เกี่ยวกับองค์กร
คำสอน

 

ประวัติความเป็นมาของโบสถ์แห่งความสามัคคี

 


ประวัติชีวิตคุณพ่อ

สาธุคุณซัน เมียง มูน เป็นชาวเกาหลี เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ.1920 ในครอบครัวเกษตรกร เมื่อยังเยาว์ ท่านสาธุคุณมูนได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่สอนตามปรัชญาขงจื๊อ นอกจากนี้ ท่านยังรักการสังเกตสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างเอาจริงเอาจัง

ในสมัยนั้น เกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ประชาชนได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติศาสนกิจเฉพาะแต่ศาสนาชินโตเท่านั้น การกีดกันทางศาสนาดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเหยียดหยามที่รัฐบาลทหารญี่ปุ่นมีกระทำต่อชาวเกาหลี ซึ่งถูกเหยียดหยามว่าเป็นเชื้อชาติที่ต่ำต้อย ชาวเกาหลีต้องตกเป็นส่วนหนึ่งของวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพาแห่งญี่ปุ่น ถูกกดขี่และถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณอยู่เป็นเวลานานถึงสี่สิบปี ในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งของชาติที่ตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรม ท่านสาธุคุณมูนจึงรังเกียจความอยุติธรรมทั้งที่เกิดขึ้นจากการปกครองของญี่ปุ่น หรือกระทั่งความอยุติธรรมระหว่างคนในชาติ

เกาหลีเป็นประเทศที่มีศรัทธาในศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้า ทุกวันนี้ เกาหลีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดคริสตจักรโปรเตสแตนท์แหล่งใหญ่ที่สุดในโลก สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 กรุงเปียงยางเป็นศูนย์กลางของพันธกิจคริสตจักร จนได้ชื่อว่าเป็น "เยรูซาเล็มตะวันออก" ในสมัยนั้น มีคริสตจักรหลายแห่งที่ได้รับนิมิตว่าพระผู้มาโปรด (Messiah) จะบังเกิดในเกาหลี และต่างก็ได้รับการเปิดเผยหลายอย่างเพื่อเตรียมการต้อนรับพระองค์

รับพันธกิจ
เมื่อท่านสาธุคุณมูน อายุได้ 16 ปี ในระหว่างเทศกาลอีสเตอร์ ขณะที่ท่านกำลังอธิษฐานอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งในเกาหลี พระเยซูทรงปรากฏพระองค์แก่ท่าน ในนิมิตนั้น พระองค์ทรงขอให้ท่านสาธุคุณมูน สานต่อพันธกิจที่พระองค์ได้ทรงริเริ่มไว้เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน พระองค์ทรงขอให้ท่านสถาปนาอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกให้สำเร็จและนำสันติภาพที่แท้จริงมาสู่มวลมนุษยชาติ

ท่านถึงกับอึ้งไปขณะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อเสนอที่ได้รับมา ในตอนแรกท่านบอกปฏิเสธ แต่เมื่อท่านได้ใคร่ครวญ สำรวมจิต และอธิษฐาน ในที่สุดท่านก็ให้สัตย์ปฏิญาณที่จะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อทำพันธกิจดังกล่าวให้สำเร็จ

ท่านสาธุคุณมูน ได้ศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิล และคำสอนของศาสนาต่างๆ เพื่อไขปริศนาเกี่ยวกับชีวิตและประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในช่วงนั้น ท่านได้ติดต่อกับพระเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นและผ่านไปในสมรภูมิการต่อสู้ทางจิตวิญญาณและเนื้อหนัง ท่านสามารถเอาชนะการถูกล่อลวงจากความรู้ ทรัพย์สินเงินทอง และความพึงพอใจทางกายภาพ ด้วยการปล่อยวางความต้องการต่าง ๆ ของตัวท่านเอง ท่านเริ่มเข้าใจถึงความโทมนัสที่พระเจ้าทรงมีและพระประสงค์ของพระองค์ที่จะพบกับบุตรธิดาของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ท่านได้ค้นพบหนทางที่สามารถนำมนุษยชาติกลับคืนสู่พระเจ้าและสถาปนาสันติภาพที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในโลก

ในปี ค.ศ.1945 ท่านสาธุคุณมูน ได้เรียบเรียงคำสอนต่างๆ ขึ้น ซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือ หลักการของพระเจ้า อันเป็นคำสอนพื้นฐานของท่านและโบสถ์แห่งความสามัคคี ขณะเดียวกัน ท่านก็ได้เริ่มต้นดำเนินพันธกิจสาธารณะในปีเดียวกัน

เส้นทางทุรกันดาร
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้จะยุติลง ท่านสาธุคุณมูน ซึ่งกำลังถูกคุมขังอยู่เพราะเป็นหนึ่งในสมาชิกขบวนการเรียกร้องอิสรภาพเกาหลี ขณะที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยวาเซดะในญี่ปุ่น ก็ได้รับการปล่อยตัว และเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด

เมื่อญี่ปุ่นสิ้นอำนาจ ท่านสาธุคุณมูน ได้ติดต่อคริสตจักรต่างๆ และเสนอตัวรับใช้คริสตจักรเหล่านั้นเพื่อสร้างอาณาจักรของพระเจ้าให้สำเร็จ แต่เนื่องจากในขณะนั้น ศิษยาภิบาลชาวเกาหลีหลายท่านไม่ยอมรับและกล่าวหาว่าท่านสอนผิด คริสตจักรต่างๆ ปฏิเสธท่าน ทำให้ท่านต้องบุกเบิกหนทางโดยลำพัง

ต่อมา พระเจ้าทรงเรียกให้ท่านเดินทางไปยังเกาหลีเหนือซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ เมื่อท่านเดินทางไปถึงที่นั่น ท่านก็เริ่มสอนพระวจนะในที่สาธารณะโดยไม่หวั่นเกรงอันตราย ทั้งๆ ที่เกาหลีเหนือไม่ส่งเสริมการดำเนินงานทางด้านศาสนา เพราะว่าท่านเป็นนักเทศน์ที่ยากจน อีกทั้งยังอธิบายพระคัมภีร์ไบเบิลในแง่มุมใหม่ ฐานะของท่านจึงไม่อาจเทียบกับคริสตจักรดั้งเดิมที่ตั้งมาก่อนแล้วได้ ยังผลให้ท่านเป็นคนแรกที่คอมมิวนิสต์เริ่มโจมตี

ในเดือนพฤศจิกายน 1946 ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงถูกจองจำและถูกทรมานอย่างทารุณ จนกระทั่งตำรวจคิดว่าท่านเสียชีวิตแล้ว จึงโยนร่างไร้สติของท่านทิ้งออกมานอกเรือนจำ แต่ท่านก็ฟื้นขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ในเดือนเมษายน 1948 ท่านถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่ง และต้องโทษให้ทำงานเป็นกรรมกรในค่ายกักกันฮึงนัม ท่านคือหนึ่งในศิษยาภิบาลคริสเตียนกลุ่มแรกในเกาหลีเหนือที่ถูกส่งตัวไปอยู่ในค่ายกักกันแรงงานแบบโซเวียต ฮึงนัมคือค่ายกักกันที่นักโทษจะถูกบังคับให้ทำงานจนตาย เมื่อผ่านไปหกเดือน จะมีนักโทษไม่กี่คนที่รอดชีวิต ถึงแม้ท่านสาธุคุณมูนจะต้องอยู่ในค่ายกักกันที่โหดร้ายทารุณ แต่ก็ท่านสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึงสามปี ในระหว่างที่ท่านอยู่ในฮึงนัม ถึงแม้ว่าท่านจะไม่พูดถึงหลักการของพระเจ้าเลย แต่กลับมีนักโทษจำนวนมากที่ติดตามท่านเพื่อให้จิตวิญญาณของตนเข้มแข็ง ซึ่งต่อมาพวกเขากลายเป็นสาวกของท่าน

วันที่ 25 มิถุนายน 1950 กองทัพเกาหลีเหนือเปิดฉากโจมตีเกาหลีใต้อย่างสายฟ้าแลบเพื่อรวมสองเกาหลีให้เป็นหนึ่งเดียวโดยใช้กำลัง กองกำลังสหประชาชาติและอเมริกา ภายใต้การบัญชาการของนายพลดักลาส แม็กอาร์เธอร์ ได้เข้าป้องกันเกาหลีใต้ที่ถูกปิดล้อม หลังจากที่กองกำลังสหประชาชาติยึดกรุงโซลคืนได้เพียงหนึ่งเดือน ก็สามารถรุกเข้าไปจนเกือบถึงประตูค่ายกักกันฮึงนัม พัสดีค่ายคอมมิวนิสต์จึงเริ่มต้นเกณฑ์นักโทษออกมาประหารชีวิตหมู่ เมื่อถึงเช้าวันที่ท่านสาธุคุณมูนจะต้องถูกประหารชีวิต ค่ายกักกันก็แตก ท่านจึงรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

แม้จะผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายในค่ายกักกันมาแล้วก็ตาม แต่ท่านสาธุคุณมูนก็ไม่ยังหลบหนีลงใต้เลยทีเดียว ท่านกลับไปกรุงเปียงยางอีก ท่านใช้เวลา 40 วันเพื่อค้นหาสมาชิกที่กระจัดจายอยู่ จนกระทั่งพบกับสมาชิกสองคน ท่านกับสมาชิกที่เหลืออยู่สองคนจึงเริ่มต้นเดินเท้าลงใต้ เมื่อถึงเมืองท่าปูซาน ท่านกับสมาชิกก็เริ่มต้นสร้างโบสถ์แห่งความสามัคคีหลังแรกขึ้นโดยใช้กล่องกระดาษบรรจุอาหารที่แจกจ่ายในกองทัพมาเป็นวัสดุก่อสร้าง ระหว่างนั้น ท่านบอกกับสมาชิกของท่านว่า สักวันหนึ่งหลักการของพระเจ้าจะแพร่หลายไปทั่วโลก ท่านพยากรณ์ไว้ว่าคนจากทั่วโลกจะมาแสวงบุญที่นั่น ตอนนั้นคำพยากรณ์ของท่านฟังดูเหลือเชื่อ แต่ต่อมากลายเป็นความจริง เมื่อคนนับหมื่นคน ศิษยาภิบาลกว่า 7,000 คนจากอเมริกาเดินทางมาแสวงบุญ ณ ที่แห่งนั้น ตรงตามคำพยากรณ์

กำเนิดโบสถ์แห่งความสามัคคี
ในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1954 ท่านสาธุคุณมูนได้ก่อตั้งสมาคมพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อความสามัคคีแห่งศาสนาคริสต์โลก (The Holy Spirit Association for the Unification of World Christianity) หรือนิยมเรียกว่า โบสถ์แห่งความสามัคคี (Unification Church)

โบสถ์แห่งความสามัคคีกลายเป็นโบสถ์ที่ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่สมาชิกที่มาจากมหาวิทยาลัยเอฮวา ซึ่งเป็นมหาวิยาลัยสตรีคริสเตียนชั้นแนวหน้าที่มีสายสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลเกาหลีและโปรเตสแตนท์กลุ่มใหญ่ขณะนั้น เนื่องจากมีนิสิตนักศึกษาจำนวนมากที่เข้ามาเป็นสมาชิกโบสถ์ ทำให้ทางมหาวิทยาลัยต้องส่งอาจารย์มาสืบเรื่องราว แต่ผลกลับเป็นว่ามีอาจารย์หลายท่านขอเข้าเป็นสมาชิกด้วย ซึ่งแทนที่โบสถ์ใหม่แห่งนี้จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่มหาวิทยาลัยกลับเริ่มต้นกดขี่ข่มเหง อธิการบดีมหาวิทยาลัยยื่นคำขาดกับบรรดาอาจารย์และนิสิตนักศึกษาที่เป็นสมาชิกโบสถ์ให้ตัดสินใจว่าจะเลือกโบสถ์หรือมหาวิทยาลัย

ขณะเดียวกันบรรดาหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในสมัยนั้นก็เริ่มต้นตีพิมพ์เรื่องราวเพื่อโจมตีโบสถ์แห่งความสามัคคี โดยกล่าวหาว่ามีการกระทำที่ผิดศีลธรรมทางเพศในโบสถ์ บ้างก็ว่าท่านสาธุคุณมูนเป็นสายลับเกาหลีเหนือ จนทำให้ท่านต้องถูกจองจำอีกครั้งหนึ่ง การสอบสวนดำเนินไปหลายสัปดาห์ จนในที่สุดก็ไม่พบหลักฐานใดๆ ท่านจึงถูกปล่อยตัว ต่อมาท่านก็ถูกจับกุมอีกครั้งในข้อหาหนีทหาร ทั้งที่ช่วงนั้นท่านถูกจองจำอยู่ในค่ายกักกันฮึงนัมในเกาหลีเหนือ ท่านถูกจองจำในเรือนจำอยู่หลายเดือนและกลายเป็นข่าวดังทั่วประเทศ แต่ต่อมาพบว่าคดีขาดหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ ทำให้ท่านได้รับการปล่อยตัว แต่ข่าวที่ท่านได้รับการปล่อยตัวกลับเป็นเพียงข่าวเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์เท่านั้น เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ต่อมาได้กลายเป็นแบบแผนความร่วมมือระหว่างผู้นำศาสนา รัฐบาล และสื่อมวลชน ในการดำเนินการเพื่อกำจัดท่านสาธุคุณมูนและโบสถ์แห่งความสามัคคีของท่าน

พันธกิจเพื่อการช่วยให้รอด
แม้จะต้องเผชิญกับภัยอันตรายต่างๆ แต่ท่านสาธุคูณมูนก็ยังพากเพียรอบรมและดูแลเอาใจใส่บรรดาสมาชิกที่มีศรัทธาจนกระทั่งกลายเป็นชุมชนใหญ่ ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็น "โบสถ์ร้องไห้" ในปี ค.ศ.1957 โบสถ์ได้ขยายสาขาออกไปใน 30 เมืองทั่วเกาหลี ในปี ค.ศ.1958 มิชชันนารีคนแรกเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และในปี ค.ศ.1959 มิชชันนารีกลุ่มแรกก็เดินทางไปสหรัฐอเมริกา

ในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.1960 ท่านสาธุคุณมูนได้รับพรมงคลสมรสร่วมกับนางสาวฮัก จา ฮัน อันเป็นหมายสำคัญของจุดเริ่มต้นการแก้ไขมนุษยชาติกลับสู่สายเลือดของพระเจ้า ด้วยอำนาจของพระเจ้าและความรักที่เสียสละ ท่านสาธุคุณมูนและภริยาจึงสามารถสถาปนาตำแหน่ง "พ่อแม่ที่แท้จริง" ขึ้นได้ ท่านทั้งสองเป็นคู่ครองคู่แรกที่ได้รับพระพรของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ทุกประการ

  

คุณฮัก จา ฮัน และคุณแม่ของเธอซึ่งเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด ก็ต้องอพยพลงใต้ในช่วงสงครามเกาหลี ต่อมาทั้งสองได้เข้าเป็นสมาชิกของโบสถ์แห่งความสามัคคี เมื่อคุณฮัก จา ฮัน อายุได้ 17 ปี เธอได้เข้าพิธีรับพรมงคลสมรสร่วมกับท่านสาธุคุณมูน นับแต่นั้นมา เธอก็ได้ยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคและความยากลำบากต่างๆ เคียงข้างสามีของเธอด้วยความองอาจและกล้าหาญโดยไม่สั่นคลอน

คนทั้งหลายทั้งที่แต่งงานแล้วหรือยังเป็นโสด สามารถรับพรมงคลสมรสของพระเจ้าได้โดยผ่านท่านสาธุคุณมูนและภริยาซึ่งอยู่ในฐานะพ่อแม่ที่แท้จริง ในแต่ละครั้ง จำนวนของผู้ที่รับพรมงคลสมรสดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา ปี 1960 มี 36 คู่ ปี 1982 มี 8,000 คู่ ปี 1992 มี 30,000 คู่ และในปี 1995 มี 360,000 คู่

การแต่งงานหมู่ของชายหญิงต่างเชื้อชาติและสัญชาติ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมวลมนุษย์ ท่านสาธุคุณมูนสอนว่า มนุษย์ที่มีบาปสามารถเชื่อมต่อกับสายเลือดที่แท้จริงของพระเจ้าได้ด้วยการรับพร ดังนั้น พรมงคลสมรสนี้จึงเป็นความหวังอันสูงสุดของมนุษย์ผู้สืบสายเลือดที่มีบาปมาจากบรรพบุรุษมนุษย์คู่แรก คู่บ่าวสาวที่รับพรจากท่านสาธุคุณมูนและภริยา คือ ผู้ที่ตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้าในการสร้างครอบครัวอุดมคติที่มีพระองค์ทรงเป็นศูนย์กลาง การสร้างครอบครัวอุดมคติคือจุดเริ่มต้นของการสร้างโลกสันติภาพ

พันธกิจในประเทศไทย
กิจกรรมด้านการเผยแพร่ของโบสถ์แห่งความสามัคคี ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.2518 โดยมิชชันนารีต่างประเทศได้แก่ มิสเตอร์ แจ๊ค ฮาร์ท ชาวอเมริกัน มิสเตอร์ อากีร่า มิทานิ ชาวญี่ปุ่น มิสเตอร์ โวล์ฟ กัง ชาวเยอรมัน และมิสซิส อีวา สตูดิมาน ชาวเยอรมัน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีสมาชิก

ต่อมามิชชันนารีชื่อ โวล์ฟ กัง ได้แนะนำเกี่ยวกับคำสอนของสาธุคุณซัน เมียง มูน ให้แก่ นายแพทย์เล็ก ทวีเติมสกุล ซึ่งในขณะนั้น เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับมอบหนังสือให้เล่มหนึ่งชื่อ The Divine Principle หลังจากนั้นปี พ.ศ. 2519 นายแพทย์เล็ก ทวีเติมสกุล ได้เลื่อมใสศรัทธา และได้แปลหนังสือชื่อ Outline of the Principle Level 4 (โครงร่างแห่งหลักการ) แล้วเริ่มเผยแพร่ไปสู่คนที่รู้จัก

จนถึงปี พ.ศ.2527 มีสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 40 คน จึงดำเนินการจัดตั้งเป็น ศูนย์วัฒนธรรมแห่งความสามัคคี ขึ้นในเวลานั้น โดยใช้บ้านเช่าในซอยสุขุมวิท 49 เป็นสถานที่เผยแพร่และดำเนินกิจกรรมการเผยแพร่ อาทิ การแนะนำเผยแพร่ต่อสาธารณะชนตามชุมชน ห้างสรรพสินค้า และสวนสาธารณะ เป็นต้น โดยใช้แผ่นปลิวและนามบัตรซึ่งระบุหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ และระบุสถานที่ตั้งสำหรับผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมได้ด้วยตนเอง

ลักษณะกิจกรรมในสมัยแรกก็จะเป็นการให้บริการ ด้านการบรรยายหลักการทุกวัน และสำหรับวันอาทิตย์เวลา 10.00 น.ถึง 12.00 น. ก็จะมีจัดพิธีนมัสการวันอาทิตย์ (Sunday Service) หลังจากนั้นก็ได้จัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ การสอนภาษาต่างประเทศ กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ เช่น สอนหนังสือเด็กและมอบอุปกรณ์การศึกษาในแหล่งชุมชนสลัม หน่วยแพทย์อาสาในชุมชนแออัด กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิก ฯลฯ

เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้น จึงย้ายสถานที่ตั้งมาอยู่ที่ด้านข้างของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร ซอยสุขุมวิท 21 จนกระทั่งปลายปี พ.ศ.2531 ก็ได้มีการย้ายศูนย์สำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ตึกเคนซิงตัน หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง

ขณะนั้น ประธานโบสถ์ คือ นายแพทย์เล็ก เห็นว่าที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย มีนักศึกษาพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับบริเวณนั้นเต็มไปด้วยแหล่งอบายมุขมากมาย เพื่อที่จะเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ศูนย์จึงมีความคิดที่จะจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การสอนภาษา ดนตรี กีฬาและศิลปะป้องกันตัว รวมทั้งการจัดสัมนาวิชาการเพื่อเพิ่มพูนความรู้แก่นักศึกษาและประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ ซึ่งก็มีผู้สนใจและสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นได้ขยายศูนย์ออกไปอีกหลายแห่งในเวลาต่อๆ มา เพื่อให้บริการกับสมาชิกได้ทั่วถึงตลอดจนเพื่อเผยแพร่กับผู้สนใจเพิ่มขึ้น

กิจกรรมเพื่อเผยแพร่คำสอน ได้แก่ การอบรมหลักการดำเนินชีวิต สำหรับบุคคลทั่วไปทุกวัน เว้นวันอาทิตย์ การสัมมนาหลักการ 1 วัน 2 วัน 7 วัน 21 วัน และ 40 วัน ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์อบรม ซอยสุขุมวิท 58 และด้วยเหตุที่มีสมาชิกให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์เป็นไปอย่างถูกต้อง และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย จึงได้มีการดำเนินการขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็น มูลนิธิวัฒนธรรมแห่งความสามัคคี ขึ้น ซึ่งได้จดทะเบียนเสร็จสิ้นในเดือน ตุลาคม พ.ศ.2532 โดยใช้สถานที่ตั้งของศูนย์ที่เคนซิงตัน เป็นที่ตั้งของมูลนิธิฯในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ

กิจกรรมที่ได้จัดขึ้นได้รับความสนใจและมีผู้มาใช้บริการจำนวนมากโดยผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกเพื่อขอใช้บริการมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 200,000 คน คณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงมีความเห็นว่าควรให้มีการจดทะเบียนในรูปแบบของสมาคม เนื่องจากเห็นว่ามูลนิธิฯ นั้นตามกฏหมายแล้วมีลักษณะเป็นกองทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ แต่สมาคมจะมีรูปแบบของการรับสมัครสมาชิกและจัดกิจกรรมในการพบปะสังสรรค์ของสมาชิกจึงมีลักษณะที่ดูเหมาะสมกว่า จึงได้มีการยื่นขอจดทะเบียนสมาคมโดยใช้ชื่อว่า สมาคมศูนย์วัฒนธรรมแห่งความสามัคคี ณ อาคารเคนซิงตัน ชั้น 2 เลขที่ 2077/8 ซอยรามคำแหง 37

Contact us