Education Menu
คำสอน

 

True Father photo
 
 

คุณพ่อ ซัน เมียง มูน
 

  โอวาทคุณพ่อ  
 


ครอบครัวที่แท้จริงกับเอกภพที่แท้จริง

ที่มีความรักที่แท้จริงเป็นศูนย์กลาง

ปาฐกถาของผู้ก่อตั้ง
แสดงในงานฉลองครบรอบ 15 ปีของหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทม์

16 มิถุนายน 1997 กรุงวอชิงตัน ดีซี

แขกผู้มีเกียรติจากวอชิงตัน ดีซี และจากนานาประเทศ ชาวคณะหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทม์ ผู้นำจากโลกวรรณกรรม สุภาพบุรุษ และสุภาพสตรีทุกท่าน ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายได้สละเวลาจากหน้าที่การงานรัดตัวเพื่อมาร่วมประชุมกันในค่ำคืนนี้

วันนี้ ที่เราทั้งหลายได้ร่วมฉลองครบรอบ 15 ปีของหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทม์ ข้าพเจ้าอดใจไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันใจ เมื่อสิบห้าปีก่อน ในยุคที่โลกเรากำลังปั่นป่วนอยู่ในกระแสคลื่นแห่งสงครามเย็น ข้าพเจ้าได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทม์ขึ้นมา เพื่อทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าที่ปรารถนาจะช่วยโลกนี้ให้รอดประสบความสำเร็จ ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าได้อุทิศตัวเองในการยกวอชิงตันไทม์ขึ้น โดยหวังว่าดินแดนอเมริกาที่รับพรแห่งนี้จะประสบความสำเร็จในพันธกิจระดับโลก คือ การสร้างอาณาจักรสวรรค์ขึ้นมา ระหว่างที่ข้าพเจ้าต้องขับเคี่ยวกับการต่อสู้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคขวากหนามมากมายนับไม่ถ้วน ข้าพเจ้าได้ทุ่มเททั้งกายใจเพื่อทำให้วอชิงตันไทม์เติบโตขึ้นเป็นสถาบันหนังสือพิมพ์ที่มีความรับผิดชอบและเที่ยงธรรม

วันนี้ วอชิงตันไทม์ คอร์ปอเรชั่น สามารถจะภาคภูมิใจในการพัฒนาสู่การกลายเป็นกิจการด้านสื่อในระดับโลก นับตั้งแต่ที่สงครามเย็นสิ้นสุดลง โลกก็เริ่มประจักษ์ว่าแนวทางที่วอชิงตันไทม์ได้ดำเนินการมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ประวัติศาสตร์จะไม่ลืมการอุทิศตัวของเรา ปัจจุบันนี้ ความพากเพียรพยายามของวอชิงตันไทม์ที่ได้ปลุกให้คุณค่าทางจิตวิญญาณและศีลธรรมของสหรัฐและของโลกกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่นั้นกำลังเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า นี่คือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่สุด

ข้าพเจ้าขอส่งความชื่นชมอย่างสุดซึ้งไปสู่ชาวคณะของวอชิงตันไทม์ทุกท่านที่ได้ทำงานหนักดัวยกันกับข้าพเจ้าในการพัฒนาวอชิงตันไทม์ขึ้นมา และขอแสดงความขอบพระคุณอย่างสูงแก่ชาวอเมริกันและผู้นำระดับโลกทั้งหลายที่ช่วยสนับสนุนเราอย่างมั่นคงเสมอมา

สิ่งที่มีค่ามากที่สุดจากก้นบึ้งในหัวใจที่ข้าพเจ้าสามารถมอบให้ได้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความชื่นชมในวันพิเศษยิ่งวันนี้ สิ่งนั้นก็คือการแนะนำให้ท่านทั้งหลายได้รู้เกี่ยวกับเนื้อหาของการบรรยายที่สำคัญสองครั้ง ซึ่งข้าพเจ้าได้แสดงระหว่างการเดินทางทัวร์ทั่วโลกเมื่อไม่นานมานี้

ข้าพเจ้าขออ้างถึง "ทัศนะของหลักการแห่งแผนการประวัติศาสตร์เพื่อการช่วยให้รอด" (View of the Principle of the Providential History of Salvation) และ "การแสวงหาจุดเริ่มต้นแห่งเอกภพ" (In Search of the Origin of the Universe) วันนี้ เราต้องการแนวทางที่สมบูรณ์ครบถ้วนในการแก้ไขปัญหาความเสื่อมศีลธรรมทางเพศ ปัญหาครอบครัวล่มสลาย และความรู้สึกแปลกแยกในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาวของเรา ปาฐกถาทั้งสองนี้ ได้ให้แนวทางพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังกล่าว เมื่อท่านทั้งหลายเดินทางกลับถึงบ้าน ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะมีเวลาในการไตร่ตรองชีวิตของท่านเองบ้าง เมื่อใดก็ตาม ที่ท่านปรารถนาจะเพิ่มพูนความรักขึ้นในครอบครัว ขอให้ท่านและครอบครัวจงอ่านปาฐกถาทั้งสองดังกล่าวและทำความเข้าใจด้วยกัน ข้าพเจ้าเชื่อว่า สิ่งนี้จะช่วยให้ท่านและครอบครัวสามารถสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความร่มเย็นเป็นสุขได้อย่างแน่นอน

ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านอ่านปาฐกถาทั้งสองหลายๆ เที่ยวเท่ากับจำนวนอายุของท่านเอง ถ้าท่านอายุเกิน 80 ปี ก็ขอให้ท่านอ่านไม่น้อยกว่า 80 เที่ยว ยิ่งท่านอ่านปาฐกถาทั้งสองมากเท่าใด ความร่มเย็นเป็นสุขก็จะหลั่งไหลมาสู่ครอบครัวของท่านเองอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอเชิญชวนทุกท่านอ่านให้มากขึ้นและมากขึ้น!!

ปาฐกถาครั้งแรก ได้แก่เรื่อง "ทัศนะของหลักการแห่งแผนการประวัติศาสตร์เพื่อการช่วยให้รอด" (View of the Principle of the Providential History of Salvation) กล่าวโดยสรุป คือ เนื่องจากความผิดพลาดและการตกสู่บาปในครอบครัวของอาดัมคนแรก ทำให้พระเยซูเสด็จมาเป็นอาดัมคนที่สองเพื่อแก้ไขความผิดพลาดของครอบครัวแรกในระดับชาติ อาดัมคนแรกกลายเป็นอาดัมที่ตกสู่บาป ดังนั้น พระเยซูผู้ทรงเป็นพระผู้มาโปรด จึงเสด็จมาเป็นอาดัมคนที่สอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพระเยซูยังมิทรงทำให้ครอบครัวที่ควรตั้งขึ้นด้วยการเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงกลายเป็นจริงได้ ด้วยเหตุนี้เอง พระผู้มาโปรดจึงต้องเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งเป็นอาดัมคนที่สามและต้องแก้ไขพันธกิจของพ่อแม่ที่แท้จริงกลับคืนมาในระดับโลก นี่คือพันธกิจของพระผู้มาโปรดที่เสด็จกลับมาครั้งที่สอง ซึ่งมาเป็นอาดัมคนที่สาม ปาฐกถาดังกล่าวยังชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า พื้นฐานของการช่วยให้รอดนั้นก็คือการแก้ไขสายเลือดเริ่มแรกกลับคืนมา

ปาฐกถาครั้งที่สอง ได้แก่เรื่อง "การแสวงหาจุดเริ่มต้นแห่งเอกภพ" (In Search of the Origin of the Principle) เนื่องจากการตกสู่บาปของมนุษย์เกิดจากการใช้ความรักในทางที่ผิด ดังนั้น มนุษยชาติจึงสูญเสียความรักที่แท้จริง ปัญหาจึงเกิดขึ้น เราจะนำความรักที่แท้จริงกลับคืนมาได้อย่างไร การสูญเสียความรักที่แท้จริงนั้นหมายถึงการการตกสู่บาปด้วยการล่วงประเวณี หรืออีกนัยหนึ่ง ความรักที่แท้จริงถูกทำให้เสื่อมลงด้วยการใช้อวัยวะเพศในทางที่ผิด และในการแก้ไขความรักที่แท้จริงกลับคืนมานั้น เราจำเป็นต้องรู้จักใช้อวัยวะเพศในทางที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับที่เมล็ดพันธุ์แห่งความรักที่ตกสู่บาปได้ถูกหว่านลงในสวนเอเดนในช่วงที่บรรพบุรุษคู่แรกยังเยาว์วัย ในยุคสุดท้าย มนุษยชาติก็ต้องประสบกับผลแห่งการตกสู่บาปที่เกิดในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาว ด้วยเหตุนี้เอง ปัจจุบันนี้ เราจึงพบกับกลียุคและความเสื่อมทรามเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องเพศสัมพันธ์ ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขได้ด้วยสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่า "แอ็บโซลูดเซ็กส์" (Absolute Sex หรือ เพศสัมพันธ์ที่สัมบูรณ์) มีเพียงแต่แนวคิดและการปฏิบัติตามแนวทางแอ็บโซลูดเซ็กส์นี้เท่านั้นที่สามารถป้องกันการล่มสลายของสถาบันครอบครัวและความเสื่อมทรามในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาวของเราได้

เนื่องจากเย็นนี้มีเวลาจำกัด ข้าพเจ้าปรารถนาจะแบ่งปันปาฐกถาในหัวข้อใหม่ที่ชื่อว่า "ครอบครัวที่แท้จริงกับเอกภพที่แท้จริงที่มีความรักที่แท้จริงเป็นศูนย์กลาง"

เราทุกคนต่างก็มีพ่อแม่ มีครูบาอาจารย์ และยังมีผู้นำประเทศชาติด้วยใช่หรือไม่ เหล่านี้คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่แท้จริงแล้ว แม้แต่พ่อแม่ก็ยังมีหลายระดับ ท่านคิดอย่างไร? ขนาดไหนหรือที่ตัวเราเองจะได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง? ทำนองเดียวกัน ถ้าใครสักคนได้เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวี่ลีกในสหรัฐ เช่น ฮาเวิร์ด เยล หรือโคลัมเบีย หรือถ้าได้เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด หรือเคมบริดจ์ ในอังกฤษ แล้ว หมายความว่าเขาหรือเธอคนนั้นเป็นอาจารย์ที่แท้จริง (True Teacher) แล้วอย่างนั้นหรือ? เช่นเดียวกัน ถ้าหากเอาผู้นำในประเทศไปเปรียบเทียบกับภาวะผู้นำตามมาตรฐานที่แท้จริงแล้ว เราจะพบว่าผู้นำเองก็มีหลายประเภท ถึงแม้ว่าจะได้เป็นถึงประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาแล้วก็ตาม เขาหรือเธอคนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นประธานาธิบดีที่แท้จริงแล้วอย่างนั้นหรือ?

อันที่จริง ทุกวันนี้ ในครอบครัว ลูกเริ่มจะไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ระหว่างสามีภรรยาก็ไม่สามารถจะไว้วางใจกันได้อย่างสนิทใจ พี่น้องกันก็ไม่สามารถเชื่อใจกันได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ในโรงเรียน ลูกศิษย์ไม่เชื่อฟังครูบาอาจารย์ ประชาชนในชาติก็ไม่ไว้วางใจผู้นำของตน

คำถามก็คือ เราจะสามารถบรรลุมาตรฐานที่แท้จริงของการเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้นำ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดสามตำแหน่งนี้ได้อย่างไร?

เมื่อเราพูดว่า เราควรจะกลายเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง (True Parents) อาจารย์ที่แท้จริง (True Teacher) หรือผู้นำที่แท้จริง (True Leader) เราคิดว่าใครเล่าที่มีมาตรฐานที่สูงที่สุดหรือเป็นแบบอย่างที่เป็นศูนย์กลางได้? ผู้นั้นก็คือพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงในบรรดาพ่อแม่ทั้งหลาย ทรงเป็นครูอาจารย์ที่แท้จริงในบรรดาครูอาจารย์ทั้งปวง และทรงเป็นราชาที่แท้จริงในบรรดาราชาทั้งหมด พระเจ้าทรงเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงนิรันดร์ (Eternal True Parent) อาจารย์ที่แท้จริงนิรันดร์ (Eternal True Teacher) ราชาและผู้นำที่แท้จริงนิรันดร์ (Eternal True Leader and King) ถ้าเราเป็นบุตรของพระเจ้า เราจำต้องเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงก่อน เหมือนอย่างพระองค์ เรายังควรจะต้องติดตามหนทางของครูอาจารย์ที่แท้จริง เหมือนอย่างพระองค์ และติดตามหนทางของผู้นำที่แท้จริง เหมือนอย่างพระองค์ นี่คือมโนภาพเกี่ยวกับตำแหน่งดั้งเดิมทั้งสาม (three primary positions) และต้นแบบสูงสุดก็คือพระเจ้า

พระผู้มาโปรด (Messiah) ที่ถูกส่งมาสู่ชาวอิสราเอล ตามสัญญาที่มีในพันธสัญญาเดิมนั้นเป็นใคร? พระผู้มาโปรดคือผู้ที่ต้องเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง อาจารย์ที่แท้จริง และราชาที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพระเยซูทรงถูกขัดขวางออกจากการสถาปนาครอบครัวที่แท้จริงและการรวมเป็นหนึ่งกับประชาชนของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงต้องเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่ง เนื่องจากพระองค์ยังมิทรงสร้างพื้นฐานในระดับชาติจนสำเร็จ ดังนั้น พระผู้มาโปรดที่เสด็จมาครั้งที่สองจะมาเป็นอาดัมคนที่สามและสอนวิถีทางแห่งพ่อแม่ที่แท้จริง อาจารย์ที่แท้จริง และราชาที่แท้จริง ในระดับโลก นี่คือมโนทัศน์เกี่ยวกับพระผู้มาโปรด ไม่ว่าจะมีครอบครัว ประเทศชาติ โลกหรือสวรรค์ที่ไหนก็ตาม แนวคิดเกี่ยวกับตำแหน่งดั้งเดิมทั้งสามของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้นำ ควรได้รับการสถาปนาขึ้นมา

ในการดำรงอยู่ในห้วงสามมิตินั้น มนุษย์จำเป็นต้องยืนอยู่ในความสัมพันธ์กับบน-ล่าง ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ตำแหน่งของคนเราถูกกำหนดขึ้นมาอย่างนี้ รูปร่างและฐานะของเราจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่ตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ว่าสัมพันธ์กับบน-ล่าง ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง อย่างไร

สูตรเดียวกันนี้ที่ใช้ในความสัมพันธ์กับบน-ล่าง ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ยังใช้ในครอบครัว ประเทศชาติ และโลก ด้วยเช่นกัน เมื่อเอาปัจเจกบุคคลเป็นศูนย์กลาง ก็มีบน-ล่าง ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ในครอบครัวก็มีพ่อแม่-ลูก สามี-ภรรยา และพี่-น้อง ในประเทศชาติ เมื่อเอาผู้นำประเทศเป็นศูนย์กลาง บรรดาครอบครัวทั้งหลายก็ควรสวมกอดวัฒนธรรมทุกอย่าง ทั้งวัฒนธรรมจากเหนือ-ใต้ วัฒนธรรมตะวันออก-ตะวันตก แล้วพวกเขาจะสวมกอดชาวโลกทุกคนได้เหมือนดั่งเป็นพี่เป็นน้อง ในที่สุด แบบแผนของครอบครัวจะเกิดขึ้นในทุกๆ ระดับ แบบอย่างเหล่านี้จะมีแบบแผนอย่างเดียวกันและตัวตนระดับปัจเจกก็เป็นแบบอย่างศูนย์กลาง ในทำนองเดียวกัน จากการมีอยู่ของมนุษย์คนหนึ่งก็ขยายออกไปเป็นครอบครัว ประเทศชาติ โลก สวรรค์และแผ่นดินโลก และในที่สุดก็ไปถึงพระเจ้า มนุษย์แต่ละคนต้องการจะอยู่ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของเอกภพและแต่ละคนก็มีศักยภาพที่จะทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นจริงได้

ดังนั้น แนวคิดหลักแห่งเอกภพก็คือแนวคิดเกี่ยวกับครอบครัว สวรรค์แทนพ่อแม่ แผ่นดินโลกแทนลูก ในแนวคิดเรื่องตะวันออก-ตะวันตก ตะวันออกแทนชาย ตะวันตกแทนหญิง หลังจากที่ผู้หญิงแต่งงานแล้ว เธอก็มักจะตามสามีไปทุกหนทุกแห่ง แต่ทั้งสองก็มีคุณค่าเท่าเทียมกัน เมื่อใดที่ฝั่งตะวันตกสะท้อนแสงตะวัน ฝั่งตะวันตกนั้นก็มีคุณค่าเท่าเทียมกับฝั่งตะวันออก ความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องก็เหมือนกัน เมื่อใดที่พี่ๆ ทำงาน เมื่อนั้นน้องๆ ก็จะมาช่วยเหลือพี่ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

ฉะนั้น มนุษย์เราจึงควรดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก สามีกับภรรยา และพี่กับน้อง และความสัมพันธ์ทั้งสามก็มาบรรจบกัน ณ จุดศูนย์กลางจุดหนึ่ง มีศูนย์กลางเพียงจุดเดียวเท่านั้น บน-ล่าง ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ไม่ควรมีศูนย์กลางต่างกัน ถ้ามีศูนย์กลางต่างกัน ความสัมพันธ์ระหว่างบน-ล่าง ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ก็จะเสียสมดุล ในที่สุด บน ล่าง ซ้าย ขวา หน้า หลัง รวมศูนย์กลางด้วย ทั้งหมดก็เป็นเจ็ดตำแหน่ง ดังนั้น หมายเลขเจ็ดจึงแทนธาตุทั้งปวงที่กลายเป็นหนึ่งเดียวกันโดยมีพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางและความรักที่แท้จริงอันสมบูรณ์ ธาตุทั้งเจ็ดเหล่านี้ได้ร่วมกันสร้างห้วงอันบริบูรณ์ขึ้นมาและในที่สุดก็เกิดโครงสร้างครอบครัวที่กลมกลืนและเป็นหนึ่งเดียว เราจึงเห็นได้ว่า หมายเลขเจ็ดนั้นเป็นหมายเลขมงคลจริงๆ

เมื่อใดที่ห้วงนี้สมบูรณ์พร้อมด้วยตนเองแล้วหมุน ห้วงดังกล่าวจะกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ตั้งอยู่บนหมายเลขแปด ตราบใดที่ความรักที่แท้จริงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ตราบนั้นจุดศูนย์กลางก็ยังสามารถหมุนไปได้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เพราะว่ามนุษย์ตกสู่บาป พระเจ้าจึงทรงถูกขับออกไปจากศูนย์กลาง เมื่อความรักที่แท้จริงของพระเจ้าถูกขับออกไป อุดมคติของครอบครัวที่แท้จริงจึงพังทลายลง

ระหว่างตะวันออกกับตะวันตกนั้น มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันหลายอย่าง ที่ถึงกับตรงกันข้ามกันเลยก็มีไม่น้อย ตัวอย่างเช่น เวลาที่คนเกาหลีจะเรียกใครมาหา เราจะกวักมือเรียกอย่างนี้ แต่ถ้าเราทำอย่างนี้ในตะวันตก คนจะไปทางอื่น บ่อยครั้งที่เรามักจะเข้าใจผิด คิดว่าเขาคงรังเกียจ เพราะว่าเวลาที่เราเรียกเขาเข้ามาใกล้ๆ แต่เขากลับเดินหนีเราไป การเขียนก็เหมือนกัน คนตะวันตกจะเขียนหนังสือในแนวนอน จากขวาไปซ้าย ดังนั้น หนังสือของคนตะวันตกจึงเปิดจากซ้ายไปขวา แต่ทางตะวันออก เดิมเราเขียนในแนวตั้ง เริ่มจากบนลงล่าง และเปิดหนังสือจากขวาไปซ้าย ดังนั้น อารยธรรมตะวันตกจึงเป็นอารยธรรมแบบแนวราบมากกว่า ขณะที่อารยธรรมตะวันออกเป็นแนวดิ่งมากว่า อีกตัวอย่างหนึ่ง การจับมือทักทายกันเป็นการทักทายแบบแนวราบ ในขณะที่การโค้งคำนับเป็นการทักทายแนวดิ่ง ในโลกตะวันออก มีประเพณีอยู่ว่าบรรพบุรุษคือแกนหลักของวงศ์ตระกูล แต่ในโลกตะวันตก แนวคิดที่ถือเอาบรรพบุรุษเป็นแกนหลักอย่างนั้นกลับไม่ค่อยเด่นชัดมากนัก ส่วนใหญ่จะยอมรับแนวคิดที่ถือเอาตัวเองเป็นใหญ่มากกว่า

เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมต่อกับแกนกลาง ถ้าแกนกลางไม่เคลื่อนไหว ทั้งหมดก็ไม่เคลื่อนด้วย ดังนั้น ตั้งแต่ตำแหน่งที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก และเจ็ดหรือแกนกลาง จึงมีคุณค่าเท่าเทียมกัน เมื่อทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นสอง ก็จะประกอบไปด้วยสิบสองส่วน แล้วไม่ว่าจะเอาไปวางไว้ที่ไหน ทั้งสิบสองส่วนนี้ก็จะเข้ากับที่นั้นได้อย่างพอเหมาะพอดี ไม่ว่าปู่จะต้องการสิ่งใด หลานๆ ก็ไม่ขัด ลูกๆ ของปู่เองก็ต้องการอย่างเดียวกับที่พ่อแม่ของพวกเขาต้องการด้วยเหมือนกัน ในที่สุด ทั้งสามชั่วอายุคนก็มีความปรารถนาอย่างเดียวกัน ทุกๆ ตำแหน่ง ทั้งปู่ย่า พ่อแม่ สามีภรรยา ลูกชายลูกสาว ต่างสอดประสานกับศูนย์กลางอย่างกลมกลืน ลองมองไปที่ครอบครัวที่มีความรักเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นพ่อแม่ลูกจึงได้ชื่อว่าเป็นร่างเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภรรยาก็ได้ชื่อว่าเป็นร่างเดียวกันด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องชายกับพี่น้องสาวก็เหมือนกัน ในครอบครัว ทุกคนเป็นร่างเดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ชื่อว่าเป็นร่างเดียวกันโดยมีอะไรเป็นศูนย์กลางอย่างนั้นหรือ? ทุกคนเป็นร่างเดียวกันโดยมีความรักที่แท้จริงของพระเจ้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความรักทั้งปวง เป็นศูนย์กลางนั่นเอง เมื่อมีความรักที่แท้จริงเป็นศูนย์กลางแล้ว พ่อแม่กับลูกก็เป็นหนึ่งเดียวกัน สามีกับภรรยาก็เป็นหนึ่งเดียวกัน พี่น้องชายกับพี่น้องสาวก็เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยกระบวนการดังกล่าวอย่างนี้นี่เอง ทุกตำแหน่งจึงมีคุณค่าเท่าเทียมกัน

แล้วพระเจ้าทรงมีพระประสงค์กับบุตรของพระองค์อย่างไร? ให้เป็นมหาเศรษฐีพันล้านอย่างนั้นหรือ? หรือให้มีกำลังอำนาจมากกว่าใครอื่นใด? พระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อบุตรของพระองค์ อาดัมเอวา ก็คือ ให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นลูกกตัญญู เป็นพลเมืองที่มีความจงรักภักดี เป็นนักบุญ และเป็นบุตรชายบุตรสาวที่ศักดิ์สิทธิ์ เราเคยคิดกันบ้างไหมว่า เราควรจะเป็นลูกกตัญญูของครอบครัว เป็นพลเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ เป็นนักบุญของโลก และบุตรชายบุตรสาวที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งเบื้องหน้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ตามพระประสงค์ของพระเจ้า? ในประวัติศาสตร์บรรดานักบุญ นักปราชญ์ทั้งหลายต่างสอนเราว่า เราควรจะเป็นลูกกตัญญู เป็นพลเมืองที่มีความจงรักภักดี เป็นนักบุญ และเป็นบุตรชายบุตรสาวที่ศักดิ์สิทธิ์

ในเย็นนี้ ท่านคิดว่าตัวท่านเองได้รู้แจ้งแทงตลอดในวิถีทางแห่งความกตัญญู ความจงรักภักดี ความเป็นนักบุญ และความเป็นบุตรที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจำเป็นต่อการเป็นมนุษย์อุดมคติและการทำให้บุคลิกภาพแห่งความเป็นมนุษย์บริบูรณ์พร้อม ดีแล้วอย่างนั้นหรือ? ถ้าเราไม่รู้ เราก็ไม่สามารถปฏิบัติตนเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงในครอบครัวได้ พ่อแม่ที่แท้จริงจำเป็นต้องสอนลูกๆ ของตนให้สมบูรณ์พร้อมขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่การเป็นลูกกตัญญู เป็นพลเมืองที่มีความจงรักภักดี เป็นนักบุญ เป็นบุตรชายบุตรสาวที่ศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งเข้าถึงพระเจ้าในที่สุด ถ้าหากมีผู้ใดที่สอนและปฏิบัติสิ่งเหล่านี้จนเป็นแบบอย่างได้ พระเจ้าก็จะทรงมองผู้นั้นว่าเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง อาจารย์ที่แท้จริง และผู้นำที่แท้จริง

เมื่อใดที่เรามีคุณสมบัติในการเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงและอาจารย์ที่แท้จริงแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะมีคุณสมบัติในการเป็นผู้นำที่แท้จริงด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เราจะมีคุณสมบัติในการเป็นราชาหรือราชินีที่แท้จริงอีกด้วย มนุษย์ที่ตกสู่บาปทุกวันนี้ขาดแนวคิดเรื่องความกตัญญู ความเป็นพลเมืองที่จงรักภักดี ความเป็นนักบุญ และการเป็นบุตรชายบุตรสาวที่ศักดิ์สิทธิ์ นี่คือสาเหตุที่ทำให้โลกกำลังเสื่อมทรามลง ใครต้องการบุตรที่ศักดิ์สิทธิ์? พระเจ้าทรงต้องการ ใครต้องการนักบุญ? โลกต้องการ ใครต้องการพลเมืองที่จงรักภักดี? ประเทศชาติต้องการ ใครต้องการลูกกตัญญู? ครอบครัวต้องการ นี่คือวิถีทางแห่งความจริง

ความจริงที่มีความรักเป็นศูนย์กลางจะดำเนินในทิศทางเดียวตลอดไป เราไม่รู้ว่าทำไมเราจึงเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง พลเมืองที่แท้จริง นักบุญที่แท้จริง บุตรชายบุตรสาวที่แท้จริงไม่ได้ เมื่อพระเยซูเสด็จมาสู่โลกนี้ ยังไม่มีพ่อแม่ที่แท้จริงในครอบครัว ไม่มีผู้นำที่แท้จริงในประเทศชาติและในโลก ที่สุดแล้วก็ยังไม่มีราชาที่แท้จริงทั้งในสวรรค์และในแผ่นดินโลก คนทั้งหลายไม่รู้ว่าว่าจะติดตามวิถีทางที่แท้จริงได้อย่างไร แต่บัดนี้ เราควรจะต้องรู้

พ่อแม่ที่แท้จริงจะไม่บอกกับลูกของตนว่า "เมื่อลูกเป็นลูกกตัญญูแล้ว อย่าเป็นพลเมืองที่มีความจงรักภักดีนะลูก" พ่อแม่ที่แท้จริงควรสอนลูกกตัญญูให้สละครอบครัวของตนเพื่อการปฏิบัติตามวิถีแห่งพลเมืองที่มีความจงรักภักดีในการรับใช้ประเทศชาติ สอนให้สละประเทศชาติเพื่อบรรลุวิถีแห่งนักบุญในการรับใช้โลก สอนลูกๆ ของตนให้สละโลกเพื่อรับใช้สวรรค์และแผ่นดินโลก และให้สละสวรรค์และแผ่นดินโลกเพื่อไปหาพระเจ้า

การที่จะประสบความสำเร็จดังที่กล่าวมาให้ได้นั้น ปัจเจกบุคคลควรเสียสละตัวเองเพื่อครอบครัว การเสียสละตัวเองเพื่อครอบครัวทำให้เรากลายเป็นลูกกตัญญู ในการเป็นวีรชนของชาติ เราต้องยอมสละแม้กระทั่งครอบครัวของเราเองเพื่อรักษาประเทศชาติให้รอด นี่คือหนทางในการเป็นวีรชนของชาติ ในการเป็นนักบุญของโลก เราต้องยอมสละประเทศชาติเพื่อรับใช้โลกทั้งโลก บุตรที่ศักดิ์สิทธิ์ควรสถาปนาอาณาจักรสวรรค์ขึ้นบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์ แม้ว่าจะต้องสละโลกนี้ก็ตาม ดังนั้น ในท่ามกลางพ่อแม่ทั้งหลาย พ่อแม่คนที่อยู่เพื่อลูกของตนยิ่งกว่าใครก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง ครูอาจารย์ที่อยู่เพื่อลูกศิษย์ของตนยิ่งกว่าใครก็ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ที่แท้จริง ประธานาธิบดีที่เสียสละตัวเองเพื่อประเทศชาติยิ่งกว่าใคร ก็จะเป็นประธานาธิบดีที่แท้จริง เราไม่เคยรู้จักแนวคิดเกี่ยวกับการอุทิศตัวและเสียสละอย่างนี้มาก่อน แต่ถ้าไม่มีสิ่งนี้ เราจะไม่มีวันได้พบกับโลกที่มีสันติภาพและความสมัครสมานสามัคคีที่ยั่งยืนถาวรได้เลย

พื้นฐานของลัทธิปัจเจกนิยมนั้นเป็นอย่างไรหรือ? เพราะว่าไม่มีใครสามารถอ้างได้เลยว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็น "ของฉันแต่เพียงผู้เดียว" ได้ ในขณะที่ทารกซึ่งเกิดมาจากความรักของพ่อแม่ เติบโตจากไข่ที่อยู่ในครรภ์และคลอดออกมานั้น ร้อยละ 99.99 ของชีวิตทารกเป็นส่วนที่ได้รับมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของแม่ ส่วนประกอบอีกร้อยละ 0.001 ก็ได้รับมาจากสเปิร์มของพ่อ ดังนั้น ในธรรมชาติ จึงไม่มีแนวคิดที่ว่า "นี่คือตัวตนของฉันแต่เพียงผู้เดียว" อยู่เลย เวลาที่คนเราเกิดมาก็เช่นกัน ไม่มีใครอ้างได้ว่า "นี่คือตัวตนของฉัน"
ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองดีที่สุดแล้ว ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นอย่างนั้นได้ด้วยตัวของเขาเองเพียงลำพัง ทั้งนี้ รวมทั้งตัวสาธุคุณมูนเองด้วย เลือดเนื้อเชื้อไขทั้งหมดก็ได้รับมาจากในครรภ์ของแม่ เราควรจะสำนึกว่าส่วนที่สำคัญทุกส่วนในร่างกายของเรานั้น คือส่วนที่ขยายมาจากร่างกายของแม่เรา ธาตุที่สำคัญทุกอย่างในร่างกายของเรา ก็มีอยู่ในไข่และสเปิร์ม ไม่มีข้อยกเว้นเลย ดังนั้น จึงไม่มีพื้นฐานใดที่จะสนับสนุนลัทธิปัจเจกนิยมแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered individualism)

เมื่อเราพูดคำว่า "ข้างบน" คำๆ นี้ก็บอกให้รู้ถึงคำว่า "ข้างล่าง" โดยอัตโนมัติ ลัทธิปัจเจกนิยมจะยืนอยู่ด้วยแนวคิดแบบ "ข้างบน" อย่างเดียวได้หรือไม่? สิ่งเป็นอยู่ต่างๆ ไม่มีทางที่จะอยู่เป็นปัจเจกแต่เพียงลำพังได้เลย เมื่อใดที่พูดถึง "ข้างขวา" ก็แสดงให้รู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องมี "ข้างซ้าย" ในความสัมพันธ์ระหว่างหน้ากับหลัง "ข้างหน้า" ก็แสดงให้รู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องมี "ข้างหลัง" คำว่า "ชาย" ก็ไม่สามารถมีอยู่ลำพังได้ เพราะแสดงให้รู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องมี "หญิง" นี่มิใช่เป็นคำกล่าวอ้างของผู้หนึ่งผู้ใดเท่านั้น แต่นี่คือข้อเท็จจริงแห่งเอกภพ

ทำไมจึงมีการสร้างมนุษย์ขึ้นมา? มนุษย์เรามักจะพูดอยู่เสมอว่าพวกเขาสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองลำพัง จึงทำให้พวกเขาไม่สนใจว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาทำไม แต่ผู้ชายเกิดมาเพื่อผู้หญิง ถ้าไม่มีผู้หญิง ในที่สุดก็คงไม่จำเป็นต้องมีผู้ชาย อันที่จริง ไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างขึ้นมาให้กับผู้ชายโดยเฉพาะหรือให้กับผู้หญิงโดยเฉพาะ
ดูอย่างประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราสิ ดวงตาของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มองดวงตาของเราเองอย่างนั้นหรือ? จมูก หู ปาก แขน อวัยวะทุกอย่างเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุ แรงที่ผลักดันและรวมศูนย์ประสาทสัมผัสทั้งห้าไว้ก็คือความรักที่แท้จริง ตา หู ปาก จมูก และแขน ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความรักที่แท้จริง เพื่อเป็นเครื่องมือให้ความรักที่แท้จริงได้ใช้

ไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวเองเท่านั้น ในทางตรงข้าม คนที่บอกว่าของผู้อื่นเป็น "ของฉัน" ก็ได้ชื่อว่าเป็นขโมย ถ้ามีใครบางคนเอาของผู้อื่นมาใช้ราวกับเป็นของตัวเอง เขาคนนั้นไม่ใช่ขโมยหรอกหรือ? ฉะนั้น ใครก็ตามที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าและร่างกายของเขาตามความอยากเพื่อตัวของเขาเองเพียงเท่านั้น คนผู้นั้นก็เป็นขโมย ทั้งนี้ เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่เพื่อผู้หญิง

ชายกับหญิงต่างกันตรงไหน? ต่างกันตรงร่างกายและอวัยวะเพศ แล้วอวัยวะเพศชายจำเป็นสำหรับใครหรือ? อวัยวะเพศชายมีอยู่เพื่อผู้หญิง อวัยวะเพศของมนุษย์มีรูปร่างเว้าและนูน ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? จะแหลมทั้งคู่หรือจะแบนทั้งคู่ก็ได้ แล้วทำไมจึงต้องมีรูปร่างแตกต่างกัน? ต่างฝ่ายต่างก็เพื่อกันและกัน ฝ่ายชายก็จำเป็นสำหรับฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็จำเป็นสำหรับฝ่ายชาย จนบัดนี้ เรายังไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า อวัยวะเพศชายจำเป็นสำหรับอวัยวะเพศหญิง และอวัยวะเพศหญิงก็จำเป็นสำหรับอวัยวะเพศชาย การได้เป็นเจ้าของอวัยวะเพศของกันและกันนี่เอง ที่ทำให้ชายหญิงรู้จักความรักที่แท้จริง

โดยการมีประสบการณ์ที่สองรวมเป็นหนึ่งเท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถรู้จักความรักขั้นสูงสุด ไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้เลย ทุกคนควรจะยอมรับสิ่งนี้ สามีกับภรรยากลายเป็นหนึ่งเดียวกันโดยสมบูรณ์ ณ ที่ใด คู่ครองอุดมคติก็เกิดขึ้น ณ ที่นั้น ความรักที่สัมบูรณ์ก็มีอยู่ ณ ตรงนั้น สถานแห่งความรัก ที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ที่นั่นเองที่พระเจ้าทรงสถิต

"แอ็บโซลูดเซ็กส์" (Absolute Sex หรือ เพศสัมพันธ์ที่สัมบูรณ์) มีพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลาง แต่ "ฟรีเซ็กส์" มีซาตานเป็นศูนย์กลาง ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา วรรณกรรมและสื่อต่างๆ มักจะโหมกระพือฟรีเซ็กส์เสียมากกว่า แต่นับจากนี้เป็นต้นไป บรรดานักเขียนและผู้สื่อข่าวทั้งหลายควรจะต้องนำหนทางไปสู่การป้องกันฟรีเซ็กส์ ฟรีเซ็กส์จะต้องหมดสิ้นไป

บัดนี้ เมื่อท่านได้ยินได้ฟังปาฐกถาของสาธุคุณมูนแล้ว ขอให้ท่านหันกลับ 180 องศาจากที่ท่านเคยเป็นอยู่ และจะกลายเป็นคนใหม่ ชาติใหม่ และโลกใหม่

ท่านกำลังได้รับการเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างแน่นอน การเปลี่ยนแปลงโลกที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด โลกนี้จะต้องได้รับการปฏิรูป

คนในโลกที่ชั่วร้าย รวมทั้งซาตาน ไม่ชอบคนในฝ่ายพระเจ้า ดังนั้น ทุกคนในโลกจึงต่อต้านสาธุคุณมูน พวกเขาก็ต่อต้านข้าพเจ้า ไม่เว้นแม้กระทั่งในระดับชาติหรือระดับโลก แต่เนื่องจากสาธุคุณมูนเป็นคนของพระเจ้า พระองค์จึงทรงโปรดปกป้องข้าพเจ้าไว้ แม้ว่าซาตานจะไม่ชอบสาธุคุณมูน แต่พระเจ้าทรงชอบข้าพเจ้า ไม่ว่าโลกจะกดสาธุคุณมูนลงสักกี่ครั้ง ไม่ว่าโลกนี้จะเมินสาธุคุณมูนสักกี่หน ข้าพเจ้าก็ไม่สั่นคลอน สาธุคุณมูนไม่ตกต่ำ แต่กลับกันเขาขึ้นถึงจุดสูงสุด ด้วยเหตุนี้เอง ในปัจจุบัน จึงไม่มีผู้ไดต่อต้านข้าพเจ้าได้

ข้าพเจ้าสามารถสร้างพื้นฐานในระดับโลกขึ้นมาได้อย่างไร ในขณะที่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบอย่างนั้น? สาธุคุณมูนใช้พลังอำนาจแบบไหนหรือที่ทำให้สามารถสร้างพื้นฐานเหล่านี้ขึ้นมา จนสอนสั่งบรรดาผู้นำและนักวิชาการชั้นยอดของโลกได้? สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะพระเจ้าทรงประทานอำนาจพิเศษให้แก่สาธุคุณมูนนั่นเอง พระองค์ทรงปกป้องคุ้มครองและทรงชี้นำหนทางแก่ข้าพเจ้า แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ พระองค์ก็ยังทรงปกป้องคุ้มครองและทรงสอนสั่งข้าพเจ้าอยู่ จึงทำให้ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา

ในตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีผู้นำศาสนามากมายที่สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกฝ่ายวิญญาณได้ แต่ท่านควรจะรู้ว่ามีแต่สาธุคุณมูนเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่รู้และเข้าใจ ที่รวมโลกฝ่ายวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ ตลอดจนริเริ่มงานในโลกนี้ ตั้งแต่การรวมโลกฝ่ายวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกันเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็ได้รับตรารับรองแห่งสวรรค์จากพระเจ้า มิฉะนั้น การรวมเป็นหนึ่งเดียวบนแผ่นดินโลกก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ขอให้ท่านรู้ด้วยว่า ในโลกฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าทรงฝึกอบรมและดูแลข้าพเจ้ามาอย่างไร บนแผ่นดินโลก พระองค์ก็ยังทรงนำหนทางแก่ข้าพเจ้าอยู่

เป็นเวลานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่มาที่สหรัฐอเมริกา ที่ข้าพเจ้าต้องถูกกดขี่ข่มเหง ถูกกลั่นแกล้ง นานัปการ แต่ข้าพเจ้าก็รู้แผนการของพระเจ้าที่ให้ศาสนาคริสต์อดทนต่อการหลั่งโลหิตเป็นเวลา 2,000 ปี จนในที่สุดจึงได้มาตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถละทิ้งประเทศนี้ได้ ขอให้ตรองกันดู ถ้าอเมริกายอมรับสาธุคุณมูนเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ประเทศนี้จะเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรือไม่?

แล้วความรักที่แท้จริงเริ่มต้นจากที่ไหน? นี่คือความรักที่แท้จริง หลังจากที่ท่านอุทิศชีวิตของตัวเองแล้วได้รับการฟื้นคืนชีพ ก็ขอให้พยายามทุ่มเทอีกให้เกินสามครั้ง เนื่องจาก เราได้สืบทอดสายเลือดที่ตกสู่บาป ดังนั้น เราต้องพากเพียรและเอาชนะให้ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องเดิมพันด้วยชีวิตก็ตาม เหตุฉะนั้น "ผู้ใดอุตส่าห์เอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะสู้เสียชีวิต ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด" (ลูกา 17:33) เมื่อพระเยซูเสด็จมาสู่โลก พระองค์ก็ทรงปฏิบัติอย่างนี้ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงนำโลก มิใช่ด้วยปัจเจกนิยมแบบเห็นแก่ตัว แต่ด้วยการเห็นแก่ประโยชนของผู้อื่น ดังนั้น ถึงแม้ตัวข้าพเจ้าจะได้สร้างความมั่งคั่งมหาศาลขึ้นมาในชั่วชีวิตของข้าพเจ้า แต่ไม่มีสักสิ่งเดียว หรือแม้แต่เพนนีเดียว ที่เป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีให้แก่โลก ข้าพเจ้าช่วยใครไว้ ข้าพเจ้าก็ลืมหมด แล้วข้าพเจ้าก็อุทิศตนและทุ่มเทต่อไปอีก ข้าพเจ้าปฏิบัติตามกระบวนการอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ระหว่าง "ชาติเดียวกันภายใต้พระเจ้า" กับ "โลกเดียวกันภายใต้พระเจ้า" ท่านชอบอย่างไหนมากกว่ากัน ชาวอเมริกันบางคนไม่ชอบแนวคิด "โลกเดียวกันภายใต้พระเจ้า" คนผิวขาวบางคนก็รังเกียจคนผิวดำ ตำแหน่งที่สำคัญๆ ทั้งหลายในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ตกเป็นของชาวโปรเตสแตนท์ผิวขาวแองโกล-แซกซอน อเมริกาที่นำโดยคนกลุ่มนี้ควรมีความคิดว่าประเทศนี้ต้องอยู่เพื่อโลก ถ้าอเมริกาเอาแต่จะอยู่เพื่อตัวเองแล้ว สุดท้าย อเมริกาจะพังพินาศ

ปัจจุบันนี้ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนไป ยุคที่กำลังจะมาถึงคือยุคสมัยของโลกเดียวกันภายใต้พระเจ้า พระเจ้าทรงกำลังทำงานเพื่อสร้างโลกดังกล่าว และพระองค์ก็จะทรงช่วยเหลือบรรดาผู้ที่กำลังทำงานเพื่อแผนการดังกล่าวอยู่เสมอ แต่มีปัญหาอยู่ว่า มีคนมากมายที่ต้องการเป็นผู้นำของโลกดังกล่าว โดยที่ไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนการนั้น

ข้าพเจ้าได้ทุ่มเทตัวเองในความพยายามหลายๆ ด้านเพื่อสร้างโลกที่มีสันติภาพขึ้นมา ข้าพเจ้าจะขอยกสักสองสามตัวอย่าง เช่น เราจำเป็นต้องก่อตั้งสถาบันการศึกษาระดับโลกที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา เหมือนกับเป็นมหาวิทยาลัยของสหประชาชาติ (UN University) ซึ่งไปเกินกำแพงเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา เพื่อเป็นพื้นฐานอันสมบูรณ์พร้อมสำหรับโลกในอนาคต ในการแลกเปลี่ยนความรู้ทั่วโลกก็เช่นกัน เราจำเป็นต้องมีระบบมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทางไกล เรายังจำเป็นต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์แบบบูรณาการ (unified medical science) ขึ้นมาอีกด้วย เราไม่อาจหยุดอยู่เพียงแค่การรักษาโรคภัยไข้เจ็บทางกายเท่านั้น แต่เรายังต้องยุติความขัดแย้งระหว่างโลกตะวันออก (Orient) กับโลกตะวันตก (Occident) โดยการประสานวัฒนธรรมตะวันออกกับวัฒนธรรมตะวันตกให้สอดคล้องกลมกลืนกัน การรวมวิชาการแพทย์ของโลกตะวันตกกับโลกตะวันออกเข้าด้วยกันจะทำให้เราประสบความสำเร็จในการรักษาโรคภัยต่างๆ ที่เมื่อก่อนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น เอดส์ เป็นต้น ในประเทศเกาหลีนั้น กระทั่งบรรดาคนในแถบชนบทที่ไม่เคยได้รับการศึกษาเกี่ยวกับวิชาการแพทย์แผนปัจจุบันเลย ก็มีจำนวนมากที่มีพรสวรรค์ในการรักษาโรคร้ายที่แม้แต่การแพทย์แผนปัจจุบันยังรักษาไม่หาย บรรดาหมอเหล่านั้นต่างได้รับการเปิดเผยจากโลกฝ่ายวิญญาณให้ล่วงรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษาแบบพิเศษ หากปราศจากการยอมรับความเป็นจริงบางประการของโลกฝ่ายวิญญาณเสียแล้ว อาการก็จะมีแต่ยิ่งลุกลามทรุดหนักลงเป็นลำดับ

บรรดาโครงการต่างๆ เหล่านี้กำลังดำเนินการอยู่ที่มหาวิทยาลัยบริจด์พอร์ต (Bridgeport University) และมหาวิทยาลัยซันมูน (Sun Moon University) นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังก่อตั้งหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทม์และหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ เพื่อให้คลอบคลุมทั้งสองซีกโลก และข้าพเจ้ากำลังขยายพื้นฐานทางด้านสื่อออกไปสู่ 185 ประเทศเพื่อช่วยให้ชาวโลกได้เรียนรู้จากกันและกันและร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่ที่ข้าพเจ้ามาที่อเมริกา จนถึงบัดนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่มีหนี้ใดที่ติดค้างชาวอเมริกัน ข้าพเจ้าแบ่งปันพระพรที่ข้าพเจ้าได้รับมาจากสวรรค์ให้แก่อเมริกา ข้าพเจ้าไม่ได้รับพรอันใดจากอเมริกาเลย แต่พระพรทั้งปวงที่ข้าพเจ้ามีนั้นก็เพื่ออเมริกา

ไม่ว่าจะถูกโจมตีและต่อต้านมากเพียงใด แต่ผู้ใดที่รักมากที่สุด ผู้นั้นจะได้เป็นเจ้าของ ผู้ที่รักมากกว่า ทุ่มเทมากกว่า ผู้ใดที่ให้มากกว่า แล้วก็ลืมแล้วว่าได้ให้อะไรไปบ้าง ผู้นั้นจะกลายเป็นบุคคลศูนย์กลาง นี่คือกฎสากล

ในอนาคต กรุณาติดตามวิถีทางนี้ คือ มอบความกตัญญูแด่พ่อแม่ในครอบครัว เป็นพลเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ เป็นนักบุญของโลก และกลายเป็นบุตรชายบุตรสาวที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ผู้ใดก็ตามที่สามารถยืนเบื้องหน้าครอบครัว ประเทศชาติ โลก สวรรค์และแผ่นดินโลก ได้โดยไม่ต้องรู้สึกละอาย ผู้นั้นจะได้รับการปกป้องคุ้มครองอยู่ ณ ศูนย์กลางแห่งเอกภพ และสามารถสร้างครอบครัวที่ได้รับความรักขั้นสูงสุดของพระเจ้าขึ้นมาได้

บุคคลดังกล่าวจะปฏิรูปโลกนี้ให้กลายเป็นอาณาจักรสวรรค์บนแผ่นดินโลก จะได้รับการลงทะเบียนในอาณาจักรสวรรค์ในโลกฝ่ายวิญญาณ และเข้าสู่ "รัชสมัย" ที่มีพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางทั้งในโลกฝ่ายวิญญาณและโลกฝ่ายเนื้อหนัง บุคคลดังกล่าวจะได้เข้าร่วมพิธีรับพรมงคลสมรสนานาชาติ เพื่อสถาปนาโลกแห่งชัยชนะ เสรีภาพ เอกภาพ และความสุข ข้าพเจ้าขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมในพิธีรับพรของรุ่น 3.6 ล้านคู่ในปีนี้ และได้เป็นผู้ต้อนรับสวรรค์และแผ่นดินโลก ตลอดจนพบหนทางสู่ชีวิตนิรันดร์

ในวันนี้ ผู้นำแห่งโลกวรรณกรรมจากทั่วโลกก็ได้มาอยู่ร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้แล้ว ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดาชาวคณะของวอร์ชิงตันไทม์ อีกทั้งบรรดาผู้นำแห่งโลกวรรณกรรมทั้งหลายจะเป็นแกนนำที่สำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งครอบครัวที่แท้จริงและโลกที่แท้จริงที่มีความรักของพระเจ้าเป็นศูนย์กลางขึ้นมา เพื่อเป็นสัญญาณของโลกแห่งสันติภาพและความสามัคคีในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังจะมาถึงนี้

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรแก่ท่าน ครอบครัว และความอุตสาหะทั้งปวงของท่าน ขอบคุณครับ