Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 

  การบรรยาย (Lecture)  

 

คำบรรยายหกชั่วโมง

คำนำ

หลักการของพระเจ้าคำสอนของโบสถ์แห่งความสามัคคี สามารถถูกแบ่งออกได้ใหญ่ๆ เป็นสามส่วน ส่วนที่พื้นฐานที่สุดของหลักการของพระเจ้าก็คือ "หลักการแห่งการสร้างสรรค์"ซึ่งอธิบายว่า พระเจ้าสร้างโลกแห่งสรรพสิ่งทั้งมวลอย่างไร
เพราะว่าพระเจ้าเป็นสิ่งดำรงอยู่ ที่เป็นแก่นสารแห่งอุดมคติที่เป็นหนึ่ง ดี และนิรันดร์ สอดคล้องตามความมุ่งหมายของพระองค์ ดังนั้น มนุษย์ก็ถูกสร้างขึ้นให้กลายเป็นตัวตนอุดมคติแห่งความดี ที่ซึ่งบาปและความทุกข์ทรมานจะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งและเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ตามความเป็นจริงของการที่มนุษย์พบตัวของเขาเองอยู่ในความขัดแย้ง และความชั่วร้ายเป็นผลของการสูญเสียคุณค่าเริ่มแรกของเขาโดยการตกสู่บาป เพราะฉะนั้น ศาสนาคริสต์ดั่งเดิมเรียกภาวะนี้ของมนุษย์ว่า "การตกสู่บาป"หลักการของพระเจ้า อธิบายรายละเอียดของการตกสู่บาป เช่นแรงผลักดันและกระบวนการของมัน จุดเริ่มต้นของบาปและตัวตนที่แท้จริงของซาตาน สิ่งนี้อยู่ในบทที่ชื่อว่า "การตกสู่บาป
มนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องเดินหนทางแห่งการช่วยให้รอดภายใต้พรของพระเจ้าในหลักการแห่งการรวมเป็นหนึ่ง การช่วยให้รอดก็คือการแก้ไข พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือความมุ่งหมายแห่งการช่วยให้รอดก็เพื่อที่จะกลับไปสู่สภาวะเริ่มแรกก่อนการตกสู่บาป เพราะฉะนั้นแผนการแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้าก็คือแผนการแห่งการแก้ไข ภายใต้หลักการอะไรที่พระเจ้าได้กำลังทำงานสำหรับการช่วยให้รอดของมนุษยชาติ เพื่อทำให้ความหมายและกระบวนการทั้งมวลของการช่วยให้รอดเป็นที่ชัดเจนก็คือความหมายของ "หลักการแห่งการแก้ไข"
"หลักการแห่งการสร้างสรรค์" "การตกสู่บาปของมนุษย์" และ "หลักการแห่งการแก้ไข" เป็นสามส่วนใหญ่ๆ ของหลักการของพระเจ้าของโบสถ์แห่งความสามัคคี
บนโลกได้มีศาสนามากมายและแม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ศาสนาคริสต์ได้ถูกแบ่งออกเป็นหลายนิกาย แล้วอะไรเป็นนัยสำคัญของแผนการของพระเจ้า และแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังหลักการเกิดขึ้นของโบสถ์แห่งความสามัคคีอันใหม่ในเวลาที่เฉพาะเช่นนี้พระเจ้าทรงมีชีวิตอยู่และกำลังทำงานอยู่ ทั้งในตลอดประวัติศาสตร์และในจิตใจของมนุษย์ พระเจ้าได้ทิ้งร่องรอยที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ของการทำงานตลอดชีวิตของพระองค์ไว้เสมอ โดยเปรียบเทียบไว้กับสิ่งนี้ มนุษย์ที่เป็นกรรมแห่งการทำงานของพระเจ้ามีลักษณะอย่างไร เขายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่เสมอและไม่ก้าวหน้า หรือว่าเขาได้กำลังเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอในมาตรฐานฝ่ายภายในของเขา เช่น ภาวะทางฝ่ายวิญญาณและระดับแห่งปัญญา ซึ่งพระเจ้าต้องเกี่ยวข้องด้วยในช่วงระยะเวลาต่างๆ กันของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ถ้ามนุษย์ไม่ได้ตกสู่บาป เขาก็จะคล้ายคลึงกับความสมบูรณ์ของพระเจ้า (มัทธิว5:48) และมีบุคลิกลักษณะของพระเจ้า (ยอห์น14:20) เพื่อว่าพระเจ้าสามารถมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเขาได้ อย่างไรก็ตามเพราะว่าการตกสู่บาปของเขา มนุษย์ได้ตกอยู่ในภาวะของการแยกออกจากพระเจ้า พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การตกสู่บาปและกลายเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่เป็นแก่นสารแห่งบาปซึ่งตรงข้ามกับเจตจำนงของพระเจ้า เราจะพูดว่า ปัญญาและความสามารถทางฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ถูกกระทบกระเทือนอย่างไร โดยการตกสู่บาป เราสามารถพูดได้ว่าเขาตกลงไปสู่ศูนย์ ความสามารถฝ่ายวิญญาณและปัญญาของมนุษย์ที่ตกสู่บาปและเสื่อมค่อยๆ ได้รับความสว่างโดยผลแห่งแผนการแห่งการแก้ไขของพระเจ้า เพราะฉะนั้นเมื่อระดับทางฝ่ายวิญญาณและปัญญาของมนุษย์ค่อยๆ ถูกพัฒนาขึ้นในแต่ละยุคสมัย ดังนั้นพระเจ้าต้องปรับปรุงวิธีการอบรมประชาชนและความสัมพันธ์กับเขาเหล่านั้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในเวลาของอับราฮัม เมื่อความสามารถทางฝ่ายวิญญาณ และปัญญาต่ำเหลือเกินพระเจ้าต้องนำประชาชนในหนทางที่ซึ่งเขาเหล่านั้นมาสู่พระเจ้าได้ โดยการถวายเครื่องบูชาแด่พระองค์ ประชาชนในเวลานั้นยังคงไม่เติบโตเพียงพอที่จะสามารถตอบสนองต่อกฎและพระวจนะอื่นๆ ในระดับที่สูงกว่าได้ หลายร้อยปีต่อมาในเวลาของโมเสส พระเจ้าได้ดำเนินแผนการของพระองค์โดยผ่านกฎและ 1,600 ปี หลังจากนั้น แทนที่จะกระทำซ้ำแผนการแห่งการทำงานอันเดียวกันโดยผ่านกฎหรือธรรมบัญญัติ พระเจ้าให้ศาสนาของพระเยซูกับประชาชนในระดับที่เหมาะสมกับความสามารถทางฝ่ายวิญญาณของประชาชนในยุคสมัยนั้นเพื่อว่าเขาเหล่านั้นจะเข้าใจพระเจ้ามากขึ้น
ข้อเท็จจริงที่ว่า ประชาชนชาวยิวผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้าอย่างเลื่อมใสศรัทธามากไม่สามารถรู้จักพระเยซูเป็นเสมือนพระผู้ช่วยให้รอดเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผนการแห่งการแก้ไข ไม่เพียงแต่เขาเหล่านั้นจะไม่รู้จักพระองค์เท่านั้นแต่เขาเหล่านั้นถึงขนาดว่าไม่ไว้วางใจพระองค์โดยเรียกพระองค์ว่าเป็น "เจ้าชายแห่งปีศาจ" และแม้กระทั่งผลักดันให้พระองค์ถูกตรึงที่กางเขน อะไรนำไปสู่สิ่งนี้ ในยุคนั้นประชาชนชาวอิสราเอลได้ติดตามพระเจ้าโดยหนทางเก่าแห่งกฎ แต่พระเจ้าเริ่มต้นเข้าหาประชาชนโดยผ่านตัวพระเยซูเองโดยวิธีการของแผนการแห่งการทำงานอันใหม่แห่งศาสนาของพระเยซู โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เราสามารถเห็นได้ว่าเมื่อความสามารถทางฝ่ายวิญญาณและปัญญาของประชาชนพัฒนาขึ้นในแต่ละยุคสมัย พระเจ้าได้ใช้วิธีการที่สูงขึ้นไปอีกเพื่อที่จะเข้าถึงเขาเหล่านั้นเสมอกรรมของพระเจ้าที่มีชีวิตและแผนการของพระองค์ไม่ใช่มนุษย์ผู้ซึ่งเป็นเสมือนซากหินแข็ง แต่เป็นมนุษย์ผู้ซึ่งมีชีวิตชีวาอย่างมากทางฝ่ายวิญญาณและทางฝ่ายปัญญา
แล้วใครคือกรรมในปัจจุบันของพระเจ้า มันไม่ใช่ประชาชนในเวลาของพระเยซูเมื่อ 2,000 ปีก่อน และไม่ใช่ประชาชนในเวลาของโมเสส 3,600 ปีก่อนและไม่ใช่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ย้อนหลังกลับไปอีก แต่เป็นมนุษย์ยุคปัจจุบันที่มีชีวิตอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้
ทุกวันนี้ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าโบสถ์ต่างๆ ได้สูญเสียอำนาจทางฝ่ายวิญญาณของเขาในการดึงดูดและยึดคนหนุ่มสาวไว้ได้ และก็ไม่สามารถโน้มน้าวประชาชนทั้งมวลของยุคนี้ ดังนั้นพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่ต้องให้ความจริงอันใหม่ การแสดงออกอันใหม่แห่งความจริง เพื่อนำประชาชนของยุคนี้ไปสู่ความรอดและยุคใหม่
เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์คำพูดของพระเยซูว่า "เราพูดเรื่องนี้กับท่านเป็นคำอรรถ วันหนึ่ง เราจะไม่พูดกับท่านเป็นคำอรรถอีก แต่จะบอกกับท่านเรื่องพระบิดาอย่างแจ่มแจ้ง" (ยอห์น16:12) และ "เจ้าต้องพยากรณ์อีกเกี่ยวกับชนชาติทั้งหลายบรรดาประชาชาติ ภาษาและกษัตริย์"คำพูดทั้งมวลเหล่านี้เป็นพยานว่า ในยุคสุดท้ายการแสดงออกอันใหม่ของความจริงจะมา อย่างไรก็ตาม เพราะว่าสิ่งนี้จะเป็นหนทางอันใหม่ ในบางด้านมันอาจจะไม่สอดคล้องกับคำสั่งสอน หรือประเพณีดั่งเดิมยกตัวอย่างเช่น พระเยซูพูดบนพื้นฐานของพระคัมภีร์เก่าแต่ในเวลานั้นประชาชนติดอยู่พระคัมภร์เก่าตามตัวอักษรและไม่สามารถเข้าใจพระเยซูได้ พระเยซูสอนเขาเหล่านั้นให้กลายเป็นคนใหม่ เพื่อที่จะสามารถรับพระวจนะอันใหม่ได้โดยกล่าวว่า "น้ำองุ่นหมักใหม่ต้องใส่ในถุงหนังใหม่ (ลูกา 5:38)
หลักการของพระเจ้าของโบสถ์แห่งความสามัคคีไม่ได้เป็นศูนย์กลางอยู่ที่ ทฤษฎีทางเทววิทยาดั่งเดิมและก็ไม่ใช่เป็นการซ้ำของศาสนาในอดีตหลักการของพระเจ้าประกอบด้วยพระวจนะแห่งการเปิดเผยความจริงอันใหม่ที่ถูกประทานให้โดยผ่าน เรฟเวอเรนด์ มูน ซึ่งทำให้เจตจำนงของพระเจ้า และแผนการแห่งการช่วยให้รอดเป็นที่ชัดเจนอย่างที่สุด เรฟเวอเรนด์ มูน ไม่ได้รับการเปิดเผยความจริงของเขาในขณะที่กำลังศึกษาปรัชญาและเทววิทยาในโรงเรียน พระเจ้าเปิดเผยเจตจำนงของพระองค์ให้กับเขาโดยตรง เรารู้ว่าพระเจ้าทำงานผ่านโนอาห์และอับราฮัม และเรารู้ว่า พระเจ้าเปิดเผยพระวจนะของพระองค์โดยผ่านโมเสสและพระเยซู พระเจ้าองค์เดียวกันผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในทุกวันนี้จะไม่สามารถให้การเปิดเผยความจริงอันใหม่ในยุคปัจจุบันหรือทุกวันนี้ สิ่งที่โบสถ์ต้องการ ไม่ใช่การตีความหมายของมนุษย์ อีกอันหนึ่งเกี่ยวกับพระคัมภีร์แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่าพระเจ้าตีความหมายของมันสำหรับเราอย่างไร และเมื่อเราดำเนินชีวิตสำหรับพระเจ้า ตามเจตจำนงของพระองค์เราจะบรรลุถึงเจตจำนงของพระองค์ได้ ขอให้เราปรารถนาสิ่งนี้ด้วยจิตใจ และหัวใจที่เปิดกว้าง
เพราะว่าโบสถ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปอย่างที่มันเป็นอยู่ในขณะนี้ได้อีกต่อไป เราไม่ต้องการบางสิ่งที่ใหม่หรอกหรือ เราไม่เชื่อว่า ประชาชนที่เคร่งศาสนามากมายควรจะเคารพบูชาพระเจ้าอย่างแท้จริงในขณะนี้หรอกหรือ เราจะสามารถปล่อยให้ความเสื่อมอย่างรวดเร็วแห่งชีวิตของคนหนุ่มสาวของเราเป็นไปอย่างที่มันเป็นอยู่ในขณะนี้หรือ เราเชื่ออย่างจริงใจหรือว่า ถ้ามนุษยชาติยังคงดำเนินชีวิต โดยปราศจากความเอาใจใส่สนใจในพระเจ้าชั่วอายุคนถัดไปของเราจะยังคงมีความหวังเหลืออยู่ เราไม่รู้หรอกหรือว่าในขณะนี้เป็นเวลาสำหรับพระเจ้าที่จะพูดและให้ทิศทางอันใหม่กับมนุษย์ พระเจ้าได้ทำลายความเงียบของพระองค์แล้ว แต่โดยวิธีใด คุณจะเพียงแต่ได้ยินเสียงของพระเจ้าในท่ามกลางเสียงฟ้าคำราม และพบพระองค์ในท่ามกลางความพลุกพล่านอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินโลกเท่านั้นหรือ ในประวัติศาสตร์เสียงของพระเจ้าต่อมนุษย์เป็นเสียงที่ค่อย แต่มันเป็นเสมือนแหล่งแห่งชีวิตสำหรับมนุษย์ การเปิดเผยความจริงซึ่งพระเจ้าได้
ทรงประทานให้กับเรฟเวอเรนด์ มูน เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ในทางตะวันออก แต่มันได้ให้ความสุขอันใหม่และความหวังใหม่แก่คนหนุ่มสาวของโลกในทุกวันนี้และได้ให้ชีวิตใหม่แก่เขาเหล่านั้นจากส่วนลึกแห่งหัวใจของเขาเหล่านั้น มันสามารถเป็นไปได้อย่างที่คนหนุ่มสาวจาก 120 ประเทศ ซึ่งมีสีผิว พื้นภูมิทางวัฒนธรรมและแนวทางชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมากมายล้วนมาพบชีวิตใหม่ ความหมายใหม่ และความกระตือรือร้นอันใหม่ ในการติดตามพระเจ้า ในที่นี้เราจะแนะคำเค้าโครงย่อๆ ของหลักการของพระเจ้าซึ่งมีอำนาจแห่งชีวิตที่จะกระตุ้นจิตใจและวิญญาณของมนุษย์ และเปลี่ยนบุคคลแต่ละคนให้กลายเป็นบุคคลิกใหม่ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้า

หลักการแห่งการสร้างสรรค์

ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์ และเราพบในที่สุดไม่สามารถถูกแก้ไขได้ โดยปราศจากความเข้าใจในธรรมชาติของพระเจ้า ผู้สร้าง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าในการที่จะเข้าใจและแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งดำรงอยู่ใดๆ ที่เป็นผลเราต้องเข้าใจถึงสิ่งดำรงอยู่ที่เป็นเหตุก่อนดังนั้นในการที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานที่เกี่ยวกับสิ่งทั้งมวล เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพระเจ้าและหลักการต่างๆ ที่พระองค์ใช้สร้างสรรค์โลกก่อน หลักการแห่งการสร้างสรรค์ได้อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของพระเจ้า และหลักการเหล่านี้

1. ลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระเจ้า

เราสามารถรู้ถึงธรรมชาติของพระเจ้า ผู้ซึ่งเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่มองไม่เห็นได้อย่างไรในโรม 1:20 เราอ่านพบว่า "ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่มองไม่เห็นของพระเจ้าคือ ฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่ พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย"พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เช่นเดียวกับที่ผลงานของศิลปิน เป็นการแสดงออกที่มองเห็นได้ของธรรมชาติที่มองไม่เห็นของตัวผู้สร้างของมันเอง ดังนั้นเราสามารถรับรู้เกี่ยวกับเทวสภาพของพระเจ้าได้โดยการพิจารณาโลกแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์อย่างระมัดระวัง
ในการที่จะรู้ถึง ลักษณะพิเศษแห่งธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ขอให้เรามาพิจารณาตัวประกอบร่วมต่างๆ ที่สามารถพบได้ในสรรพสิ่งสร้างสรรค์ทั้งมวลของพระองค์เราพบว่า ทุกสิ่งจากมนุษย์สัตว์และพืชลงไปถึงส่วนประกอบพื้นฐานของสสาร โมเลกุล และอะตอม ทุกสิ่งล้วนดำรงอยู่โดยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในส่วนที่เป็นบวกและลบ หรือ
ประธานและกรรมของมัน เราพบว่ามนุษย์ประกอบด้วย ชายและหญิง สัตว์ประกอบด้วยตัวผู้และตัวเมีย และพืชประกอบด้วยเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย และโมเลกุลประกอบด้วยโปรตอนและอิเลคตรอน เราสามารถสรุปได้ว่า โลกแห่งสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่ว่าทุกสิ่งดำรงอยู่โดยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของลักษณะบวก (ประธาน) และ ลักษณะลบ (กรรม)
ข้อเท็จจริงที่ว่า โลกแห่งสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นในลักษณะดังกล่าว หมายความว่า ตัวพระเจ้าเอง ผู้ซึ่งเป็นเหตุเริ่มแรกแห่งสิ่งทั้งมวลดำรงอยู่ โดยความสัมพันธ์ ซึ่งกันและกันระหว่างลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของลักษณะบวกและลักษณะลบ ดังที่นักบุญเปาโลได้ชี้ให้เห็นในพระคัมภีร์ ปฐมกาล1:27 "พระเจ้าจึงได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง"เราสามารถกล่าวได้ว่าพระเจ้าเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่กลมกลืนของลักษณะบวกและลักษณะลบและเป็นประธานที่สมบูรณ์ต่อสิ่งดำรงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งมวลยิ่งไปกว่านั้นสิ่งทั้งมวลในโลกที่ถูกสร้างขึ้นยังประกอบด้วยลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของลักษณะ ภายใน ซึ่งมองไม่เห็นและรูปแบบภายนอกซึ่งมองเห็นได้เราเรียกลักษณะภายในนี้ว่า "ซองซัง"และรูปแบบภายนอกว่า "ฮยองซัง" ตัวอย่างเช่น มนุษย์ประกอบด้วยจิตใจ ซึ่งเป็นซองซังและร่างกายซึ่งเป็นฮยองซัง จิตใจที่มองไม่เห็นเป็นประธาน และควบคุมร่างกายที่มองเห็นได้ซึ่งเป็นกรรม ในทำนองเดียวกัน สิ่งดำรงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะแตกต่างกันในคุณค่าตามระดับแห่งการดำรงอยู่ของมันแต่ทุกสิ่งก็มีลักษณะแห่งซองซัง ซึ่งมองไม่เห็นซึ่งเป็นเหตุที่ควบคุมร่างกายซึ่งเป็นฮยองซัง ตัวอย่างเช่นสัญชาติญาณของสัตว์ สัญชาติญาณของพืชและธรรมชาติชี้นำประจำตัวของสารอินทรีย์ล้วนทำหน้าที่เป็นเหตุและควบคุมร่างกายหรือรูปแบบภายนอกของมัน ดังนั้นเราสามารถเข้าใจได้ว่า สิ่งทั้งมวลล้วนดำรงอยู่โดยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของซองซัง (จิตใจ) และฮยองซัง (ร่างกาย) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่พื้นฐานมากกว่า ดังนั้นพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นเหตุท้ายสุดต้องดำรงอยู่เป็นประธานแห่งลักษณะ (จิตใจ) และรูปแบบ (ร่างกาย) และเราเรียกลักษณะและรูปแบบที่เป็นประธานของพระเจ้าว่าซองซังเริ่มแรก และฮยองซังเริ่มแรกของพระองค์เมื่อเราพูดถึงพระเจ้าว่า พระเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้าแห่งความรัก เรากำลังกล่าวถึง ส่วนหนึ่งของจิตใจเริ่มแรกของพระเจ้า (ซองซัง) และเมื่อเราพูดถึงอำนาจทั้งมวลของพระเจ้า เรากำลังกล่าวถึงส่วนหนึ่งของร่างกายเริ่มแรกของพระเจ้า (ฮยองซัง) เพราะว่าพระเจ้าเป็นเหตุของสิ่งทั้งมวล ดังนั้นแรงผลักดัน ระเบียบและความมุ่งหมายซึ่งถูกถ่ายทอดไปสู่โลกที่ถูกสร้างขึ้น จึงถูกกำหนดโดยซองซังเริ่มแรกของพระองค์และพลังงานซึ่งถูกแสดงออกในสรรพสิ่งจึงมาจากฮยองซังเริ่มแรกของพระเจ้า
ขอให้เราสรุปสิ่งที่เราได้กล่าวมาแล้ว พระเจ้าเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่กลมกลืนของลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของซองซังเริ่มแรก และฮยองซังเริ่มแรก รวมทั้งลักษณะบวกและลักษณะลบเพราะว่าพระเจ้าเป็นประธานและเหตุของสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นทั้งมวล สิ่งดำรงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นทุกสิ่งจึงดำรงอยู่โดยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ระหว่างลักษณะภายใน และรูปแบบภายนอกและระหว่างลักษณะบวกและลักษณะลบดังนั้นเพราะว่าสรรพสิ่งแต่ละสิ่งเป็นภาพสะท้อนที่เป็นแก่นสารของพระเจ้าแต่ละสิ่งจึงมีลักษณะปัจจัยสำคัญที่เป็นคู่ที่มองไม่เห็นของพระเจ้า ผู้เป็นประธานอยู่ในตัวมันกรรมที่เป็นแก่นสารแต่ละสิ่งถูกเรียกว่า"ตัวตนแห่งความจริงเฉพาะตัว"

2. พลังปฐมภูมิสากลและปฏิกิริยาการให้และการรับ

สิ่งดำรงอยู่ที่ถูกสร้างแต่ละสิ่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า ประกอบด้วยลักษณะพิเศษที่เป็นปัจจัยสำคัญของลักษณะภายในและรูปแบบภายนอก รวมทั้งลักษณะบวกและลักษณะลบพูดอีกอย่างก็คือแต่ละสิ่งดำรงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นสะท้อนรูปแบบของการดำรงอยู่ของตัวพระเจ้าเอง และมีส่วนที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อการดำรงอยู่ของมัน แต่แล้วสรรพสิ่งแต่ละสิ่งดำรงอยู่อย่างอิสระแยกจากกันโดยสิ้นเชิงโดยปราศจากความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันหรือไม่ หรือมันดำรงอยู่ด้วยความสัมพันธ์บางอย่างซึ่งกันและกัน จากจุดยืนทางภายนอกสิ่งทั้งมวลโดยแท้จริงดำรงอยู่เป็นสิ่งดำรงอยู่เฉพาะตัวที่แยกจากกัน แต่เพราะมันถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าผู้ซึ่งมีธรรมชาติที่กลมกลืนดังนั้นโดยธรรมชาติมันจึงถูกกำหนดให้ดำรงอยู่ เจริญเติบโต และทวีคูณโดยความสัมพันธ์ที่กลมกลืนและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันและกันบรรลุถึงโดยอาศัยปฏิกิริยาของการให้และการรับ ซึ่งเรียกว่า ปฏิกิริยาการให้และการรับเมื่อประธานและกรรมใดๆ ในสรรพสิ่งเข้าสู่ปฏิกิริยาการให้และการรับความสัมพันธ์อุดมคติกับสิ่งดำรงอยู่อื่นๆ ก็จะสร้างขึ้นและแล้วอำนาจทั้งมวลที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่การเคลื่อนไหวและการทวีคูณก็ถูกสร้างขึ้น
ขอให้เราพิจารณาตัวอย่างบางอัน ร่างกายของมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่โดยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่างเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ การหายใจเข้าและการหายใจออกแต่ละบุคคลสามารถบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการดำรงอยู่ของเขาได้โดยปฏิกิริยาระหว่างจิตใจและร่างกาย ครอบครัวหรือสังคมดำรงอยู่ โดยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่าง
บุคคลและกลุ่มต่างๆ ธาตุต่างๆ ก็เช่นกันมีการดำรงอยู่ที่กลมกลืน และมีเสถียรภาพทางเคมีได้โดยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่างส่วนที่เป็นประธานและกรรมของมันทั้งพืชและสัตว์ดำรงอยู่ได้โดยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่างอวัยวะและระบบต่างๆ ในตัวมัน และเราพบว่าแม้กระทั่งระบบสุริยจักรวาลเองก็ดำรงอยู่โดยปฏิกิริยาการให้และการรับระหว่าง
ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างๆ ในการเคลื่อนที่เป็นวงโคจรของมัน
ขอให้เราพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและมนุษย์จากจุดยืนของปฏิกิริยาการให้และการรับ ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าให้ธรรมบัญญัติของพระองค์กับบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ (ปฐมกาล 2:17) หมายความว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองต่อพระเจ้าโดยการรักษาธรรมบัญญัตินั้น เพราะฉะนั้นมนุษยชาติโดยเริ่มแรกแล้วถูกกำหนดให้มีปฏิกิริยาการให้และการรับที่สมบูรณ์กับพระเจ้า ถ้าบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ได้สร้างความสัมพันธ์ในแนวดิ่งกับพระเจ้าโดยปฏิกิริยาการให้และการรับที่สมบูรณ์ ลูกหลานของเขาก็จะสามารถมีปฏิกิริยาการให้และการรับที่สมบูรณ์กับพระองค์ด้วยเช่นกัน เมื่อสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมนุษย์ทั้งมวลโดยการมีความสัมพันธ์ในแนวดิ่งที่สมบูรณ์กับตัวพระเจ้าเอง ก็จะสามารถมีความสัมพันธ์ที่กลมกลืนกับกันและกันได้ มีชีวิตอยู่เพื่อกันและกันและทำให้อาณาจักรของสวรรค์บนโลกกลายเป็นความจริงโดยการตกสู่บาปของบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ ความสัมพันธ์อันนี้กับพระเจ้าถูกตัดขาดออกไป และเพราะเหตุนี้มนุษย์แต่ละคนจึงไม่สามารถมีการให้และการรับที่กลมกลืนกับพระเจ้าและกับกันและกันได้เพราะว่า พระผู้มาโปรด บุตรสุดที่รักของพระเจ้ามาเป็นเสมือนบุคคลผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับที่สมบูรณ์กับพระเจ้า เมื่อมนุษย์ที่ตกสู่บาปรวมเป็นหนึ่งกับพระผู้มาโปรดในความสัมพันธ์ของการให้และการรับที่สมบูรณ์ มนุษย์ที่ตกสู่บาป ก็จะแก้ไขความสัมพันธ์แห่งการให้และการรับของเขากับพระเจ้าที่สูญเสียไปกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น พระเยซูคริสต์จึงเป็นสื่อกลางที่ซึ่งมนุษย์ที่ตกสู่บาปสามารถเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นและในเวลาเดียวกัน พระองค์จึงเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต (ยอห์น 14:6)
คำว่า การให้และการรับ หมายความว่า ให้ก่อนแล้วจึงรับ ไม่ใช่รับก่อนแล้วจึงให้ข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าสร้างสรรค์ หมายความว่า พระองค์ต้องทุ่มเทตัวพระองค์เองในการที่จะทำให้เกิดสรรพสิ่งสร้างสรรค์ขึ้นพูดอีกอย่างก็คือ พระองค์ต้องเสียสละตัวพระองค์เองสำหรับสรรพสิ่งสร้างสรรค์ของพระองค์ ดังนั้นมันจึงเป็นกฎสากลแห่งสวรรค์ที่ว่าการให้มาก่อนการรับ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่ตกสู่บาปล้มเหลวที่จะตอบแทนหรือตอบสนองแม้กระทั่งหลังจากที่เขาได้รับและเป็นเพราะหนทางแห่งชีวิตเช่นนี้ที่ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น พระเยซูมาเพื่อที่จะรับใช้มนุษยชาติด้วยความรักและเสียสละ: "...บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติแต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติ" (มัทธิว 20:28) พระเยซูยังสอนโดยตรงเกี่ยวกับหลักการของการให้และการรับ เมื่อพระองค์กล่าวว่า "อย่ากล่าวโทษเขาเพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไรพระเจ้าก็จะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้นและท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น" (มัทธิว 7:1-2) และ"...จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน" (มัทธิว 7:12)
เช่นเดียวกับที่ความสัมพันธ์อุดมคติของสิ่งทั้งมวลเป็นผลของปฏิกิริยาการให้ และการรับระหว่างประธานและกรรม การเคลื่อนของประธานและกรรมไปสู่กันและกัน (ปฏิกิริยาการให้และการรับ) จะต้องเป็นผลของอำนาจบางสิ่งอำนาจในแนวดิ่ง แล้วอะไรคืออำนาจเริ่มแรกซึ่งทำให้ปฏิกิริยาการให้และการรับเกิดขึ้นได้
มันจะต้องมีอำนาจในแนวดิ่งที่เป็นเหตุซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาอื่นๆ ก่อนที่พลังงานอื่นๆ จะสามารถถูกสร้างขึ้น มันต้องมีอำนาจอันหนึ่งภายในสิ่งทั้งมวลในโลกที่ถูกสร้างขึ้นนี้ที่ทำให้มันสามารถดำรงอยู่ และยังทำให้มันสามารถเริ่มต้นมีปฏิกิริยาการให้และการรับกับสิ่งดำรงอยู่ อำนาจอันนี้เรียกว่าพลังงานปฐมภูมิสากลและมันเป็นอำนาจพื้นฐานของพระเจ้าผู้สร้างของเรา มันเป็นอำนาจพื้นฐานซึ่งทำให้พระเจ้าสามารถดำรงอยู่ เป็นสิ่งดำรงอยู่ที่สมบูรณ์ดำรงอยู่ด้วยตัวเองและ นิรันดร์ ในเวลาเดียวกัน มันเป็นอำนาจซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้กับสิ่งดำรงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้นทุกสิ่ง เพื่อทำให้มันสามารถดำรงอยู่ได้ และบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของมันได้
พลังงานปฐมภูมิสากลเป็นลักษณะพื้นฐานที่สุดที่ทุกสิ่งมีส่วนร่วมด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นชีวิตในรูปแบบใด วิธีการของการทวีคูณหรือชนิดของปฏิกิริยาต่างๆ ซึ่งเป็นผลของปฏิกิริยาให้และการรับต่างๆ ระหว่างสิ่งต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งที่เล็กที่สุดไปจนถึงที่ใหญ่ที่สุด โดยท้ายที่สุดทั้งหมดล้วนมีความมุ่งหมายที่รวมเป็นหนึ่งอันเดียวกัน และดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ร่วมซึ่งกันและกันที่เป็นระบบที่เป็นหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ทิศทางและเป้าหมายของปฏิกิริยาการให้และการรับทั้งมวลถูกควบคุมโดยพลังปฐมภูมิสากลดังนั้นปฏิกิริยาการให้และการรับ ไม่ใช่มุ่งหมายเพียงเพื่อให้ประธานและกรรมบรรลุถึงความมุ่งหมายของแต่ละสิ่งเท่านั้น แต่ยังเพื่อความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเพื่อการรวมทั้งหมดให้เป็นหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ความมุ่งหมายท้ายสุดของปฏิกิริยาการให้และการรับ ก็คือเพื่อประธานและกรรมรวมเป็นหนึ่งและพัฒนาขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นและใหญ่ขึ้น แต่ละสิ่งดำรงอยู่ซึ่งส่วนที่เป็นประธานและกรรมของมันกลายเป็นหนึ่งเดียวกันก็พยายามมุ่งไปสู่ปฏิกิริยาการให้และการรับกับคู่ที่สอดคล้องกันในระดับที่สูงขึ้นไปอีก และโดยการรวมเป็นหนึ่งกับมัน ก็พัฒนาขึ้นไปสู่สิ่งดำรงอยู่ที่สูงขึ้นไปอีก ดังนั้น ทุกสิ่งจึงมีทั้งความมุ่งหมายแห่งการดำรงอยู่เฉพาะตัว และความมุ่งหมายแห่งการดำรงอยู่เฉพาะตัว และความมุ่งหมายแห่งการดำรงอยู่ของทั้งหมดดังนั้น เอกภพจึงสามารถถูกเรียกได้ว่า เป็นร่างกายที่เป็นระบบที่เป็นหนึ่งขนาดใหญ่อันหนึ่งของลักษณะพิเศษที่เป็นคู่

3. ปฏิกิริยาจุดเริ่มต้น-การแบ่ง-การรวมและฐานสี่ตำแหน่ง

เมื่อลักษณะที่เป็นคู่ของพระเจ้า ผู้ซึ่งเป็นประธานที่มองไม่เห็น ถูกถ่ายทอดไปในประธานและกรรมที่เป็นแก่นสาร และคู่ของประธานและกรรมที่ถูกแบ่งออกมาสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยปฏิกิริยาการให้และการรับ ประธานและกรรมนี้ก็จะสร้างการรวมอันหนึ่งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นกรรมอันใหม่ของพระเจ้า ปฏิกิริยาจุดเริ่มต้นการแบ่งการรวมเป็นกระบวนการของการสร้างสรรค์ หรือเส้นทางของการพัฒนาการของอำนาจหรือพัฒนาซึ่งเริ่มต้นมาจากพระเจ้า (จุดเริ่มต้น) ซึ่งแบ่งออกมา และแล้วก็รวมกันเข้าอีกครั้งหนึ่งประธานและกรรมที่ถูกแบ่งออกมารูปแบบที่ถูกรวมเป็นหนึ่งของมันและพระเจ้าแต่ละตำแหน่งกลายเป็นประธานซึ่งมีกรรมสามกรรม และเป็นกรรมซึ่งเป็นประธานสามประธาน ทั้งหมดมีปฏิกิริยาการให้และการรับอุดมคติกับกันและกัน กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน และแล้วบรรลุถึงความมุ่งหมายกรรมสามตำแหน่ง ประธานและกรรมที่ถูแบ่งออกมา และร่างที่รวมเป็นหนึ่งของมันจะสร้างมาตรฐานกรรมสามตำแหน่งและพระเจ้าเป็นกรรมอันแรกของมันเสมอ แล้วมันก็ปรับตัวเข้ากับความมุ่งหมายของการดำรงอยู่ของทั้งหมดและสิ่งต่างๆ ในระดับที่ใหญ่กว่าขึ้นไป
เมื่อประธานและกรรมที่ถูกแบ่งออกมาและร่างที่รวมเป็นหนึ่ง บรรลุถึงความมุ่งหมายกรรมสามตำแหน่งของมันหลังจากที่แบ่งออกมาจากพระเจ้าโดยการรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้าและกับซึ่งกันและกัน มันจะกลายเป็นฐานแห่งอำนาจที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเรียกว่า ฐานสี่ตำแหน่ง เพราะว่าฐานสี่ตำแหน่งถูกสร้างขึ้นเมื่อประธาน กรรม ร่างที่รวมเป็นหนึ่งทั้งหมดในแต่ละชั้นกลายเป็นหนึ่ง โดยปฏิกิริยาการให้และการรับอุดมคติที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้าฐานสี่ตำแหน่ง จึงเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ที่ซึ่งพระเจ้าสามารถทำงานได้ และยังเป็นพื้นฐานแห่งความดีซึ่งบรรลุถึงความมุ่งหมายการสร้างสรรค์ของพระเจ้า เมื่อจิตใจและร่างกายของมนุษย์มีปฏิกิริยาการให้ และการรับโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้ามนุษย์อุดมคติ และกรรมที่สมบูรณ์ของพระเจ้าก็เกิดขึ้น และฐานสี่ตำแหน่งในระดับบุคคลก็กลายเป็นความจริง
เมื่อสามีและภรรยา มีปฏิกิริยาการให้และการรับอุดมคติโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้ามันก็กลายเป็นครอบครัวซึ่งเป็นกรรมที่สมบูรณ์ของพระเจ้า สร้างฐานสี่ตำแหน่งในระดับครอบครัวขึ้น เมื่อมนุษย์และสรรพสิ่งเข้าสู่ปฏิกิริยาการให้และการรับอุดมคติโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้า สรรพสิ่งแต่ละอย่างก็กลายเป็นกรรมที่สมบูรณ์ของพระเจ้า และฐานสี่ตำแหน่งสำหรับการปกครองก็บรรลุถึง

4. ความมุ่งหมายของการสร้างสรรค์

แต่ละสิ่งดำรงอยู่ของมันเอง ถ้าสิ่งดำรงอยู่หนึ่งสูญเสียความมุ่งหมายแห่งการดำรงอยู่ของมัน มันก็จะถูกทิ้งไป ถ้าความมุ่งหมายของการดำรงอยู่ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก อะไรคือความมุ่งหมายแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์
ความมุ่งหมายแห่งการดำรงอยู่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยตัวสิ่งดำรงอยู่ที่ถูกสร้างขึ้น ความมุ่งหมายที่แท้จริงถูกกำหนดโดยผู้สร้างของมัน เพราะฉะนั้นโดยการค้นหาว่า อะไรคือความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า เราก็สามารถเข้าใจความมุ่งหมายที่แท้จริงของมนุษย์และเอกภพ
พระเจ้าเป็นหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลงและนิรันดร์ เพราะฉะนั้น เจตจำนงของพระเจ้า (หรือความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์) ก็ต้องเป็นหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลงและนิรันดร์ ก่อนการสร้างเอกภพพระเจ้ามีอุดมคติอันหนึ่ง ภายในตัวพระองค์เองก่อน และแล้วพระองค์ก็เริ่มต้นสร้างสรรค์ แล้วอะไรคือความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์
เราสามารถเห็นในปฐมกาลบทที่ 1 ว่าเมื่อไรก็ตามที่พระเจ้าสร้างสรรพสิ่งชนิดใหม่ขึ้น พระองค์ทรงเห็นว่าดี ดังนั้นเราสามารถกล่าวได้ว่าพระเจ้าสร้างโลกเพื่อรู้สึกถึงความปีติและความสุข
ความปีติจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ความปีติไม่ได้ถูกสร้างขึ้น โดยบุคคลหนึ่งเดียวเพียงลำพัง ความปีติเกิดขึ้นเมื่อเรามีกรรมอันหนึ่ง ไม่ว่าจะมองเห็นได้หรือมองไม่เห็นก็ตาม ซึ่งเราเห็นธรรมชาติของตัวเราเองถูกสะท้อนออกมาและรู้สึกถึงการกระตุ้นที่เกิดขึ้นจากกรรมนั้น เพราะฉะนั้น พระเจ้าสร้างมนุษย์และเอกภพเป็นกรรมที่เป็นแก่นสารของพระองค์เพื่อ
พระองค์สามารถรู้สึกถึงธรรมชาติของตัวพระองค์เอง โดยผ่านกรรมที่เป็นแก่นสารของพระองค์
เพราะความห่วงใยอย่างลึกซึ้งในชีวิตของมนุษย์ พระองค์ให้ธรรมบัญญัติแก่อาดัมและเอวาว่า "...เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากินเพราะวันใดที่เจ้าขืนกินเจ้าจะต้องตายแน่..." ในพระธรรมบัญญัติ พระเจ้าได้แสดงออกซึ่งเจตจำนงและหัวใจแห่งความรักของพระองค์ต่อมนุษย์ เพราะฉะนั้น เราสามารถเห็นได้ว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้เป็นกรรมแห่งความรัก เพื่อตอบสนองโดยตรงที่สุดต่อเจตจำนงและหัวใจของพระเจ้า
ดังนั้นเพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้เป็นกรรมโดยตรงของพระเจ้าและบุตรของพระองค์พระเจ้าได้ให้อำนาจการปกครองเหนือโลกแก่มนุษย์ ปฐมกาล 1:28 แสดงถึงปัจจัยสำคัญของความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์มนุษย์ของพระเจ้า นั่นก็คือพร้อมยิ่งใหญ่สามประการ:"และพระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์และตรัสแก่เขาว่า "จงบรรลุผลและทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครอง "..." เพราะว่า พื้นฐานเบื้องต้นที่สุดที่ซึ่งพระเจ้าสามารถทำงานได้ก็คือฐานสี่ตำแหน่ง ดังนั้น ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์แหล่งแห่งความปีติของพระเจ้าจึงถูกบรรลุถึง เมื่อมนุษย์สร้างฐานสี่ตำแหน่งและบรรลุถึงพรสามประการซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่อุดมคติแห่งความรักของพระเจ้า
พรประการแรกของพระเจ้าก็คือพรแห่งความสมบูรณ์เฉพาะตัวโดยการมีปฎิกิริยาการให้และการรับที่ถูกต้องระหว่างจิตใจและร่างกายของเขา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้าและรวมมันเข้าเป็นหนึ่งเดียว มนุษย์ก็สร้างฐานสี่ตำแหน่งในระดับบุคคลขึ้นและกลายเป็นวิหารของพระเจ้า (1โครินธ์ 3:16) เมื่อบุคคลที่สมบูรณ์ดังกล่าว กลายเป็นหนึ่งในหัวใจกับ
พระเจ้าโดยสิ้นเชิง (ยอห์น 14:20) เขาจะคิดและดำเนินชีวิตโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้าเสมอ มีธรรมชาติของพระเจ้าอยู่ในตัวและกลายเป็นผลแห่งความรักในแนวดิ่งของพระเจ้า
เมื่อมนุษย์บรรลุถึงพรประการแรกของพระเจ้า เขาก็จะมีส่วนร่วมโดยธรรมชาติในความรู้สึกทั้งมวลของพระเจ้าเสมือนของเขาเอง มันจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง สำหรับมนุษย์ดังกล่าว ในการกระทำอาชญากรรมใดๆ เพราะเขาจะรู้สึกอย่างแท้จริงถึงความเศร้าโศกของพระเจ้าซึ่งเขาเป็นผู้ก่อนขึ้นโดยการกระทำดังกล่าว แต่มนุษย์ดังกล่าวจะต้องการกลายเป็นกรรมที่สมบูรณ์แห่งความปีติของพระเจ้าเท่านั้น
พรประการที่สองสำหรับอาดัมและเอวาก็คือเพื่อะเขาบรรลุถึงความสมบูรณ์เฉพาะตัวเขาก็จะกลายเป็นสามีและภรรยาชั่วนิรันดร์ สร้างครอบครัวแห่งสวรรค์ที่สมบูรณ์ ขยายลูกหลานแห่งความดี และแล้วบรรลุถึงฐานสี่ตำแหน่งในระดับครอบครัว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้า การที่อาดัม และเอวากลายเป็นสามีและภรรยานิรันดร์ภายใต้ความรักในแนวดิ่ง
ของพระเจ้า หมายความว่า ความรักของพระเจ้าถูกทำให้สมบูรณ์ในแนวราบการที่พระเจ้าให้สิทธิและความสามารถแก่เขาเพื่อขยายลูกหลานของพระเจ้าหมายความว่าพระเจ้ากำลังยอมให้มนุษย์ มีประสพการณ์ความปีติอย่างเดียวกัน กับที่พระเจ้าได้ให้ในความรักในแนวดิ่งของพระองค์สำหรับเขากับลูกของเขา ถ้าอาดัม และเอวาได้บรรลุถึงความสมบูรณ์สร้าง
ครอบครัวแรกขึ้น และให้กำเนิดลูกหลานแห่งความดี เขาจะกลายเป็นพ่อและแม่ที่แท้จริงของมนุษยชาติทั้งมวล โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้าและแล้วกลายเป็นพ่อแม่ และบรรพบุรุษที่แท้จริงชั่วนิรันดร์ของมนุษยชาติจากครอบครัวที่แท้จริงนี้เป็นพื้นฐานครอบครัวที่แท้จริง ชาติที่แท้จริงและโลกที่แท้จริงจะถูกสร้างขึ้น นี่เป็นเจตจำนงของพระเจ้า ถ้าอาดัมและเอวาได้สร้างครอบครัวและโลกดังกล่าวขึ้น มันจะเป็นอาณาจักรของสวรรค์บนโลก
พรประการที่สามที่พระเจ้าให้แก่มนุษย์ก็คือคุณสมบัติของมนุษย์ในการมีอำนาจปกครองเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้เป็นเอกภพขนาดเล็กของโครงการหน้าที่และคุณสมบัติของสรรพสิ่งทั้งมวลซึ่งพระองค์ได้สร้างขึ้นไว้ก่อน
ดังนั้น โลกแห่งสรรพสิ่งเป็นกรรมที่เป็นแก่นสารของมนุษย์ และมนุษย์รู้สึกความปีติเมื่อเขารู้สึกธรรมชาติของตัวเขาเอง ถูกสะท้อนออกมาโดยสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นซึ่งคล้ายคลึงกับเขา
โลกที่ซึ่งพรสามประการกลายเป็นความจริงก็คือโลกอุดมคติ ที่ซึ่งพระเจ้า และมนุษย์รวมทั้งมนุษย์ และสรรพสิ่งอยู่ในความกลมกลืนที่สมบูรณ์ โลกดังกล่าวเป็นอาณาจักรของสวรรค์บนโลก มนุษย์ถูกกำหนดไว้ในเริ่มแรกให้มีชีวิตแห่งความเป็นหนึ่ง โดยสิ้นเชิงกับพระเจ้าบนโลก สิ่งดำรงอยู่ที่แท้จริงแห่งชีวิตและความดี หลังจากชีวิตดังกล่าวบนโลก หลังความตายฝ่ายเนื้อหนังของเขา เขาก็จะผ่านเข้าไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ ที่ซึ่งเขาจะอยู่ในอาณาจักรของสวรรค์ในโลกฝ่ายวิญญาณโดยอัตโนมัติ ณ ที่บ้านเขาจะมีชีวิตชั่วนิรันดร์ภายใต้การปกครองแห่งความรักของพระเจ้าที่สมบูรณ์
อาณาจักรของสวรรค์ เป็นโลกที่คล้ายคลึงกับบุคคล ผู้ซึ่งได้บรรลุถึงความสมบูรณ์ในมนุษย์คำสั่งของจิตใจถูกถ่ายทอดไปสู่ร่างกายทั้งมวลโดยผ่านระบบประสาทศูนย์กลาง ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปสู่ความมุ่งหมายอันหนึ่ง ดังนั้น ในอาณาจักรของสวรรค์ เจตจำนงของพระเจ้าจะถูกถ่ายทอดไปสู่บุตรหลานทั้งมวลของพระองค์โดยผ่านบรรพบุรุษที่แท้จริงของมนุษยชาติ ทำให้ทุกคนทำงานไปสู่ความมุ่งหมายอันหนึ่งภายใต้อุดมคติของพระเจ้าเช่นเดียวกับที่ไม่มีส่วนใดของร่างกายจะเคยทรยศต่อคำสั่งของเส้นประสาท มนุษย์ที่สมบูรณ์จะไม่เคยรู้สึกต่อต้านหรือทรยศต่อการปกครองแห่งความรักของพระเจ้า โลกดังกล่าวจะไม่มีความขัดแย้งหรืออาชญากรรมเลย

5. กระบวนการแห่งการสร้างสรรค์ของเอกภพและช่วงระยะเวลาของการเจริญเติบโต

ต่อไป ขอให้เราพิจารณากระบวนการแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า กระบวนการแห่งการสร้างสรรค์ของสิ่งทั้งมวลบันทึกไวัในปฐมกาลบทที่ 1 การสร้างสรรค์ของพระเจ้าเริ่มต้นด้วยการสร้างสรรค์แสงสว่างจากความสับสน ความว่างเปล่าและความมืดและใช้ช่วงระยะเวลาซึ่งกล่าวไว้ว่าเป็นหก "วัน" ก่อนที่จะบรรลุถึงจุดสูงสุดในการสร้างสรรค์มนุษย์แต่ดังที่กล่าวไว้ใน 2 เปโตร 3:8 ว่า "...วันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปีและพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว"วันเหล่านี้ไม่ใช่เป็นวันที่มี 24 ชม. จริงๆ นี่ หมายความว่า เอกภพไม่ได้กลายเป็นสิ่งดำรงอยู่ขึ้นมาทันทีโดยปราศจากช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่มันถูกสร้างขึ้นโดยผ่านหกช่วงระยะเวลาตามลำดับ
ข้อเท็จจริงที่ว่า มันใช้เวลามากเหลือเกินสำหรับโลกที่สมบูรณ์ที่จะถูกสร้างขึ้น หมายความว่า สำหรับแต่ละการสร้างสรรค์ที่จะบรรลุถึงความบริบูรณ์จะต้องมีช่วงระยะเวลาของการเจริญเติบโต ซึ่งจำเป็นสำหรับมันในการบรรลุถึงความสมบูรณ์ของตัวมันเอง ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างสิ่งดำรงอยู่เฉพาะตัวหนึ่งๆ ขึ้นก็จะไม่มีเหตุผลใดๆ ว่า เวลาจะเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างเอกภพ ถ้า "เวลาเช้า" ที่กล่าวถึงในปฐมกาล บทที่ 1 เป็นจุดเริ่มต้นของความบริบูรณ์ของการสร้างสรรค์ "เวลาเย็น" ก็สามารถถูกถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์และเวลาระหว่างเวลาเย็นและเวลาเช้า นั่นคือเวลากลางคืนจะต้องเป็นช่วงระยะเวลาของการเจริญเติบโต
การตกสู่บาปของมนุษย์ยังชี้ให้เห็นว่า มันมีช่วงระยะเวลาของการเจริญเติบโต ถ้ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้สมบูรณ์ทันทีแล้ว การตกสู่บาปของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพราะว่าถ้าสิ่งดำรงอยู่ที่สมบูรณ์แห่งความดีซึ่งคล้ายคลึงกับพระเจ้าจะตกสู่บาปได้ เราก็จะต้องสรุปว่า ความดีในตัวของมันเองก็เป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ และเพราะฉะนั้นก็เกิดปัญหาว่าพระเจ้ามีอำนาจทั้งมวลจริงหรือเปล่า
มนุษย์ก่อนการตกสู่บาปยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ยังไม่สมบูรณ์กำลังเจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์ และสามารถเลือกหนทางแห่งความตายหรือหนทางแห่งชีวิตก็ได้ พระเจ้าไม่เคยสามารถสร้างสิ่งใดๆ ขึ้นมาพร้อมด้วยแนวโน้มภายในตัวของมันซึ่งไปสู่ความล้มเหลว หรือความไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามก่อนการตกสู่บาป มนุษย์ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นมนุษย์ตกสู่บาปในขณะที่ยังคงอยู่ในชั้นของความไม่สมบูรณ์บนหนทางไปสู่ความสมบูรณ์
การทำงานทั้งมวลแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า มันเกิดขึ้นในสามช่วงระยะเวลา เวลาเย็น เวลากลางคืน และเวลาเช้า มันยังมีหลักการของการสร้างฐานสี่ตำแหน่งในสามชั้นของจุดเริ่มต้น การแบ่ง การรวม ในทำนองเดียวกัน ช่วงระยะเวลาของการเจริญเติบโตก็ประกอบด้วยสามลำดับชั้นของการเกิด เติบโตและสมบูรณ์ ในโลกธรรมชาติมันมี
สามภาวะของสสาร ของแข็ง ของเหลวและแก๊สและสามอาณาจักรของแร่ธาตุ พืชและสัตว์ นอกจากนั้นในพระคัมภีร์ พระเจ้าแสดงออกถึงหมายเลข "สาม" ในหลายๆ ตัวอย่างเช่นหัวหน้าทูตสวรรค์สามองค์ สามขั้นของนาวาของโนอาห์เครื่องบูชาสามชนิดของอาดัม 30 ปีของชีวิตส่วนตัวของพระเยซู สามปีของการทำงานในที่สาธารณะ นักปราชญ์ 3 คน จากตะวันออกอัครสาวกสามคนของพระองค์ การล่อลวงสามครั้งและอื่นๆ อีกมาก
มนุษย์ซึ่งบรรลุถึงความสมบูรณ์โดยผ่านช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต จะดำรงอยู่ในการปกครองโดยตรงแห่งความรักของพระเจ้า เป็นกรรมที่เป็นแก่นสารของพระเจ้าที่สมบูรณ์ มนุษย์ที่สมบูรณ์ ในทำนองเดียวกัน ก็จะมีอำนาจปกครองโดยตรงเหนือสิ่งที่สมบูรณ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น อาณาจักรแห่งการปกครองโดยตรงจึงเป็นที่ซึ่งอุดมคติแห่งการสร้างสรรค์บรรลุถึงและมันเป็นอาณาจักรแห่งความรักของพระเจ้า
แล้วพระเจ้ามีความสัมพันธ์กับมนุษย์ และสรรพสิ่งในขณะที่มันยังอยู่ในช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต พูดอีกอย่างคือในขณะที่มันยังคงไม่บรรลุถึงความสมบูรณ์อย่างไร เพราะว่า มันยังอยู่ในช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต พระเจ้าไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับมนุษย์และสรรพสิ่งโดยตรง เพราะว่ามันยังไม่สมบูรณ์แต่พระเจ้าสัมพันธ์กับมนุษย์และสรรพสิ่งโดยอ้อมและช่วงระยะเวลานี้เร็วกว่าช่วงระยะเวลาของการปกครองโดยอ้อมพระเจ้าดำรงอยู่เป็นผู้สร้างแห่งหลักการ และเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลของการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นไปตามหลักการเท่านั้น
สิ่งทั้งมวลเจริญเติบโตขึ้นโดยอำนาจอัตโนมัติแห่งหลักการเองเท่านั้น แต่มนุษย์ไม่ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์โดยเพียงอำนาจการปกครองโดยอัตดนมัติแห่งหลักการเท่านั้น แต่โดยการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติซึ่งพระเจ้าประทานให้กับมนุษย์เท่านั้น เป็นเสมือนส่วนความรับผิดชอบของเขา พระเจ้าทรงกล่าวในปฐมกาล 2:7 "...ในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่"สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ามันขึ้นอยู่กับมนุษย์ในการที่จะกินผลไม้และไม่บรรลุถึงความสมบูรณ์ของตัวเขา การไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า และการตกสู่บาปถูกกำหนดโดยมนุษย์โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่โดยพระเจ้า
โดยการเห็นผลของความล้มเหลวของมนุษย์ ในการบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขา การตกสู่บาปของมนุษย์ทำให้พระเจ้าจึงให้ส่วนความรับผิดชอบนี้กับมนุษย์ โดยสรุป ก็เพื่อให้มนุษย์มีคุณสมบัติเป็นเจ้าปกครองเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล สิทธิที่แท้จริงของการปกครองเป็นของผู้ที่สร้างเท่านั้น แต่พระเจ้ายอมให้มนุษย์มีส่วนร่วมในงานแห่งการสร้างสรรค์ และมีอำนาจปกครองเหนือสิ่งทั้งมวลเสมือนตัวพระเจ้าเองถึงแม้ว่าในเริ่มแรกมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ของพระองค์เช่นกัน ดังนั้น มนุษย์จะต้องสืบทอดความเป็นผู้สร้างของพระเจ้า โดยสรุป มนุษย์ไม่บรรลุถึงความสมบูรณ์โดย
หลักการและอำนาจของพระเจ้าเท่านั้น ส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์ ถึงแม้ว่าจะน้อยเมื่อเทียบกับของพระเจ้าก็ตาม เป็นสิ่งที่จำเป็น ถึงแม้ว่ามนุษย์เป็นส่วนของการสร้างสรรค์ แต่แผนการบรรลุถึงความสมบูรณ์ของเขา เขาต้องบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขาเองซึ่งพระเจ้าไม่สามารถเกี่ยวข้องได้ โดยการทำให้ตัวของเขาเองบรรลุถึงความสมบูรณ์มนุษย์สามารถบรรลุถึงเงื่อนไขของการมีส่วนร่วมในงานแห่งการสร้างสรรค์และสืบทอดความเป็นผู้สร้างของพระเจ้าได้
พระเจ้าให้ส่วนความรับผิดชอบของตัวเขาเอง แต่มนุษย์เป็นเสมือนพรอันล้ำค่า แต่มนุษย์ไม่ได้บรรลุถึงมันและตกสู่บาป แผนการของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ผู้ซึ่งล้มเหลวในความรับผิดชอบของเขาให้รอด เป็นแผนการแห่งการสร้างสรรค์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์ซึ่งดำรงอยู่ในเริ่มแรกแห่งการสร้างสรรค์ มนุษย์จึงยังคงจำเป็นที่จะต้องถูกบรรลุถึงในแผนการแห่งการช่วยให้รอด
ข้อเท็จจริงที่ว่าแผนการแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้า ถูกยืดออกมาเป็นเวลายาวนานมากก็เพราะว่าบุคคลศูนย์กลางในแผนการแห่งการแก้ไขของพระองค์ได้ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขา ซึ่งแม้กระทั่งพระเจ้าก็ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้ ดังที่แสดงไว้ใน ยอห์น3:18 ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานพรและความรักให้มากเพียงไรก็ตาม สำหรับเขาเหล่านั้นผู้ซึ่งไม่มีศรัทธา การช่วยให้รอดไม่สามารถจะมาถึงได้ มัทธิว7:21 กล่าวว่า "ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้"สิ่งนี้บอกกับเราว่า การที่มนุษย์กระทำตามสิ่งที่พระบิดาบนสวรรค์ของเขาปรารถนาหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์เองโดยสิ้นเชิง ทำไมพระเจ้าแห่งความเมตตาจึงไม่สามารถให้แม้กระทั่งกับผู้ซึ่งไม่ได้ขอ ทำไมพระเจ้าจึงไม่สามารถให้เขาเหล่านั้นผู้ซึ่งมิได้แสวงหาและเคาะเข้ามาได้ มันเป็นเพราะว่า มันเป็นส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์เองในการแสวงหาและเคาะ และพระเจ้าไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันได้

การทำงานของพระเจ้าในแผนการแห่งการแก้ไข

เราได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่าพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งดำรงอยู่แห่งลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ได้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งมวลในความสัมพันธ์ของประธานและกรรม และมันควรจะตอบสนองซึ่งกันและกันในปฏิกิริยาการให้และการรับ สร้างการรวมเป็นหนึ่งที่กลมกลืนขึ้น ทำให้ความมุ่งหมายแห่งความดีบรรลุถึง
นอกจากนั้น เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามนุษย์ได้ทรยศพระเจ้าและทำให้ซาตานเป็นเจ้านายจอมปลอม และเริ่มต้นโลกแห่งบาปนี้ ในการช่วยมนุษยชาติและโลกดังกล่าวให้รอดพระเจ้าเริ่มต้นแผนการแห่งการแก้ไขของพระองค์ เพื่อที่จะแก้ไขมนุษย์และโลกไปสู่ภาวะเริ่มแรกที่ปราศจากบาป
ในขณะนี้ ขอให้เรามองดูหนทางที่พระเจ้าทำงาน เพื่อความมุ่งหมายแห่งการแก้ไขตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติประกอบด้วย บทบาทที่มนุษย์แต่ละบุคคลแสดงเท่านั้นหรือเปล่า มันเป็นประสบการณ์ของมนุษย์ที่ว่าเขาแทบจะไม่สามารถกำหนดเส้นทางแห่งชีวิตหรือประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเขาเองได้เลย ยิ่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติยิ่งทำได้น้อยมาก เพราะฉะนั้น ใครทำอะไร เมื่อไร และอย่างไร ไม่ได้บอกให้รู้อย่างแท้จริง ถึงเรื่องราวทั้งหมดเบื้องหลังประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จากจุดยืนของพระเจ้า ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเป็นบันทึกทั้งมวลของการทำงานของพระองค์ในการช่วยโลกนี้ให้รอด กล่าวสั้นๆ ก็คือ ประวัติศาสตร์เป็นประวัติศาสตร์แห่งการแก้ไขซึ่งเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้พยายามในการบรรลุถึงเป้าหมายนี้
เพราะว่าความมุ่งหมายของแผนการแห่งการแก้ไขของพระเจ้าก็คือ เพื่อแก้ไขมนุษย์และโลกไปสู่จุดที่ซึ่งเขาได้บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์สามารถถูกจำกัดความได้ว่า มันเป็นประวัติศาสตร์ของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า เพื่อแก้ไขความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์กลับคืนมา มนุษย์ที่ตกสู่บาปเสมือนจุดเริ่มต้นของธรรมชาติที่เป็นคู่ของความดีและความชั่ว
ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในตอนที่เกี่ยวกับการตกสู่บาปของมนุษย์ มนุษย์ที่ตกสู่บาปในขณะที่ยังคงเจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์เพื่อกลายเป็นอุดมคติที่เป็นแก่นสารแห่งการสร้างสรรค์ผลก็คือ มนุษย์ที่ตกสู่บาปมีความสามารถในการทำได้ทั้งความดีและความชั่ว พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มนุษย์ ผู้ซึ่งยังไม่สมบูรณ์มีทั้งความดีเริ่มแรกที่ถูกให้โดยพระเจ้าและธรรมชาติที่ชั่วร้ายที่เขาได้รับถ่ายทอดมาจากทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาป สารที่ชั่วร้ายที่มาจากทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาปก็คือ บาปเริ่มแรก
อัตราส่วนของธรรมชาติทั้งสองเหล่านี้ที่แต่ละบุคคลมีไม่เหมือนกันเสมอไป ในมนุษย์ที่ตกสู่บาปธรรมชาติที่ชั่วร้ายถูกพัฒนาอย่างดีมาก จนกระทั่งมันแสดงตัวมันเองออกมาในการกระทำของเขาได้อย่างง่ายดายในอีกด้านหนึ่ง พื้นฐานแห่งความดีของมนุษย์ก็ไม่สมบูรณ์มากจนกระทั่งมันต่างได้รับการกระตุ้นส่งเสริมอยู่เสมอ และความพยายามอย่างตั้งใจต้องถูกกระทำก่อนที่มันจะสามารถเกิดผลได้
ถ้ามนุษย์ได้ทำให้ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์เริ่มแรกของพระเจ้าสมบูรณ์ และได้บรรลุถึงความสมบูรณ์เหมือนดังพระบิดาบนสวรรค์ของเขา (มัทธิว 5:48) ศูนย์กลางแห่งความคิด การกระทำและชีวิตของเขาจะอยู่ที่พระเจ้าโดยอัตโนมัติ มนุษย์ดังกล่าวเป็นคนดีและประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเขาก็จะด้วยเช่นกัน มนุษย์ดังกล่าวจะสร้างครอบครัวที่ดี ชาติที่ดีและโลกที่ดีและสร้างประวัติศาสตร์แห่งความดีขึ้น นี่คืออุดมคติของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการตกสู่บาปของมนุษย์ ประวัติศาสตร์แห่งความชั่วร้ายและบาปได้เริ่มต้นขึ้นแต่ดังที่ได้แสดงไว้ใน อิสยาห์46:11 พระเจ้าจะแก้ไขโลกและประวัติศาสตร์ของมันไปสู่เป้าหมายที่พระองค์ได้วางแผนตั้งแต่เริ่มแรกในความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์

1. ประวัติศาสตร์เสมือนการต่อสู่ระหว่างความดีและความชั่ว

ทั่วโลกที่ตกสู่บาปที่ซึ่งซาตานได้ปกครองเสมือนเจ้านายที่จอมปลอมของมันนี้ ความพยายามของพระเจ้าในการแยกความดีออกจากความชั่วร้ายยังคงดำเนินต่อไป และผลก็คือส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์มนุษย์ประกอบด้วยการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว มนุษย์ที่ตกสู่บาปถูกรวมเป็นหนึ่งกับซาตานด้วยจิตใจของเขา และกระทำบาปโดยร่างกายของเขาในด้านหนึ่งอำนาจการปกครองแห่งความชั่วร้ายของซาตานกำลังพยายามอย่างสิ้นหวัง เพื่อที่จะดึงมนุษย์เอาไว้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งอำนาจการปกครองแห่งความดี จึงมีการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะเอาชนะมนุษย์มาสู่ฝ่ายหนึ่งนั่นก็คือความดีและความชั่วที่อยู่ในความขัดแย้งในโลกนี้
หลังจากการตกสู่บาปของมนุษย์ การที่คาอินฆาตกรรมน้องชายของเขา คืออาแบล เป็นการต่อสู้ครั้งแรกระหว่างพี่น้องในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และจากนั้นเป็นต้นมา แบบแผนแห่งการต่อสู้นี้ดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์ไม่ว่าตะวันออกหรือตะวันตกถึงแม้ว่าขอบเขตของการต่อสู้เปลี่ยนจากระหว่างบุคคล ครอบครัวและสังคมไปสู่ชาติและกลุ่มของชาติต่างๆ
โดยท้ายที่สุดแล้ว การต่อสู้เหล่านี้เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่วฝ่ายของพระเจ้าและฝ่ายของซาตาน ซึ่งเป็นบุคคลที่สำคัญเบื้องหลังภาพแห่งประวัติศาสตร์
ในบางครั้งการต่อสู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ดินแดนและประชาชนในบางครั้งเกี่ยวข้องกับความคิดและความเชื่อ แต่โดยแท้จริงแล้วสิ่งทั้งมวลเหล่านี้เป็นเพียงการสะท้อนของการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าและซาตาน พระเจ้าเป็นสิ่งดำรงอยู่แห่งความดีที่กำลังพยายามแก้ไขสิ่งต่างๆ แห่งความดี เพื่อที่จะถูกใช้ในแผนการแห่งการทำงาน ท้ายสุดแห่งความดีของ
พระองค์และซาตานกำลังพยายามที่จะดำรงตำแหน่งและอำนาจแห่งความชั่วร้ายของเขาไว้การต่อสู้นี้ก็ปรากฏในการกระทำของชีวิตมนุษย์และประวัติศาสตร์

2. อะไรคือแรงผลักดันแห่งประวัติศาสตร์

แล้วอะไรคือแรงผลักดันที่แท้จริงแห่งประวัติศาสตร์ แล้วประวัติศาสตร์ก้าวหน้าโดยแผนการและการทำงานของพระเจ้าเพียงลำพังหรือเปล่า ถ้าเป้าหมายของประวัติศาสตร์คือการบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ แล้วการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่วจะก้าวไปข้างหน้าสู่การบรรลุถึงแห่งความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์โดยอัตโนมัติ หรือไม่
ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะสามารถอธิบายความไม่ยุติธรรมและโศกนาฎกรรมต่างๆ มากมายในประวัติศาสตร์เช่นการดำรงอยู่ทั่วไปของความชั่วร้าย หรือการเสียสละของประชาชนในฝ่ายของความดีได้อย่างไร
ในเริ่มต้นพระเจ้าได้ให้ธรรมบัญญัติข้อหนึ่งกับบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ ซึ่งเขาต้องรักษาไว้จนกระทั่งความสมบูรณ์ของเขา ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ต้องถูกบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขาซึ่งโดยเปรียบเทียบแล้วน้อยมาก โดยการเชื่อฟังธรรมบัญญัติของพระเจ้า ในการที่จะบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ ความมุ่งหมายของมนุษย์เป็นส่งที่เป็นปัจจัยสำคัญพอๆ กับความพยายามของพระเจ้า
แต่มนุษย์อาจจะบรรลุถึง หรือไม่บรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขาต่อพระเจ้าก็ได้ เมื่อมนุษย์บรรลุถึงความรับผิดชอบของเขา แผนการของพระเจ้าก็จะถูกสะท้อนออกมาอย่างเป็นแก่นสารในประวัติศาสตร์และการแก้ไขก็ก้าวไปข้างหน้า แต่เมื่อมนุษย์ล้มเหลวในการบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขา แผนการของพระเจ้าสำหรับเวลานั้นก็ล้มเหลวในความรับผิดชอบของเขา เหตุผลที่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติปรากฎเสมือนเป็นเพียงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอของประวัติศาสตร์แห่งบาป และภาพพจน์แห่งโลกอุดมคติดูเหมือนห่างไกลเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าไม่มีความสามารถหรือไม่สมบูรณ์แต่เป็นเพราะว่ามีน้อยคนเหลือเกินที่จะบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขา ในการบรรลุถึงแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า
พระเจ้าสมบูรณ์ ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์และมีอำนาจทั้งมวล เพราะฉะนั้นความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์หรือการแก้ไขจึงสมบูรณ์ด้วย เจตจำนงแห่งการแก้ไขของพระเจ้าจะต้องถูกบรรลุถึงอย่างแน่นอน ดังที่ได้กล่าวไว้ใน อิสยาห์ 46:11 เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่ามนุษย์คนหนึ่งจะล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบของเขา หลังจากชั่วระยะเวลาหนึ่ง พระเจ้าก็แก้ไขพื้นฐานและเงื่อนไขอย่างเดียวกันกับก่อนหน้านี้กลับคืนมาอีกครั้งและเลือกอีกคนหนึ่ง เพื่อที่จะบรรลุถึงภารกิจอย่างเดียว นี่เป็นเหตุผลที่แท้จริงว่า ทำไมเราจึงเห็นปรากฏการณ์ และเหตุการณ์ที่เหมือนกันอย่างยิ่งปรากฎขึ้นอีกหลังจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า แม้กระทั่งหลังจากช่วงระยะเวลาสองถึงสี่พันปี เราเรียกการปรากฎขึ้นอีกครั้งหนึ่งของเหตุการณ์หรือช่วงระยะเวลาที่เหมือนกันนี้ว่าแผนการแห่งเอกลักษณ์ทางเวลา

3. พระผู้มาโปรดและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ในแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า พระองค์ต้องแก้ไขมนุษย์ที่แท้จริงคนหนึ่งก่อนเพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์ และโดยผ่านเขาเพื่อแก้ไขครอบครัวหนึ่ง ชาติ และโลกแห่งการสร้างสรรค์อุดมคติของพระองค์ พระเจ้าส่งพระผู้มาโปรดมาสู่โลกเป็นเสมือนรูปแบบของมนุษย์ที่แท้จริง เพราะฉะนั้นพระผู้มาโปรดจึงเป็นผลที่มีคุณค่ามากที่สุดของประวัติศาสตร์แห่งแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า ผลก็คือพระเจ้าไม่สามารถเพียงแต่ส่งพระผู้มาโปรดมาสู่โลกโดยปราศจากการเตรียมตัวใดๆ ได้ นี้เป็นเพราะว่าโดยการตกสู่บาปของมนุษย์ มนุษยชาติได้รับใช้เจ้านายที่จอมปลอม และถ้าพระผู้มาโปรดถูกส่งมาโดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่ถูกเตรียมไว้ โลกแห่งบาปพยายามที่จะขจัดพระองค์อย่างแน่นอน พระเจ้าเลือกบุคคลบางคนขึ้นก่อนผู้ซึ่งสามารถเชื่อฟังและให้เกียรติแก่พระองค์จากคนที่ชั่วร้าย และโดยบุคคลเหล่านี้พระเจ้าสร้างครอบครัวและชาติที่แยกออกจากฝ่ายของซาตาน เพื่อที่เขาเหล่านั้นสามารถเป็นพื้นฐานแห่งศรัทธา ที่ซึ่งพระผู้มาโปรดสามารถมาได้
พระเจ้าเลือกครอบครัวของอับราฮัม และยาโคบ และยกชนเผ่าอิสราเอลขึ้น เพื่อเตรียมประชาชนเหล่านี้ให้เป็นฐานรองรับการมาของพระผู้มาโปรด ในทำนองเดียวกันพระเจ้าทำงานกับศาสนาคริสต์เป็นเวลาสองพีนปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมสำหรับการมาครั้งที่สองของพระคริสต์ ดังนั้นประวัติศาสตร์ของชาวอิสราเอลก่อนการมาของพระเยซู และประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์หลังพระเยซู จึงถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ประวัติศาสตร์ศูนย์กลางและประวัติศาสตร์ที่ช่วยเหลือสนับสนุนของแผนการแห่งการแก้ไข
เจตจำนงของพระเจ้าก็คือเพื่อแก้ไขประชาชนทั้งมวลของโลก แต่ก่อนอื่น พระเจ้าดำเนินแผนการแห่งการทำงานที่เป็นแบบแผน โดยผ่านเส้นทางที่เป็นศูนย์กลางแห่งประวัติ-ศาสตร์นี้ในขณะเดียวกันก็ชี้นำประวัติศาสตร์ต่างๆ ของชาติอื่นๆ ในบทบาทแห่งการช่วยเหลือสนับสนุน แล้วต่อไปจึงเชื่อมต่อมันเข้ากับประวัติศาสตร์ศูนย์กลางเพื่อรวมมันเข้าใน
การช่วยให้รอดทั้งหมด
จากจุดยืนของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า เพราะว่ามันจะต้องอบรมจิตใจและวิญญาณของมนุษย์ไปสู่การบรรลุถึงเป้าหมายแห่งการแก้ไขของมนุษยชาติ สาขาอื่นๆ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และวัฒนธรรม ก็เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมการดำรงอยู่ของมนุษย์ และดังนั้น ประวัติศาสตร์ของมันจึงสามารถูกถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ช่วยเหลือสนับสนุน
โดยการมองดูประวัติศาสตร์ในลักษณะเช่นนี้ เราสามารถเข้าใจความมุ่งหมายและนัยสำคัญของเหตุการณ์ต่างๆ ของประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวยิวที่ถูกเล่าในพระคัมภีร์เก่า มันไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของเผ่าหรือชาติหนึ่งเท่านั้น แต่มันเป็นประวัติศาสตร์ศูนย์กลางที่ซึ่งพระเจ้าทำงานแผนการแห่งการช่วยให้รอดของพระองค์
ประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวยิวที่มีศูนย์กลางที่ศาสนายูดาห์รวมกับประวัติศาสตร์ของอารยธรรมตะวันตกที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ศาสนาคริสต์ เป็นการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า เป็นที่น่าพิศวงว่า เราสามารถพบสูตรที่เป็นแบบแผนอันหนึ่งซึ่งใช้ได้กับประวัติศาสตร์ทั้งมวล โดยสูตรอันนี้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่จะทำนายเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ในอนาคตได้

4. หลักการของแผนการแห่งการแก้ไข

โดยหลักการอะไร ที่พระเจ้าใช้ในการดำเนินแผนการแห่งการแก้ไขของพระองค์ หลังจากการตกสู่บาปจากจุดยอดของขั้นเติบโต มนุษย์ได้อยู่ภายใต้การครอบงำของซาตาน ก่อนที่จะสามารถแก้ไขมนุษย์ดังกล่าว พระเจ้าต้องแยกเขาออกจากซาตานก่อน ในการที่จะแยกมนุษย์ต้องขจัดบาปเริ่มแรกของตัวเขาเอง อย่างไรก็ตาม บาปเริ่มแรกไม่สามารถถูกขจัดออกไปจนกว่ามนุษย์จะบังเกิดใหม่โดยผ่านพระผู้มาโปรด ผู้ซึ่งมาเป็นเสมือนพ่อแม่ที่แท้จริง เพราะฉะนั้น มนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องผ่านเส้นทางของการแขกออกจากซาตานกลับไปสู่ยอดของขั้นเติบโตก่อนที่จะสามารถพบกัน พระผู้มาโปรดที่ซึ่งเขาจะบังเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งและแล้วต้องติดตามพระองค์เพื่อบรรลุถึงความสมบูรณ์ ดังนั้นบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์
เพราะฉะนั้น สำหรับมนุษย์ที่ตกสู่บาป มันมีสองหนทางที่จะต้องไป: หนทางแห่งการแก้ไขซึ่งแต่ละคนจะต้องผ่านไปเพื่อบังเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งและแล้วหนทางแห่งหลักการ โดยติดตามพระผู้มาโปรดเพื่อบรรลุถึงความสมบูรณ์ หลังจากบังเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยการรับพระผู้มาโปรด ในเส้นทางแห่งหลักการมนุษย์จำเป็นที่จะต้องเชื่อฟังต่อพระผู้มาโปรดโดยสิ้นเชิง ติดตามพระองค์ด้วยกำลังทั้งมวลของเขาจนกว่าจะบรรลุถึงความสมบูรณ์

5. พื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรด

อะไรคือ เส้นทางแห่งการแก้ไขจนกระทั่งถึงเวลาแห่งการพบพระผู้มาโปรด โดยหลักการ อะไรที่พระเจ้าชี้นำแผนการแห่งการแก้ไขจนกระทั่งพระองค์ส่งพระผู้มาโปรดมาคำถามเหล่านี้ มันสามารถถูกเข้าใจได้โดยการรู้ถึงหลักการแห่งการเตรียมตัวสำหรับพระผู้มาโปรด มันเป็นหลักการอันเดียวกันกับที่พระเจ้าใช้เตรียมพื้นฐานเพื่อที่จะส่งพระผู้มาโปรด
มา พระผู้มาโปรดมาที่จุดยอดของขั้นเติบโต ที่ซึ่งมนุษย์ตกสู่บาปโดยเริ่มแรก เพราะฉะนั้นปัจจัยสำคัญของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้าจนกระทั่งการมาของพระผู้มาโปรดก็คือเพื่อทำให้ประชาชนสามารถชดใช้และแก้ไขพื้นฐานที่ซึ่งพระเจ้าจะสามารถส่งพระผู้มาโปรดก็คือ เพื่อทำให้ประชาชนสามารถชดใช้และแก้ไขพื้นฐานที่ซึ่งพระเจ้าจะสามารถส่งพระผู้มาโปรดมาได้ มนุษย์ที่ตกสู่บาปไม่สามารถไปถึงยอดของขั้นสมบูรณ์เพียงลำพังได้ ดังนั้นพระเจ้าได้ให้เงื่อนไขบางอย่างแก่มนุษย์ที่ตกสู่บาป ที่จะต้องบรรลุถึงเพื่อถูกแก้ไขกลับไปสู่ยอดของขั้นเติบโตได้
ดังนั้นมันเป็นส่วนความรับผิดชอบของมนุษย์ในการเตรียมพื้นฐานเพื่อรับพระผู้มาโปรดนี้ เงื่อนไขอะไรเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเตรียมพื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรด การแก้ไขต้องถูกบรรลุถึงโดยการกลับขั้นตอนของการตกสู่บาปของมนุษย์ อะไรคือเงื่อนไขที่จำเป็นในการกลับขั้นตอนต่างๆ ของการตกสู่บาปกลับไปสู่ยอดของขั้นเติบโตซึ่งอาดัมและเอวาได้สูญเสียไปเมื่อเขาตกสู่บาป
ประการแรก อาดัมและเอวา ล้มเหลวในการเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าและสูญเสียพื้นฐานแห่งศรัทธาไป ประการที่สอง อาดัมและเอวาไม่สามารถดำรงบุคคลิกลักษณะเริ่มแรกของเขาเหล่านั้นเสมือนบุตรชายและบุตรสาวของพระเจ้าต่อหน้าทูตสวรรค์ ผู้ซึ่งถูกสร้างขึ้นให้เป็นผู้รับใช้ เพราะฉะนั้นเขาได้สูญเสียพื้นฐานแห่งแก่นสาร เพราะฉะนั้น พื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรดซึ่งมนุษย์ที่ตกสู่บาปต้องแก้ไขก็คือเพื่อชดใช้และแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา และพื้นฐานแห่งแก่นสารเริ่มแรกกลับคืนมา แล้วอะไรคือเงื่อนไขที่จำเป็นในการชดใช้และแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา
อาดัมและเอวาสูญเสียพื้นฐานโดยการล้มเหลวในการเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าและโดยการล้มเหลวในการรักษาธรรมบัญญัติของพระองค์ในขณะที่กำลังผ่านช่วงระยะเวลาแห่งการเจริญเติบโตของเขา ในการชดใช้และแก้ไขสิ่งนี้ ประการแรก บุคคลที่เป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาคนหนึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในตำแหน่งแทนที่อาดัมและเอวา ประการที่สอง สิ่ง
ที่เป็นเงื่อนไขต้องถูกเตรียม และประการที่สาม ต้องผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่งแห่งศรัทธาในพระเจ้า
พื้นฐานแห่งศรัทธาเป็นพื้นฐานในแนวดิ่งระหว่างมนุษย์และพระเจ้า เพราะว่ามนุษย์ตกสู่บาปโดยการไม่เชื่อในพระเจ้า มันเป็นความมุ่งหมายของพื้นฐานแห่งศรัทธาที่จะชดใช้และแก้ไขความสัมพันธ์ในแนวดิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา ตลอดประวัติศาสตร์ทั้งมวลแห่งการแก้ไข บุคคลในแผนการแห่งการแก้ไขมากมายได้ถวายเงื่อนไขบางอย่างแห่งศรัทธากับพระเจ้าเพื่อชดใช้และแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาแล้ว อะไรคือเงื่อนไขในการชดใช้และแก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสารกลับคืนมา
ถ้าอาดัมและเอวาได้ยืนอยู่อย่างมั่นคงบนพื้นฐานแห่งศรัทธา เขาจะกลายเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่เป็นแก่นสารที่สมบูรณ์เสมือนบุตรของพระเจ้า และจะได้สร้างความสัมพันธ์ในแนวราบที่เป็นหลักการกับหัวหน้าทูตสวรรค์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์เริ่มแรกแห่งสรรพสิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริง อาดัมและเอวาได้สูญเสียทั้งพื้นฐานแห่งศรัทธาและพื้นฐานแห่งแก่นสาร กลายเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่มีธรรมชาติที่ตกสู่บาป การครอบงำโดยหัวหน้าทูตสวรรค์ตรงข้ามกับความปรารถนาเริ่มแรกของพระเจ้า เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะชดใช้แและแก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสารกลับคืนมามนุษย์จะต้องถวายเงื่อนไขในการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาป ที่ถูกถ่ายทอดมาจากหัวหน้าทูตสวรรค์และแก้ไขระเบียบในแนวราบที่สูญเสียไปกลับคืนมา
บนพื้นฐานของหลักการต่างๆ ของแผนการแห่งการแก้ไขที่ได้อธิบายมาแล้ว ขอให้เราดูว่า ประวัติศาสตร์ของการแก้ไขถูกดำเนินไปอย่างไร บนพื้นฐานของหลักการต่างๆ ของแผนการแห่งการแก้ไขที่ได้อธิบายมาแล้วขอให้เราดูว่าประวัติศาสตร์ของการแก้ไขถูกดำเนินไปอย่างไร

7. แผนการแห่งการแก้ไขที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ครอบครัวของอาดัมและครอบครัวของโนอาห์

1) เครื่องบูชาที่ถูกแบ่งออกมา
เพราะว่าตัวอาดัมเองกลับล้มเหลว มันควรจะเป็นส่งที่มีเหตุผลที่ว่าเขาจะเป็นผู้ที่ถวายเครื่องบูชาต่อหน้าพระเจ้า แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระเจ้าได้ให้ชั่วอายุคนถัดไปไปถวายเครื่องบูชาแทน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในการแก้ไขพื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรด ทำไมอาดัมจึงไม่สามารถกลายเป็นบุคคลที่เป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาคนแรก
ตามหลักการแห่งการสร้างสรรค์ มนุษย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเกี่ยวข้องกับเจ้านายเดียวเท่านั้น อาดัมอยู่ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับสองเจ้านาย คือพระเจ้าและซาตาน ดังนั้น พระเจ้าไม่สามารถทำงานแห่งแผนการของพระองค์กับมนุษย์ดังกล่าวได้ถ้าพระองค์สามารถเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาดัมที่ตกสู่บาป และกับเครื่องบูชาของเขา ซาตานก็จะสามารถอ้างสิทธิว่าเขามีพื้นฐานที่จะเกี่ยวข้อกับอาดัมและเครื่องบูชาของเขาได้เช่นกัน เพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือดของเขา แต่พระเจ้าไม่สามารถทำงานแห่งแผนการของพระองค์กับอาดัมที่ยังคงมีสองเจ้านายได้
เพราะฉะนั้น พระองค์ต้องดำเนินแผนการแห่งการแบ่งอาดัม จุดเริ่มต้นของธรรมชาติแห่งความดีและความชั่ว เพื่อความมุ่งหมายนี้ พระเจ้าได้ให้บุตรชายสองคนกับอาดัมแทนความดีและความชั่วตามลำดับ พระเจ้าได้ให้เขาเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งที่จะเกี่ยวข้อง กับพระเจ้าหรือซาตานโดยการถวายเครื่องบูชาของเขาเหล่านั้น แล้วระหว่างคาอินและอาแบล ใครจะแทนฝ่ายของพระเจ้า และใครแทนฝ่ายของซาตาน ทั้งคาอินและอาแบลเป็นผลแห่งการตกสู่บาปของเอวา ดังนั้น คำถามนี้ต้องถูกตัดสินตามเส้นทางแห่งการตกสู่บาปของเอวา ตามที่ได้อธิบายมาก่อนหน้านี้แล้วว่าการตกสู่บาปของเอวา ประกอบด้วยความสัมพันธ์แห่งความรักที่ผิดศีลธรรมสองชนิด: ประการแรก การตกสู่บาปทางฝ่ายวิญญาณโดยความรักกับหัวหน้าทูตสวรรค์และประการที่สองการตกสู่บาป ทางฝ่ายเนื้อหนังโดยความรักกับอาดัม การกระทำทั้งสองเหมือนกันในแง่ที่ว่ามันเป็นกระทำแห่งการตกสู่บาปอย่างไรก็ตาม อันหลังเป็นสิ่งที่สามารถให้อภัยได้มากกว่า ทั้งนี้มันเป็นเพราะว่าเอวาต้องการได้รับการให้อภัยและกลับคืนมาสู่พระเจ้าที่ทำให้เธอกระทำการตกสู่ บาปครั้งที่สอง คาอินเป็นสัญญลักษณ์แทนการกระทำแห่งความรักที่ตกสู่บาปครั้งแรกกับหัวหน้าทูตสวรรค์ และดังนั้นจึงถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่จะเกี่ยวข้องกับซาตาน อาแบลเป็นสัญญลักษณ์แทนการกระทำแห่งความรักที่ตกสู่บาปครั้งที่สองของอาดัมและดังนั้นจึงถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่จะเกี่ยวข้องกับพระเจ้า การตกสู่บาปครั้งที่สอง เป็นการกระทำที่สามารถให้อภัยได้มากกว่า ดังนั้นทำให้พระเจ้าสามารถเกี่ยวข้องกับมนุษย์ได้โดยผ่านอาแบล หลังจากซาตานได้ครอบครองโลกแห่งหลักการ ซึ่งพระเจ้าได้สร้างขึ้น ซาตานเริ่มต้นทำให้เกิดโลกที่ผิดหลักการต่อต้านเจตจำนงของพระเจ้า เพราะฉะนั้น พระเจ้าแยกคาอินจากอาแบลก่อนที่พระองค์จะเริ่มต้นดำเนินแผนการแห่งการทำงานของพระองค์ คาอิน บุตรหัวปี เป็นตัวแทนฝ่ายของซาตาน และอาแบล บุตรคนที่สองเป็นตัวแทนฝ่ายพระเจ้า ในขณะนี้แต่ละคนอยู่ในตำแหน่งเพื่อเกี่ยวข้องกับเพียงเจ้านายเดียว
ในปฐมกาล 4:7 พระเจ้าตรัสกับคาอินว่า "เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไมถ้าเจ้าทำดีเราก็จะพอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดีบาปก็หมอบอยู่ที่ประตูอยากตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะบาปนั้นให้ได้" นี้แสดงว่าคาอินอยู่ในตำแหน่งที่จะเกี่ยวข้องกับซาตาน เมื่อชาวอิสราเอลหนีจากอียิปต์ พระเจ้าไม่เพียงแต่ประหารบุตรหัวปีทุกคนของชาวอียิปต์เท่านั้น แต่ยังรวมลูกหัวปีของสัตว์เลี้ยงของเขาเหล่านั้นด้วย (อพยพ 12:29) พระเจ้ารักบุตรคนที่สองของยาโคบและเกลียดบุตรคนแรกของเอซาว ในขณะที่ทั้งคู่ยังอยู่ในครรภ์ของมารดาของเขา (ปฐมกาล 25:23) และในกรณีของการให้พรของยาโคบแก่หลานชายของเขา เอฟราอิมและมนัสเสห์ เขาได้ให้พรกับเขาโดยการไขว้มือของเขาเพื่อวางมือขวาไว้บนศีรษะของเอฟราอิม บุตรคนที่สอง (ปฐมกาล48:14) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการที่พระเจ้าวางบุตรคนที่สองทุกคนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า
บนพื้นฐานแห่งหลักการนี้ พระเจ้าได้วางคาอินและอาแบลในตำแหน่งตามลำดับของเขาเพื่อถวายเครื่องบูชา พระเจ้าสามารถรับเครื่องบูชาของอาแบลได้ (ปฐมกาล4:4) เพราะว่าเขาอยู่ในตำแหน่งที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า และได้ถวายเครื่องบูชาอย่างเป็นที่ยอมรับได้ (ฮีบรู 11:4) ดังนั้นพระเจ้าได้รับอาแบลแต่ปฏิเสธคาอิน อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้เป็นเจตจำนงของพระเจ้าอย่างถาวรที่จะรับอาแบลแต่ปฏิเสธคาอิน คาอินต้องตั้งเงื่อนไขการชดใช้เพื่อที่จะแยกออกจากความชั่ว และเคลื่อนไปสู่ฝ่ายของความดี

2) เงื่อนไขการชดใช้ที่ต้องถูกสร้างขึ้นโดยคาอิน
แล้วอะไรคือเงื่อนไขการชดใช้นี้เพราะว่าคาอินมีธรรมชาติที่ตกสู่บาป เขาไม่สามารถเป็นกรรมของพระเจ้า ผู้ซึ่งเป็นประธานแห่งความดี เขาต้องสร้างเงื่อนไขบางอย่างเพื่อขจัดความชั่วร้ายนี้ภายในตัวเขา เพื่อว่าเขาสามารถกลายเป็นบุคคลผู้ซึ่งพระเจ้าสามารถตอบสนองได้ เพราะว่าบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ตกสู่บาปเนื่องจากหัวหน้าทูตสวรรค์สืบทอดและผ่านธรรมชาติที่ตกสู่บาปของเขาต่อไป เงื่อนไขนี้ยอมรับได้ก็คือการกลับกระบวนการนี้เท่านั้น หัวหน้าทูตสวรรค์ผู้ซึ่งแยกตัวออกจากพระเจ้า ต้องรักอาดัมจากตำแหน่งเดียวกันกับพระเจ้า และโดยการเชื่อฟังและการถ่อมตัวของเขาเองต่อหน้าอาดัม โดยผ่านอาดัมเสมือนสื่อกลางเพื่อที่จะกลับไปสู่พระเจ้า และแล้วบรรลุถึงความสมบูรณ์ แต่เขาล้มเหลวในการทำเช่นนั้น (เพราะฉะนั้นเงื่อนไขการชดใช้ เพื่อขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาปต้องถูกตั้งขึ้นในทิศทางที่กลับกับการตกสู่บาป) หลังจากการถวายเครื่องบูชาของเขา คาอินอยู่ในตำแหน่งของหัวหน้าทูตสวรรค์และอาแบลในตำแหน่งของอาดัม เพราะฉะนั้นคาอินต้องรักอาแบลเพื่อสร้างเงื่อนไขการชดใช้ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงคาอินฆ่าอาแบลและที่ซ้ำกระบวนการแห่งการตกสู่บาปของหัวหน้าทูตสวรรค์การกระทำนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมของการที่พี่ชายฆาตกรรมน้องชายของเขาเท่านั้น แต่มันหมายความว่าฝ่ายของซาตานได้ตีฝ่ายของพระเจ้า ทำให้ความพยายามของพระเจ้าในการแยกความดีจากความชั่วในครอบครัวของอาดัมล้มเหลว และสูญเสียฝ่ายของความดีไป
สิ่งที่คาอินล้มเหลวในการบรรลุถึงเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน แห่งการชดใช้ที่จำเป็นสำหรับแต่ละบุคคลใดๆ ที่ถูกแยกจากพระเจ้า เพื่อที่จะกลับมาใกล้พระเจ้ามากขึ้น ดังนั้น เงื่อนไขนั้นยังคงเหลืออยู่เพื่อที่จะถูกทำให้บรรลุถึงต่อไป โดยการพิจารณาหลักการนี้ภายในตัวเราเอง จิตใจของเราซึ่งนำเราไปสู่ความดี (โรม 7:22) อยู่ในตำแหน่งของอาแบล ในขณะที่ร่างกายของเรามีแนวโน้มที่จะรับใช้กฎแห่งบาป (โรม 7:25) อยู่ในตำแหน่งของคาอิน ดังนั้นต่อเมื่อร่างกายของเราจะถูกทำให้บริสุทธิ์ได้ (ปราศจากบาป) อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง เพราะการครอบงำของธรรมชาติที่ตกสู่บาปของเรา ร่างกายของเราทรยศต่อคำสั่งของจิตใจของเราอยู่เสมอ ซ้ำการกระทำอันเดียวกับเมื่อคาอินฆ่าอาแบล เพราะฉะนั้น เรายังคงทำความชั่วร้ายต่อไป
เพราะว่ามนุษย์ที่ตกสู่บาปทั้งมวลยืนอยู่ในตำแหน่งของคาอิน โดยการถ่อมตัวของเขาเหล่านั้น และโดยการรับใช้เชื่อฟัง และรักพระผู้มาโปรดเป็นเสมือนอาแบล มนุษย์สามารถได้รับความรอดได้ มนุษย์ได้กลายเป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งทั้งหมด (เบเรมีย์17:9) ดังนั้น เพื่อที่จะกลับมาสู่พระเจ้า พระเจ้าให้มนุษย์กลับมาโดยผ่านสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในตำแหน่งของอาแบลพระเจ้าได้ดำเนินแผนการแห่งการทำงานทั้งมวลของพระองค์ โดยการให้มนุษย์ถวายเครื่องบูชาตามหลักการนี้
ดังที่ได้อธิบายมาก่อนหน้านี้แล้วว่าพื้นฐานที่ซึ่งพระผู้มาโปรดสามารถมาได้ก็คือ พื้นฐานแห่งศรัทธา และพื้นฐานแห่งแก่นสารที่ถูกแก้ไขกลับคืนมา ในครอบครัวของอาดัม พื้นฐานแห่งศรัทธาที่ประสมความสำเร็จถูกวาง โดยการถวายเครื่องบูชาของอาแบล ซึ่งพระเจ้าสามารถยอมรับได้ โดยถวายเครื่องบูชาที่ประสพความสำเร็จอันเดียวกันอาแบลก็ทำให้ตัวของเขาเอง มีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นบุคคลที่เป็นศูนย์กลาง ในการสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารด้วยอย่างไรก็ตามโดยผลของการฆ่าอาแบลของคาอินเขาล้มเหลวในการสร้างเงื่อนไขการชดใช้เพื่อขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาป ดังนั้นก็ทำลายพื้นฐานแห่งแก่นสารและก็ทำให้การสร้างพื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรดล้มเหลวด้วย ดังนั้น แผนการของพระเจ้าไม่สามารถถูกทำให้บรรลุถึงในครอบครัวของอาดัม เจตจำนงของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงการช่วยให้รอดโดยการส่งพระผู้มาโปรดเป็นสิ่งที่คงอยู่เสมอและไม่เปลี่ยนแปลงแต่เมื่อมนุษย์ล้มเหลวในการบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขาแผนการของพระเจ้าก็ไม่ประสบความสำเร็จ และพระเจ้าจะต้องหาบุคคลอื่นคนหนึ่งในเวลาต่อมาในบรรดาลูกหลานของเขาเพื่อดำเนินแผนการของพระองค์ต่อไป

3) พื้นฐานแห่งศรัทธาที่จะต้องถูกวางโดยครอบครัวของโนอาห์
ตัวอย่างเช่น โดยการใช้พื้นฐานแห่งหัวใจ และความซื่อสัตย์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาแบลพระเจ้าได้เลือกเสท ลูกคนที่สามของอาดัม เพื่อแทนตำแหน่งของอาแบล (ปฐมกาล 4:25) และจากบรรดาลูกหลานของเสทพระเจ้าเลือกครอบครัวของโนอาห์เพื่อแทนที่ครอบครัวของอาดัมและเริ่มต้นแผนการของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ก่อนอื่นครอบครัวของโนอาห์ต้องสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา และแล้วก็ต้องแก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสาร แล้วพื้นฐานในการรับพระผู้มาโปรดก็จะชดใช้และแก้ไขกลับคืนมา
โนอาห์เป็นผู้ที่ชอบธรรมในสายตาของพระเจ้า (ปฐมกาล6:9) ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นบุคคลที่เป็นศูนย์กลางของแผนการของพระเจ้าและเป็นเวลา 120 ปีเขาได้สร้างนาวาเป็นเสมือนสิ่งที่เป็นเงื่อนไข และวางพื้นฐานแห่งศรัทธาที่พระเจ้าสามารถยอมรับได้ เพราะความสัมพันธ์ในแนวดิ่งกับพระเจ้า ซึ่งโนอาห์ได้สร้างขึ้นโดยความศรัทธาที่สมบูรณ์ของเขา ประวัติศาสตร์แห่งการพิพากษาจึงสามารถเริ่มต้นได้ พระเจ้าได้ให้การพิพากษาโดยการให้น้ำท่วมและทำลายมนุษยชาติที่เหลือเพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่ยอมเปลี่ยนหนทางแห่งความชั่วร้ายของเขาเหล่านั้นและไม่ยอมยืนอยู่ในฝ่ายของพระเจ้าร่วมกับโนอาห์ (ปฐมกาล 6:13)

4) ความล้มเหลวของฮาม
ครอบครัวของโนอาห์ซึ่งได้ยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งศรัทธาที่ถูกว่างอย่างประสบความสำเร็จต้องสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารขึ้น เช่นเดียวกับบุตรชายคนแรกคาอินและบุตรชายคนที่สองอาแบลในครอบครัวของอาดัม บุตรชายคนแรกของโนอาห์เชมและบุตรคนที่สองฮามต้องชดใช้ และแก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสาร โดยการถวายเครื่องบูชาที่เป็นที่ยอมรับได้ด้วยความซื้อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างที่สุด
ในการทำสิ่งนี้ บุตรคนที่สองฮาม ต้องกลายเป็นหนึ่งในหัวใจอย่างแยกจากกันไม่ได้กับพ่อของเขา โนอาห์ ผู้ซึ่งได้สร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาและกลายเป็นบุคคลที่เป็นศูนย์กลางของแผนการของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ฮามล้มเหลวในการเป็นเหนึ่งเดียวในหัวใจอย่างสิ้นเชิง ของโนอาห์และแสดงออกซึ่งความขาดศรัทธาในพ่อของเขา (ปฐมกาล9:20-26) ผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่แยกจากซาตานโดยสิ้นเชิง ดังนั้นฮามเข้ามาอยู่ในตำแหน่งที่ซึ่งซาตานสามารถรุกรานและอ้างสิทธิในตัวเขาได้นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมโนอาห์สาบแช่งบุตรของฮาม คานาอันให้เป็นทาสของพี่น้องของเขา (ปฐมกาล9:25)
เพราะความล้มเหลวของฮาม พื้นฐานแห่งแก่นสารไม่ได้ถูกสร้างขึ้นผลก็คือ พระเจ้าไม่สามารถบรรลุถึงแผนการของพระองค์กับครอบครัวของโนอาห์ ซึ่งพระองค์ได้แก้ไขกลับคืนมาหลังจาก 1600 ปี แห่งการรอคอย และสี่สิบวันแห่งการพิพากษาโดยการให้น้ำท่วม

8. แผนการแห่งการแก้ไขที่มีศูนย์กลางอยู่ที่อับราฮัมและอิสอัค

1) การถวายเครื่องบูชาของอับราฮัม
พระเจ้าต้องดำเนินแผนการของพระองค์ต่อไป เพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ และพระองค์เลือกอับราฮัมบนพื้นฐานของหัวใจ และความจริงของโนอาห์อับราฮัมต้องกลายเป็นบุคคลที่มีศูนย์กลาง เพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา ในแผนการแห่งการแก้ไขที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ครอบครัวของเขาเอง อับราฮัมได้ถวายเครื่องบูชานกเขา แกะตัวผู้ และลูกวัวตัวเมียเป็นเสมือนสิ่งที่เป็นเงื่อนไข เพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธา (ปฐมกาล 15:9) ตามปฐมกาล 15:10-13 อับราฮัมได้ผ่าเครื่องบูชาออกเป็นสองส่วน และวางซีกหนึ่งตรงกับอีกซีกหนึ่ง แต่เขาไม่ได้ผ่านกเขาออกเป็นสองส่วน ฝูงนกล่าเหยื่อที่เป็นสัญญลักษณ์แทนซาตานได้บินลงมาที่เนื้อสัตว์เหล่านั้นและอับราฮัมก็ได้ไล่มันไป แล้วพระเจ้าก็ปรากฏแก่อับราฮัม และตรัสกับเขาว่า "เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์พันธ์ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา และเขาต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี.... " (ปฐมกาล 16:13) ดังนั้น เพราะอับราฮัมไม่ได้ผ่านกเขาเป็นสองส่วนชาวอิสราเอลต้องทนทุกข์ทรมาน 400 ปี แห่งการเป็นทาสในอียิปต์
ทำไมการไม่ผ่านกเขาออกเป็นสองส่วน จึงเป็นบาปที่สมควรแก่การลงโทษดังกล่าว ความมุ่งหมายทั้งมวลของแผนการแห่งการช่วยให้รอด คือเพื่อแยกความดีจากความชั่วในมนุษย์และในโลก เพื่อทำลายความชั่วและรักษาความดีไว้ และในที่สุดแก้ไขความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองก็ยังคงเป็นของซาตานและไม่เหลือส่วนใดที่พระเจ้าสามารถอ้างสิทธิได้ ดังนั้น การถวายเครื่องบูชาของอับราฮัมถูกถวายให้กับพระเจ้าทางฝ่ายภายนอก แต่ทางฝ่ายภายในมันถูกให้กับซาตานและดังนั้น มันจึงกลายเป็นบาป เพราะฉะนั้น หลังจากความลัมเหลวของอับราฮัมในการถวายเครื่องบูชา พระเจ้าได้สั่งให้เขาถวายลูกชายคนเดียวของเขา อิสอัค เป็นเสมือนเครื่องเผาบูชาแทน (ปฐมกาล22:2) ในการถวายบุตรของเขาเองในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยากมากกว่าสำหรับอับราฮัมยิ่งกว่าการถวายชีวิตของเขาเองเสียอีก แต่อับราฮัมได้แสดงความเชื่อฟัง และความจงรักภักดีโดยการถวายเครื่องบูชาแห่งการปฏิเสธตัวของเขาเอง เพื่อชดใช้บาปของเขาอย่างประสบความสำเร็จ ดังนั้นเขาไดัสร้างเงื่อนไขเพื่อทำให้บุตรของเขาอิสอัคมีคุณสมบัติของการได้รับการฟื้นคืนชีพในตำแหน่งของอับราฮัม และประสบความสำเต็จในภารกิจของเขา

2) ครอบครัวของอิสอัคที่ถูกตั้งขึ้นแทนที่ครอบครัวของอับราฮัม
เพราะฉะนั้น หลังจากประสบความสำเร็จ ในการถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา บุคคลที่เป็นศูนย์กลางสำหรับพื้นฐานแห่งศรัทธา ในครอบครัวของอับราฮัมกลายเป็นอิสอัค เพราะความเชื่อฟังที่สัมบูรณ์ของอิสอัคต่ออับราฮัม พระเจ้าได้ฟื้นคืนชีพเขาจากความตายและเขาสามารถสืบทอดภารกิจของพ่อของเขาได้ แล้วอิสอัคได้ช่วยอับราฮัมถวายแกะตัวผู้เป็นเครื่องบูชาแทนที่ของเขาตามที่พระเจ้าได้สั่ง (ปฐมกาล 22:13) และชดใช้และแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาร่วมกับอับราฮัม
เงื่อนไขที่ครอบครัวของอิสอัค ต้องสร้างขึ้นคือพื้นฐานแห่งแก่นสาร และสิ่งนี้ยังคงเหลือไว้สำหรับบุตรชายสองคนของเขา เอซาวและยาโคบเพื่อที่จะสร้างขึ้นอย่างประสบความสำเร็จ
การทำงานของพระเจ้ากับครอบครัวของยาโคบ จากสิ่งที่ปรากฏภายนอกตามพระคัมภีร์ ทำให้เกิดคำถามหลายคำถามขึ้นทำไมฝาแฝดเอซาวและยาโคบต่อสู้กันแม้กระทั่งขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดาของเขา (ปฐมกาล 25:22-23) ทำไมยาโคบจึงเกิดพร้อมกับมือข้างหนึ่งจับที่ข้อเท้าของเอซาว (ปฐมกาล 26:32-34) ทำไมยาโคบจึงได้หลอกลวงพ่อที่ตาบอดของเขาอย่างฉลาดเพื่อให้ได้มาซึ่งพรของเขา (ปฐมกาล 27:17-18) และทำไมจึงรักและปกป้องยาโคบมากเหลือเกินตลอดชีวิตของเขา จากจุดยืนของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า ยาโคบและเอซาวเป็นแบบแผนที่เกิดขึ้นซ้ำอีกของการแยกอาแบลและคาอินและเพราะฉะนั้นเขาทั้งคู่จึงเป็นตัวแทนของฝ่ายของความดีและความชั่วตามลำดับ ยาโคบตลอดเวลาแห่งประสบการณ์ 21 ปี แห่งการทำงานอย่างหนักของเขาในฮารานเตรียมตัวของเขาเองเพื่อท้ายที่สุดพี่ชายของเขาเอซาวจะสามารถรับเขาด้วยความรัก และความถ่อมตัวได้ โดยภายนอกสิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเพียงการที่พี่ชายสามารถรักน้องชายของเขา แต่จากจุดยืนของแผนการแห่งการทำงาน ของพระเจ้า ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าก็คือว่ามันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ฝ่ายของซาตานถูกเอาชนะโดยฝ่ายของสวรรค์ ดังนั้นพระเจ้าได้ให้พรของพระองค์กับสามชั่วอายุคนของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบเป็นเสมือนพระเจ้าของเขาเหล่านั้น

3) จุดเริ่มต้นของประชาชนที่ถูกเลือก
และแล้วเราสามารถเห็นได้ว่า พระเจ้าหาบุคคลเฉพาะตัวที่ได้รับชัยชนะคนหนึ่งก่อน และครอบครัวหนึ่งที่ได้รับชัยชนะซึ่งได้บรรลุถึงเงื่อนไขการชดใช้ และโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เขาเหล่านั้นจึงสร้างชาติที่ถูกเลือกนั้น ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าชาวอิสราเอลกลายเป็นประชาชนที่ถูกเลือกของพระเจ้า ก็เพราะชัยชนะเฉพาะตัวของยาโคบในการเอาชนะเหนือฝ่ายของซาตาน เส้นทางของยาโคบสร้างแบบแผนสำหรับการเอาชนะเหนือซาตานและแบบแผนนี้ต้องถูกทำตามโดยโมเสส และพระผู้เผยพระวจนะอื่นๆ ทั้งหมด และเพราะว่าชาติหนึ่งจะต้องไปตามแบบแผนนี้ด้วยเช่นกัน ประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลแสดงให้เห็นถึง เส้นทางแบบแผนซึ่งชาติหนึ่งต้องผ่านไปในแผนการแห่งการทำหงานในระดับชาติ เพราะเหตุ
ผลนี้ ประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลจนกระทั่งเวลาแห่งการมาของพระเยซู เป็นจุดศูนย์กลางของประวัติศาสตร์แห่งแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า
ถึงแม้ว่ามันดูเหมือนไม่มีผลที่ตามมาเป็นการส่วนตัวต่อเราในทุกวันนี้แต่พระภัมภีร์เน้นอย่างใน โรม 9:11 เราอ่านพบว่าพระเจ้าทรง "ชัง" เอซาวแม้กระทั่งขณะที่ยังอยู่ในครรภ์ ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าชังเขา หมายความเพียงแต่ว่าพระเจ้าเพียงแต่กำลังทำงานตามหลักการ เพื่อบรรลุถึงแผนการแห่งการแก้ไขของพระองค์ โดยการชดใช้โดยการวางเอซาวอยู่ในตำแหน่งของคาอิน หลังจากการที่เอซาวได้เสร็จสิ้นส่วนความรับผิดชอบของเขาเองโดยการรักและรับใช้ยาโคบเขาสามารถยืนอยู่ในตำแหน่งของ คาอิน ที่ถูกแก้ไข และในที่สุดได้รับความรักและพรของพระเจ้าเท่าๆ กัน (ปฐมกาล 36:7)
เมื่อเอซาวและยาโคบ ประสบความสำเร็จในการสร้างพื้นฐานแห่งศรัทธา และพื้นฐานแห่งแก่นสาร พื้นฐานในการรับพระผู้มาโปรดที่ถูกแสวงหามาตั้งแต่เวลาของอาดัม ก็ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม เพราะว่าอับราฮัมได้ล้มเหลวในการถวายเครื่องบูชาครั้งแรกของเขาไปแล้ว ลูกหลาน ของเขายังคงต้องผ่านการชดใช้ของ 400 ปีแห่งการเป็นทาส เพราะฉะนั้น พระเจ้าได้ขยายแผนการของพระองค์ทางฝ่ายภายในไปสู่ระดับชาติบนพื้นฐานในระดับครอบครัว สำหรับพระผู้มาโปรดที่ถูกสร้างขึ้นโดยครอบครัวของอิสอัคทางฝ่ายภายนอก อย่างไรก็ตาม ลูกหลานของอิสอัค ยังคงต้องผ่าน 400 ปี แห่งการเป็นทาสเป็นการชดใช้สำหรับการล้มเหลวของอับราฮัมในการถวายเครื่องบูชาครั้งแรก ดังนั้น ลูกชาย 12 คน ของยาโคบ และสมาชิกครอบครัว 70 คน ไปสู่อียิปต์ซึ่งเป็นตัวแทนของโลกฝ่ายซาตาน และถูกกักขังอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 400 ปี เหตุการณ์เหล่านี้มีความมุ่งหมายเพื่อยกประชาชนที่ถูกเลือกขึ้น ผู้ซึ่งพระเจ้าจะสามารถแยกออกจากซาตานในเวลาต่อไป เพื่อที่พระองค์จะสามารถรับเขาเหล่านั้นด้วยความรักได้ แล้วพระเจ้าจะสามารถนำประชาชนที่ถูกเลือกกลับไปสู่คานาอัน เพื่อสร้างพื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรดในระดับชาติและบนพื้นฐานนั้นพระผู้มาโปรดสามารถมาได้ทำให้แผนการแห่งการแก้ไขบรรลุถึง
พระเจ้าส่งผู้เผยพระวจนะมากมายไปสู่ชาวยิวและป้องกันเขาเหล่านั้นด้วยความรักอย่างมากก็เพียงเพื่อว่าบนพื้นฐานนั้นหลังจากการเอาชนะเหนือซาตาน พระองค์สามารถส่งพระผู้มาโปรดมาสู่เขาเหล่านั้น ผู้ซึ่งเป็นผลของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้าและเป็นตัวตนแห่งพระวิหาร
ประเพณีที่ถูกสร้างขึ้น โดยการที่ยาโคบเอาชนะเหนือเอซาวทำให้ประชาชนชาวอิสราเอลสามารถบรรลุถึงตำแหน่งของคาอิน โดยการเป็นตัวแทน และรับผิดชอบแทนมนุษยชาติ ทั้งมวล เขาเหล่านั้นต้องรัก เชื่อฟังและรับใช้พระผู้มาโปรดผู้ซึ่งจะมาเพื่อเป็นอาแบล สำหรับประชาชนทั้งมวล

9. แผนการแห่งการแก้ไขที่มีศูนย์กลางอยู่ที่โมเสส

เมื่อชาวอิสราเอลได้สิ้นสุด 400 ปี แห่งการเป็นทาสของเขาในอียิปต์พระเจ้าได้เลือกโมเสส เพื่อนำประชาชนกลับไปสู่คานาอัน โมเสสได้ถูกเลือกเป็นตัวแทนของพระเจ้า (อพยพ 4:16 อพยพ 7:1) และเป็นแบบอย่างสำหรับพระเยซู (เฉลยธรรมบัญญัติ 18-19 ยอห์น 5:19) เพราะฉะนั้น การนำชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ พร้อมด้วยอัศจรรย์ต่างๆ ของเขา ข้ามทะเลแดง และร่อนเรไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อไปสู่ดินแดนคานาอันที่ได้ทรงสัญญาไว้เป็นเส้นทางที่เป็นแบบอย่างชี้ให้เห็นถึงเส้นทางที่พระเยซูจะต้องผ่านไปในเวลาต่อมา มันเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซูที่ข้ามทะเลแห่งความยากลำบาก และทะเลทรายของโลกแห่งบาปนี้ เพื่อนำมนุษยชาติไปพร้อมกับพระองค์สู่สวนเอเดนที่สูญเสียไป ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ในเริ่มแรกแห่งการสร้างสรรค์
ดังนั้น โมเสสเป็นบุคคลที่เป็นศูนย์กลาง เพื่อแก้ไขพื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรดในระดับชาติถึงแม้ว่า โมเสสจะถูกรับเป็นบุตรบุญธรรม และถูกเลี้ยงดูขึ้นมาเป็นบุตรของลูกสาวของฟาโรห์ และอาศัยอยู่ในพระราชวังเป็นเวลา 40 ปี แม่ที่แท้จริงของเขาที่ปลอมเป็นคนเลี้ยงเด็ก ได้อบรมเขากระตุ้นความรู้สึกที่รุนแรง แห่งชนชาติอิสราเอลเสมือนผู้ที่พระเจ้าเลือกของเขา เมื่อเวลาผ่านไป เขาได้เลือกที่จะทนทุกข์ทรมานร่วมกับประชาชนของเขาเองมากกว่าที่จะเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายต่างๆ ของพระราชวังของฟาโรห์ โดยการละทิ้งชีวิตอันยาวนานในพระราชวังของเขา (ฮีบรู 11:24-25)
เพราะว่าโมเสสได้ถูกเลือกเป็นอาแบลของชาวอิสราเอลทั้งมวล ประชาชนทั้งมวลในตำแหน่งของคาอิน ควรที่จะเชื่อในตัวเขา เชื่อฟังเขาอย่างสัมบุรณ์ และเรียนรู้เจตจำนง ของพระเจ้าจากเขา โดยวิธีนี้ก็เป็นการแก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติ
หลังจากการเลือกโมเสส พระเจ้าได้ให้เขาโจมตีชาวอียิปต์โดยการให้อำนาจในการกระทำอัศจรรย์ และภัยพิบัติสิบประการ ต่อมาเมื่อชาวอิยิปต์ติดตามชาวอิสราเอลพระเจ้าได้นำชาวอียิปต์ไปสู่ความตายในทะเลแดงในขณะที่ พระองค์ทำให้ชาวอิสราเอลสามารถข้ามไปได้อย่างปลอดภัย ต่อมา เขาเหล่านั้นก็เดินทางของเขาเข้าสู่ถิ่นทุรกันดาร

10. แผนการของพระเจ้าที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พลับพลา

มองดูจากจุดยืนของพระเจ้า มันเป็นสิ่งที่จะเป็นว่าชาวอิสราเอล ต้องเข้าสู่ดินแดนคานาอัน ดังนั้นเขาเหล่านั้นไม่ควรที่จะมีความปรารถนาที่จะกลับไปสู่อียิปต์อีกเลยไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะทนทุกข์ทรมานในถิ่นทุรกันดารมากเพียงไรก็ตาม แต่บ่อยครั้งเหลือเกินที่ชาวอิสราเอลไม่มีศรัทธา ไม่เชื่อในพระเจ้า และโมเสสในเส้นทางแห่งการอพยพ ในที่สุดพระเจ้าเป็นกังวลว่า แม้กระทั่งโมเสสเองก็อาจจะทำผิดในภารกิจของเขา เพราะฉะนั้น พระองค์ได้สร้างสัญญลักษณ์แห่งศรัทธาที่มั่งคงที่จะไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ว่ามนุษย์อาจจะเปลี่ยนไปก็ตาม กล่าวก็คือ ถ้าใครคนใดในบรรดาชาวอิสราเอลจะอุทิศตัวของเขาเองด้วยความศรัทธาต่อสัญญลักษณ์แห่งศรัทธานี้ พระเจ้าก็จะให้อำนาจแก่เขาเป็นตัวแทนของชาติและดำเนินแผนการของพระองค์ต่อไป สัญลักษณ์แห่งศรัทธานี้ คือแผนศิลาธรรมบัญญัติสิบประการที่โมเสสได้รับมาบนภูเขาซีนาย รวมทั้งพลับพลา และหีบพระโอวาทที่ซึ่งแผ่นศิลานั้นถูกเก็บไว้ แผ่นศิลาสองแผ่นที่ซึ่งพระวจนะของพระเจ้าถูกจาลึกไว้ เป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งจะมาในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังเป็นเสมือนตัวตนแห่งพระวจนะ (พระวจนะของพระเจ้า) นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพระเยซูจึงถูกแทนเป็นสัญญลักษณ์โดยหินขาว (วิวรณ์ 2:17) และพระศิลา (1 โครินธ์ 10:4)
เพราะฉะนั้น ถ้าประชาชนชาวอิสราเอล ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่โมเสสได้อุทิศตัวของเขาเองด้วยความศัทธาด้วยอำนาจทั้งมวลของเขาต่อสัญญลักษณ์เหล่านั้น เสมือนว่ามันเป็นพระผู้มาโปรดจริงๆ เขาเหล่านั้นก็จะได้สร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติ อย่างไรก็ตาม ชาวอิสราเอลยังคงอยู่ในความไม่มีศรัทธาต่อไป ในขณะที่กำลังร่อนเร่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และพระเจ้าได้ตรัสกับโมเสสว่า "ชนชาตินี้จะสบประมาทเรานานสักเท่าใดแม้ว่าเราได้กระทำการอัศจรรย์สำคัญท่ามกลางเขามาแล้ว เขาทั้งหลายจะไม่เชื่อเรานานเท่าใด" (กันดารวิถี14:11) แล้วพระเจ้าก็ได้ตรัสว่า "แต่ลูกเล็กที่เจ้าทั้งหลายว่าจะเป็นเหลือนั้นเราจะพาเขาทั้งหลชายเข้าไป และเขาจะรู้จักแผ่นดินที่เจ้าทั้งหลายได้สบประมาทส่วนเจ้าทั้งหลาย ศพของเจ้าจะตกหล่นอยู่ในถิ่นทุรกันดารนี้ลูกหลานของเจ้าทั้งหลาย จะเป็นผู้เลี้ยงแกะอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี เขาจะทนโทษของความเสื่อมศรัทธาของเจ้าจนกว่าซากศพของเจ้าจะอยู่ในถิ่นทุรกันดานนี้ครบ" (กันดารวิถี 14:31-34)
ในที่สุดผู้ที่อยู่ในชั่วอายุคนแรกของชาวอิสราเอล ที่เกิดในอียิปต์ ผู้ซึ่งตกสู่ความเสื่อมศรัทธา ได้ตายในถิ่นทุรกันดารแล้วโยชูวา และคาเลป ได้นำชั่วอายุคนถัดไปเข้าสู่คานาอัน

11. แผนการแห่งการแก้ไขที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พระเยซู

1) ยอห์นผู้ให้บัพติศมา
พระเจ้ารักชนชาติที่ถูกเลือกอย่างแท้จริง ผู้ซึ่งต่อไปจะต้องรับใช้เป็นเสมือนพื้นฐาน สำหรับการมาของพระผู้มาโปรดบ่อยครั้งเหลือเกินที่พระองค์ให้เขาเหล่านั้นรู้เกี่ยวกับการมาของพระผู้มาโปรด และเตือนเขาเหล่านั้นให้ตื่นตัว และรอคอยพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นระยะเวลา 400 ปี ก่อนการมาของพระองค์ พระเจ้าได้ทำให้เกิดการปฏิรูปของทัศนคติแห่งศาสนาของประชาชนโดยการส่งผู้เผยพระวจนะมาลาคี ผู้ซึ่งได้เพิ่มความคาดหมายแห่งการมาของพระผู้มาโปรดขึ้นอย่างมาก และก่อนการมาของพระผู้มาโปรดพระเจ้าได้เตรียมยอห์นผู้ให้บัพติศมาผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เกิดมาจากหญิง (มัทธิว 17:11) เพื่อให้เป็นบุคคลที่เป็นศูนย์กลางเพื่อแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาในระดับชาติ และเป็นผู้ที่มาก่อนเพื่อเป็นพยานโดยตรงให้กับพระผู้มาโปรด เขาเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้เผยพระวจนะทั้งมวลเพื่อ "ทำให้หนทางของพระผู้มาโปรดตรงไป" (ยอห์น1:23) และเป็นการมาครั้งที่สองของเอลียาห์ (มัทธิว11:14 มัทธิว17:13) เขาถูกเลือกเพื่อให้ไปเบื้องหน้าพระผู้มาโปรด (ลูกา 1:15) เพื่อเตรียมหนทางของพระองค์ยอห์นจะต้องเตรียมประชาชนของพระผู้มาโปรดให้มีความรู้ของการช่วยให้รอดในการยกโทษแห่งบาปของเขาเหล่านั้น (ลูกา 1:77) ยอห์นมีชีวิตอยู่ในถิ่นทุรกันดารด้วย ตั๊กแตนและน้ำผึ้งและด้วยความอุทิศตัวอย่างที่สุดต่อพระเจ้าได้สร้างพื้นฐานแห่งศรัทธาที่ดีเลิศ โดยความเชื่อของประชาชนแห่งอิสราเอลในตัวยอห์น และกลายเป็นหนึ่งกับเขาเหล่านั้นก็ควรจะได้สร้างพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติร่วมกัน ทุกคนรู้ว่ายอห์นเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้เผยพระวจนะ เพราะว่าเขาเหล่านั้นได้ยินการพยากรณ์ของทูตสวรรค์เกี่ยวกับการเกิดของเขาอัศจรรย์ของการกลายเป็นใบ้ของพ่อของเขาในวิหารและอัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาแห่งการเกิดของเขา (ลูกา 1)
ในลูกา1:65-66 มันกล่าวว่า "เพื่อนบ้านของท่านก็บังเกิดความกลัว และเหตุการณ์ทั้งปวงนั้นก็เลื่องลือไปทั่วแถบภูเขาแคว้นยูเดียบรรดาคนที่ได้ยินก็จดจำไว้ในใจและว่า "แล้วทารกนั้นจะเป็นอะไรข้างหน้า" ด้วยว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่กับเขา" (ลูกา 3:15 ลูกา 1:19) ยิ่งไปกว่านั้น ศรัทธาของยอห์นเป็นที่น่าประหลาดใจมากถึงขนาดว่ามหาปุโรหิตและประชาชนมากมายคิดว่าเขาอาจจะเป็นพระผู้มาโปรดก็ได้ ประชาชนชาวอิสราเอลรักยอห์นผู้ให้บัพติศมา และเชื่อฟังเขา และสร้างเงื่อนไขการชดใช้สำหรับพื้นฐานแห่งแก่นสารในระดับชาติ ดังนั้น บนพื้นฐานแห่งศรัทธาที่เขาได้สร้างขึ้น ประชาชนเชื่อในตัวยอห์นมากทำให้พื้นฐานในการรับพระผู้มาโปรดได้ถูกแก้ไขกลับคืนมา ยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้เป็นพยานว่า พระเยซูเป็นพระผู้มาโปรด อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงยอห์นได้สงสัยสิ่งนี้ในเวลาต่อมา (มัทธิว 11:3) และถึงแม้ว่าเขาได้มาในภารกิจของเอลียาห์ แต่เขาไม่เข้าใจสิ่งนี้ และปฏิเสธมัน (ยอห์น 1:21)
ผลก็คือ ยอห์น ไม่เพียงแต่จะขัดขวงหนทางสำหรับประชาชนในการมาสู่พระเยซูเท่านั้น แต่ในที่สุดยังทำให้เขาเหล่านั้นหันกลับมาต่อต้านพระเยซู ดังนั้น ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงยอห์นจะได้วางพื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรด เขาอยู่ในความไม่รู้ว่าจะทำมันอย่างถูกต้องเพื่อรับใช้ความมุ่งหมายของพระเจ้าได้อย่างไร แต่เขากลับเป็นเหตุให้มันทำงานต่อต้านพระเยซู แยกพระองค์ให้อยู่โดดเดี่ยว พระเจ้าได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อเตรียมยอห์นผู้ให้บัพติศมาสำหรับพระเยซู แต่ผลที่ปรากฏกลับเป็นการทรยศอันยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้า

พระเยซูประสบความสำเร็จในภารกิจของยอห์นผู้ให้บัพติศมา

พระเยซูที่อยู่บนโลกแล้วไม่สามารถรอคอยสำหรับพื้นฐานที่จะถูกเตรียมได้อีกต่อไปแทนที่จะแสดงในตำแหน่งของพระผู้มาโปรด พระเยซูก็เริ่มต้นแก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาด้วยตัวพระองค์เองโดยยืนอยู่ในตำแหน่งของยอห์นเป็นเสมือนบุคคลที่มีศูนย์กลาง ในการกระทำดังกล่าว พระองค์ต้องผ่าน 40 วัน แห่งการอดอาหาร และการอธิษฐาน และการล่อลวงสามครั้งของซาตาน แล้ว พระเยซูก็ได้พยายามสร้างพื้นฐานแห่งแก่นสาร (หรือเงื่อนไขในการขจัดธรรมชาติที่ตกสู่บาป) ในระดับชาติโดยการให้ชาวอิสราเอลเชื่อฟัง และเชื่อในพระองค์
ดังนั้นพระองค์ได้ทำอัศจรรย์ต่างๆ เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อในตัวพระองค์ ถ้าและเมื่อชนชาติอิสราเอลได้เชื่อฟัง และรับใช้พระเยซู ผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งของอาแบลแล้วเงื่อนไขการชดใช้เพื่อขจัดธรรมชาตแห่งการตกสู่บาปก็จะถูกสร้างขึ้น แก้ไขพื้นฐานแห่งแก่นสาร และสร้างพื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรด
บนพื้นฐานนั้น พระเยซูก็สามารถถูกยกขึ้นจากตำแหน่งของยอห์นผู้ให้บัพติศมาขึ้นไปสู่ตำแหน่งของพระผู้มาโปรด และโดยการให้การบังเกิดใหม่กับมนุษยชาติก็จะทำให้ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้ากลายเป็นความจริง
อย่างไรก็ตามซาตาน ผู้ซึ่งได้ละทิ้งพระเยซูไปหลังจากที่พระองค์ได้เอาชนะการล่อลวงสามครั้งได้รุกรานพวกมหาปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์ และประชาชนทั้งมวลเพื่อที่เขาเหล่านั้นจะมาต่อต้านพระเยซู แม้กระทั่งในบรรดาสาวกสิบสองคนของพระเยซูก็ยังมีคนหนึ่งที่ได้ทรยศพระองค์ในที่สุด และแม้กระทั่งสาวกที่สำคัญสามัญสามคนของพระเยซูก็ไม่สามารถดำรงความเป็นหนึ่งแห่งหัวใจ กับพระเยซูเพื่อสนับสนุนพระองค์ได้ (มัทธิว 26:40) ดังนั้นจึงล้มเหลวในการบรรลุถึงพื้นฐานแห่งแก่นสาร

แผนการแห่งกางเขน

ดังนั้นชนชาติอิสราเอลทั้งหมดไม่สามารถเชื่อ และรับพระเยซูได้ และแม้กระทั่งสาวกของพระองค์เองก็ตกสู่ความเสื่อมศรัทธา ดังนึนพระเจ้าต้องให้พระเยซูเป็นเสมือนคุณค่าไถ่ถอนสำหรับบาปของเขาเหล่านั้น โดยการส่งพระองค์ไปสู่กางเขน และโดยการฟื้นคืนชีพของพระเยซูเท่านั้นที่พระเจ้าสามารถเริ่มต้นแผนการอันใหม่ได้
ความมุ่งหมายของพระเจ้าในการส่งพระผู้มาโปรดมาก็ คือเพื่อนำความรอดมาสู่ประชาชนที่ถูกเลือกรวมทั้งมนุษยชาติที่เหลือทั้งมวล ดังนั้น แม้กระทั่งด้วยคุณค่าของการให้พระเยซูกับซาตาน พระเจ้าต้องช่วยมนุษยชาติให้รอด ในทางตรงกันข้าม ซาตานจะยอมละทิ้งมนุษยชาติทั้งมวลให้กับ พระเจ้ามากกว่าเพื่อขัดขวางพระเยซูจากการบรรลุถึงความสำเร็จในงานของพระองค์
เพราะฉะนั้น พระเจ้าได้ให้ร่างกายของพระเยซู กับซาตานเป็นเสมือนเงื่อนไขการชดใช้ เพื่อมนุษยชาติทั้งมวล ผู้ซึ่งตกสู่ฝ่ายของซาตานให้รอด ซาตานได้ใช้อำนาจทั้งมวลของเขาเพื่อทำให้เกิดการตรึงที่กางเขนพระเยซู ที่จุดนั้นเองพระเจ้าได้ฟื้นคืนชีพวิญญาณของพระเยซูซึ่งซาตานไม่สามารถรุกรานได้เปิดอาณาจักรที่เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงจากการรุกรานของซาตาน
หลังจากการฟื้นคืนชีพของพระองค์ พระเยซูยังคงอยู่บนโลกเป็นเวลา 40 วัน รวบรวมสาวกที่กระจัดกระจายของพระองค์เข้าด้วยกัน สอนให้เขาเหล่านั้นติดตามพระองค์แม้กระทั่งด้วยคุณค่าแห่งชีวิตของเขาเหล่านั้น ดังนั้นก็แก้ไขพื้นฐานสำหรับพระผู้มาโปรดทางฝ่ายวิญญาณ
บนพื้นฐานนี้ พระเยซูได้ยกตัวพระองค์เองจากตำแหน่งของ ยอห์นผู้ให้บัพติศมาทางฝ่ายวิญญาณ และสร้างตำแหน่งพระผู้มาโปรดทางฝ่ายวิญญาณขึ้น แล้วพระองค์ก็เริ่มต้นแผนการแห่งการบังเกิดใหม่อาณาจักรที่ซึ่ง พระเยซูได้รับการฟื้นคืนชีพเข้าไปเป็นอิสระจากการกล่าวหาของซาตาน ดังนั้นมันได้กลายเป็นสถานที่ทางฝ่ายวิญญาณที่ต่อต้าน การรุกรานของซาตานถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่ามนุษย์ที่ตกสู่บาปจะเชื่อในตัวพระเยซู และรวมเป็นหนึ่งกับพระองค์มากเพียงไรก็ตาม แต่เขาเหล่านั้นยังคงอยู่ภายใต้การรุกรานของซาตาน โดยทางร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของเขา เพราะร่างกายของพระเยซูได้ถูกให้กับซาตาน ดังนั้นการช่วยให้รอดทางฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์ยังคงไม่ถูกบรรลุถึง
สิ่งนี้เป็นเหตุให้นักบุญเปาโล คร่ำครวญด้วยความเศร้าโครกในโรม 7:22 ว่าเพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าชื่นชมในธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้าโดยข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ ซึ่งเป็นของความตายได้
และใน 1 ยอห์น 1:8 ยอห์นสารภาพว่า "ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาปก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระราชดำรัสของพระองค์ก็มิได้อยู่ในเราทั้งหลายเลย"
ในบรรดาผู้ที่ได้รับความรอดโดยกางเขนของ พระเยซูคริสต์ยังคงไม่สามารถหนีรอดจากการเป็นคนบาป เพราะบาปยังคงถูกกระทำโดยร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของเรา อย่างไรก็ตามโดยการเชื่อในพระองค์ผู้ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมา เราสามารถอยู่กับพระองค์ ในอาณาจักรที่เป็นอิสระจากการรุกรานของซาตาน และได้รับการช่วยให้รอดทางฝ่ายวิญญาณ
อย่างไรก็ตาม ในการขจัดบาปเริ่มแรก และเป็นอิสระจากกันในทั้งวิญญาณ และร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของเรา พระผู้มาโปรดต้องมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้าบนโลก

อิสราเอลที่สอง

เมื่อประชาชนแห่ง อิสราเอล ไม่ได้บรรลุภารกิจของเขาเสมือนชาติศูนย์กลางแห่งแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า โดยไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งกับบุตรของพระเจ้า พระเจ้าก็เริ่มต้นสร้างอิสราเอลที่สอง:ศาสนาคริสต์ที่ประกอบด้วยหลายเชื้อชาติขึ้น เพราะฉะนั้นศาสนาคริสต์เป็นสิ่งที่พระเจ้า ตั้งขึ้นในระดับโลก เพื่อแทนชนชาติอิสราเอล และแน่นอนเพื่อเตรียมพื้นฐานสำหรับการมาของพระผู้มาโปรด ดังนั้น ศูนย์กลางของแผนการแห่งการทำงานของ พระเจ้า ถูกย้ายจากชาวอิสราเอล และศาสนายูดาห์ไปสู่ศาสนาคริสต์ เป็นเวลา 400 ปี คริสตชนในกรุงโรม ชดใช้คุณค่าโดยการถูกกดขี่ข่มเหงและเสียสละชีวิต เพื่อสร้างศาสนาคริสต์ให้เป็น ศาสนาประจำชาติของอาณาจักรโรมันและเพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ต่อมาชาติต่างๆ เช่นอังกฤษ และอเมริกาถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าให้เป็นชาติศูนย์กลางเพื่อสร้างอิสราเอลที่สองแห่งศาสนาคริสต์ซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการนำโลกทั้งมวลไปสู่ความเป็นหนึ่ง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้า และเป็นพื้นฐานแห่งพรของพระเจ้าที่ถูกเตรียมไว้สำหรับพระผู้มาโปรดแห่งการมาครั้งที่สอง

การมาครั้งที่สอง

พระคริสต์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในลักษณะใด

แล้วการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรดจะเกิดขึ้นอย่างไร ในการพิจารณาสิ่งนี้ขอให้เรามองดูการมาครั้งที่สองของเอลียาห์ก่อน อันที่จริง การมาครั้งที่สองของเอลียาห์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่พระเจ้าเปิดเผยให้เราว่า พระคริสต์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในลักษณะใด
พระเจ้าได้ให้สัญญาโดยผ่านพระผู้เผยวจนะมาลาคี ว่าจะส่งเอลียาห์ มาอีกครั้งหนึ่งก่อนที่พระองค์จะส่ง พระคริสต์ มาสู่โลก (มาลาคี 4:5) อย่างไรก็ตามประชาชนชาวยิวเชื่อว่า เอลียาห์คนเดียวกันกับผู้ซึ่งได้ขึ้นไปสู่สวรรค์ในรถม้าเพลิงเมื่อ 900 ปี ก่อนจะกลับมาจากสวรรค์ แต่ในความเป็นจริงการมาครั้งสองของ เอลียาห์บรรลุถึงโดยผ่านมนุษย์ที่เกิดบนโลก ยอห์นผู้ให้บัพติศมาตรงข้ามกับความมุ่งหวังของเขาเหล่านั้นโดยสิน้เชิง (มัทธิว 11:4 มัททิว 17:13)

การพยากรณ์สองชนิดถูกพบในคัมภีร์เก่าเกี่ยวกับพระผู้มาโปรด ตัวอย่างเช่น ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้ทำนายว่า พระผู้โปรดจะมาสู่โลกจากสวรรค์บนก้อนเมฆ (ดาเนียล 7:13) ในขณะที่ผู้เผยพระวจนะมีคำพยากรณ์ว่า พระองค์จะเกิดบนโลก (มีคาห์ 5:2) อันใดในการพยากรณ์สองอันที่ขัดแย้งกันนี้ที่ประชาชนชาวยิวเชื่อ ในระหว่างผู้เผยพระวจนะสองคนนี้ ดาเนียลมีชื่อเสียงมากกว่าและแนวโนมแห่งความคิดของชาวอิสราเอลก็ไปในทางที่ว่าพระผู้มาโปรดจะลงมาโดยตรงจากสวรรค์ เพราะฉะนั้น แม้กระทั่งหลังจากพระเยซู บุตรของพระเจ้าได้ขึ้นไปสู่สวรรค์หลังจากการตรึงที่กางเขน ก็ยังมีผู้ซึ่งยืนกรานว่าพระเยซู ผู้ซึ่งเกิดทางฝ่ายเนื้อหนังบนโลก ไม่สามารถเป็น พระผู้มาโปรดได้ (2 ยอห์น1:7-8)
แล้วทำไม พระเจ้าจึงให้การพยากรณ์ที่ตรงกันข้ามกันของการมาบนก้อนเมฆรวมกับการพยากรณ์ว่าพระผู้มาโปรดจะมาในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง พระเยซู ได้ชี้ให้เห็นว่า "ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์ คือบุตรมนุษย์" (ยอห์น 3:13) เป็นการชี้ให้เห็นว่า พระองค์ลงมาจากสวรรค์แต่อย่างที่เรารู้ดีว่า พระเยซู ได้เกิดบนโลกจากมารดาของพระองค์คือมารีย์ แต่แล้วทำไมพระองค์จึงกล่าวว่าพระองค์ลงมาจากสวรรค์ คำว่า "สวรรค์" ถูกใช้บ่อยครั้งในพระคัมภีร์ มันถูกใช้เสมอเป็น อุปมา ที่ทำให้เกิดความรู้สึกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ความดีและคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเราสามารถตีความหมายสิ่งที่พระเยซูพูดได้ว่า "ข้าพเจ้าเกิดคล้าย กับพวกท่านทุกคน แต่ข้าพเจ้าแตกต่างอย่างมากจากท่านในแรงกระตุ้น และจุดเริ่มต้นแห่งการเกิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเกิดจากพระเจ้า" ด้วยความเข้าใจอันนี้ มันเป็นส่งที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า คำพยากรณ์เกี่ยวกับการลงมาสู่โลกของพระเยซูบนก้อนเมฆ ที่กล่าวไว้ในดาเนียล 7 หมายความว่าอะไรจริงๆ การตีความหมายที่แท้จริงค่อนข้างตรงตามข้อเท็จจริง แต่อย่างไรก็ตามโดยการติดอยู่กับความหมายตามตัวอักษร ประชาชนก็เข้าใจผิดในทำนองเดียวกันกับ ยอห์นผู้ให้บัพติศมา ผู้ซึ่งเกิดในครอบครัวของเศคาริยาห์ ไม่เพียงแต่เกิดบนโลกเท่านั้น แต่มีภารกิจอันยิ่งใหญ่อันหนึ่ง

(ลูกา 1:15-17 ลูกา1:76) ไม่ว่ารูปการแห่งการเกิดของเขา จะเป็นอย่างไรก็ตามพระเจ้าอยู่เบื้องหลังมัน และให้ภารกิจอย่างเดียวกันกับเอลียาห์กับเขาและ "เขา" ได้ลงมาสู่โลกเป็นตัวแทนของพระเจ้าเอง จากสิ่งที่ได้แสดงในตัวอย่างเหล่านี้ของการมาครั้งที่สองของ เอลียาห์ และการเสด็จมาของพระเยซู มันเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความคิดที่เคร่งขรึมเกี่ยวกับ การพยากรณ์ สำหรับการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรด
โดยสรุปแล้ว คัมภีร์ใหม่ไม่เพียงแต่จะมีคำพยากรณ์ว่า พระคริสต์จะมาเสมือนผู้พิพากษา ท่ามกลางความรุ่งโรจน์บนก้อนเมฆจากสวรรค์ แต่มันก็กล่าวไว้เช่นกันว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งในลักษณะเดียว กับที่พระองค์ได้มาในเวลาของพระเยซูซึ่งตรงข้ามกับการพยากรณ์อันแรกเกี่ยวกับการมาบนก้อนเมฆ
เราอ่านพบใน ลูกา 17:24-25 ว่า พระเยซู คาดการณ์ล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในการมาครั้งที่สองกล่าวว่า "บุตรมนุษย์จะเป็นอย่างนั้นแหละในวันของพระองค์ แต่ก่อนนั้นจำเป็นที่พระองค์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ และคนยุคนี้จะไม่ยอมรับพระองค์" ถ้าพระผู้มาดปรดจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางอำนาจ และความรุ่งโรจน์ พร้อมกับเสียงแตรเรียกของหัวหน้าทูตสวรรค์ ผู้ใดจะกล้าปฏิเสธ และกลั่นแกล้งทรมานพระองค์ คุณจะกลั่นแกล้งพระองค์ไหม ทุกวันนี้ คริสตชนมีศรัทธา และโบสถ์ต่างๆ มากมายกำลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้ารอคอยเพื่อการมาของพระผู้มาโปรดบนก้อนเมฆ ถ้าพระองค์จะมาบนก้อนเมฆจริงๆ ก็จะไม่มีเหตุผลใดที่พระองค์จะถูกกลั่นแกล้งทรมาน แต่เมื่อพระองค์ไม่ได้มาบนก้อนเมฆจริงๆ ตามตัวอักษรแต่มาในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังแทน เช่นเดียวกับการมาครั้งแรก พระองค์ก็ต้องทนทุกข์ทรมานก่อน ก่อนที่พระองค์จะเป็นที่รู้จักในที่สุด
ในวิวรณ์ 12:5 กล่าวว่า-ผู้หญิงคนหนึ่งได้ให้กำเนิดบุตรชายผู้ซึ่งจะปกครองประชาชาติทั้งปวงด้วยคฑาเหล็กแต่บุตรของเธอถูกนำขึ้นไปเฝ้าพระเจ้ายังพระที่นั่งของพระองค์ มนุษย์ผู้ซึ่งจะปกครองโลกด้วยคฑาเหล็ก ก็คือพระผู้มาโปรดที่จะมานั่นเอง ดังนั้นมันถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าพระองค์จะกำเนิดจากผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อพวกฟารีสีถามพระเยซูว่า เมื่อไร อาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึง พระองค์ตอบว่า "แผ่นดินของพระเจ้าไม่มาด้วยนิมิตที่จะสังเกตได้" (ลูกา 17:20) ทุกคนสามารถมองขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ แต่พระเยซูกลับกล่าวว่าพระองค์จะไม่ถูกรู้จักอย่างรวดเร็วทำไมมันเป็นเพราะว่าพระองค์ไม่ได้มาบนก้อนเมฆจริงๆ
ในลูกา 18:8 พระเยซูกล่าวว่า "เราบอกท่านทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงประทานความยุติธรรมให้เขาโดยเร็ว แต่ถ้าบุตรมนุษย์มาท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ" ทำไมพระเยซูจึงพูดเช่นนั้นมีคนมากมายทั่วโลกผู้ซึ่งกำลังทำอย่างดีที่สุดของเขาเพื่อเตรียมสำหรับการมาของพระองค์ ถึงแม้ว่า ศรัทธาของเขาจะไม่สมบูรณ์ก็ตามใครจะล้มเหลวในการที่จะรู้จักพระผู้มาโปรดที่มาบนก้อนเมฆจริงๆ แม้กระทั่งผู้ที่ไม่เชื่อทั้งหลายก็จะรู้จักพระองค์ และมาสู่พระองค์ หรือจะเป็นเพราะมีใครบางคนที่จะขัดขวางไม่ให้เขากระทำเช่นนั้น ไม่ใช่อย่างแน่นอน ความยากลำบากไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้ศรัทธาของมนุษย์อ่อนแอลง และแล้วมันจะเป็นเพราะว่า พระองค์จะมาในทำนองเดียวกันกับที่พระเยูมาในครั้งแรกหรือไม่
เมื่อสองพันปีก่อน เมื่อพระเยซูมา มันมีศรัทธามากมายในบรรดาประชาชน ทั้งกลางวัน และกลางคืนเขาเหล่านั้นอธิษฐานในพระวิหารและจดจำธรรมบัญญัติของเขาเหล่านั้นเขาเหล่านั้นพยายามอย่างหนักเพื่อ รักษาธรรมบัญญัติ และกฎทั้งมวลที่พระเจ้าสั่ง ให้เขาเหล่านั้นรักษาเขาเหล่านั้นถวายหนึ่งในสิบของเงินของเขาและอดอาหาร ในแง่นี้เขามี
ศรัทธาอย่างมากในความเชื่อในพระเจ้า อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงแห่งความศรัทธา เขาเหล่านั้นถูกเตรียมเพื่อที่จะรู้จักพระบุตรของพระเจ้า ผู้ซึ่งถูกส่งมาสู่เขาเหล่านั้น จากจุดยืนนี้ พระเยซุไม่สามารถพบศรัทธาใดๆ บนโลหเลย ในทำนองเดียวกัน ปัจจุบันนี้มีคริสตชนที่ดีหลายล้านคนที่ กำลังรอคอยเพื่อการมาของ พระผู้มาโปรดแห่งการมาครั้งที่สอง แต่ถ้าพระผู้มาโปรดจะมาในลักษณะเดียวกันกับที่พระองค์เคยมาก่อนพระองค์จะพบศรัทธาที่จะทำให้ คริสตชนทั้งหลายสามารถรู้จักพระองค์หรือไม่
เพื่อเน้นอีกครั้งหนึ่งจากบทเรียนต่างๆ ที่เราได้เรียนรู้ก่อนหน้านี้จากประสบการณ์แห่งการทำงานของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ และตัดสินจากความในพระคัมภีร์ที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ การมาครั้งที่สองจะต้องเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับการมาครั้งแรกโดยการกำเนิดของพระผู้มาโปรดในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง จากผู้หญิง โดยแท้จริงแล้ว พระองค์จะมาเสมือนเป็นบุตรแห่งมนุษย์ พระเจ้าสร้างอาดัม เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์อุดมคติและครอบครัวอุดมคติบนโลก แต่เพราะอาดัมตกสู่บาป และเริ่มต้นในโลกแห่งบาปนี้ พระเยซูได้มาเพื่อแก้ไขโลกอุดมคติเริ่มแรกกลับคืนมา ในความสามารถของอาดัมที่สอง ( 1 ครินธ์ 15:45)
เพราะฉะนั้น พระผู้มาโปรดแห่งการมาครั้งที่สองมาเพื่อที่จะทำงานทั้งมวลแห่งการแก้ไข และความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์บรรลุถึงในฐานะของอาดัมที่สาม เพราะฉะนั้น พระองค์ต้องมาในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบุคคลอุดมคติและครอบครัวอุดมคติ และสร้างอาณาจักของสวรรค์บนโลก ซึ่งเป็นอุดมคตินิรันดร์ของพระเจ้าถ้าพระผู้มาโปรดจะมาบนโลกในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังแล้วอะไรคือความมุ่งหมายของการมาบนก้อนเมฆ
ตามวิวรณ์17:15 น้ำเป็นสัญลักษณ์แทนมนุษย์ที่ตกสู่บาป หรือมนุษย์ที่ชั่วร้าย แล้วเมฆหมายความว่าอะไร เมฆเป็นน้ำที่ถูกระเหยขึ้นไปไม่ว่าน้ำจะสกปรกอย่างไรก็ตาม เมื่อมันระเหยกลายเป็นเมฆ มันถูกทำให้บริสุทธิ์ในทำนองเดียวกัน เมฆเป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์ที่ถูกฟื้นคืนชีพ หรือบังเกิดใหม่จากมนุษย์ที่ตกสู่บาปหรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่เชื่อที่ถูกฟืนคืนชีพที่ได้บังเกิดใหม่ในโลกแห่งบาป อุปมาที่ว่า พระองค์จะมาบนก้อนเมฆ หมายความว่าพระองค์จะมาอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางนักบุญทั้งหลายที่พระเจ้าได้เตรียมไว้
ประการที่สองก็เพื่อสนับสนุนชีวิตที่เคร่งศาสนาของเหล่าสาวกโดยการเบนความสนใจของเขาเหล่านั้นไปสู่สวรรค์เกี่ยวกับการมาครั้งที่สองพระเยซูได้กล่าวสิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนแต่ก็เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจสาวก ของพระองค์เพื่อให้บรรลุถึงเจตจำนงของพระเจ้าโดยเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ พระองค์กล่าวว่า "เราจะมาในเร็วนี้แน่นอน" (วิวรณ์ 22:20) ในมัทธิว 10:23 "...เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนที่ท่านจะไปทั่วเมืองต่างๆ ทั้งหมดในอิสราเอลบุตรมนุษย์จะเสด็จมา" นอกจากนั้นใน มัทธิว 16:28 พระองค์กล่าวว่า "เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่มีบางคนที่ยังจะไม่รู้รสความตาย จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยราชอำนาจของพระองค์ท่าน" และในยอห์น 21:18-22 พระองค์ก็ยังกล่าวเสมือนว่าพระองค์จะมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงชีวิตของเขาเหล่านั้น แต่อะไรคือความตั้งใจของพระเยซูในการพูดในลักษณะเช่นนี้
เพราะว่าคริสตชนในเวลาเริ่มแรกเชื่อว่าการมาครั้งที่สองของพระเยซูอยู่ใกล้และเชื่อว่าพระองค์จะมาบนก้อนเมฆจากสวรรค์ในอาณาจักรและความรุ่งเรืองของพระเจ้าเขาเหล่านั้นจึงยังคงมีใจจดจ่อและความกระตือรือร้น และมีกำลังที่จะอดทนต่อการกดขี่และการกลั่นแกล้งทรมานของอาณาจักรโรมันได้ และสร้างโบสถ์คริสตชนในเวลาเริ่มแรกขึ้น

พระคริสต์จะเสด็จมาอีกครั้งเมื่อไร

แล้วพระคริสต์จะเสด็จมาอีกครั้งเมื่อไร ในมัทธิว 24:36 มันกล่าวว่า "แต่วันนั้น โมงนั้นไม่มีใครรู้" ชี้ให้เห็นว่ามันจะเป็นสิ่งทีไม่มีประโยชน์ที่จะคาดหมายเกี่ยวกับเวลาแห่งการกลับมาของพระองค์
อย่างไรก็ตาม ในข้อความเดียวกันในมัทธิวกล่าวว่า "รู้แต่พระบิดาองค์เดียว" และในอาโมส 3:7 มันกล่าวไว้ว่า "แท้จริงพระเจ้ามิได้ทรงกระทำอะไรเลยโดยมิได้เปิดเผยความลี้ลับให้แก่ผู้รับใช้ของพระองค์คือผู้เผยพระวจนะ" เราสามารถเข้าใจได้ว่าพระเจ้าจะให้ประชาชนรู้เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สอง โดยผ่านผู้เผยพระวจนะอย่างแน่นอนตัวอย่างมากมายของสิ่งนี้สามารถถูกอ้างถึงได้ ในเส้นทางแห่งการแก้ไขเช่นการเปิดเผยของพระเจ้าเกี่ยวกับการพิพากษาด้วย การให้น้ำท่วมกับโนอาห์ การทำลายโสโดมและโกโมราห์กับโลทและการเสด็จมาครั้งแรกของพระผู้มาโปรด พระเจ้าได้เปิดเผยเวลาแห่งการเกิดของพระเยซูกับครอบครัวของยอห์นผู้ให้บัพติศมา นักปราชญ์จากตะวันออกลิเมโอนอันนาและคนอื่นๆ ในตลอดประวัติศาสตร์ของแผนการของพระเจ้าจะสามารถมีเวลาอื่นใดที่สำคัญสำหรับพระเจ้ามากไปกว่าเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองหรือ พระเจ้าจะสามารถยอมให้ประชาชนไม่รู้ว่าเมื่อไรตัวบุตรของพระเจ้าเองจะเสด็จมาสู่โลก เพื่อบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ที่ยังไม่บรรลุถึงได้อย่างไร พระเจ้าผู้ซึ่งได้ชี้นำประวัติศาสตร์ตั้งแต่การตกสู่บาปของบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษยชาติต้องส่งพระผู้มาโปรดมาในที่สุด พระเจ้าแก้ไขความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ที่สูญเสียไปโดยการส่งพระผู้มาโปรดมา ดังนั้น เพราะว่าแผนการแห่งการแก้ไขของพระเจ้าจะต้องถูกบรรลุถึงโดยผ่าน พระผู้มาโปรดพระผู้มาโปรดจึงเป็นผลที่มีคุณค่ามากที่สุดของการแก้ไขของพระเจ้าพื้นฐานของการเตรียมสำหรับพระผู้มาโปรดเริ่มต้นกับการเกิดของชนชาติอิสราเอลจากครอบครัวของยาโคบ อย่างไรก็ตามประชาชนแห่งอิสราเอลไม่ได้เชื่อในพระเยซูและดังนั้น พระเจ้าได้พัฒนาศาสนาคริสต์ที่มีหลายเชื้อชาติเป็นอิสราเอลที่สอง ประกอบด้วยเขาเหล่านั้นทั้งมวลผู้ซึ่งเชื่อในพระเยซู เพราะฉะนั้น แผนการศูนย์กลางของพระเจ้าถูกพบในประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้เป็นเสมือนอิสราเอลที่สองในระดับโลกแทนที่อิสราเอลที่หนึ่งที่สูญเสียไป ยิ่งไปกว่านั้น ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่หนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากยาโคบ และประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่สอง ศาสนาคริสต์ ซึ่งเริ่มต้นจากเวลาของพระเยซูต้องคล้ายคลึงกัน เพราะทั้งคู่ถูกเตรียมเพื่อความมุ่งหมายของการทำให้พระผู้มาโปรดสามารถได้รับการต้อนรับบนโลก
ประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวยิว และประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์แตกต่างกันในแง่ของช่วงระยะเวลา ส่วนประกอบ ลักษณะทางภูมิศาสตร์และพื้นภูมิทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ภารกิจของทั้งสองประวัติศาสตร์นี้ได้ถูกส่งผ่านจากอันหนึ่งไปสู่อีกอันหนึ่งเป็นเสมือนส่วนของประวัติศาสตร์ศูนย์กลางของพระเจ้าในแผนการแห่งการแก้ไข แต่ละประวัติศาสตร์ถูกเตรียมเพื่อเป้าหมายท้ายสุดของการทำงานของมันนั่นก็คือพื้นฐานสำหรับ พระผู้มาโปรดโดยผ่านหลักการแห่งการแก้ไขในขณะนี้ขอให้เราเปรียบเทียบสองประวัติศาสตร์เหล่านี้ จากจุดยืนของแผนการแห่งการแก้ไขและพิจารณาคำถามที่ว่าเมื่อไรเวลาแห่งการมาของพระผู้มาโปรดจะมาถึงประวัติศาสตร์ของอิสราเอล จากเวลาของยาโคบจนกระทั่งถึงพระเยซูถูกแบ่งออกเป็นหกช่วงระยะเวลา ช่วงระยะเวลาของการเป็นทาสในอียิปต์ ช่วงระยะเวลาของผู้วินิจฉัย ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรรวมช่วงระยะเวลาของอาณาจักรที่ถูกแบ่งของเหนือและใต้ ช่วงระยะเวลาบนการถูกจับเป็นเชลยในบาบิโลนและการกลับคืนมา และช่วงระยะเวลาของการเตรียมเพื่อการมาของพระผู้มาโปรดในแต่ละช่วงระยะเวลา พระเจ้าได้ชี้นำแผนการแห่งการทำงานของพระองค์โดยตรง แต่ประชาชนไม่สามารถบรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขา เหล่านั้นและดังนั้นหลังจากการผ่านช่วงระยะเวลาเหล่านี้ ทั้งหมดเท่านั้นที่พระผู้มาโปรดสามารถจะมาได้ ขอให้เราพิจารณาแต่ละช่วงระยะเวลาในรายละเอียดมากขึ้นและเปรียบเทียบแต่ละช่วงระยะเวลากับช่วงระยะเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่สอดคล้องกันหลังจากเวลาของพระเยซู

ช่วงระยะเวลาของการเป็นทางในอียิปต์ และช่วงระยะเวลาของการถูกกดขี่โดยอาณาจักรโรมัน

ช่วงระยะเวลาของการเป็นทาสในอียิปต์ เกิดขึ้นเนื่องจากความล้มเหลว ของอับราฮัมในการถวายเครื่องบูชา ระหว่างช่วงระยะเวลานี้บุตรชาย 12 คนของยาโคบและสมาชิกในครอบครัว 70 คน ได้เข้าสู่อียิปต์ ซึ่งเป็นตัวแทนของโลกฝ่ายซาตาน และลูกหลานของเขาเหล่านั้นก็ถูกกลั่นแกล้งทรมานอย่างน่าสังเวชโดยชาวอียิปต์
ช่วงระยะเวลาของการถูกกดขี่ภายใต้อาณาจักรโรมันเกิดขึ้น เนื่องจากความไม่เชื่อของชาวอิสราเอลในพระเยซู ช่วงระยะเวลานี้สาวก 12 คน ของพระเยซู สาวกอื่นๆ อีก 70 คน คริสตชนในระยะเริ่มแรกได้เข้าสู่อาณาจักรโรมันและก็ได้ผ่านการกลั่นแกล้งทรมานอย่างน่าสังเวชเช่นกัน
ในช่วงระยะเวลาของการเป็นทาสในอียิปต์ ชนชาติที่ถูกเลือกแห่งอิสราเอลในท่ามกลางความทุกข์ทรมานที่ยาวนานถึง 400 ปี ของเขาเหล่านั้น ได้กระทำพิธีสุหนัตถวายเครื่องบูชาและรักษาวันสะบาโต ในทำนองเดียวกัน คริสตชนในระหว่างช่วงระยะเวลาของการถูกกดขึ่ภายใต้อาณาจักรโรมันได้กระทำพิธีรับศีลมหาสนิทและพิธีบัพติสมาได้ถวายเหล่านักบุญเป็นเสมือนเครื่องบูชาที่มีชีวิตและได้รักษาวันสะบาโต
หลังจากช่วงระยะเวลา 400 ปี แห่งการเป็นทาสในอียิปต์ได้สิ้นสุดลง พระเจ้าได้เลือกโมเสสเพื่อเอาชนะฟาโรห์และนำชาวอิสราเอลไปสู่ดินแดนใหม่แห่งคานาอัน ในทำนองเดียวกัน ในเวลาสิ้นสุดของช่วงระยะของการถูกกดขี่โดยอาณาจักรโรมัน พระเยซูได้โน้มน้าวจักรพรรดิ์คอนสเตนตีนทางฝ่ายวิญญาณ และบันดาลใจเขาให้ยอมรับ ศาสนาคริสต์
อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 313 และในที่สุดสามารถประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติในปี ค.ศ. 392 ในลักษณะเช่นนี้ คนคริสต์เตียนได้ถูกแก้ไขทางฝ่ายวิญญาญออกจากโลกฝ่ายซาตานเข้าสู่คานาอัน
หลังจากช่วงระยะเวลาของการเป็นทาสในอียิปต์ โมเสสได้รับธรรมบัญญัติสิบประการบนภูเขาซีนายและตั้งแกนกลางของพระคัมภีร์เก่าขึ้นโดยการรักษาแผ่นศิลา พลับพลา และหีบพระโอวาท อิสราเอลที่หนึ่ง ชนชาติที่ถูกเลือก ได้สร้างพื้นฐานในการรับพระผู้มาโปรดขึ้น ในทำนองเดียวกัน หลังจากช่วงระยะเวลาแห่การถูกกดขี่โดยอาณาจักรโรมันอิสราเอลที่สองชนชาติที่ถูกเลือกรวบรวมพระวจนะของพระเยซูและบันทึกของสาวกและกำหนดให้เป็นพระคัมภีร์ใหม่และได้สร้างโบสถ์ต่างๆ ขึ้นโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะและดังนั้นก็ได้ขยายพื้นฐานในการรับพระผู้มาโปรดแห่งการมาครั้งที่สองขึ้น

ช่วงระยะเวลาของผู้วินิจฉัยและช่วงระยะเวลาของโบสถ์คริสตชนภายใต้ระบบสังฆราชา

ช่วงระยะเวลาของผู้วินิจฉัยคือช่วงระยะเวลา 400 ปี หลังจากชาวอิสราเอลถูกนำโดยโยซูวาและคาเลบ เข้าสู่คานาอัน ในช่วงระยะเวลานี้ผู้วินิจฉัยเหล่านี้แต่ละคนทำหน้าที่หลายอย่างของผู้เผยพระวจนะ มหาปุโรหิตและกษัตริย์ ช่วงระยะเวลาของโบสถ์คริสตชน ภายใต้ระบบสังฆราชา เป็นเวลาที่คนคริสตชนถูกนำ โดยสังฆราชา ผู้ซึ่งหน้าที่ของเขามองดูจากจุดยืนของแผนการแห่งการแก้ไขเทียบได้กับหน้าที่ของผู้วินิจฉัย
ช่วงระยะเวลาของผู้วินิจฉัยเป็นเวลาพื้นฐานแห่งสังคมศักดินาของชาวอิสราเอล ได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้วินิจฉัย ในดินแดนใหม่ที่แบ่งให้แต่ละเผ่า ในทำนองเดียวกันการปลดปล่อยของศาสนาคริสต์จากอาณาจักรโรมันคำสอนของพระเยซูได้ถูกขยายไปสู่เผ่าเยอรมันผู้ซึ่งได้ย้ายเข้าไปสู่ยุโรปตะวันตกเพราะการรุกรานในศตวรรษที่ 4 ของชาวอื่น (จากมองโกเลีย) ณ. นั้นในดินแดนใหม่แห่งยุโรปตะวันตก เขาเหล่านั้นได้สร้างพื้นฐานของสังคมศักดินาคริสตชนขึ้น

ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรรวมและช่วงระยะเวลาของอาณาจักรคริสตชน

ที่จุดเริ่มต้นของช่วงระยะเวลาของอาณาจักรรวม ช่วงระยะเวลาซึ่งผู้วินิจฉัยนำอิสราเอลที่หนึ่งก็สิ้นสุกลงภารกิจของผู้วินิจฉัยถูกแบ่งออกเป็นภารกิจของผู้เผยพระวจนะมหาปุโรหิต และกษัตริย์ในทำนองเดียวกันกับช่วงระยะเวลาของอาณาจักรคริสตชน ช่วงระยะเวลาซึ่งสังฆราชาได้นำอิสราเอลที่สองก็สิ้นสุดลงและภารกิจของสังฆราชาก็ถูกแบ่งออกเป็นภารกิจของโบสถ์ สันตะปาปาและกษัตริย์ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรคริสตชนเริ่มต้นเมื่อพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ได้สวมมงกุฎใช้ชาร์ลมาญเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรแฟรงค์ เช่นเดียวกับอาณาจักรรวมของอิสราเอลเริ่มต้นเมื่อผู้เผยพระวจนะซามูเอล โดยบัญชาของพระเจ้าได้แต่งตั้งซามูเอลเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล

ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรแบ่งของเหนือและใต้และช่วงระยะเวลาของอาณาจักรแบ่งของตะวันออกและตะวันตก

อาณาจักรรวม ซึ่งได้เริ่มต้นที่กษัตริย์ซามูเอล ได้ถูกสืบทอดต่อมาสู่กษัตริย์ดาวิดและกษัตริย์โซโลมอน แล้วมันก็ถูกแบ่งออกเป็นสิบเผ่าของอาณาจักรเหนือแห่งอิสราเอล ซึ่งอยู่ในตำแหน่งของคาอินและสองเผ่าของอาณาจักรให้แห่งยูดาห์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งของอาแบล ดังนั้น ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรแบ่งของเหนือใต้ก็เกิดขึ้น
ในทำนองเดียวกัน อาณาจักรคริสตชนซึ่งได้เริ่มต้นที่ชาร์ลมาญ ก็ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนแฟรงค์ตะวันออก แฟรงค์ตะวันตกและอิตาลี เนื่องจากการทะเลาะกันของหลานชายสามคนของเขาอย่างไรก็ตาม เพราะว่าอิตาลีอยู่ภายใต้การปกครองของแฟรงค์ตะวันออก จริงๆ แล้วมันจึงเป็นช่วงระยะเวลาของการแบ่งออกเป็นอาณาจักรตะวันออก
และตะวันตก

ช่วงระยะเวลาของการถูกจับเป็นเชลยและการกลับคืนมาของชาวยิว
และช่วงระยะเวลาของการถูกจับเป็นเขตและการกลับคืนมาของสันตะปาปา

ไม่เพียงแต่อาณาจักรเหนือแห่งอิสลาเอลเท่านั้น ที่ถูกทำลายในเวลาสิ้นสุดของช่วงระยะเวลาแห่งอาณาจักรแบ่งเพราะความไม่เชื่อของมัน แต่อาณาจักรใต้แห่งยูดาห์ ก็เช่นกันได้เสื่อมศรัทธาลงเขาเหล่านั้นไม่สำนึกเสียใจและล้มเหลว ในการสร้างพื้นฐานเพื่อการมาของพระผู้มาโปรดโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อุดมคติแห่งพระวิหารของพระเจ้าเพราะฉะนั้นพระเจ้ายอมให้เขาเหล่านั้นถูกจับเป็นเชลยในบาบิโลน โลกฝ่ายซาตานเพื่อทนทุกข์ทรมานความเป็นทาส ณ. ที่นั้น เป็น 70 ปี (เยเรมีย์ 39:1-10 2 พงค์กษัตริย์ 24 และ 25) ในช่วงระยะเวลานี้กษัตริย์เยโฮยาคีน ดาเนียล เชื้อพระวงศ์ข้าราชการและประชาชนชาวยิวอื่นๆ อีกมากมายถูกจับเป็นเชลยโดยเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์แห่งบาบิโลนต่อมาเปอร์เซียได้ทำลายบาบิโลนและกษัตริย์ไซรัสได้ออกประกาศปลดปล่อยชาวยิวให้เป็นอิสระ ชาวยิวได้กลับไปสู่ดินแดนบ้านเกิดของเขาในสามขั้นในช่วงเวลา 140 ปี ณ. ที่นั้นเขาเหล่านั้นได้ตั้งตัวเขาเองขึ้นเป็นชาติโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้เผยพระวจนะมาลาคีเพื่อเตรียมตัวสำหรับพระผู้มาโปรด จากเวลาสิ้นสุดของช่วงระยะเวลาของอาณาจักรคริสตชนซึ่งก็เพื่อเตียมพื้นฐานในระดับโลกสำหรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรด จนกระทั่งเวลาที่สันตะปาปาตกสู่ความเสื่อม พระเจ้าได้ให้หมายสำคัญหลายอย่าง เช่นความสูญเสียและการพ่ายแพ้ของสงครามครูเสด เพื่อทำให้สันตะปาปาและพวกพระสำนึกผิด แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้สำนึกผิดและโดยการขยายมากขึ้นเรื่อยๆ ของอำนาจของกษัตริย์ ความขัดแย้งที่รุนแรงก็เกิดขึ้นระหว่างสันตะปาปาและกษัตริย์ดังนั้นสันตะปาปาโบนิฟาสที่ 8 ได้ขัดแย้งกับกษัตริย์ฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสและแม้กระทั่งถูกคุมขังโดยพระองค์เป็นเวลานาน ชั่วอายุคนหนึ่งต่อมาสันตะปาปาเคลอมองต์ที่ 5 ได้ย้ายสำนักสันตะปาปาจากกรุงโรมไปสู่เมืองอวิยองในภาคใต้ของฝรั่งเศส ณ. ที่นั้นสันตะปาปาผู้สืบตำแหน่งองค์ต่อๆ มาก็พำนักอยู่เสมือนเชลยเป็นเวลา 70 ปีภายใต้การควบคุมกักกันของกษัตริย์ฝรั่งเศส นี่เป็นช่วงระยะเวลาของการถูกจับเป็นเชลยของสันตะปาปา หลังจากนั้น สันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 11 ได้ย้ายสำนักสันตะปาปากลับไปสู่กรุงโรม แต่แม้กระทั่งหลังจากนี้ก็ยังมีความสับสนมากเพราะสันตะปาปาสามองค์ขึ้นมีอำนาจพร้อมๆ กันเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งและปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับอำนาจของสันตะปาปาก็
เกิดขึ้นจนกระทั่งการปฏิรูปศาสนาเริ่มต้นขึ้น

ช่วงระยะเวลาของการเตรียมเพื่อการมาของพระผู้มาโปรด
และช่วงระยะเวลาของการเตรียมสำหรับการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรด

หลังจากการกลับคืนมาจากการถูกจับเป็นเชลยในบาบิโลน ชนชาติอิสราเอลได้สร้างพระวิหารที่ถูกทำลายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และภายใต้การชี้นำของผู้เผยพระวจระมาลาคีได้สำนึกผิดสำหรับบาปในอดีตของเขาเหล่านั้นในการที่ได้กราบไหว้บูชาวิญญาณที่ชั่วร้ายโดยการปฏิญาณตัวของเขาเหล่านั้นต่อกฎของพระเจ้า สิ่งนี้กระตุ้นการเคลื่อนไหวของการปฏิรูปและเป็นการเริ่มต้นของช่วงระยะเวลาของการเตรียมสำหรับการมาของพระผู้มาโปรดหลังจาก 450 ปี เขาเหล่านั้นก็ได้รับพระผู้มาโปรด หลังจากสันตะปาปากลับจากกรุงโรม ช่วงระยะเวลาของการเตรียมสำหรับการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรดก็เริ่มต้นขึ้น มันเป็นช่วงระยะเวลา 400 ปี ที่ซึ่งคนคริสตชนในยุคกลางได้แก้ไขพื้นฐานแห่งศรัทธาสำหรับการมาครั้งที่สองในระดับโลกโดยการกระตุ้นการเคลื่อนไหวแห่งการปฎิรูปศาสนาที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ลูเธอร์ขึ้น การปฏิรูปได้ชุบชีวิตความกระตือรือล้นของคริสตชน ผู้ซึ่งต่อมาได้เริ่มต้นการเผยแพร่คำสั่งสอนของพระเยซูในระดับโลกด้วยความรู้สึกอันใหม่ ยุคคัมภีร์เก่า เป็นยุคที่ซึ่งมนุษย์ต้องสร้างศรัทธาต่อพระเจ้าโดยผ่านเงื่อนไขภายนอกของกฎและการถวายเครื่องบูชาเพราะฉะนั้นอิสราเอลที่หนึ่ง ในการที่จะชดใช้ประวัติศาสตร์ทั้งมวลตั้งแต่เวลาของอับราฮัมในช่วงระยะเวลาของการเตรียมตัวสำหรับพระผู้มาโปรด ต้องผ่านเส้นทางแห่งการชดใช้โดยการประสบกับความยากลำบากภายใต้การปกครองของชนชาติต่างๆ เช่นเปอร์เซีย กรีก อียิปต์ ซีเรียและโรม
ยุคคัมภีร์ใหม่เป็นยุคที่ซึ่งมนุษย์ต้องศรัทธาต่อพระเจ้าโดยผ่านเงื่อนไขภายในของการอธิษฐานและศรัทธาที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเยซู เพราะฉะนั้นในช่วงระยะเวลาทั้งหมดของการเตรียมสำหรับการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรด อิสราเอลที่สองจะต้องเดินเส้นทางแห่งความทุกข์ทรมานทางฝ่ายภายใน เนื่องจากการเกิดขึ้นของลัทธิมนุษยนิยม ซึ่งเป็นแนวความคิดชี้นำของการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการแนวความคิดของ ซึ่งตามมา และเสรีภาพแห่งศรัทธาได้ขยายตัวมากขึ้นหลังจากการปฏิรูปศาสนา ศาสนาคริสต์ต้องอดทนต่อความยุ่งเหยิงและความสับสนมากมาย ในช่วงระยะเวลานี้คริสตชนต้องผ่านเส้นทางนี้เพื่อชดใช้ช่วงระยะเวลาจากพระเยซูไปถึงพระผู้มาโปรดแห่งการมาครั้งที่สองโดยการเอาชนะการทดสอบทางฝ่ายภายในที่รุนแรงในชีวิตแห่งศาสนาของเขาเหล่านั้น พระเจ้าได้บอกล่วงหน้าถึงการมาของพระผู้มาโปรด โดยการส่งผู้เผยพระวจนะมาลาคีและโดยการปฏิรูปและฟื้นฟูศาสนายูดาห์พระองค์ได้เตรียมอิสราเอลที่หนึ่งสำหรับการมาของพระผู้มาโปรด พระเจ้ายังได้เตรียมพื้นภูมิและสภาพแวดล้อมที่ซึ่งการแก้ไขของความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์จะต้องเกิดขึ้น ตัวอย่างก็คือขอบเขตทางการเมืองที่กว้างใหญ่ซึ่งเกิดขึ้น โดยความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันโดยความง่ายดายของการสื่อสารคมนาคมในทุกทิศทางและบรรยากาศทางวัฒนธรรมที่กว้างใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ภาษาและวัฒนธรรมของกรีก ดังนั้น พื้นฐานทางฝ่ายภายนอกได้ถูกสร้างขึ้นโดยแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้าเพื่อที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่พระผู้มาโปรดเสด็จมา ความคิดของพระผู้มาโปรดจะสามารถขยายตัวอย่างรวดเร็วจากอิสราเอลไปสู่กรุงโรมไปสู่โลกทั้งหมด ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาของการเตรียมสำหรับการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรด สภาพแวดล้อมภายนอกได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างมากเช่นกันเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรด
ในอีกด้านหนึ่ง โบสถ์ในยุคกลาง ซึ่งถูกกระตุ้นโดยการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ได้สนับสนุนการแก้ไขของวิญญาณแห่งคริสตชน ในเวลาเริ่มแรกที่ซึ่งการปฏิบัติตามเจตจำนงของพระเจ้าเป็นเพื่อความมุ่งหมายเพียงอันเดียว แห่งการดำรงอยู่ของแต่ละบุคคล การเคลื่อนไหวแห่งการปฏิรูป ซึ่งเริ่มต้นโดยมาร์ตินลูเธอร์ มุ่งหมายเพื่อที่จะปลดปล่อยคริสตชนให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงที่ไม่ยุติธรรมพิธีกรรม และอำนาจของสันตะปาปาและพระทั้งหลายและเพื่อให้ผู้ที่เชื่อทั้งหลายสามารถมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพระเจ้า และพระคัมภีร์ได้ สิ่งนี้ถูกกระทำโดยพระเจ้า ในความพยายามที่จะเตรียมอิสราเอลที่สองในระดับโลกสำหรับการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรด
เราได้พิจารณาดูประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่หนึ่งและที่สองในรายละเอียดตามที่มันเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน ในสถานที่ที่แตกต่างกันและด้วยบทบาทที่แสดงโดยประชาชนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เราสามารถเห็นความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจของเอกลักษณ์ทางเวลา เมื่อเรามองดูมันจากจุดยืนของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้า เพราะว่าทั้งคู่เป็นแผนการแห่งการทำงานที่เป็นศูนย์กลางเพื่อเตรียมรับพระผู้มาโปรดองค์หนึ่ง แผนการแห่งการทำงานทั้งคู่ได้ถูกทำโดยตัวพระเจ้าเอง
แผนการแห่งการแก้ไขของพระเจ้าได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเตรียมพื้นฐานสำหรับการมาของพระผู้มาโปรด ผู้ซึ่งเป็นผลของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มันได้ผ่านหกช่วงระยะเวลาตั้งแต่เวลาของยาโคบได้แก่ช่วงระยะเวลาของการเป็นทาสในอียิปต์ ช่วงระยะเวลาของผู้วินิจฉัย ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรรวม ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรแบ่งของเหนือและใต้ ช่วงระยะเวลาของการถูกจับเป็นเชลยและการกลับคืนมาของชาวยิวและช่วงระยะเวลาของการเตรียมเพื่อการมาของพระผู้มาโปรด ซึ่งรวมเวลาได้ 1930 ปี
อย่างไรก็ตาม เมื่ออิสราเอลที่หนึ่งได้บรรลุถึงความรับผิดชอบของมันและไม่ได้เชื่อในพระผู้มาโปรด พระเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการยืดแผนการแห่งการแก้ไขของพระองค์ออกไป เพราะฉะนั้นหลังจากการมาของพระเยซู จนกระทั่งเวลาแห่งการมาของพระผู้มาโปรดแห่งการมาครั้งที่สอง แผนการแห่งการแก้ไขได้ถูกทำซ้ำและยืดออกมา เพราะฉะนั้น เราสามารถเห็นช่วงระยะเวลาของแผนการแห่งการแก้ไขที่ถูกยืดออกไปผ่านช่วงระยะเวลาของการถูกกดขี่ในอาณาจักรโรมัน ช่วงระยะเวลาของโบสถ์คริสตชนภายใต้ระบบสังฆราช ช่วงระยะเวลาของอาณาจักรคริสตชน และช่วงระยะเวลาของอาณาจักรแบ่งของตะวันออกและตะวันตก ช่วงระยะเวลาของการถูกจับเป็นเชลยและการกลับคืนมาของสันตะปาปา และช่วงระยะเวลาของการเตรียมสำหรับการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรดซึ่งก็รวมเวลาได้ 1930 ปี เช่นกัน
ปี ค.ศ. 1930 ไม่ได้เป็นเวลาที่เราต้องรอคอยด้วยความหวังและด้วยความจดจ่อ เพราะว่ามันได้ผ่านไปแล้ว แล้วทำไมเราจึงยังไม่เห็นความรุ่งโรจน์ของการมาครั้งที่สองของพระผู้มาโปรดและการพิพากษาครั้งสุดท้ายบนโลก ถ้าการมาครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในอากาศ ความรุ่งโรจน์ของพระผู้มาโปรดควรจะได้ถูกเผยแพร่อย่างเจิดจ้าไปทั่วโลกแล้วอย่างไรก็ตามอย่างที่ได้ชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้ว่า พระผู้มาโปรดจะไม่มาอีกครั้งบนก้อนเมฆจริงๆ การมาครั้งที่สองจะบรรลุถึง โดยการเกิดของพระผู้มาโปรดบนโลกในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง แล้วปี ค.ศ.1930 เป็นปีที่พระผู้มาโปรดได้เกิดหรือไม่ ปีนี้ไม่สามารถถูกชี้เจาะจงอย่างแม่นยำเท่าไรนัก เพราะว่าความแตกต่างของตั้งแต่บวกหรือลบ 10 ปี สามารถถูกพบเห็นได้บ่อยๆ ตลอดประวัติศาสตร์ของแผนการแห่งการทำงานของพระเจ้าตัวอย่างเช่น ช่วงระยะเวลาของการถูกกดขี่ในอาณาจักรโรมันจะต้องเป็น 400 ปี แต่ถ้าจะให้ถูกต้องแล้ว จริงๆ มันดำรงอยู่จนถึงเพียง ค.ศ. 392 เท่านั้น เพราะฉะนั้นการมาของพระผู้มาโปรดไม่สามารถถูกชี้เจาะจงว่าเป็นปี 1930 ได้ สองพันปีก่อน เมื่อพระเยซูพระองค์ไม่ได้ประกาศความเป็นพระผู้มาโปรดของพระองค์ทันทีและเริ่มการพิพากษาทันทีแต่จริงๆ แล้ว มันมีช่วงระยะเวลาของชีวิตส่วนตัวแห่งการเตรียมตัวอย่างต่อเนื่องที่ไม่ได้ถูกเห็น ไม่ได้ถูกได้ยินและช่วงระยะเวลาของการประกาศคำสอนเพื่อเตรียมพื้นฐานเพื่อทำให้ความมุ่งหมายแห่งการมาของพระผู้มาโปรดบรรลุถึงในทำนองเดียวกันพระผู้มาโปรดแห่งการมาครั้งที่สองต้องผ่านเส้นทางของการเตรียมตัวนี้หลังการเกิดของพระองค์เช่นกัน เพราะฉะนั้น เราสามารถเห็นได้จากจุดยืนของแผนการแห่งการแก้ไขว่าในขณะนี้เป็นเวลาของการเตรียมตัวสำหรับการปรากฎตัวของพระผู้มาโปรด

พระคริสต์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งที่ใด

แล้ว ถ้าพระคริสต์จะกลับมาอีกครั้งเป็นมนุษย์ ในร่างกายฝ่ายเนื้อหนังบนโลกพระองค์จะต้องมาสู่สถานที่ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและในชนชาติที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แล้วมันคือชนชาติใด
พระเยซูพูดเมื่อ 2,000 ปี ก่อนว่าพระองค์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่พระองค์จะมาอีกครั้งหนึ่งในท่ามกลางประชาชนชาวยิวหรือไม่ ในมัทธิว 21:33-43 โดยอุปมาเรื่องคนเช่าสวนที่ชั่วร้าย พระเยซูชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพระองค์จะไม่กลับมาอีกครั้งหนึ่งในดินแดนแห่งอิสราเอล ที่ซึ่งพระองค์ถูกฆ่า ยิ่งกว่านั้น พระองค์ได้พูดว่าพระองค์จะเอาสิทธิในการเป็นชนชาติที่ถูกเลือกของเขาเหล่านั้นกลับคืนมาและให้กับชนชาติและประชาชนผู้ซึ่งจะกระทำให้เกิดผลสำหรับการมาครั้งที่สอง
ในอุปมานี้ พระเจ้าเป็นเจ้าของสวนองุ่น สวนองุ่นหมายถึงการทำงานของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงอุดมคติแห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งก็คือความมุ่งหมายของแผนการช่วยให้รอดผู้เช่าสวนก็คือชนชาติที่ถูกเลือกแห่งอิสราเอล พวกบ่าวก็คือผู้เผยพระวจนะบุตรของเจ้าของสวนก็คือพระเยซูและชนชาติซึ่งจะทำให้เกิดผล หมายถึงชนชาติซึ่งจะรับพระผู้มาโปรดแห่ง
การมาครั้งที่สอง
แล้วเราจะตีความหมายของข้อความ ในพระคัมภีร์ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับการมาของพวกอิสราเอลได้อย่างไร วิวรณ์ 7:4 กล่าวว่าผู้ที่มาจากทุกเผ่าในพวกอิสราเอลจะมีผู้ที่ได้การประทับตรา 144,000 ในเวลาแห่งการมาครั้งที่สองสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร
โดยเริ่มแรก ชื่อ "อิสราเอล" ได้รับมาโดยยาโคบหลังจากที่เขาได้เอาชนะเหนือทูตสวรรค์ที่ท่าข้ามแม่น้ำยับบอก (ปฐมกาล 32:28) พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ "อิสราเอล" หมายถึงประชาชนของพระเจ้าผู้ซึ่งได้รับชัยชนะแห่งศรัทธา และไม่จำเป็นที่จะต้องหมายความถึงลูกหลานทางสายเลือดของยาโคบ มัทธิว 3:9 และ โรม 9:6 ได้ชี้ให้เห็นถึงคำนิยามที่แท้จริงของอิสราเอล
แล้ว ใครจะเป็นชนชาติที่ถูกเลือกแห่งอิสราเอลหลังความตายของพระเยซูบนกางเขนเขาเหล่านั้นก็คือคริสตชนที่เลื่อมใสศรัทธาผู้ซึ่งเชื่อในพระผู้มาโปรด มันได้ถูกกล่าวไว้ในโรม 11:11 ว่า "โดยการล่วงละเมิดของเขาเหล่านั้น (ชาวยิว) ความรอดได้มาสู่คนนอกศาสนา เพื่อทำให้พวกอิสราเอลอิจฉา" สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าศูนย์กลางของแผนการแห่งการแก้ไขได้ถูกเลื่อนไปจากประชาชนชาวยิว แล้ว พระองค์จะไม่ทำงาน แห่งแผนการที่เป็นศูนย์กลางของพระองค์ในบรรดาลูกหลานทางสายเลือดของอับราฮัมแต่ในบรรดาคริสตชนที่เลื่อมใสศรัทธาผู้ซึ่งมีศรัทธาของอับราฮัม แต่โดยถูกต้องแล้ว พระผู้มาโปรดจะมาสู่ประเทศใด
เมื่อถูกถามโดยสาวกว่าพระองค์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งที่ใด พระเยซูตอบอย่างเป็นสัญลักษณ์ใน ลูกา 17:37 ว่า "ซากศพอยู่ที่ไหนฝูงนกแร้งจะตอมกันอยู่ที่นั่น "พระเยซูไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นประเทศใด ในวิวรณ์ 7:2-4 มันถูกบันทึกไว้ว่าทูตสวรรค์องค์หนึ่งปรากฎขึ้นมาจากทิศตะวันออกและได้ประทับตราไว้ที่หน้าผากผู้รับใช้ที่ถูกเลือกทั้งหลายของพระเจ้า จำนวนของเขาเหล่านั้นคือ 144,000
ถ้าจะกล่าวถึงข้อสรุปก่อนชนชาติแห่งตะวันออกนั้นก็คือเกาหลี เมื่อชาวนาคนหนึ่งปลูกต้นไม้เขาขุดดินขึ้นมาและรดน้ำอย่างระมัดระวังเพื่อเตรียมสำหรับต้นไม้ พระเจ้าผู้ซึ่งรอคอยแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จะสามารถส่งพระผู้มาโปรดโดยปราศจากการเตรียมการได้อย่างไร ขอให้เราพิจารณาต่อไปเกี่ยวกับความคิดที่ว่าแผ่นดินที่จะรับพระผู้มาโปรดคือประเทศเกาหลี
ประการแรก ชนชาติที่ซึ่งพระผู้มาโปรดมาต้องเป็นกรรมแห่งหัวใจของพระเจ้าในแง่นี้เกาหลีเป็นดินแดนที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ พระเจ้า นับแต่การตกสู่บาปของบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษยชาติจนกระทั่งทุกวันนี้ ได้มีชีวิตอยู่ในความสิ้นหวังที่ลึกซึ้งและความไม่บรรลุถึง บ่อยครั้งเหลือเกินที่เรากล่าวถึงพระเจ้าเป็นเสมือนสิ่งดำรงอยู่แห่งความรุ่งโรจน์ที่สูงสุดผู้ซึ่งอยู่ห่างไกลเหลือเกินเหนือเรา แต่ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเราไม่รู้ถึงหัวใจของพระเจ้า เนื่องจากการตกสู่บาปของมนุษย์ ผู้ซึ่งเป็นบุตรคนเดียวของพระองค์ พระเจ้าเศร้าโศก ด้วยหังใจของพ่อแม่ผู้ซึ่งได้ร่อนเร่ไปในโลกแห่งบาปของนรกในการเสาะแสวงหาเขา เพราะฉะนั้น แต่ละบุคคล หรือครอบครัว หรือชาติซึ่งต่อสู้กับซาตานบนโลกในตำแหน่งของพระเจ้ายากที่จะหลีกเลี่ยงเส้นทางแห่งน้ำตาและความทุกข์ทรมาน บุตรที่ซื่อสัตย์และกตัญญูผู้ซึ่งมีส่วนร่วมในความเศร้าโศกของหัวใจของพ่อแม่ของเขา จะสามารถดำเนินชีวิตที่สะดวกสบายได้อย่างไร
เพราะว่าพระผู้มาโปรด เป็นผู้ซึ่งมาเพื่อแบกภาระหัวใจที่เศร้าโศกของพระเจ้าเพื่อลบล้างความเศร้าโศกของพระเจ้า ณ. ที่นี้บนโลก พระองค์ไม่สามารถมาในบรรดาประชาชนผู้ซึ่งพึงพอใจโดยความมั่นคั่งทางฝ่ายวัตถุของเขาเหล่านั้นได้ เพราะว่าชนชาติซึ่งจะรับพระผู้มาโปรดต้องกลายเป็นกรรมแห่งหัวใจของพระเจ้า เพราะว่าประชาชนของมันต้องกลายเป็นบุตรชายและบุตรสาวที่มีหัวใจอย่างเดียวกับของพระเจ้าชนชาตินั้นไม่สามารถหลีกเหลี่ยงหนทางแห่งความทุกข์ทรมานได้
อิสราเอลที่หนึ่งและอิสราเอลที่สองทั้งคู่ต้องเดินหนทางแห่งความทุกข์ทรมานและความลำบากในทำนองเดียวกัน อิสราเอลที่สามต้องไปในหนทางเดียวกัน ประวัติศาสตร์แห่งความทุกข์ยากอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอย่างแห่งความทุกข์ทรมานอย่างที่สุดในยุคสมัยใหม่ ได้เป็นเส้นทางแบบอย่างที่ซึ่งอิสราเอลที่สามต้องใช้ ดังนั้น แม้กระทั่งในขณะที่ผ่านไปในชีวิตแห่งความทุกข์ทรมานและความทุกข์ยากชนชาติเกาหลีนี้ ก็ได้สืบทอดประเพณีที่ดีแห่งความกตัญญู กตเวทีและความซื่อสัตย์จงรักภักดี ด้วยความยึดมั่น และแม้กระทั่งที่จุดสูงสุดของอำนาจแห่งชาติของมันก็ไม่เคยก้าวร้าวหรือรุกรานประเทศเพื่อนบ้านใดๆ ก่อนเลย ยุทธวิธีของพระเจ้าก็คือการเอาชนะจากตำแหน่งของการถูกโจมตี แตกต่างอย่างมาก