวัน และในที่สุด พ่อแม่ของเจ้าหมอนั่นก็เอาขนมต๊อกให้กับข้าพเจ้าหนึ่งหม้อนึ่ง ข้าพเจ้าก็รับแล้วกลับบ้าน (หัวเราะ)
ในสมัยนั้น คนรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้าจะเล่น ถักจีชีกี (เกมส์ชนิดหนึ่งที่เด็กๆ เล่นกัน)ท่านรู้จักถักชีจีกีไหม? (“รู้จัก”) ข้าพเจ้าเล่นเก่ง นอกจากนี้ก็ยังมี ทนชีกี (เกมส์ชนิดหนึ่งที่เด็กๆ เล่นกัน) ท่านจะต้องทอยเหรียญใส่ผนังของหลุมที่ขุดขึ้นแล้วมันก็จะไปตกที่ต่างๆ เหรียญที่ไปได้ไกลที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ข้าพเจ้าเคยเล่นขุดหลุมทอยเหรียญมาแล้ว ข้าพเจ้าได้แชมป์ด้วย
ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าเล่นงัดข้อกับเด็กรุ่นเดียวกันกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เคยแพ้ ข้าพเจ้าไม่เคยงัดข้อแพ้ ถ้าผู้ชายเล่นมวยปล้ำมากๆ เขาจะได้รับประโยชน์มาก ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ? (หัวเราะ) จะยกตัวอย่างให้ฟัง มีเด็กคนหนึ่งในหมู่บ้านของข้าพเจ้าที่แก่กว่าข้าพเจ้าอยู่สามปี วันหนึ่ง ข้าพเจ้าปล้ำกับกับเจ้าหมอนี่ แต่ข้าพเจ้าแพ้ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าคนที่เคยมีอยู่ในแถบชนบทจะเข้าใจ เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ต้นอาคาเซียก็จะดูดน้ำ หากท่านลอกเปลือกมันออก มันก็จะลอกหลุดออกไปทั้งต้นเหมือนกับต้นสน เปลือกที่ลอกออกจากต้นอาคาเซียนั้นเหนียวมาก ข้าพเจ้าปล้ำกับต้นอาคาเซีย พลางก็พูดว่า “แกเอ๋ย! ข้าจะไม่กินอะไรจนกว่าจะได้นั่งทับแก” หกเดือนต่อมา หลังจากที่โค่นเจ้าหมอนั่นลงได้แล้วได้ขึ้นนั่งทับเขา ข้าพเจ้าจึงจะหลับลง ก่อนหน้านั้น ข้าพเจ้าแทบลืมกินลืมนอน ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีความตั้งใจขนาดนั้น

สำนึกอันมั่นคงในความยุติธรรม

ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าจะมีเรื่องชกต่อยอยู่บ่อยๆ ไม่ที่นี่ก็ที่นั่น หากข้าพเจ้าผ่านไปเห็นเด็กโตชกเด็กเล็กในหมู่บ้านข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะเข้าไปสู้แทนเด็กเล็ก
นอกจากนี้ หากข้าพเจ้าเดินไปตามถนนแล้วผ่านไปเห็นคนสู้กัน ข้าพเจ้าจะคอยดูอยู่พักหนึ่ง หากคนไม่ดีเป็นฝ่ายชนะ ข้าพเจ้าก็จะเข้าไปสู้แทนฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำ ข้าพเจ้าจะโผล่เข้าไปแล้วพูดว่า “นี่แหนะแก! แกผิดไปแล้ว” หากข้าพเจ้าคิดว่ามันชอบธรรมแล้วละก็ คนอย่างข้าพเจ้าก็จะสู้ตาย คนในหมู่บ้านต่างกลัวข้าพเจ้ากันไปหมด หากมีใครในหมู่บ้านชอบคุยโว ข้าพเจ้าก็จะหยิกท้องปู่ของเจ้าหมอนั่นแบบนี้แล้วถามว่า “ปู่เป็นคนสอนหลานให้ทำแบบนี้ ใช่ไหม?” ข้าพเจ้าก็เลยโด่งดังมาก
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะอายุสิบขวบ เด็กทุกคนที่อยู่ในรัศมี 20 ลี้รอบหมู่บ้านของข้าพเจ้าล้วนเป็นพรรคพวกของข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าเอ่ยปากขึ้นมาว่า “เฮ้ย ข้าจะไปหมู่บ้านแกวันนั้นวันนี้” แล้วข้าพเจ้าก็พาเด็กทั้งหมดยกพวกไปตี เราเล่นเกมส์กันแบบนี้ด้วย หากมีเด็กถูกทำร้ายมาร้องไห้กับข้าพเจ้าแล้วบอกว่าใครเป็นตัวการแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็ไปหาเจ้าหมอนั่นด้วยตัวเองเลยคืนนั้น ไม่ต้องนอนกันแล้ว! พอข้าพเจ้าไปถึงก็เรียกเขาให้ออกมาแล้วท้วงเขาว่า “นี่แหนะแก! แกเป็นคนทำร้ายเด็กคนนั้นใช่ไหม? แกทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว? … ”
เมื่อมีชายหนุ่มแซวผู้หญิงที่ผ่านไปผ่านมา ข้าพเจ้าก็จะเข้าไปประจัญหน้ากับเขาแล้วถามว่า “นี่แหนะแก แกจะทำแบบนี้ไหมถ้าเธอเป็นน้องสาวของแก?”
ในสมัยนั้น มีคนๆ หนึ่งชื่อ กวังสุค เขาเป็นคนที่ตาเขดูน่าเกลียด แต่เขาเป็นญาติคนหนึ่งของข้าพเจ้า เมื่อใดก็ตามที่มีงานเลี้ยงในบ้านของข้าพเจ้า เช่นงานฉลองอายุครบห้ารอบ เขาก็จะมานั่งพร้อมกับถือตะเกียบกับช้อนไว้ในมือของเขาเสมอ สมัยนั้น เมื่อใดก็ตามที่มีงานเลี้ยง เมื่อนั้นก็มักจะมีจานไม้ไว้เสริฟขนมต๊อกเสมอ ข้าพเจ้าฟาดเขาด้วยจานไม้อย่างแรง เพราะว่า การที่เขาเข้ามาในงานเลี้ยงแบบนี้นั้น มันดูไม่เป็นมงคลเลย ตอนนั้น ข้าพเจ้าพึ่งจะแปดขวบเอง แม้จะล่วงเลยมาขนาดนี้แล้วก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี เขาเป็นญาติคนหนึ่งที่แก่กว่าข้าพเจ้ามาก แม้ข้าพเจ้าจะฟาดเขาแบบนั้นแล้ว เขาก็ยังแอบเข้ามานอนในห้องอีก ข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า “ยังมาแอบนอนที่นี่อีกหรือ” แล้วข้าพเจ้าก็กระชากคอเขาขึ้นมาแล้วถีบเขาคว่ำจนเลือดกำเดาไหล แล้วข้าพเจ้าบอกเขาว่า “ฉันจะไปเผาบ้านของแก” ทุกคนทราบดีว่า หากข้าพเจ้าบอกว่าจะเผาบ้านใครแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็จะเผาจริงๆ ครอบครัวของเขาก็เลยเข้ามาขอให้ข้าพเจ้ายกโทษให้เขา ข้าพเจ้าก็เลยยกโทษให้เขา ข้าพเจ้าเป็นคนแบบนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถอดทนได้หากข้าพเจ้าเห็นเรื่องแบบนี้
ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีลักษณะใจร้อนและดื้อ หากข้าพเจ้าคิดว่ามันถูก ข้าพเจ้าไม่เคยมัวรีรอ ข้าพเจ้าจะไม่ไปนอนหากไม่ได้ทำให้สิ่งที่ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ดำเนินไป เพราะหากข้าพเจ้าไม่ทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จะนอนไม่หลับ แล้วข้าพเจ้าควรทำอะไร? ข้าพเจ้าจะขูดขีดกำแพง หนึ่งครั้ง สองครั้ง… จนข้าพเจ้าลืมมันไปได้ ข้าพเจ้าขูดขีดกำแพงจนกำแพงสึก

เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนเกิดการบุกรุก

ตอนที่ข้าพเจ้าอายุได้สิบสองปี ข้าพเจ้าเห็นหลุมของคุณทวดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าประหลาดใจมากเมื่อเห็นว่าหลุมถูกขุด และศพก็ถูกย้ายไปที่อื่น ข้าพเจ้าคิดว่า “เมื่อคนเราตาย ทุกคนก็จะเป็นแบบนั้น ทั้งดวงตาและเนื้อหนังหายไปหมด เหลือแค่กระดูกเท่านั้น” ทุกท่านคงเคยเห็นโครงกระดูกใช่ไหม? เมื่อข้าพเจ้าเห็นโครงกระดูก ข้าพเจ้าจะรู้สึกว่า “โอ้ นั่นคือกระดูกของมนุษย์นะหรือ?” คุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้ากับคุณปู่คุณย่าของข้าพเจ้าเคยเล่าให้ฟังว่าคุณทวดมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เมื่อมองดูกระดูก เขาดูน่ากลัว ข้าพเจ้าคิดว่า “หากพ่อแม่ฉันดูน่ากลัวแบบนี้ด้วยละก็ ฉันก็คงจะต้องดูน่ากลัวแบบนี้เหมือนกัน” ข้าพเจ้ารู้สึกปวดร้าวในเรื่องเหล่านี้มาก
ข้าพเจ้าจะอยู่โดยไม่รู้อะไรไม่ได้ หากคนแก่ในหมู่บ้านเสียชีวิต ข้าพเจ้าก็จะต้องถามว่า ทำไมเขาถึงตาย หากข้าพเจ้าไม่ทราบว่าทำไมเขาถึงตาย ข้าพเจ้าก็อยากรู้อยากเห็นขนาดไปถามถึงที่ฝังเลยว่าคนแก่คนนี้ถึงตายอย่างไร ดังนั้น ข้าพเจ้าก็เลยทราบความเป็นไปทุกอย่างในหมู่บ้านอย่างชัดเจน
ข้าพเจ้าจะอยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างมาก เมื่อข้าพเจ้าไปเห็นคนแก่ที่อีกหมู่บ้านขนอุจจาระไปทิ้ง ข้าพเจ้ามิได้แค่ผ่านไปเฉยๆ ทุกคนปิดจมูกของเขาหมดเพราะกลิ่นเหม็น แต่ข้าพเจ้าสงสัยว่าจมูกของคนแก่คนนั้นเป็นอย่างไร ทำไมเขาจึงไม่รู้สึกเหม็น? ข้าพเจ้าอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก ข้าพเจ้าคิดว่ามันแปลกดี ข้าพเจ้าก็เลยเข้าไปถามดู
ตอนที่คุณแม่ของข้าพเจ้าเอาแอปเปิลหรือแตงโมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะถามเสมอว่าคุณแม่ได้มันมาจากที่ไหน คุณแม่ก็จะบอกข้าพเจ้า “จากไหนหรือ? พี่ชายลูกซื้อมันมากที่อื่น” ข้าพเจ้าก็จะถามกลับไปว่า “จากสวนไหน? และตอนที่ซื้อมันมาจากสวน ผู้ชาย หนุ่มหรือแก่ หรือผู้หญิงเป็นคนเก็บ?” ข้าพเจ้าจะอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเหล่านี้
ข้าพเจ้ามีพี่สาวและน้องสาวหลายคน ทั้งหมดมีหกคน มีผู้หญิงหกคนในครอบครัวของข้าพเจ้า และทุกคนก็มีกระสอบคนละใบ(หัวเราะ) เราทุกคนอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่ว่าทุกคนมีกระสอบของตัวเอง กระสอบของพี่สาวของข้าพเจ้าใบใหญ่ที่สุด มันใหญ่เท่านี้ ส่วนของคนอื่นๆ ที่เหลือก็มีขนาดเล็กลงลดหลั่นกันตามอายุ กระสอบของข้าพเจ้ามีขนาดกลางๆ การแอบดูว่ามีอะไรอยู่ในกระสอบนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก (หัวเราะ) หากท่านมองเข้าไปในรังหนู ท่านจะเห็นทะลุปรุโปร่ง กระสอบของพี่สาวและน้องสาวของข้าพเจ้าก็คล้ายๆ แบบนั้น

4. เด็กชายนักจับคู่อายุแปดขวบที่เป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คน

ตอนข้าพเจ้ายังเล็ก หากข้าพเจ้าเปรยว่าวันนี้ฝนจะตก มันก็ตก หากข้าพเจ้าเปรยว่าจะมีคนตายในหมู่บ้านภายในสัปดาห์นี้ หญิงชราที่มาจากหมู่บ้านเหนือขึ้นไปก็มาตายลงจริงๆ มีอยู่หลายครั้งที่เป็นแบบนี้
ข้าพเจ้าไม่เหมือนใครอยู่แล้ว ขณะกำลังอยู่ในหมู่บ้านของข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าพูดขึ้นมาว่า “คนแก่คนนั้นคนนี้ในครอบครัวนั้นครอบครัวนี้ที่อยู่หมู่บ้านถัดขึ้นไปกำลังรู้สึกไม่ค่อยดี เขาจะป่วยในไม่ช้า” และแล้ว มันก็เป็นอย่างที่ข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้าทราบทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ข้าพเจ้ามีอายุได้แปดขวบ ข้าพเจ้าก็เป็นแชมป์ในการจับคู่แล้ว (หัวเราะ) เมื่อใครเอารูปมาให้ข้าพเจ้าดู หากข้าพเจ้าพยากรณ์ว่า “หากทั้งสองแต่งงานกัน พวกเขาจะไปด้วยกันได้ดี” มันก็จะเป็นอย่างที่ข้าพเจ้าพูด
หากข้าพเจ้าดูรูปแล้วโยนทิ้ง มันก็ไม่ดี แต่หากข้าพเจ้าวางมันลง มันก็จะดี หากข้าพเจ้าโยนรูปทิ้งแล้ว พวกเขายังแต่งงานกันอีก ชะตาชีวิตของพวกเขาก็จะไม่ดีอย่างไม่รู้จักจบสิ้น อะไรต่ออะไรก็จะไม่ดีไปหมด แต่ทุกคนที่ข้าพเจ้าวางรูปลง หลังจากแต่งงานกันแล้ว ทุกคู่ล้วนมีบุตรและมีชีวิตที่ดี ข้าพเจ้าทำแบบนี้มาตั้งแต่อายุแปดขวบ ถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ปาเข้าไปเกือบแปดสิบแล้ว ดังนั้น ถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าก็กลายเป็นมืออาชีพไปแล้ว ใช่ไหม? แค่เห็นแว๊บเดียวข้าพเจ้าก็รู้แล้วว่าคนๆ นั้นเป็นอย่างไร ยิ่งได้เห็นท่านั่งและรอยยิ้มด้วยแล้ว ข้าพเจ้าก็จะรู้พุงรู้ไส้คนๆ นั้นเลยทีเดียว

การคาดคะเนกันภายในตระกูลมูน

ข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนน้องในครอบครัวที่มาจากโอซัน (โอซัน คือ บ้านเกิดของคุณแม่ของคุณพ่อที่แท้จริง) ข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนที่สอง ข้าพเจ้าเกิดขึ้นมาเป็นบุคคลอันเป็นที่รักของสวรรค์ผู้ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยให้รอดและเป็นที่ภาคภูมิใจในตระกูลมูน ลองถามใครดูก็ได้ ทุกคนรู้
ไม่เพียงครอบครัวของข้าพเจ้าเท่านั้น แม้แต่ครอบครัวของคุณลุงข้าพเจ้าก็เอาใจใส่ข้าพเจ้ามากกว่าลูกของคุณลุงเองเสียอีก “ไหน ยองซัน! ยองซันที่ร้องเพลงได้ไพเราะอยู่ที่ไหน?” คุณแม่ของยองซันก็คือคุณป้าของข้าพเจ้า แต่คุณป้ารักข้าพเจ้ามากกว่าลูกของคุณป้าเองเสียอีก ตอนที่กลับจากโรงเรียนมา แม้ว่าลูกของคุณป้าจะขอให้คุณป้าซื้อขนมให้ แต่คุณป้าก็ไม่ซื้อให้ คุณป้ากลับรวบรวมเงินเหล่านั้นแล้วใส่เงินนั้นไว้ในกระเป๋าหลังของข้าพเจ้าโดยที่ข้าพเจ้าก็ไม่ทันสังเกต หลังจากข้าพเจ้าพบเงินเข้า ข้าพเจ้าก็ถามขึ้นว่า “นี่อะไรหรือ?” คุณป้าก็ตอบว่า “นี่อะไร นั้นหมายถึงอะไรหรือ ป้าให้หลานไว้เป็นทุนการศึกษาไงล่ะ” ข้าพเจ้าก็ถามกลับไปว่า “ทำไมล่ะ? ลำพังคุณป้าส่งเสียลูกของคุณป้าเองก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว” แต่คุณป้าก็ตอบว่า “ก็ลูกของป้าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หากหลานทำได้ดี ลูกของป้าก็จะได้รับพร” คุณป้าคิดว่า ครอบครัวของคุณป้าจะได้รับพรโดยผ่านข้าพเจ้า
คุณพ่อของประธานมูน (กยองชุนมูน) เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณพ่อข้าพเจ้า เขาทั้งอ้วนและเตี้ย … คุณพ่อของข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนโตส่วนข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนที่สองซึ่งเป็นคนน้อง ลูกพี่ลูกน้องของคุณพ่อข้าพเจ้าพูดถึงข้าพเจ้าอยู่เสมอว่า “เด็กคนนี้มาเกิดผิดยุค เด็กแบบนี้โตขึ้นสามารถกลายเป็นได้ทั้งกษัตริย์และจอมโจร แต่เขาคงเป็นกษัตริย์ไม่ได้ ดังนั้น เขาคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากจอมโจร” ประธานมูน (ซัง รยอง มูน) บางครั้งก็เล่าเรื่องนี้ด้วยใช่ไหม? (“ใช่”)
ข้าพเจ้าแน่ใจว่าท่านรู้จัก “เซ็งอิจิจิ (ไม่เรียนก็รู้) กับ ฮักกิจิจิ (รู้มาจากการเรียน)” ตอนที่เป็นเด็ก ข้าพเจ้ามีญาติมาก ครอบครัวข้าพเจ้ามีพี่น้องแปดคน ข้าพเจ้าเป็นคนที่ดูดีที่สุดไม่เพียงในครอบครัวเท่านั้น แต่ดูดีที่สุดในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าเก่งทุกอย่างแม้แต่มวยปล้ำ

5. การเรียนในสมัยเด็กซึ่งนำไปสู่ความศรัทธา

การเรียนบทกวีจีนที่โรงเรียนในหมู่บ้าน
(ค.ศ.1926-ค.ศ.1932, อายุ 6-12 ขวบ)

เมื่อข้าพเจ้ามีอายุได้สิบขวบ ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าต้องอ่านหนังสือจบวันละเล่ม แต่ข้าพเจ้าอ่านมันได้ภายในเวลาสามสิบนาที หากข้าพเจ้าตั้งใจ ข้าพเจ้าก็สามารถจดจำทุกอย่างได้ภายในเวลาสามสิบนาที หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ต้องออกไปท่องให้คุณครูฟัง หากข้าพเจ้าสามารถจดจำทุกสิ่งได้ภายในเวลาสามสิบนาทีแล้วละก็ ทำไมข้าพเจ้าจะต้องมาทนนั่งทั้งวันเพื่อท่องจำสิ่งที่ขงจื้อและเม่งจื้อพูด? (หัวเราะ) คุณครูมักจะหลับตอนกลางวัน ดังนั้น หลังจากเสร็จทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ข้าพเจ้าก็จะออกไปอยู่กับธรรมชาติในขณะที่คุณครูกำลังหลับ
แรกเริ่มเดิมทีนั้น เกาหลีจะเกี่ยวข้องกับลัทธิขงจื้อ ข้าพเจ้าเองก็อ่าน “กวีนิพนธ์ของขงจื้อ” และ “กวีนิพนธ์ของเม่งจื้อ” ข้าพเจ้าเป็นคนที่เชี่ยวชาญในทุกๆ ด้าน ข้าพเจ้าก็วาดรูปเก่งด้วย ตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุได้สิบสองปี ข้าพเจ้าเคยออกแบบตัวอักษรจีนสำหรับโรงเรียนในหมู่บ้านของข้าพเจ้า
เมื่อข้าพเจ้าไปโรงเรียนในหมู่บ้านตอนที่ยังเล็ก คุณครูของข้าพเจ้าจะบรรยายเกี่ยวกับบทกวีจากหนังสือ “กวีนิพนธ์ของขงจื้อ” และ “กวีนิพนธ์ของเม่งจื้อ” เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าจะต้องท่องสิ่งที่คุณครูสอนไปแล้วอีกครั้งให้คุณครูฟัง หากนักเรียนท่องไม่ได้ก็จะถูกคุณครูทำโทษ ข้าพเจ้ายังจำการถูกทำโทษได้

การเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมฯ วอนโบง
(ค.ศ.1933, อายุ 13 ขวบ)

ในสมัยนั้น มีโรงเรียนเตรียมฯเพื่อการเข้าเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น และโรงเรียนเตรียม สำหรับการเข้าเรียนในระดับวิทยาลัย สมัยนั้น มันเหมือนกับโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนแบบนี้เป็นโรงเรียนที่ท่านไปเรียนก่อนที่จะเข้าโรงเรียนที่อยู่ในการควบคุมของรัฐบาล หากเราเรียนที่โรงเรียนแบบนั้นอยู่แล้ว เราก็ยังต้องสอบเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาลในระดับที่สูงขึ้น โรงเรียนเตรียมฯเป็นเหมือนกับโรงเรียนกวดวิชา ข้าพเจ้าเคยชวนให้ลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้าไปโรงเรียนเตรียมฯเหล่านั้นสักแห่งหนึ่ง
เราต้องศึกษาข้อมูลดูก่อนเข้าโรงเรียน ในเดือนเมษายน ทุกคนจะต้องเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าได้จ่ายเงินค่าเล่าเรียนทั้งหมดให้กับโรงเรียนในหมู่บ้านไปแล้ว แต่ข้าพเจ้าอยากจะหลีกเลี่ยงโรงเรียนประเภทนั้น ข้าพเจ้าไม่อยากเสียเวลาที่นั่นเป็นปี ดังนั้น ข้าพเจ้าก็เลยเกลี้ยกล่อมคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้า คุณปู่ของข้าพเจ้า และแม้กระทั่งคุณลุงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพูดกับพวกเขาว่า “ในขณะที่คนอื่นๆ เขากำลังสร้างเครื่องบินกันอยู่ ลูกจึงไม่อาจทนเรียนขงจื้อหรือเม่งจื้ออะไรอยู่ได้” ข้าพเจ้าบุกเบิกทุกอบ่างขึ้นแบบนี้
ข้าพเจ้าเป็นคนทะเยอทะยาน ข้าพเจ้าคิดว่า หากข้าพเจ้าไม่ได้ปริญญาเอกสักสามใบในช่วงชีวิตของข้าพเจ้าแล้วละก็ อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ ข้าพเจ้ากลับคิดว่า การได้ปริญญาเอกนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านเรียกมันว่าดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หรืออะไรก็ตาม แต่มีอยู่หลายแห่งมากที่บอกว่าท่านสมควรได้ปริญญาเอกจริงๆ
แต่เมื่อข้าพเจ้าได้คิดคำนวณทุกสิ่งทุกอย่างแล้วชั่งน้ำหนักดู ข้าพเจ้าพบว่าปริญญาเอกนั้นไม่สามารถได้รับการยอมรับจากทุกหนแห่งได้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงกลายเป็นสาธุคุณมูนของโบสถ์แห่งความสามัคคี

ย้ายไปโรงเรียนสามัญศึกษาโอซันซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์ในเชิงจู
(ค.ศ.1934, อายุ 14 ขวบ)

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเรียนโรงเรียนเตรียมฯ แล้วหลังจากนั้นก็ไปเข้าเรียนในโรงเรียนสามัญศึกษาชื่อ โรงเรียนประถมศึกษาโอซัน มีโรงเรียนโอซันที่นี่ด้วยใช่ไหม? ในสมัยนั้น มันถูกเรียกว่า โรงเรียนสามัญศึกษาโอซัน ข้าพเจ้าต้องสอบแล้วย้ายเข้าไปเรียนในระดับเกรดสามของโรงเรียนนั้น พอข้าพเจ้าเรียนที่นั่นได้อยู่หนึ่งปี ข้าพเจ้าเรียนหนักจริงๆ เนื่องจากข้าพเจ้าเรียนอย่างสุดกำลัง ข้าพเจ้าได้เกรดที่ดีมาก ข้าพเจ้าจึงได้รับอนุญาตให้ข้ามชั้นไปเรียนเกรดห้า
ในเวลานั้น ข้าพเจ้าต้องเดินเป็นระยะทาง 20 ลี้เพื่อไปโรงเรียน ข้าพเจ้าต้องเดินขนาดนี้ตอนที่ไปโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน มันไกลขนาดไหน? ประมาณแปดกิโลเมตร ข้าพเจ้าเดินไปโรงเรียนเป็นระยะทางแปดกิโลเมตรทุกวัน มีเด็กๆ ที่บ้านอยู่ในระหว่างทางไปโรงเรียน เนื่องจากข้าพเจ้าจะเดินผ่านบ้านเขาในเวลาเดียวกันเป็นประจำทุกวัน หากพวกเขาออกเดินจากบ้านของเขาไปพร้อมกับข้าพเจ้า พวกเขาจะไปโรงเรียนทัน มันเป็นเพราะเด็กทุกคนรู้จักคิด ดังนั้น พวกเขาจะคอยข้าพเจ้าอยู่บนภูเขาแต่ละลูกที่ข้าพเจ้าผ่าน (หัวเราะ) เมื่อข้าพเจ้าเดิน ข้าพเจ้าจะเดินเร็วมาก ข้าพเจ้าเดินเป็นระยะทางแปดกิโลเมตรได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที บรรดาผู้ที่เดินตามข้าพเจ้าจึงต้องจ้ำอ้าวไปตามๆ กัน (หัวเราะ) ข้าพเจ้ามีเรื่องทำนองนี้หลายเรื่อง
คุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าไม่เคยต้องจัดกระเป๋าให้ข้าพเจ้าไปโรงเรียนเลย ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองหมด แม้กระทั้งตอนที่ต้องสอบสัมภาษณ์กับครูใหญ่ ข้าพเจ้าเจรจาทุกอย่างเองหมด เหล่านี้คืองานบุกเบิกทั้งหมด

โบสถ์เพรสไบทีเรียนดุกฮุงแห่งหมู่บ้านโมรุม

ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวที่นับถือศาสนาขงจื้ออย่างเคร่งครัดในจังหวัดหนึ่งในเกาหลีเหนือ เมื่อข้าพเจ้ามีอายุเลยสิบขวบไปเล็กน้อย ครอบครัวของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ เมื่อข้าพเจ้าเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกลึกซึ้ง ข้าพเจ้าพอใจในความเชื่อใหม่ของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็รักพระเยซูมากกว่าใครอื่นใดที่ข้าพเจ้าเคยรักมาก่อนในชีวิต
ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไปร่วมประชุมนมัสการสาย ข้าพเจ้าจะถึงกับคอตก หากข้าพเจ้าไม่ได้สำนึกเสียใจสักหลายๆ วัน ข้าพเจ้าก็จะยังเดินคอตก ข้าพเจ้ายังจำเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนในความทรงจำของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะรู้สึกเสมอว่า หากข้าพเจ้าเข้าประชุมนมัสการสาย มันจะเป็นการรบกวนความสนใจของทุกคน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงจะไปถึงก่อนเวลาสักเล็กน้อยเสมอ และจะพยายามที่จะได้รับความช่วยเหลือให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ข้าพเจ้าแน่ใจว่าทุกท่านทราบดีว่าเกาหลีในอดีตที่เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ในเอเซียนั้นเป็นประเทศที่น่าสังเวชจากการที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่น ช่วงชีวิตในวัยเยาว์ของข้าพเจ้าข้าพเจ้าไม่สามารถเติบโตขึ้นรัฐที่เป็นเอกราชได้ แต่ข้าพเจ้าต้องเติบโตขึ้นภายใต้ผู้ปกครองที่กดขี่และภายใต้อำนาจการปกครองของประเทศญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นเช่นนี้จนข้าพเจ้ามีอายุได้ 25 ขวบ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงสามารถจดจำการใช้ชีวิตในช่วงชีวิตที่สำคัญของข้าพเจ้า ตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าเริ่มค่อยๆ เข้าใจเกี่ยวกับโลกจนข้าพเจ้าเข้าใจสถานการณ์อันยากลำบากทั้งหมดว่าเกาหลีสิ้นชาติแล้ว
หากข้าพเจ้ามองดูสถานการณ์ของข้าพเจ้าจากทรรศนะของแผนการณ์ของพระเจ้าแล้วว่า ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากของประเทศชาติของข้าพเจ้า ความเป็นอยู่อันน่าสมเพชของประชาชนภายใต้การปกครองของอีกชาติหนึ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกลึกซึ้งในหัวใจ ข้าพเจ้าจำช่วงวัยเยาว์ของข้าพเจ้าตอนข้าพเจ้าคิดถึงปัญหาที่ว่าทำอย่างไรจึงจะผ่านพ้นข้อแม้ของสถานการณเช่นนี้ได้

ย้ายไปเรียนต่อเกรดสี่ที่โรงเรียนสามัญศึกษาเชิงจูซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาล
(เมษายน ค.ศ.1935- วันที่ 25 มีนาคม ค.ศ.1938, อายุ 15-18 ปี)

ที่โรงเรียนสามัญศึกษาโอซันนั้นมีการห้ามไม่ให้นักเรียนใช้ภาษาญี่ปุ่น และไม่อนุญาตให้พูดคุยกันด้วยภาษาญี่ปุ่น โรงเรียนนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย ซุงฮันลี ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนในการต่อต้านญี่ปุ่นทั้งหมดสามสิบสามคน โรงเรียนนี้มีรากฐานมาจากประเพณีเช่นนี้ ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้เราใช้ภาษาญี่ปุ่น
เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า เราต้องรู้จักศัตรูของเราให้ดี ข้าพเจ้ารู้สึกว่า หากเราไม่รู้รายละเอียดของศัตรูของเรา เราก็ไม่สามารถเตรียมการเพื่อรับมือศัตรูของเราได้เมื่อเราต้องการต่อสู้ ดังนั้น ข้าพเจ้าสอบเพื่อย้ายเข้ามาเรียนเกรดสี่ที่โรงเรียนสามัญศึกษาเชิงจูซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาล ที่นั่น ข้าพเจ้าข้าพเจ้าจึงได้เรียนพูดภาษาญี่ปุ่นจนคล่อง แล้วข้าพเจ้าก็เรียนจนจบจากที่นั่น โดยผ่านกระบวนการแบบนี้ ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดเกี่ยวกับคำถามที่ยากขึ้นอย่างเช่น หนทางของความเชื่อ รากของปัญหาชีวิต ฯลฯ
ที่โรงเรียน ทุกคนต้องเรียนภาษาญี่ปุ่น ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือว่าวันเวลาเหล่านั้นพึ่งจะผ่านไปเมื่อวานเอง ข้าพเจ้าเรียน ฮิราคะนะ (ตัวอักขระของภาษาญี่ปุ่นที่ใช้สำหรับเขียนคำที่เป็นภาษาญี่ปุ่นแท้) กับ คะตะคะนะ (ตัวอักขระของภาษาญี่ปุ่นที่ใช้สำหรับเขียนคำที่มาจากภาษาอื่น) ข้าพเจ้าจำทั้งหมดได้ภายในคืนเดียว ข้าพเจ้ายังท่องจำหนังสือเรียนทั้งหมดของเกรดหนึ่ง เกรดสอง เกรดสาม และเกรดสี่ได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ หลังจากที่ทำเช่นนั้นแล้ว หูของข้าพเจ้าก็คุ้นเคยกับมัน
ตอนที่ข้าพเจ้าไปโรงเรียนเป็นครั้งแรก รูปที่ข้าพเจ้าวาดได้ติดบอร์ด ข้าพเจ้าไม่เคยแม้กระทั่งเรียนวาดภาพมาก่อนเลย แต่ข้าพเจ้าก็ทราบวิธีวาดภาพแล้ว ภาพแรกที่ข้าพเจ้าวาด ข้าพเจ้าแบ่งรูปออกเป็นหนึ่งในสามส่วนก่อนแล้วจึงเริ่มวาด ข้าพเจ้าวัดดูว่ารูปนั้นต้องอยู่ในกี่ส่วนของระนาบ ข้าพเจ้าวัดมันจากจุดศูนย์กลาง หากกระดาษที่ข้าพเจ้าใช้วาดมีขนาดใหญ่ขึ้นสักสามเท่า ข้าพเจ้าจะร่างเป็นจุดๆ ขึ้นก่อนในตำแหน่งที่เข้ากันได้กับจุดศูนย์กลาง โดยการทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงสามารถวาดรูปได้
ตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ในวัยดรุณ เมื่อที่ข้าพเจ้าใช้สมุดจด ข้าพเจ้ามิได้เริ่มเขียนบรรทัดแรกบนเส้นบรรทัดเส้นแรก แต่ข้าพเจ้าจะเริ่มเขียนมันตรงส่วนบนสุดของหน้าสมุดจดที่ไม่มีเส้นบรรทัด และบางครั้ง แม้กระทั่งข้าพเจ้าจะเขียนทับอีกครั้งบนหน้านั้น เราต้องเห็นคุณค่าของสิ่งของ
ตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนของโรงเรียนสามัญศึกษา เมื่อข้าพเจ้ามองดูการปฏิบัติตัวของครูใหญ่ ข้าพเจ้าได้พยายามฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่องโดยบอกกับตัวเองว่า “ข้าพเจ้าควรมีชีวิตแบบนี้” แม้กระทั่งขณะนี้ เมื่อข้าพเจ้าอธิฐาน ข้าพเจ้าก็ยังอธิษฐานในเรื่องเหล่านี้
ท่านรู้จักตะเกียงน้ำมันก๊าดหรือเปล่า? (“รู้จัก”) มันเหมือนกับพึ่งจะเป็นเมื่อวานนี้นี่เองที่ข้าพเจ้าได้เรียนว่าต้องรินน้ำมันก๊าดแบบนี้ ตอนที่ข้าพเจ้าดูหนังสือถึงตีสองตีสาม คุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าจะพูดกับข้าพเจ้าว่า “ลูกเอย ไปนอนเถอะ ลูกไม่ควรทำลายสุขภาพของลูกแบบนี้” คุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าจะพูดเช่นนี้เสมอ ในสมัยนั้น เพื่อนสนิทของข้าพเจ้าก็คือพวกแมลงกลางคืน ข้าพเจ้าผูกมิตรกับพวกแมลงกลางคืนในช่วงฤดูร้อน
ข้าพเจ้ายังจำสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงพิธีรับใบประกาศนียบัตรของโรงเรียนสามัญศึกษาเชิงจูได้ ในงานฉลองประกาศนียบัตร บรรดาพ่อแม่ พี่น้อง คุณครู และผู้ให้การสนับสนุนต่างมารวมตัวกันที่เมืองเชิงจู ในสมัยนั้น เชิงจูเป็นเมืองๆ หนึ่ง ในพิธีรับใบประกาศนียบัตร มีการให้โอวาทของครูใหญ่ แล้วก็มีการกล่าวแสดงความยินดีของบรรดาแขกทั้งหลาย หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็อาสาขึ้นไปกล่าวต่อต้านญี่ปุ่นบนเวที ข้าพเจ้ายังจำมันได้อย่างชัดเจนมาก ข้าพเจ้ายังจำตัวข้าพเจ้าเองขณะกำลังกล่าวเช่นนั้นต่อหน้าทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ได้ เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงตอนที่เป็นเด็กขึ้นมาทีไร อารมณ์ของข้าพเจ้าก็จะไม่ธรรมดาเลย