ประวัติความเป็นมาของโบสถ์แห่งความสามัคคีในประเทศไทย
ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.2518 โดยมิชชันนารีต่างประเทศได้แก่ มิสเตอร์ แจ๊ค ฮาร์ท ชาวอเมริกัน มิสเตอร์ อากีร่า มิทานิ ชาวญี่ปุ่น มิสเตอร์ โวล์ฟ กัง ชาวเยอรมัน และมิสซิส อีวา สตูดิมาน ชาวเยอรมัน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีสมาชิก
ต่อมามิชชันนารีชื่อ โวล์ฟ กัง ได้แนะนำเกี่ยวกับคำสอนของสาธุคุณซัน เมียง มูน ให้แก่ นายแพทย์เล็ก ทวีเติมสกุล ซึ่งในขณะนั้น เป็นนักศึกษา แพทย์ ชั้นปีที่สอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับมอบหนังสือให้เล่มหนึ่งชื่อ The Divine Principle หลังจากนั้นปี พ.ศ. 2519 นายแพทย์เล็ก ทวีเติมสกุล ได้เลื่อมใสศรัทธา และได้แปลหนังสือชื่อ Outline of the Principle Level 4 (โครงร่างแห่งหลักการ) แล้วเริ่มเผยแพร่ไปสู่คนที่รู้จัก
จนถึงปี พ.ศ.2527 มีสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 40 คน จึงดำเนินการจัดตั้งเป็น ศูนย์วัฒนธรรมแห่งความสามัคคี ขึ้นในเวลานั้น โดยใช้บ้านเช่า ใน ซอย สุขุมวิท 49 เป็นสถานที่เผยแพร่และดำเนินกิจกรรมการเผยแพร่ อาทิ การแนะนำเผยแพร่ต่อสาธารณะชนตามชุมชน ห้างสรรพสินค้า และสวน สาธารณะ เป็นต้น โดยใช้แผ่นปลิวและนามบัตรซึ่งระบุหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ และระบุสถานที่ตั้งสำหรับผู้ที่สนใจ สามารถมา ร่วมกิจกรรมได้ด้วยตนเอง
ลักษณะกิจกรรมในสมัยแรกก็จะเป็นการให้บริการ ด้านการบรรยายหลักการทุกวัน และสำหรับวันอาทิตย์เวลา 10.00 น.ถึง 12.00 น. ก็จะมีจัดพิธี นมัสการวันอาทิตย์ (Sunday Service) หลังจากนั้นก็ได้จัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ การสอนภาษาต่างประเทศ กิจกรรมสาธารณะ ประโยชน์ เช่น สอนหนังสือเด็กและมอบอุปกรณ์การศึกษาในแหล่งชุมชนสลัม หน่วยแพทย์อาสาในชุมชนแออัด กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิก ฯลฯ
เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้น จึงย้ายสถานที่ตั้งมาอยู่ที่ด้านข้างของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร ซอยสุขุมวิท 21 จนกระทั่งปลายปี พ.ศ.2531 ก็ได้มีการย้ายศูนย์สำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ตึกเคนซิงตัน หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง
ขณะนั้น ประธานโบสถ์ คือ นายแพทย์เล็ก เห็นว่าที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย มีนักศึกษาพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับบริเวณนั้นเต็มไปด้วย แหล่งอบายมุขมากมาย เพื่อที่จะเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ศูนย์จึงมีความคิดที่จะจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การสอนภาษา ดนตรี กีฬาและศิลปะป้องกันตัว รวมทั้งการจัดสัมนาวิชาการเพื่อเพิ่มพูน ความรู้แก่นักศึกษาและ ประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ ซึ่งก็มีผู้สนใจและสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นได้ขยายศูนย์ออกไปอีกหลายแห่งในเวลาต่อๆ มา เพื่อให้ บริการกับสมาชิกได้ทั่วถึงตลอดจนเพื่อเผยแพร่กับผู้สนใจเพิ่มขึ้น
กิจกรรมเพื่อเผยแพร่คำสอน ได้แก่ การอบรมหลักการดำเนินชีวิต สำหรับบุคคลทั่วไปทุกวัน เว้นวันอาทิตย์ การสัมมนาหลักการ 1 วัน 2 วัน 7 วัน 21 วัน และ 40 วัน ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์อบรม ซอยสุขุมวิท 58 และด้วยเหตุที่มีสมาชิกให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อให้การ ดำเนิน งานของศูนย์เป็นไปอย่างถูกต้อง และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย จึงได้มีการดำเนินการขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็น มูลนิธิวัฒนธรรมแห่งความสามัคคี ขึ้น ซึ่งได้จดทะเบียนเสร็จสิ้นในเดือน ตุลาคม พ.ศ.2532 โดยใช้สถานที่ตั้งของศูนย์ที่เคนซิงตัน เป็นที่ตั้งของมูลนิธิฯในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
กิจกรรมที่ได้จัดขึ้นได้รับความสนใจและมีผู้มาใช้บริการจำนวนมากโดยผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกเพื่อขอใช้บริการมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 200,000 คน คณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงมีความเห็นว่าควรให้มีการจดทะเบียนในรูปแบบของสมาคม เนื่องจากเห็นว่ามูลนิธิฯ นั้นตามกฏหมายแล้วมีลักษณะ เป็น กอง ทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ แต่สมาคมจะมีรูปแบบของการรับสมัครสมาชิกและจัดกิจกรรมในการพบ ปะสังสรรค์ของสมาชิก จึงมี ลักษณะที่ดูเหมาะสมกว่า จึงได้มีการยื่นขอจดทะเบียนสมาคมโดยใช้ชื่อว่า สมาคมศูนย์วัฒนธรรมแห่งความสามัคคี ณ อาคารเคนซิงตัน ชั้น 2 เลขที่ 2077/8 ซอยรามคำแหง 37
|